 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/34058" type="text/javascript"></script> |
|
|
ภารกิจของการอยู่รอด
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องพัฒนาโลกอย่างจริงจังและก้าวให้พ้นหายนะที่นับวันจะสายเกินแก้แรวทางการแก้ไขที่จะทำให้เราก้าวเขาสู่โลกยุคโลกาภิวัฒน์ที่สมบูรณ์
post ครั้งแรก: Fri 7 December 2007, 7:43 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 12 December 2007, 7:57 pm
|
หน้าที่ 1 - ภารกิจของการอยู่รอด
ภารกิจของการอยู่รอด
โลกของเรานั้นมีการพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องช้าๆ เปลี่ยนแปลงทีละน้อยแล้วกินเวลานานหลายพันหลายหมื่นปี แต่ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมาโลกเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด เพราะในยุคสมัยดังกล่าวเป็นช่วงที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มเกิดขึ้น และการเปลี่ยนแปลงเริ่มรุนแรงมากในช่วงศตวรรษที่ 19 และ 20 และปัจจุบันก็ไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนลงแต่อย่างใด
การเปลี่ยนแปลงมีทั้งดีและไม่ดีแต่ปัจจุบัน ข้อเสียเริ่มบังเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและบดบังข้อดีออกไปจดหมด ปัญหาที่เกิดขึ้นก็มีทั้งทางธรรมชาติทางสังคม และทั้งหมดเกิดจากน้ำมือมนุษย์ ปัญหาทางธรรมชาติที่เด่นชัดนั้นคือ ภาวะโลกร้อน ทรัพยากรที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ สิ่งแวดล้อมในทุกด้านถูกทำลายอย่างรุนแรงและรวดเร็ว เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้นับว่าเป็นภัยต่อมนุษยชาติและต้องการการแก้ไขโดยเร็วที่สุด แต่กระนั้นเคราะห์กรรมยังไม่มากพอ ปัญหาสังคมที่โลกประสบนอกจากเป็นอันตรายต่อมนุษยชาติแล้ว มันยังส่งผลต่อการแก้ปัญหาทางธรรมชาติด้วย ปัญหาทางสังคมได้แก่ การขยายตัวของจำนวนประชากรโลกที่ส่งผลให้เกิดการบริโภคทรัพยากรอย่างรวดเร็ว ขยะที่เพิ่มขึ้นจนตามเก็บกันไม่ทัน พื้นที่อยู่อาศัยที่น้อยลงจนใกล้หมดในเร็ววัน ปัญหาด้านการศึกษาของประชาชน ช่องว่างทางสังคมที่แตกแยกอย่างลิบลับ ปัญหาด้านสาธารณสุขที่บกพร่องจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นระบบที่พิการ การแพร่ระบาดของโรคภัยไข้เจ็บที่บ่อนทำลายมนุษย์ เช่น มาลาเรีย เอดส์ ซาร์ส ปัญหาความมั่นคงเช่นการก่อการร้ายที่ทำให้ความร่วมมือใดๆต้องหยุดชะงัก
จากปัญหาที่สาธยายออกมาทั้งหมดคงอาจทำให้ใครหลายคนท้อใจจนไม่คิดว่าการแก้ปัญหานั่นจะทำได้ แต่จริงๆแล้วการแก้ปัญหาทั้งหมดนั้นทำได้ไม่ยาก แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศต่างๆ และความมีวินัยในตนเองของแต่ละประเทศ ซึ่งตรงนี้ก็จัดเป็นปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง
1.การศึกษา เมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต
การศึกษา การศึกษา การศึกษา ต้องขอเน้นยำตรงนี้เลยว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง มันเป็นก้าวแรกของพัฒนาการโลกขั้นต่อไป เรียกได้ว่าถ้าจุดนี้จบไปโดยยังไม่เริ่มเราก็ไม่ต้องทำอะไรต่อแล้ว
การศึกษาต้องเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเสียอะไรเลยหรือจะเสียก็เป็นเพียงเงินทุนสนับสนุนในการขับเคลื่อนการศึกษา หาใช่เงินจากการแสวงหากำไร ทุกคนต้องมีการศึกษาเพราะมันจะส่งผลต่อการกำหนดรูปแบบชีวิต กำหนดแนวทางการดำเนินชีวิตไปถูกที่ถูกทาง และสร้างฐานะรวมทั้งอนาคตที่ดี ให้แก่บุคคลที่ได้รับการศึกษา โดยการศึกษานี้มิใช่เพื่อก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเท่านั้นแต่ยังต้องสร้างความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อีกด้วย เพราะความรู้เพียงอย่างเดียวมันไม่มีประโยชน์ นอกจากจะถูกนำไปพัฒนาดัดแปลงเป็นเทคโนโลยีแหละนวัตกรรมใหม่ๆที่สร้างสรรค์โลก และสังคม ซึ่งนั่นจำเป็นมากในการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
การท่องจำนั้นยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการศึกษา มันคือหัวใจของการศึกษา ความเข้าใจเปรียบได้กับร่างกาย และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นอาภรณ์ให้กับการศึกษา
2.สาธารณสุข รากฐานของมนุษยชาติ
ในโลกนี้ยังมีพื้นที่หลายส่วนที่การสาธารณสุขเปรียบเสมือน ดินแดนอลิซอันแสนมหัศจรรย์ ที่มีจริงแต่ในโลกแห่งความฝัน เด็กๆหลายร้อยคนในอินเดียรู้จักแต่รสชาติน้ำดื่มจากท่อระบายน้ำ ชาวเอธิโอเปียหลายพันคนคิดว่าข้าวที่แท้จริง คือ ต้อนหญ้าแห้งๆตามพื้นดินที่แตกระแหง เราจะไม่พูดถึงไฟฟ้าเพราะมันแทบจะไม่มีอยู่จริงกับผู้คนหลายล้านคนในประเทศโลกที่สาม
น้ำประปา ไฟฟ้า อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ถ้ามนุษย์ยังไม่มีสิ่งเหล่านี้ เราก็ไม่ต้องไปคาดหวังให้พวกเขา สนใจโลกหรือปัญหาอะไรเลย เพราะพวกเขาจะไม่สนการจัดการชีวิตที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้นเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อมนุษย์ และตราบใดที่ประชาชนยังไม่ได้สิ่งเหล่านี้อย่างเพียงพอ และมีความั่นคงแน่นอน มิฉะนั้นอารยธรรมจะไม่มีวันเกิดขึ้นเลยด้วย
3.ไฟฟ้า โลหิตแห่งโลกอนาคต
ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงอารยธรรมของมนุษย์มาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 และในยุคศตวรรษที่ 21 ไฟฟ้าไม่ต่างอะไรไปจากน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิต ตราบใดที่การผลิตไฟฟ้ายังมีความมั่นคงหรือหยืดหยุ่นพอ อารยธรรมเราก็ยังไม่ต่างกับถูกโซ่ล่ามไว้ โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจะต้องหมดไปด้วยสิ้นเชิง เราอาจแทนที่มันด้วยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่มีอันตรายมหาศาล โรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ผลิตไฟฟ้าได้แสนลำเข็ญ หรือจะเป็นพลังลมที่ให้ความหวังแค่ระดับชุมชันขนาดเล็ก
แต่มีทางผลิตไฟฟ้าจากวิธีหนึ่งที่ต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วน แผงโซลาร์เซลล์อาจเป็นทางออกให้เราได้ ถ้ามันได้รับการแก้ไขประสิทธิภาพในการแปลงแสงเป็นไฟฟ้า ปัจจุบันแผงโซลาร์เซลล์สามารถดึงพลังงานจากดวงอาทิตย์ได้แค่ 15-25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ในขณะที่พลังงาน 75-65 เปอร์เซ็นต์หลุดลอยล่องหายไปในอากาศ เมื่อใดที่การพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์พัฒนาถึงขีดความสามารถสูงสุด แผงโซลาร์เซลล์เล็กๆก็ผลิตไฟฟ้าได้มหาศาล และนั่นจะทำไฟฟ้าเป็นพลังงานอิสระ ที่ใครก็สามารถสร้างได้โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยมากหรือไม่ต้องใช่เลยในระยะยาว บ้านทุกหลังสามารถติดตั้งได้ง่าย และไฟฟ้าจะเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายพอๆกับอากาศ
4.ปลดแอกเครื่องกล จักรกลขับเคลื่อนโลก
เคยสังเกตไหมว่าโลกเราถูกครอบงำโดยรูปแบบของพลังงานอยู่สองแบบนั่นคือ พลังงานไฟฟ้าที่ได้กล่าวไปแล้ว และอีกหนึ่งคือพลังงานกล โดยมีเครื่องมือหนึ่งที่แปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกลนั่นคือมอเตอร์
แต่เจ้ามอเตอร์ก็มีขีดจำกัดของมันเมื่อต้องใช้แรงกลมากๆ เจ้ามอเตอร์จะหมดประโยชน์ เพราะศักยภาพที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงต้องสร้างเครื่องกลที่ทำงานหนักได้ นั่นคือ เครื่องยนต์ที่รับประทานเชื้อเพลิงฟอสซิลในการสร้างแรงกล และนั่นคือสิ่งที่เราจะต้องกำจัดออกไป เราต้องสร้างเครื่องกลที่ทำงานหนักโดยใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อน ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิล
สำหรับในเรื่องนี้ข้าพเจ้าก็ไม่อาจบอกได้ว่า เราควรจะต้องพัฒนาตรงส่วนไหน และอย่างไร เพราะจินตนาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของข้าพเจ้ามีอยู่อย่างจำกัด แต่ถ้าจะให้ลองจินตนาการดูสิ่งแรกที่ผมนึกถึงคือระบบไฮดรอลิก เพียงแต่ระบบไฮดรอลิกกใช้ได้ในแนวตรงซึ่งนั้นจะเป็นการสร้างขีดจำกัดของงานและอนาคตไปในทันทีแทนที่จะเป็นการปลดแอกดังที่กล่าวไว้ ดังนั้นเราจึงต้องการการเคลื่อนที่ การทำงานที่เป็นลักษณะของวงกลม ซึ่งจะปลดปล่อยจินตนาการในการสร้างสรรค์ที่มีเสรีมากยิ่งขึ้น เราอาจสร้างมอเตอร์ที่มีระบบไฮดรอลิกเป็นต้องส่งแรงช่วยก็ย่อมได้
5.รีไซเคิล คืนชีพทรัพยากร
การรีไซเคิลนั้นนับว่าเป็นแหล่งทรัพยากรที่ดีกว่าเหมืองใดๆทั้งสิ้น ปัจจุบันความสามารถในการรีไซเคิลยังมีอยู่อย่างจำกัด และยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ การรีไซเคิลยังทำให้คุณภาพลดลง และรีไซเคิลได้เพียงเฉพาะบางสิ่ง ดังนั้นการพัฒนากระบวนการรีไซเคิลให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ให้คุณภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น ยังเป็นสนามต่อสู้อันหฤโหดอยู่อีกต่อไป
หยุดใช้ทรัพยาการธรรมชาติจำพวกไม้ เพราเป็นสิ่งที่รีไซเคิลได้ในวงจำกัด ไม้ที่แปรรูปแล้ว จะรีไซเคิลได้ยากเพราะการใช้ประโยชน์ที่ถูกจำกัด จากโครงรูปของไม้ที่ตัดแต่งแล้ว ควรหันมาใช้วัสดุสังเคราะห์แทนเช่นพลาสติก แต่ไม่ใช่พลาสติกที่มีอยู่ในปัจจุบัน แน่นอนว่าต้องเป็นพลาสติกที่ออกแบบพิเศษเพื่อให้สามารถย่อยสลายได้ง่าย และไม่ก่อให้เกิดสารพิษในกระบวนการหลอมเพื่อนำมาใช่ใหม่ แต่ปัจจุบันมีการหันมาสร้างวัสดุที่ทำจากกระดาษและมีคุณลักษณะแบบเดียวกับพลาสติก แต่นั่นก็ยังเป็นการส่งเสริมการตัดไม้ทำลายป่าอยู่ดี เราอาจบอกได้ว่าต้นไม้เราปลูกทดแทนได้ แต่ทุกวันที่อยู่ของประชากรขยายมากขึ้นทุกวัน พื้นที่การปลูกก็จะลดลงจนในที่สุดก็จะเหลือแต่พื้นที่อนุรักษ์ที่ห้ามการตัดไม้
แนวทางการพัฒนาทั้ง 5 ที่กล่าวไปเป็นสิ่งที่ควรจะต้องได้รับการพัฒนาโดยเร็วแม้แต่เริ่มคิดเกี่ยวกับมันก็ยังดี เพราะนับวันเรายิ่งจะสายมากขึ้น โดยการพัฒนาทั้ง 5 หากจะถามว่าทำอะไรก่อนอะไรหลัง ข้าพเจ้าก็ขอตอบได้เลยว่า พร้อมกันทุกข้อโดยดูความเหมาะสมว่าที่ใดควรจะเริ่มต้นด้วยข้อใด แน่นอนว่าสิ่งทั้งหมดเป็นการปฏิวัติระดับโลกที่ต้องอาศัยความร่วมมือระดับชาติ แต่สำหรับไทยเรา เราควรเริ่มอย่างยิ่งที่ข้อ 1 กับ 2 เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศยังขาดแคลนระบบดังกล่าวอย่างมาก และข้าพเจ้าก็ได้แต่คาดหวังว่าโลกคงจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นกว่าวันนี้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 6 ม.ค. 2551 (10:27) เห็นด้วยค้าบบบ
แก้ปัญหาโลกร้อน โดยการปลูกต้นไม้ ง่ายแค่นิดเดียว
แต่คนเรายังทำกันไม่ได้เลย
10do
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 130 ดวง - โหวตเพิ่มดาว