|
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคืออะไร มีไว้ทำไม
Espresso (55,842 views) first post: Tue 18 December 2007 last update: Wed 26 December 2007
ช่วงนี้หลายๆคนคงจะได้ยินคำว่ากองทุนน้ำมันฯ กันบ่อย ๆ แต่คุณทราบหรือไม่ว่าจริงๆแล้วกองทุนน้ำมันฯ คืออะไร และมีไว้ทำไม มีผลดีผลเสียต่อเศรษฐกิจของชาติอย่างไร
|
หน้าที่ 1 - แนวคิดการจัดตั้งกองทุนน้ำมันฯ
หลายคนคงสงสัยว่าทำไมช่วงนี้ถึงได้ยินคำว่ากองทุนน้ำมันฯ กันบ่อย ๆ แล้วกองทุนน้ำมันฯ คืออะไร และมีไว้ทำไม ก่อนอื่นอาจจะต้องบอกกันก่อนว่าจริงๆ แล้ว กองทุนน้ำมันฯ ที่ได้ยินกันบ่อย ๆ นั้น มีชื่อเต็มว่า
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อยู่ภายใต้สังกัดของสำนักงานงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน แต่ถามว่า แล้วกองทุนน้ำมันฯ คืออะไร และมีไว้ทำไม
แนวคิดการจัดตั้งกองทุนน้ำมันฯ มีมาตั้งแต่ช่วงปี 2516-2517 ที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์น้ำมัน ซึ่งในช่วงนั้น ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว และหาซื้อได้ยาก ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันขึ้นในประเทศไทย รัฐบาลจึงได้คิดหาวิธีที่จะใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแทรกแซงหรือควบคุมกลไกตลาดน้ำมัน เพื่อรักษาความมั่นคงในประเทศชาติ และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ดังนั้นในปี 2516 รัฐบาลไทยจึงได้ออกพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อใช้เป็นกลไกในการกำหนดมาตรการต่าง ๆ ที่จะช่วยเหลือประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีราคาสูงขึ้น และก็ได้ใช้พระราชกำหนดนี้ ช่วยบรรเทาผลกระทบของราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นมาเกือบจะทุกครั้งที่ราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้น รวมทั้งในช่วงวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันครั้งที่ 2 ด้วย
ซึ่งต่อมาในปี 2534 รัฐบาลได้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล และน้ำมันเตา โดยเหลือเพียงก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือก๊าซหุงต้ม หรือที่เรียกกันว่า LPG ที่ยังคงมีการควบคุมราคาอยู่ จนกระทั่งในปี 2544 ได้เปลี่ยนการควบคุมราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) มาเป็นแบบกึ่งลอยตัว โดยกำหนดให้รัฐบาลควบคุมเพียงราคาขายส่ง ส่วนราคาขายปลีกและค่าการตลาด ให้ผู้ค้าก๊าซเป็นผู้กําหนด แต่ยังให้หน่วยงานของรัฐ ได้แก่ สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และกรมการค้าภายใน มีหน้าที่กํากับดูแลมิให้มีการกําหนดราคาเพื่อเอาเปรียบผูบริโภค
สำหรับการดูแลจัดการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ในปี 2546 ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณานโยบายพลังงานขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารกองทุนน้ำมัน ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและใช้ในการตรึงราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา รวมทั้งราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว ในยามที่ราคาเชื้อเพลิงเหล่านี้สูงขึ้นตามราคาในตลาดโลก ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อช่วยให้เกิดผลกระทบต่อผู้ใช้เชื้อเพลิงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นในกิจการร้านค้าหรือประชาชน ให้น้อยที่สุด
แล้วกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเอาเงินมาจากไหน?
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีรายได้จากการนำส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ จากผู้ค้าน้ำมันในอัตราที่กำหนด เช่น ปัจจุบันมีการกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ สำหรับน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ในอัตรา 4 บาทต่อลิตร และดีเซลหมุนเร็ว 0.70 บาทต่อลิตร เป็นต้น ส่วนรายจ่ายของกองทุนส่วนใหญ่ จะเป็นการจ่ายเพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง เช่น อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล และเบนซิน ในบางช่วงเวลา ในยามที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นรายจ่ายเพื่อส่งเสริมในส่วนของพลังงานทดแทน เช่น การให้การอุดหนุนด้านราคาแก่ไบโอดีเซล นอกจากนี้ ที่ผ่านมากองทุนน้ำมันยังมีรายจ่ายสำหรับการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) อีกด้วย เนื่องจากมีการควบคุมราคาก๊าซ LPG จึงจำเป็นต้องมีการใช้กองทุนน้ำมันฯ เป็นเครื่องมือในการรักษาระดับราคาของก๊าซ LPG และจ่ายชดเชยค่าขนส่งระหว่างคลังก๊าซ ปตท. (กองทุนฯ มีหนี้สินที่เกิดจากการชดเชยราคาก๊าซ LPG ที่สะสมมาจากอดีต ณ เดือน พ.ย. 2550 อยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนธันวาคม 2550 รัฐบาลได้เริ่มทยอยปรับราคาขายก๊าซ LPG เพิ่มขึ้น ตามแผนการลอยตัวราคาก๊าซ เพื่อลดภาระการแทรกแซงราคาของกองทุนน้ำมันฯ
แล้วกองทุนน้ำมันฯ เข้ามามีบทบาทตอนไหน?
การเข้าแทรกแซงราคาเชื้อเพลิงของกองทุนน้ำมันฯ อาจยกตัวอย่างเช่น กรณีที่ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก หรือกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่หรือที่เราได้ยินกันว่ากลุ่มโอเปค (Organization of the Petroleum Exporting Countries หรือ OPEC) ประกาศปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันลง ก็จะทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลง ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ทัน ดังนั้น การที่ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกมีน้อยลง ราคาน้ำมันในตลาดโลกย่อมแพงขึ้น ก็ย่อมทำให้ประเทศไทยที่มีการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงในสัดส่วนสูงถึงเกือบร้อยละ 90 ของปริมาณการใช้ต้องมีต้นทุนการนำเข้าน้ำมันในราคาที่แพงขึ้น และย่อมทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศไทยต้องแพงตามไปด้วย หากสมมติให้สิ่งอื่นๆไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น อัตราแลกเปลี่ยนคงที่
หากไม่มีกองทุนน้ำมันฯ เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกแพงขึ้น ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศก็ย่อมต้องแพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชน แต่การมีกองทุนน้ำมันฯ อาจจะทำให้รัฐบาลตัดสินใจที่จะไม่ปรับราคาเชื้อเพลิงในประเทศให้แพงตาม แต่ใช้วิธีการลดอัตราการนำส่งเงินของผู้ค้าน้ำมันเข้ากองทุนน้ำมันฯ เช่น จากที่เคยนำส่ง 4 บาทต่อลิตร เหลือ 3.60 บาทต่อลิตร เป็นการชั่วคราว ซึ่งเมื่อทำแบบนี้ ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศก็ไม่จำเป็นต้องปรับเพิ่มขึ้นมากเท่ากับที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกแพงขึ้น เป็นต้น ซึ่งหากในเวลาต่อมาราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลง หรือกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รัฐบาลก็อาจจะกำหนดให้มีการนำส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในอัตราเดิมอีกครั้ง หรืออาจกล่าวได้ว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะทำหน้าที่เป็นเสมือนกองทุนฯ ที่ช่วยรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก เพื่อจะทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศผันผวนน้อยที่สุด
อย่างไรก็ตาม การมีกองทุนน้ำมันฯ เพื่อช่วยพยุงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศนั้น หากทำในช่วงสั้น ๆ ก็นับว่ามีผลดีต่อเศรษฐกิจและประชาชน แต่หากราคาน้ำมันในตลาดโลกแพงขึ้นเป็นเวลานาน ๆ การที่กองทุนน้ำมันฯ ช่วยพยุงราคาน้ำมันในประเทศไปเรื่อยๆ อาจจะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดของราคาน้ำมันในประเทศได้ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะเห็นได้ชัดเจนคือ การที่ประชาชนจะไม่ตระหนักถึงการประหยัดการใช้น้ำมัน ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หรือหันมาใช้พลังงานทางเลือกที่ได้จากวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งสามารถผลิตได้ในประเทศแทน เช่น ไบโอดีเซล และแก๊สโซฮอล์ เพราะคิดว่ายังไงก็มีกองทุนน้ำมันฯ ช่วยตรึงราคาไว้ให้ ซึ่งในที่สุด จะทำให้วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนน้ำมันฯ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงสั้น ๆ บิดเบือนไป
แหล่งค้นคว้าเพิ่มเติม
-
www.eppo.go.th
-
www.opec.org