 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/34234" type="text/javascript"></script> |
|
|
Atheism ความคิดนอกรีต?
เสนอแนวคิด Atheism แนวคิดที่ปฏิเสธการอยู่ของพระเจ้า
โปรดใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล
post ครั้งแรก: Thu 20 December 2007, 3:04 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 1 January 2008, 7:55 pm
|
หน้าที่ 1 - Atheism
16 ธันวาคม 2550
Atheism
ความคิดนอกรีต?
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่กำลังเข้าฉายอยู่ แทบไม่ต้องบอกทุกคนก็คาดเดาได้ทันทีว่าต้องเป็นเรื่อง The golden compass ซึ่งข้าพเจ้าก็มีโอกาสได้ไปชมมาแล้วแต่ไม่ขอออกแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพยนตร์ แต่จะโยงไปยังที่มาของภาพยนตร์ดังกล่าว
ภาพยนตร์เรื่อง The golden compass สร้างมาจากหนังสือไตรภาคชุด His dark materials หรือชื่อภาษาไทยว่าธุลีปริศนา ซึ่งข้าพเจ้าได้อ่านจบไปแล้วเช่นเดียวกัน และพบว่าหนังสือเล่มนี้น่าสนใจมาก จนต้องพลิกไปดูชื่อผู้แต่งนามว่า ฟิลิป พลูแมน ซึ่งข้าพเจ้าจึงเข้าใจในทันทีว่ากำลังอ่านงานเขียนแนว Atheism อยู่นั่นเอง
งานเขียนแนว Atheism นั่นเรียกได้ว่าหายากมาก เพราะผู้เขียนไม่กล้าเขียน รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์อันรุนแรงจากองค์กรทางศาสนา เนื่องจากงานเขียนแนว Atheism เป็นงานเขียนแนวต่อต้านพระผู้เป็นเจ้า ทำให้หนังสือในวงการหนังสือ งานเขียนประเภทนี้จึงมีน้อยมาก และโดยเฉพาะวรรณกรรมแปลภาษาไทยด้วยแล้วยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ แต่ในไทยหลายคนอาจคุ้นๆหนังสือที่มีเนื้อหาต่อต้านพระเจ้าอยู่บ้าง เช่น Davinci Code, เทวากับซาตาน และหนังสือที่เกี่ยวข้องกับสมบัติพวกอัศวินเทมพลาร์ แต่ข้าพเจ้าขอบอกเลยว่าที่กล่าวไปนั้นเป็นเพียงหางๆของงานเขียนแนว Atheism เนื่องจากเนื้อหาก็ยังสนับสนุนการมีอยู่ของพระเจ้า ( ส่วนใหญ่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับพระคริสต์เนื่องจากวรรณกรรมเหล่านี้กำเนิดในโลกคริสต์เป็นส่วนใหญ่ )
แต่เนื้อหาของธุลีปริศนานี่เป็นหัวใจหลักของ Atheism ทีเดียว เนื่องจากเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายในมหาภพ ( จักรวาลคู่ขนานมากมาย ) รวมตัวกันสร้างกองทัพใหญ่เพื่อทำสงครามกับพระเจ้า และในตอนจบพระผู้เป็นเจ้าก็เรียบร้อยตามระเบียบ คำถามก็คือทำไมกบฏต่อพระเจ้า
สาเหตุแรกมาจากแนวคิดหลักของ Atheism ที่ว่าเรามีเสรีภาพทางจิตวิญญาณจริงหรือถ้าถูกครอบงำด้วยศาสนาและหลักการ กฎเกณฑ์ที่มาจากพระเจ้า โดยมีหลักฐานคือ คัมภีร์อายุนับพันปี ที่ไม่มีใครยืนยันผู้เขียนได้ นอกจากตัวหนังสือเองที่ระบุว่ามาจากพระเจ้า ผู้ที่ตัดสินว่าการกระทำใดผิดหรือถูกคือพระผู้เป็นเจ้าซึ่งเมื่อตัดสินแล้วใครจะโต้แย้งได้ ถ้าวันหนึ่งคุณถูกตัดสินผิด แต่สำหรับตัวคุณๆมีเหตุผลว่าคุณถูก คุณจะฎีกาหาใครได้ แล้วเราจะรับได้ไหมว่าสิ่งที่พระเจ้าตัดสินนั่นถูกต้อง พระเจ้าอาจยอมรับเหตุผลของคุณไม่ได้พระองค์จึงให้คุณผิด แต่คุณยอมรับเหตุผลของคุณได้ และคนอื่นอีกหลายคนอาจยอมรับเหตุผลของคุณได้ เขาก็จะบอกว่าคุณถูก ที่นี้ก็จะเกิดการแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่าย แต่ละฝ่ายต่างไม่สามารถยอมรับเหตุผลของอีกฝ่ายได้ สิ่งที่ตามมาปรากฏให้เห็นตลอดระยะเวลาหลายพันปีนั่นคือ สงคราม การใช้กำลังกดอีกฝ่ายให้ยอมรับเหตุผลของตน แล้วใครจะสู้พระเจ้าได้ ดังนั้นเราก็เท่ากับตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการ นี่จึงเป็นข้อหนึ่งที่พวก Atheism ใช้อ้างว่าหลักการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้ามีข้อบกพร่องดังกล่าว ส่งผลให้เสียสิทธิและเสรีภาพ ทางความคิดอย่างมาก
ดังจะเห็นได้จากยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 5 15 ยุโรปตกอยู่ในช่วงเฟื่องฟูของศาสนาหนึ่ง ซึ่งมีศาสนาจักรเป็นใหญ่ มีอำนาจเหนือบรรดากษัตริย์ทั้งปวง แทนที่จะเป็นยุดบ้านเมืองเจริญเพราะศาสนาเฟื่องฟู ยุโรปกลับเข้าสู่ยุคมืดทางปัญญา เนื่องจากศาสตร์ความรู้ใดๆที่ขัดแย้งต่อหลักการศาสนาจะถูกทำลาย ผู้ที่นำเสนอหรือเกี่ยวข้องจะถูกศาลศาสนาไต่สวน และจบลงด้วยโทษประหารชีวิต ในยุคนั้นประชาชนถูกครอบงำด้วยศาสนา เหตุผลไม่ใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจ แค่กล่าวว่าเป็นไปตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ก็ไร้แล้วซึ่งข้อกังขาใดๆทั้งสิ้น ทำให้ความเจริญใดๆถูกแช่แข็งจนหมดสิ้น
จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 15 ยุโรปเผชิญปัญหาจากสงครามครูเสดที่เรื้อรังส่งผลให้ ศาสนจักรถูกลดทอนอำนาจลง และเปิดโอกาสให้การแสวงหาความรู้ที่เป็นความจริง พิสูจน์ได้แต่ขัดแย้งกับหลักหารทางศาสนากลับมาเปิดกว้าง และนำยุโรปเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ และทำให้ศาสนาต้องปรับเปลี่ยนตามความจริงที่ค้นพบ จากโลกที่ต้องตามศาสนากลายเป็นศาสนาที่ต้องมาตามโลก ซึ่งนั้นทำให้ยุโรปพัฒนามาเป็นรูปแบบที่เห็นในปัจจุบัน
ยังมีอีกตัวอย่างหนึ่งที่สังเกตได้ในปัจจุบันนั่นคือตะวันออกกลางดินแดน ที่เข้าสู่ยุคมืดทางปัญญาในศตวรรษที่ 7 แต่ในขณะที่ยุโรปก้าวพ้นยุคมืดทางปัญญา แต่โลกตะวันออกกลางยังอยู่ที่เดิม ทุกวันนี้โลกตะวันออกกลางยังยึดติดอยู่กับศาสนาและต้องการดำรงสภาพสังคมของตะวันออกกลาง ให้เป็นสภาพเดียวเหมือนในศตวรรษที่ 7 ทั้งที่ความจริงปัจจุบันเราอยู่ในศตวรรษที่ 21 และนั่นก็ทำให้ตะวันออกกลางยังเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
สาเหตุที่สองนั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ หากเรารวบรวมเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดจาก พระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า มาทั้งหมด ขอบอกได้ว่าเรื่องร้ายพอๆกับเรื่องดี
สงครามครูเสดที่ยาวนาต่อเนื่องนับร้อยปี จบลงด้วยการสังเวยชีวิตมนุษย์นับแสน ภายใต้คำกล่าวขอพระสันตะปาปาว่าพระเจ้าปรารถนา ถ้าเป็นพระเจ้าพระองค์ต้องการสิ่งนี้หรือ การกวาดล้างพวกเทมพลาร์ตามคำสั่งของพระประมุขแห่งศาสนจักร การล่าแม่มดโดยการจับผู้หญิงนับแสนมาตรึงกางเขนหรือไม่ก็เผาให้ตายทั้งเป็นตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า
เป็นเรื่องน่าแปลกที่พระผู้เป็นเจ้าเลือกจะตรัสและสั่งสอนมวลมนุษย์เพียงแค่ช่วงเวลาหลายพันปีก่อน และไม่ทรงยุ่งกับมนุษย์อีกเลย มันเป็นเป็นเรื่องน่าแปลก แม้จะมีเสียงต้านว่าเป็นการทดสอบศรัทธา แต่ถ้าคิดว่ามันเป็นไปได้หรอที่ผู้สร้างจะไม่ติดต่อกับผู้ถูกสร้างเลยหรือ ผู้ที่ต้องการสั่งสอนสิ่งมีชีวิตที่ด้อยกว่าให้อยู่ถูกที่ถูกทางกลับสองแค่ครั้งเดียวเมื่อพันปีที่แล้ว แล้วเงียบหายไป ในเรื่องธุลีปริศนาเขียนไว้ว่าพระเจ้าทรงชราภาพมากแล้วจึงไม่ติดต่อมนุษย์อีก และพระเจ้าองค์ปัจจุบันคือผู้แทนพระองค์ เป็นทูตสวรรค์องค์โปรดที่ยึดอำนาจมา หากดูผิวเผินอาจฟังดูไร้สาระ แต่นี่คือการเสียดสีแนวคิดพระเจ้าของผู้เขียน
แต่ที่ต้องเน้นยำคือแนวคิด Atheism ไม่ได้ต่อต้านศาสนา แต่ต่อต้านแนวคิดการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า Atheism ยอมรับว่า ณ อดีต มีเหตุการณ์บางอย่างที่เป็นจุดก่อกำเนิดของศาสนา แต่ Atheism ไม่ได้คิดว่ามีปาฏิหาริย์มีจริง ศาสนาที่แท้จริงแล้วอาจเป็นคำสอนหรือแนวทางการดำเนินชีวิตจากคนๆเพียงคนหนึ่ง แต่การเวลาที่ผ่านไปทำให้มีการเสริมแต่ง เพื่อเพิ่มความดึงดูดและยึดติดของข้อมูลให้ผู้คนยึดมั่นกับศาสนา ผู้คนในสมัยก่อนมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติน้อย ศรัทธาเชื่อถือในสิ่งที่เข้าใจยาก จึงทำให้ศาสนาต้องประยุกต์ ตนเองให้เป็นส่วนหนึ่งกับเรื่องลึกลับ และสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆได้ จึงทำให้ฐานะพระเจ้าก่อกำเนิดขึ้นมา พระผู้สร้างที่ทุกอย่างถูกอธิบายได้ด้วยผู้สร้างที่สร้างมาให้เป็นเช่นนั้น
ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างย้อนกลับไปเมื่อ 3000 ปีที่แล้ว ณ ดินแดนที่ปัจจุบันคืออินเดีย มีฤาษีผู้หนึ่งบำเพ็ญตนอยู่ในป่า และใช้เวลากับการแต่งเรื่องที่อาจเรียกได้ว่าเป็นนิยายแฟนตาซีฉบับแรกๆของโลกโดยมีเนื้อหาสอนใจแฝงอยู่ นั่นคือ รามายาณา หรือรามเกียรติ ใช่แล้วข้าพเจ้ากล่าวถึงฤาษี วาลมิกิ นิยายเหล่านี้ถูกถ่ายทอดปากต่อปาก ทั้งเติมทั้งต่อจนในที่สุดนิยายเรื่องนี้กลายเป็นความจริงในอดีต ตัวละครในจินตนาการกลายเป็นเทพเจ้าต่างๆ และแล้วศาสนาพราหมณ์-ฮินดูก่อถือกำเนิดขึ้น จากงานประพันธ์ของฤาษีวาลมิกิ
แนวคิด Atheism ถือว่าชีวิตเราเกิดมาตายแล้วก็จบไม่มีต่อ ทุกอย่างอธิบายได้ด้วยวิทยาการความรู้ หลักคำสอนทางศาสนาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้เกิดประโยชน์สุข บุญบาปไม่มีความหมายเป็นแค่สิ่งที่สร้างความรู้สึกผิดแก่บุคคล Atheism จัดเป็นแนวคิดแบบเสรีนิยมอย่างสุดโต่ง กฎหมายสำคัญกว่าคัมภีร์ กรอบของศาสนาที่ทำให้ทุกคนสูญเสียเสรีภาพในการคิดและปฏิบัติ จะหมดไปในวันใดวันหนึ่งในอนาคตดั่งที่เป็นอยู่ ความรู้ทางวิทยาการที่มากขึ้นจะทำให้มนุษย์เข้าใจธรรมชาติมากขึ้น จนในที่สุดมนุษย์ก็ไม่จำเป็นต้องให้ศาสนาในการอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ กลุ่มคนที่มีความคิดแบบ Atheism เชื่อว่าสุดท้ายมนุษย์ก็จะหันมามีความคิดแบบ Atheism ในท้ายที่สุด
ปัจจุบันมีคนมากมายที่มีความคิดแบบ Atheism มากขึ้นทุกวัน โดยส่วนใหญ่มักเป็นคนที่มีการศึกษาสูง ( ไอน์สไตน์จัดเป็นหนึ่งใน Atheism ) อาจเป็นเพราะเข้าใจหลักเหตุผลของ Atheism ซึ่งจัดเป็นปรัชญาที่ซับซ้อนพอสมควร ดังนั้นข้าพเจ้าก็ขอให้ผู้อ่านพิจารณาเอาเอง เพราเรื่องเหล่านี้เป็นแนวคิดทางปรัชญา มันไม่มีถูกหรือผิดอยู่แล้ว ส่วนตัวข้าพเจ้าไม่ขอออกความคิดเห็นใดทั้งสิ้น จะผิดหรือถูกขึ้นอยู่ว่าเราเปิดใจรับได้แค่ไหนก็แค่นั้น
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 30 ธ.ค. 2550 (07:09) ความมีเหตุผลในตัวของศาสนา จุดมุ่งหมายในศาสนา ตลอดจนคุณค่าในตัวศาสนา สิ่งที่มีอยู่เหล่านี้ Atheism ก็คงปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องคุณค่าของมนุษย์ "มนุษยนิยม" ที่ถูกบรรจุไว้ในศาสนาอย่างปราณีต ถ้าปราศจากศาสนาแล้ว คงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะหาอะไรมาทดแทนสิ่งที่สูญหายนั้นไป
ความรุนแรงในการใช้กำลัง การแสวงหาอำนาจ ตลอดจนแสวงหาประโยชน์ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ใช้ศาสนามาเป็นเครืองมือ ไม่ต่างจากการใช้วิทยาศาสตร์เลย มนุษย์ควรกำจัดสิ่งเหล่านั้นในใจตนเองให้ได้ ไม่ใช่การกำจัดศาสนา ถ้างั้นวิทยาศาสตร์คงต้องถูกทำลายไปด้วย เพราะฆ่ามนุษย์ในฮิโรชิมา และนางาซากิ มากมายเหลือเกิน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 30 ธ.ค. 2550 (07:22) ซึ่งความคิดเรื่องการทำลายเหตุผลนิยม ของยุคEnlightenment อันเป็นตัวป่วนที่สุดแห่งมนุษยชาติ เป็นตัวทำลายเสรีภาพของมนุษย์ขั้นรุนแรง ด้วยการบังคับให้คนต้องคิดแบบมีเหตุผล ก็ถูกพูดถึงใน Postmodernism อย่างหนีไม่พ้น ไม่ต่างกับการที่ Enlightenment โจมตียุคมืดเลย
กล่าวคือ ยุคมืดถูกโจมตีโดยยุคเหตุผล ยุคเหตุผลก็กำลังถูกโจมตีโดยPostmodern แต่สำหรับผมแล้ว อะไรก็ตามที่ก่อคุณค่าได้ในตัวของมนุษย์ ไม่ว่าจะยุคใหน เป็นสิ่งที่น่าจับตามองสูงสุด