คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/34418" type="text/javascript"></script>
ประโยชน์การเป็นพุทธบริษัท
ท่านครูบาอาจารย์นักศึกษานักเรียนผู้สนใจในธรรมทั้งหลายเดี๋ยวนี้เรามารวมกันอยู่ที่นี่หลายหมู่หลายคณะล้วนแต่ประสงค์จะฟังธรรมะอย่างใดอย่างใดอย่างหนึ่งบางคณะก็ระบุมาแล้วว่าขอฟังเรื่องธรรมะเกี่ยวกับชีวิตอัตตามาจะพูดโดยหัวข้อที่ครอบคลุมไปหมดได้ในคราวเดียวกัน
ผู้เขียน: ท่านพุทธทาส ภิกขุ ชมแล้ว: 12,620 ครั้ง
post ครั้งแรก: Thu 3 January 2008, 12:06 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 4 January 2008, 9:47 am

หน้าที่ 1 - ปรินิพพาน
ขอให้แต่ละคนหรือแต่ละพวกลองแยกแยะเอาเองกำหนดเอาเองสำหรับตอบปัญหาของตนของตนคงจะพอสำเร็จประโยชน์ได้โดยที่ไม่ต้องพูดหลายครั้งหลายหนในข้อแรกที่สุดนี้ก็อยากจะเตือนกันสักหน่อยก่อนว่าการมาศึกษาหรือฟังธรรมะที่นี่เรามีกันในลักษณะดังนี้คือ

อย่างที่นั่งอยู่กลางดินในบรรยากาศชั้นนี้ขอให้ระลึกนึกถึงว่ามันคล้ายกับบรรยากาศในครั้งพุทธกาลในภูมิประเทศที่คล้ายกันกับพระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมคือการอยู่กันอย่างป่าป่าใช้คำอย่างนี้มีใจความสำคัญที่ว่าใกล้ชิดธรรมชาติมีโอกาสสัมผัสธรรมชาติได้เต็มที่ก็มีจิตใจธรรมชาติช่วยปรุงแต่งให้อย่างมีความเหมาะสมที่จะเข้าใจธรรมะเพราะเรื่องของธรรมะก็คือเรื่องของธรรมชาตินี้ขอจะจดจำหัวข้อแรกว่าเรื่องของธรรมะก็คือเรื่องของธรรมชาติในฐานะที่เป็นตัวธรรมชาติเองก็มีในฐานะที่เป็นกฎธรรมชาติก็รู้ธรรมชาติแล้วก็ปฏิบัติให้ตามกฎของธรรมชาติแล้วก็ต้องรับผลตามหลักเกณฑ์ของธรรมชาติมากไปกว่านั้นก็ได้นี่มันกลายเป็นเรื่องของธรรมชาติไปหมดขอให้มีความรู้สึกในข้อนี้ด้วยเราที่คงจะพอใจในการนั่งกลางดินมันง่ายแก่การที่จะระลึกนึกถึงพระพุทธองค์คือสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระภาคพระองค์นั่นว่าเป็นพระพุทธองค์อย่างนั้นท่านก็ยังเป็นบุคคลที่ประสูติกลางดิน ตรัสรู้ก็มานั่งกลางดิน อยู่กันอย่างพื้นดินกุฏิพื้นดินห้องสอนกลางดิน
70342




แม้แต่ขณะเดินทางยังสอนได้แล้วในที่สุดก็เสด็จปรินิพพานที่เราเรียกภาษาชาวบ้านว่าดับขันธ์หรือตายกลางดินนี้ก็จะฝังอยู่ในใจของเราว่าท่านประสูติกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน แสดงธรรมจักรหรือสอนอะไรทุกอย่างก็กลางดินในที่สุดก็ตายกลางดินเราควรจะชอบใจแผ่นดิน ลูปคลำด้วยความเคารพไม่ควรนั่งเขี่ยดินเล่นอย่างกับลิงเขี่ยดินหาแมลงเราควรจะลูปคลำแผ่นดินพอใจในแผ่นดินที่เป็นที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรมและปรินิพพานของพระพุทธเจ้านึกอย่างนี้เขาเรียกว่าพุทธะนุสติ สติการนึกถึงพระพุทธเจ้ามันได้บุญได้กุศลในส่วนปฏิบัติทางจิตทางสมาธิขึ้นอีกส่วนหนึ่งนอกเสียจากมาฟังและจดจำไปเพียงอย่างเดียว


ขอให้ทุกคนมีจิตระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประสูติกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน แสดงธรรมกลางดินปรินิพพานกลางดินเรื่องทั้งหลายที่เราอุส่าห์มานั่งกันอยู่ที่นี้เพื่อให้ความลำบากหรือหมดเรื่องเสียเงินเสียเวลาเสียเรี่ยวแรงมาที่นี้และจะได้อะไรคุ้มกันมันต้องได้จิตอย่างใหม่ๆๆกว่าตามที่เรามีอยู่อย่างธรรมดามีจิตใจที่คล้ายพระพุทธเจ้านี้เดี๋ยวก็จะกล่าวให้ฟังนี้ขอกล่าวข้อแรกว่าจงพอใจในการที่ได้มานั่งกลางดิน พอใจไม่รังเกลียดที่จะมานั่งกลางดินซึ่งจะถือว่าเป็นที่นั่งที่นอนของพระพุทธเจ้าที่ใช้แผ่นดินให้สำเร็จประโยชน์ที่นี้เรื่องที่จะพูดนี้จะพูดโดยหัวข้อว่าประโยชน์ของพุทธบริษัทประโยชน์ของพุทธบริษัทเราทุกคนเป็นพุทธบริษัทอย่างน้อยก็ได้การปฏิญาณตนเราได้รับประโยชน์อะไรจากการเป็นพุทธบริษัทนี่เราต้องรู้ต้องเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งจึงจะมีศรัทธามีฉันทะ มีวิริยะ มีจิตตะ มีวิมังสาในการที่จะศึกษาพระพุทธศาสนาประโยชน์ของความเป็นพุทธบริษัทนั้นถ้าได้ก็ได้ธรรมะกับชีวิตนั่นเองจึงไม่ต้องแยกไปอีกหัวข้อหนึ่งก็ได้สำหรับชีวิตขอให้ได้ประโยชน์ในพุทธบริษัทประสบความสำเร็จในการพุทธบริษัทนั่นแหละมันทำให้มีธรรมะในชีวิตหรือว่าชีวิต




ที่มันเป็นพุทธบริษัทได้เพราะมันมีธรรมะในชีวิตมีธรรมะก็มีความเป็นพุทธบริษัทเราจะพูดถึงกันเรื่องชีวิตกันเสียสักหน่อยดูเหมือนเราจะมีความหมายของคำว่าชีวิตกันแต่ในภาษาประพันธ์คนพูดมักจะจำคำภาษาประพันธ์มาพูดกันมากว่าท่านที่ยังไม่รู้ว่าในชีวิตนั้นมันคืออะไรเราจะรู้จักชีวิตในแง่ของธรรมชาติที่ในแง่ของวิทยาศาสตร์เรียกในแง่นักปรัชญาในแง่ของนักศาสนาก็จะต้องมีการที่จะรู้หรือรู้จักกันอีกหลายๆทางนั้นเราพิจารณาถึงค่าของชีวิตกันเป็นข้อแรกบางทีจะมีประโยชน์ขอให้ตั้งใจฟังในชีวิตอันดับแรกนั้นก็คือไอ้ความมีชีวิตอยู่ในเซลล์ เซลล์หนึ่งที่คนเคยเรียนวิทยาศาสตร์ในแงชีวิทยากันมาบ้างแล้วย่อมรู้จักสิ่งที่เรียกว่าเซลล์ซึ่งเล็กมากแล้วประกอบกันขึ้นเป็นสิ่งที่มีชีวิตนับตั้งแต่ต้นไม้ขึ้นมาในเซลล์แต่ละเซลล์นั้นมันก็มีชีวิตศูนย์กลางในเซลล์นั้นยังสดอยู่ยังเป็นอยู่ก็เรียกว่าเซลล์นั้นมีชีวิต ชีวิตอย่างนี้มันเป็นเองโดยธรรมชาติแต่แม้มันจะเป็นชีวิตน้อยแปลกอย่างไรมันก็มีลักษณะต้องมีความรู้สึกอยู่ในระดับหนึ่งเซลล์เหล่านี้ยังรู้สึกต่อสู้เพื่ออยู่รอดรู้จักพยายามที่จะมีชีวิตอยู่มีชีวิตที่ระดับต่ำที่สุดคือชีวิตของเซลล์ เซลล์หนึ่งหนึ่งนี้เซลล์ทั้งหลายประกอบกันเข้าเป็นกลุ่มเล็กๆแล้วก็หลายๆกลุ่มแล้วประกอบเป็นรูปเป็นร่างอย่างนี้อันดับแรกก็เป็นพืชพรรณศึกษาธรรมชาตินับตั้งแต่ตะใคร่น้ำขึ้นมาจนถึงต้นไม้ที่ใหญ่โตนี่มันก็มีชีวิตเป็นชีวิตของต้นไม้คือ พฤกษาชาตินี่ก็เป็นเอง


โดยธรรมชาติเป็นไปได้เองโดยธรรมชาติต้นไม้มันอยู่ได้เองตามวิถีการของธรรมชาติที่นี่ชีวิตที่สูงขึ้นมาก็เป็นสัตว์ที่มีชีวิตที่เคลื่อนที่ได้นับตั้งแต่มดแมลงขึ้นไปจนถึงสัตว์ใหญ่สัตว์โตวิวัฒนาการแต่ละสายไปจบอยู่ที่ความเป็นช้างบ้าง เป็นปลาวาฬบ้าง เป็นนกในอากาศบ้างแต่มนุษย์ก็ยังเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่นั้นเองก็เป็นไปตามธรรมชาติทำไมเรียกว่าเป็นไปตามธรรมชาติเพราะมันไม่ได้เข้าโรงเรียนอย่างพวกเธอ มันไม่มีความรู้การศึกษาเป็นไปอย่างธรรมชาติที่นี้ชีวิตที่สูงมาจากสัตว์เดรัจฉานก็คือคน คนธรรมดาที่ยังไม่มีการศึกษาอย่างกะเป็นคนป่ายุคแรกๆ


ที่สุดนี้ก็จะไม่แตกต่างจากสัตว์มากนักที่เราเรียกว่าเป็นคนตามธรรมชาติมันเป็นไปเองตามธรรมชาติเอาชีวิตนี้มันวิวัฒนาการขึ้นมาเป็นคนที่รู้อะไรได้ที่เป็นมนุษย์ขึ้นมาเป็นคนเป็นไปเองตามธรรมชาติเป็นมนุษย์ไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติแล้วเพราะมันเกิดมีความรู้อะไรขึ้นมาแล้วมันก็ประพฤติกระทำรู้จักความเป็นคนให้มันสูงกว่าธรรมชาติจะเป็นไปเราเรียกว่าเป็นมนุษย์ธรรมดาจะวิวัฒนาการสูงขึ้นไปอีกมันก็กลายเป็นมนุษย์ชั้นที่เรียกว่า อริยบุคคล พระอริยเจ้าหรือพระอริยบุคคลสูงสุดอยู่ที่ความเป็นพระพุทธเจ้าในชีวิตนี้มันมีอยู่หลายระดับ
70343



เดี๋ยวนี้ชีวิตอย่างเซอรชีวิตอย่างพืชพรรณต้นไม้ชีวิตอย่างสัตว์เดรัจฉานชีวิตอย่างคนธรรมดานี้มันก็มีชีวิตที่สิ่งที่มีชีวิตมันก็มีเมล็ดพืชแบ่งความรู้จักอะไรของมันมันมีธาตุรู้เพียงแค่นั้นในต้นไม้มันก็มีธาตุรู้จักเพาะอาหาร รู้จักอ่อนไปหาแสงแดด รู้ตักสืบพันธุ์ รู้จักมีความรู้สึกต่อมันก็มีธาตุสัตว์มันก็มีธาตุรู้มากกว่าต้นไม้ขึ้นไปอีกถ้าหมายถึงคน คนธรรมดาสามัญก็มีธาตุรู้มากไปกว่าสัตว์อีกทั้งหมดนี้มันมีธาตุรู้ในลักษณะที่เป็นเหมือนเมล็ดพืชคือสิ่งที่จะต้องขยายตัวเบิกบานออกไปช่วยจำคำว่าเบิกบานให้ดี ถ้ามันหุบอยู่มัยนิ่งอยู่มันไม่เบิกบานมันก็ไม่มีวิวัฒนาการที่นี้ก็มาถึงฉัน มนุษย์สูงกว่าคนคือมนุษย์เมล็ดพืชแห่งธาตุรู้นั้นถูกเพราะหว่านให้เกิดเป็นต้นเป็นลำอะไรขึ้นมาจนกระทั่งถึงชั้นอริยบุคคลมันก็เป็นการเพาะหว่านผลที่งอกงามเป็นต้น


แล้วมันก็เป็นการเบิกบานถึงที่สุดเราจึงมีคำบัญญัติของพระพุทธเจ้าว่าพระพุทธเจ้าคือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน บทสวดมนต์ก็มีอยู่แล้วว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เมล็ดพืชแห่งความรู้มันเพาะปลูกแล้วมันเจริญเติบโตแล้วเบิกบานถึงที่สุดแล้วเราจะเป็นพุทธบริษัทของพระพุทธเจ้าแล้วก็ต้องรู้เรื่องนี้รู้ความหมายของพุทธนี้เป็นคำที่ต้องจะให้รู้กันอย่างนิ่งทุกคนไม่เสียทีที่ว่าปฏิญาณตนว่าเป็นพุทธมามักกะ พุทธบริษัทแปลว่า บริษัทของผู้รู้ คำว่าบริษัทรวมพยัญชนะแปลว่ารวมวงรอบๆจุดศูนย์กลางอะไรสักอย่างหนึ่งถ้าเรานั่งเป็นวงรอบวัตถุประสงค์อะไรสักอย่างก็เรียกว่าพุทธบริษัท


ถ้าจะตั้งบริษัทอะไรๆก็ต้องมีลักษณะอาการอย่างนั้น อย่างนี้เราเป็นพุทธบริษัทคือนั่งรอบล้อมพระพุทธเจ้าเราต้องนั่งล้อมพระพุทธเจ้าให้ได้เพียงแต่เป็นพุทธบริษัทโดยแท้จริงถ้าไม่อย่างนั้นก็เป็นพุทธบริษัทหลอกคือเป็นกันแต่ปากมันไม่จริงจะต้องฟังให้ดีๆว่าเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงนั้นได้อย่างไรนี้ก็มาถึงคำว่าพุทธคือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานรู้คือรู้สิ่งที่ควรจะรู้สิ่งที่มนุษย์สมบูรณ์แบบควรจะรู้ก็ต้องรู้ ผู้ตื่นคือตื่นอย่าหลับคนธรรมดาที่ไม่รู้เปรียบเหมือนกับคนหลับเหมือนกับคนทุกคนเมื่อหลับก็คือผู้ที่ไม่รู้ก็มันตื่นจากหลับตื่นจากนอนมันจึงจะเป็นผู้รู้ที่นี้คำว่าหลับหมายถึงจิตทางวิญญาณนั่งอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้กำลังได้ หลับอยู่ทางจิตทางวิญญาณคือไม่รู้อะไรจนมานั่งใจลอยนั่งอยู่คนเดียวก็ได้นี่ก็เรียกว่าหลับเหมือนกันมันยังไม่ตื่นแล้วมันก็ยังไม่ตื่นคือจิตใจของเขายังไม่ตื่นจากหลับคือความโง่ ภาษธรรมะเขาเอาวิชาหรือโมฆะคือความโง่มาเป็นความหลับแล้วต้องตื่นจากความหลับคือเอาวิชาหรือกิเลสก็ได้


แล้วแต่จะเรียกถ้าเรายังหลงอยู่ด้วยวิชาด้วยกิเลสแล้วก็เรียกว่าหลับทั้งนั้นแล้วมันจะวิ่งเต้นเล่นกีฬาอยู่มันก็หลับเป็นคนหลับก็มันไปรู้เรื่องที่ควรจะรู้ถ้าว่าตื่นมันคงรู้สิ่งที่ควรรู้หรือไม่โง่อีกต่อไปนี่เรียกว่าผู้ตื่นพระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ตื่นจากหลับแห่งกิเลสแห่งอวิชานี้ก็เป็นคนแรกซะด้วยแล้วก็ไม่มีใครปลุกถ้าตื่นเองจะเรียกว่า สัมมาสัมพุทธะแล้วก็จะรู้ชอบได้โดยพระองค์เองไม่ต้องมีใครมาปลุกให้ตื่นตื่นเองโดยวิธีการของท่าน ตื่นได้เองเราถือว่าเป็นผู้สูงสุดเป็นศาสดาที่เรายอมรับนับถือนี้เมื่อท่านตื่นแล้วก็มีผลของความตื่น คือเบิกบานคนหลับนั้นเบิกบานไม่ได้หลอกมันกรนมันละเมอมันยิ่งไม่เบิกบานมันง่วงนอนก็ยังไม่เบิกบานแล้วเมื่อมันตื่นโดยสมบูรณ์ สดชื่น แจ่มใส


แล้วจึงเรียกว่าเบิกบานพระพุทธเจ้าเบิกบานถึงที่สุดเพราะไม่มีกิเลสแห่งความหลับหรือความหลับแห่งกิเลสวิชาเป็นต้นมาครอบงำท่านเดี๋ยวนี้เราจะเป็นสาวกของท่านเป็นบริษัทของท่านแล้วต้องยึดหลักนี้ให้ได้มันง่ายๆเพื่อจะจำไว้ 3 คำคือ เราจะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราจะต้องรู้สิ่งที่มนุษย์ควรจะรู้เพื่อเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เราต้องตื่นเคลื่อนไหวอยู่ไม่ใช่นอนนิ่งอยู่เหมือนกับคนหลับเมื่อเราตื่นมันก็ต้องเคลื่อนไหวคนหลับไม่ได้ทำอะไรไม่เคลื่อนไหวแต่คนตื่นมันเคลื่อนไหวเป็นการปฏิบัติอย่างนั้น


เราจึงตื่นอยู่ด้วยการปฏิบัติตามความรู้ที่เรารู้แล้วนั้นเราจึงเป็นผู้รู้ชนิดที่ตื่นอยู่ด้วยการปฏิบัติเคลื่อนไหวไปมาอยู่ด้วยการเคลื่อนไหวปฏิบัติหลังจากนั้นก็ยังเป็นผู้เบิกบานคือได้รับผลของการปฏิบัติพูดให้ลงมาเพราะเราต้องรู้ต้องปฏิบัติแล้วเราก็รับผลของการปฏิบัตินี่แหละคือความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเราเรียกตัวเองได้ว่าเป็นพุทธบริษัทจะมาแวดล้อมพระพุทธเจ้าก็อย่างจะเป็นอย่างพระพุทธเจ้าคือรู้ คือตื่น คือเบิกบาน เรื่องที่จะต้องพูดกันคือเรื่องความรู้คือเรื่องปฏิบัติในเรื่องได้รับผลในการปฏิบัติเพื่อจะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานพูดถึงความรู้เราต้องรู้ถูกต้อง ถูกต้องตามอะไรถูกต้องตามความจริงตามความจริงของอะไรก็ต้องความจริงของธรรมชาติเพราะจะไม่มีอะไรไม่ใช่ธรรมชาติไม่มีอะไรที่ต้องไม่เป็นธรรมชาติแล้วเราต้องรู้ความจริงของธรรมชาติเรียกว่ารู้จักรสธรรมของธรรมชาติธรรมชาติในฐานะที่เป็นปรากฏการณ์เป็นอยู่ตั้งอยู่ในตัวเรานรกตัวเราเราก็ต้องรู้ธรรมชาติส่วนนี้แล้วยังต้องรู้กฎของธรรมชาติว่ามีอยู่อย่างไรโดยเด็ดขาดเราต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติที่เราจะมีความเป็นมนุษย์ชั้นดีที่สุดคือมีความสงบสุขหรือความดีที่แท้จริงกฎของธรรามชาตินั้นท่านเรียกว่ากฎของอิทธิปักยาตาแต่หูคงจะลำบากกับการเข้าใจต้องไว้พูดละเอียดอีกส่วนหนึ่งเดี๋ยวนี้อ้างถึงชื่อของมันเราจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของอิทธิปักยาตาหรือประจิสัตตุบาทเราจึงจะได้รับผลเป็นผู้เบิกบานหรือไม่มีความทุกข์เราจะต้องรู้ตามกฎของธรรมชาตินับตั้งแต่ว่าเราจะกินอาหารอย่างไรจะถ่ายอุจจาระปัสสาวะอย่างไรจะอาบน้ำจะบริหารร่างกายอย่างไรเป็นอยู่ให้ถูกต้องในบ้านเรือนอย่างไรที่เราเรียกว่าความรูแล้วปฏิบัติให้ถูกต้อง


ถ้าเป็นเรื่องง่ายๆกินอย่างไรแต่งตัวอย่างไรมันก็รู้กันอยู่แล้วที่ลึกไปกว่านั้นเราไม่รู้คือปฏิบัติอย่างไรจึงจะไม่เกิดกิเลสไม่เกิดความทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่นนี่เรายังไม่รู้นี้จะต้องพยายามที่จะรู้และรู้ต่อไปให้ถึงที่สุดท่านทั้งหลายจงตั้งใจที่จะรู้กฎของธรรมชาคติให้ถูกต้องว่าจะต้องดำรงกาย วาจา ใจ อย่างไรเราจึงจะเบิกบานมีแต่ความเบิกบานไม่มีความทุกข์นี่เรียกว่าความรู้จะต้องรู้จะต้องเป็นผู้รู้ตามอย่างพระพุทธเจ้าให้จงได้เรื่องมันมากก็ยังศึกษาได้เองบางส่วนต่อไปนี้ข้างหน้าที่นี้มาพูดถึงเรื่องการปฏิบัติผู้ตื่นอยู่เคลื่อนไหวอยู่ไม่อยู่นิ่งและเป็นการปฏิบัติการปฏิบัตินี้ต้องให้ถูกต้องถูกต้องตามอะไรตามขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการของเรา เราทุกคนมีวิวัฒนาการ


ตั้งแต่คลอดจากท้องมารดาจนมาถึงเด็กทารกเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มเป็นสาวเป็นผู้ใหญ่เป็นบิดามารดาเป็นผู้เฒ่านี้เป็นขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการนี่ระบบของธรรมะจำกัดไว้ว่าจะต้องถูกต้องตามขั้นตอนนั้นๆจึงจะอยู่เป็นผาสุกได้เป็นเด็กที่ดีถูก ต้องเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดาเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อนเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติหรือสังคมจนกระทั่งเป็นพุทธมามะกะที่ดีของพระพุทธเจ้านี่แล้วแต่ว่ามีขั้นตินอย่างไรและถูกต้องทุกขั้นตอนกระทั่งเป็นหนุ่มเป็นสาวมีความถูกต้องให้ความเป็นหนุ่มเป็นสาวไม่ทำอะไรให้น่าเกลียดน่าชังเหมือนที่กำลังเป็นอยู่มากและมันผิด ผิดจากธรรมะผิดจากขั้นตอนกระมั่งเป็นผู้ใหญ่คนแก่คนเฒ่าเขาจะต้องมีเรื่องซึ่งจะต้องปฏิบัติให้เหมาะสมเพื่อความเป็นคนแก่คนเฒ่าที่จะได้รับประโยชน์จากคนเกิดมาเป็นมนุษย์ให้ถึงที่สุดและจะได้แตกดับไปไม่เสียชาติเกิดถ้าผิดขั้นตอนและจะเป็นทุกข์มันจะเป็นไปด้วยปัญหาบางทีมันจะล้มละลายการครัน คือยังไม่ทันจะเป็นหนุ่มเป็นสาวก็มีความวินาศฉิบหายก็ต้องตายไปหรือเป็นหนุ่มเป็นสาวมันเป็นผู้ใหญ่มันก็มีความวินาศฉิบหายไปนี่แหละเรียกว่า มันผิดขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการของคนหนึ่งๆถ้าวิวัฒนาการของมนุษย์ชยาชาติมันก็กินความกว้างกว่านี้ เช่น ขั้นตอนของมนุษย์ที่เป็นคนป่าก็มีความถูกต้องอย่างหนึ่งยังดีเป็นคนป่าฉลาดขึ้นมาแล้วมันก็มีขั้นตอนที่สูงขึ้นมาและต้องมีความรู้ที่สูงขึ้นไปจะต้องมาเป็นมนุษย์ยุคปัจจุบันนี้ต้องมีขั้นตอนต่างจากสมัยโน้นก็ต้องให้มันถูกต้องโดยธรรมชาติก็ต้องให้มันถูกต้อง เช่น ตนไม้ก็ต้องมีความถูกต้องตามความเป็นต้นไม้จึงจะรอดอยู่ได้


สัตว์เดรัจฉานก็ต้องถูกต้องอย่างสัตว์เดรัจฉานมันจึงรอดอยู่ได้มาเป็นคนตอนแรกๆเหมือนกับครึ่งคนครึ่งสัตว์มันก็ต้องถูกต้องตามแบบนั้นมันเป็นคนที่สมบูรณ์แล้วมีนต้องมีความถูกต้องอย่างคนมันเป็นมนุษย์แล้วจิตใจสูงแล้วมันก็ต้องมีความถูกต้องอย่างมนุษย์จนเป็นพระอริยบุคคลนี้เรียกว่าขั้นตอนเราจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการแห่งชีวิตนี่คือธรรมะชีวิต ธรรมะกับชีวิตมันอยู่ที่ตรงนี้จะต้องให้มันถูกต้องทั้งทางฝ่ายเนื้อ ฝ่ายหนัง ฝ่ายร่างกาย และถูกต้องทั้งทางฝ่ายจิตใจ


นี่เราไม่ได้มีแต่ร่างกายอย่างเดียวมันมีจิตใจอย่างเดียวมันมีทั้ง 2 อย่าง อย่างนั้นเราจึงมีความถูกต้องทั้งทางกายและทางใจเดี๋ยวนี้เรามีความถูกต้องหรือว่าสนใจความถูกต้องกันแต่เรื่องทางฝ่ายร่างกายโดยมากเราต้องการจะยินดีจะแต่งตัวดี จะอยู่บ้านสวยจะทำอะไรก็ล้วนแต่จะเป็นเรื่องฝ่ายร่างกายไปเสียหมดเห็นคนหนุ่มคนสาวสน ใจกันแคสตาล็อค กางเกงยีน มันก็สนใจมันก็สนใจธรรมะเหมือนเปิดแคสตาล็อค กางเกงยีนมันพิสูจน์อยู่แล้วมันสนใจเรื่องทางฝ่ายวัตถุหรือทางฝ่ายร่างกายเราจะต้องสนใจให้ครบทั้งส่วนร่างกายและส่วนจิตใจส่วนจิตใจลึกๆละเอียดเข้าใจยากจึงต้องการความสนใจในความพยายามเป็นพิเศษจึงจะเข้าใจทางจิตใจถ้าทางเรื่องร่างกายนี้มันเห็นได้ง่ายมันเอาอย่างได้ง่ายมันก็ทำตามๆไปโดยง่ายมันจึงผิดไปกันได้ง่ายๆหรือทั้งหมดมันไม่สนใจความถูกต้องทั้งทางฝ่ายร่างกายและทางฝ่ายจิตใจ


ทางฝ่ายจิตใจคือเรื่องธรรมะที่อุตส่าห์มาจากที่ต่างๆมาประชุมกันที่นี้ก็เพื่อจะค้นหาความถูกต้องในทางจิตใจยิ่งกว่าความถูกต้องทางกาบนี่เราจะให้ถูกต้องทุดขั้นตอนแห่วิวัฒนาการของชีวิตทั้งทางฝ่ายร่างกายและทางฝ่ายจิตที่นี้จะเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ยิ่งกว่านั้นมันต้องขยายความรับผิดชอบออกไปจนถึงกลับว่าทั้งของตนเองและของผู้อื่นคือสังคมถ้ามันเป็นประโยชน์แก่ตนด้วยแก่เพื่อมนุษย์ทุกคนด้วยนั้น


เรื่องมันจึงมากกันสักหน่อยที่เรารู้จักเพียงแต่ช่วยตัวเองให้รอดผู้เดียวนั้นท่านว่ามันไม่ถูกต้องหรือว่าโดยธรรมชาติมันก็ไม่ยอมเพราะมันถูกคนเดียวนั้นไม่ได้คนทุกคนและมันก็ฆ่าเราตายนี่มันก็ย้ำยีให้เราหาความสุขไม่ได้จึงต้องช่วยให้ทุกคนอยู่กันอย่างถูกต้องความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดีนี้มันมีเรื่องส่วนตัวอยู่แขนงหนึ่งมีเรื่องของผู้อื่นหรือสังคมหรืออีกส่วนหนึ่งของให้เข้าใจด้วยจึงจะสมบูรณ์เอาพูดคราวเดียวตลอดก็ว่าเราต้องมีการประพฤติกระทำที่ถูกต้องทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของชีวิตทั้งในด้านร่างกายและด้านจิตทั้งที่เป็นส่วนตัวและส่วนสังคมบทนิยามบทนี้ขอยืนยันว่าถูกต้องที่สุดเป็นประโยชน์ที่สุดที่จะใช้เป็นความหมายของคำว่าสัจธรรมหรือพระศาสดาเราต้องมีความรู้ให้เกิดการปฏิบัติที่ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์ของเราทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการทั้งด้านร่างกายและด้านจิตใจทั้งที่เป็นส่วนตัวทั้งที่เป็นส่วนสังคมเราเข้าใจบทนิยามบทนี้ตลอดทุกคำเป็นอันว่าจะเข้าสัจธรรมหรือพระศาสดาได้โดยสมบูรณ์ประพฤติตามนั้นแล้วความเป็นพุทธบริษัทก็จะสมบูรณ์นี่เรียกเราว่าปฏิบัติคือตื่นอยู่ด้วยความเคลื่อนไหวที่เป็นการปฏิบัติให้ลักษณะที่ถูกต้องอย่างนี้อ้าวที่นี้ก็มาถึงความเบิกบานความเป็นผู้เบิกบานที่เป็นผลของการปฏิบัติเบิกบานก็หมายความว่าแจ่มใสดี สดใสดี เป็นสุขดีทั้งทางฝ่ายร่างกายและฝ่ายจิตใจปรากฏผลออกมาว่าเป็นอยู่ด้วยความพอใจในตัวเองเรามีความถูกเป็นตัวเองที่เป็นที่พอใจแก่เราอย่างยิ่งไม่มีเรื่องบากหนาอะไร รังเกียจตัวเองเป็นทุกข์เป็นร้อนอะไรใครเป็นอย่างนี้ไปบ้างจะต้องจัดให้รู้สึกความเดือดร้อนกระช่ำกระส่ายพอใจในความมีตัวเอง


เดี๋ยวนี้เห็นแต่ความไม่พอใจนี่อะไรก็ไม่พอใจตัวเองยังไม่พอใจอะไรกับเรื่อง เรื่องนั้นเรื่องนี้ตลอดเวลาเดี๋ยวนี้มันหม่นหมองมันไม่เบิกบานมันต้องเบิกบานอยู่ด้วยความพอใจในตัวเองแล้วเราต้องเบิกบานอยู่ด้วยความพอใจในสิ่งแวดล้อมทุกคนมีสิ่งแวดล้อมในบ้านในเรือนมีบ้านมีเรือนมีบิดามารดามีญาติมีวัตถุมีสิ่งของอะไรต่างๆจะต้องจัดจิตใจของเราเข้ากันได้กับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่มีการขัดแย้งต่อกันเราอย่าโง่อย่ามีกิเลสที่สรค้างความขัดแย้งขึ้นในสิ่งต่างๆหรือบุคคลต่างๆรอบตัวเราเรารู้แล้วว่าตื่นนอนแล้วเราสามารถจะขจัดสิ่งแวดล้อมต่างๆให้หมดไปเดี๋ยวนี้ยังมีคนโง่ทะเลอะกับแปรงสีฟันทะเลอะกับหลอดยาสีฟันนี่ยังมีคนโง่ถึงขณะนี้มันก็ไม่เบิกบานมันกระจัดขึ้นได้ทุกอย่างนี่มันไม่มีการขัดแย้งจะเป็นเรื่องเสื้อผ้าอาหารการกินอย่างให้มีการขัดแย้งแล้ว


เราก็เบิกบานอยู่ด้วยความพอใจในสิ่งแวดล้อมนี่มันเป็นเรื่องวัตถุทีนี้จะพูดถึงเรื่องจิตใจเราเลือกมีจิตใจที่เหมาะสมจนเราพอใจขอระบุไปยังความรู้สึกอันสูงสุดของมนุษย์คือเรารู้สึกเคารพตัวเองเพื่อเรารู้สึกว่าเรามีดีมีส่วนดีมีความดีอยู่ที่เนื้อที่ตัวเรา เราก็เคารพตัวเองถึงกลับว่าอยากจะยกมือไหว้ตัวเองหรือบางคนอาจจะยกมือไหว้ตัวเองแล้วก็ได้เพราะมีความพอใจเคารพตัวเองว่ามันชั่งเป็นดีที่นั่งอยู่อย่างนี้ใครเคยเป็นอย่างนี้บ้างยกมือขึ้นได้นะใครเคยพอใจตนเองจนยกมือไหว้ตัวเองได้ใครเคยทำอย่างนี้ยกมือมาให้เพื่อนเห็นหน่อยไม่มีอะไรที่จะอิดหนาระอาใจ รังเกลียด เกลียดชังตัวเองไม่พอใจเคารพตัวเองได้ตลอดเวลานี้จะทำได้แต่ผู้ที่มีธรรมะรู้จักธรรมะกับปฏิบัติธรรมะเพียงพอจึงจะมีตัวเองที่บริสุทธิ์ สะอาด สว่าง สงบ จนน่าไหว้นึกชมตัวเองอยู่เสมอนี้คือความเบิกบานอย่างยิ่งที่ว่าเราเคารพตัวเองได้


เมื่อไรเมื่อนั้นเป็นความเบิกบานใจอย่างยิ่งผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มาอยู่ที่ตรงนี้แม้พระพุทธเจ้าท่านทรงพอพระทัยในความเป็นพระพุทธเจ้าของท่านจึงเรียกว่าเบิกบานดุจดังดอกบัวบานเมื่อเราจะต้องมีความรู้สึกที่อย่างจะไปเชื่อตัวเองไว้ใจตัวเองไม่ลังเลในอะไรของตัวเองเชื่อสมรรถภาพของตัวเองเชื่อสิ่งที่เราต้องทำแล้วแล้วเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้และเราก็เชื่อได้เลยว่าทำได้แล้วเพราะเราทำได้แล้วจริงๆนี้ก็เบิกบานอย่างยิ่งแต่ว่าไอ้สิ่งอย่างนี้ก็มาจากการบังคับตัวเองเดี๋ยวนี้เราไม่บังคับตัวเองเราปล่อยไปตามกิเลสมันก็เสียหายหมดไม่มีอะไรจะไหว้ตัวเองได้ขอให้ทุกคนพอใจที่จะบังคับตัวเองแล้วมันจะรู้สึกเจ็บปวดทนทุกข์บ้างมันก็เป็นความเจ็บปวดที่เป็นการทนทุกข์ที่ดีเพื่อจะเอาตัวรอดได้แล้วจึงพอใจบังคับตัวเองกันทุกๆคน
70344


นับตั้งแต่ว่าเล่าเรียนดี ประพฤติดี ให้ทำแต่สิ่งที่ควรทำ อย่าพลัดตกไปในอบายมุขถ้าไม่บังคับตนเองก็พลัดตกอยู่ ในอบายมุข ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นกานพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียรติคร้านการงาน 6 อย่างมีอยู่ในหนังสือเรียน ตำราเรียนแต่ดูไม่มีใครจำก็ฝากมันไว้ในหนังสือมันก็อยู่แต่ในหนังสือไม่มีเอามาเป็นเครื่องรู้อยู่ตลอดเวลาแล้วก็ปฏิบัติไม่พลัดตกลงไปในอบายมุขเพราะการบังคับตัวเองการเรียนก็จะดี การงานก็จะดี แล้วก็ดีทุกอย่างถ้ามีการบังคับตัวเองให้อยู่ในร่องรอยของความรู้หรือความถูกต้องการบังคับตัวเองนั่นแหละเป็นเครื่องสร้างความเบิกบานอย่างยิ่งจะเรียกว่าเป็นความเบิกบานอยู่ในตัวเองก็ได้คนที่มีจิตใจสูงถึงกับการบังคับความรู้สึกของตนเองได้ก็จะเรียกว่ามันเบิกบานมันไม่ยุ่งมันไม่เกี่ยวมันเศร้ามันไม่เหงานี่คือความเบิกบาน ความเป็นผู้รู้ ความเป็นผู้ตื่น ความเป็นผู้เบิกบาน


นี่แหละคือความหมายของคำว่าพุทธพระพุทธเจ้าเราเป็นสาวกของพระองค์เรียกว่าเป็นพุทธบริษัท เราได้รับประโยชน์แล้วจากการเป็นพุทธบริษัทก็คือความเป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น เป็นผู้เบิกบาน เมื่อมาถึงจุดอยู่ที่เบิกบานเป็นผู้เบิกบานประโยชน์ของการเป็นพุทธบริษัทนั้นสูงสุดอยู่ที่เป็นความเบิกบาน เบิกบานจริง เบิกบานถูกต้อง ไม่ใช่แกล้งทำบาน ฉีกให้มันบาน อย่างนี้มันเป็นเรื่องหลอดลวงมันต้องเป็นความถูกต้องที่เรียงโดยลำดับและเป็นความเบิกบานแห่งจิตใจ ก็มีความเบิกบานแห่งร่างกายตามมาด้วยเมื่อตระกี้ก็ได้พูดถึงเรื่องกฎของธรรมชาติที่เราจะรู้ที่เรียกว่ากฎ ของ อิฐทัปยาตา


ที่นี้เราจะต้องรู้ว่าทุกอย่างมันเป็นไปตามกฎของอิฐทัปยาตาอยู่ 2 ฝ่าย คือฝ่าย สูญเสียทุกข์ก็มี ฝ่ายไม่เจริญไม่มีทุกข์มีสุขมีทุกอย่างเป็นไปตามกฎของอิฐทัปยาตาเราจะต้องรู้ปฏิบัติให้ถูกต้องและเราก็จะต้องรู้ไม่ไปหลงรัก หลงเกลียด สิ่งที่เป็นไปตามกฎของอิฐทัปยาตาเดี๋ยวนี้เรามีปัญหาเดี๋ยวรักสิ่งนั้น เดี๋ยวเกลียดสิ่งนี้เราก็โกรธขึ้นมาก็มีการกระทำที่ไม่น่าดูเมื่อโกรธเกลียด เมื่ออิสฉาริษยาแม้แต่ทางฝ่ายที่ตรงกันข้ามหลงรักก็หลงโง่ไปหลงรักเพราะไม่รู้ว่านี่มันเป็นไปตามธรรมชาติการกฎของอิฐทัปยาตาเช่นว่า รูปที่สวย เสียงที่เพราะ กลิ่นที่หอม ของอร่อย หรือสัมผัสเป็นสิ่งที่ถูกใจ นี่มันเป็นไปโดยกฎของอิฐทัปยาตาเราไม่รู้เราก็ไปหลงรักจนถึงกลับว่าไม่มีความรู้อยู่เลยมีแต่ความโง่มันก็ทำอีกสิ่งที่เราไปหลงรักถ้าว่าทุกคนคงจะฟังออกว่าเดี๋ยวนี้คือการกระทำผิดเพราะสิ่งหลงรักเป็นสิ่งที่ตั้งในความหลงรักมันเกิดความเสื่อมเสียอยู่ทั่วๆไปในระดับที่เป็นอาญากรรมทางเพศนี่ก็เป็นเรื่องการทำผิดในเรื่องของการหลงรักไม่รู้เรื่องของกฎธรรมชาติว่ามันเป็นอย่างนี้เองแล้วก็มาพิจารณาด้วยเห็นว่าในตัวร่างกายของเราก็ดีเป็นไปตามกฎของอิฐทัปยาตาสิ่งนอกกายบ้านเรือน ทรัพย์สมบัติ สิ่งของๆเราเป็นไปตามกฎอิฐทัปยาตานี่จิตใจที่อยู่ภายในส่วนลึกเป็นส่วนฐานของร่างกายนี้แล้วก็มีเนื้อหนังร่างกายเป็นที่ตั้งที่อาศัยเหมือนเป็นสำนักงานคือทำงานของจิตใจนี่เราก็มีร่างกายที่เกี่ยงกับร่างกายมันต้องมีเสื้อผ้าที่อยู่กับร่างกายคือสิ่งนอกกายที่นี้สิ่งนอกกายจะดีสิ่งในกายจะดีใจก็ดีทั้ง 3 อย่างนี้ล้วนแต่เป็นไปตามกฎของอิฐทัปยาตาที่ว่าเลือกสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมีคนโง่ไม่เข้าใจก็หาว่าพระพุทธเจ้าจัดอะไรฟังไม่ถูกก็หาว่าบ้าๆบอๆแล้วตรัสว่าสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมีเมื่อท่านตรัสให้เรารู้ว่ามันเป็นเพียงอาการของอิฐทัปยาตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะขาดถาวรอย่าไปหลงรักมันด้วยความเป็นตัวตนอย่างใดอย่างหนึ่งที่ถาวรอำนวยอะไรให้อย่างถาวรอิฐทัปยาตาแปลว่า เพราะมีสิ่งนั้นเป็นปัจจัยความที่มีสิ่งนี้เป็นปัจจัยร่างกายที่นั่งๆอยู่นี้แหละมัน มีปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งปรุงแต่งขึ้นมาและปรุงแต่งอยู่มันจึงเป็นคนหนึ่งที่นั่งอยู่ได้ที่นี้ไม่ใช่มีตัวตนอันแท้ถาวรที่จะบังคับเอาได้อย่างนั้นอย่างนี้ให้เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่มีมาหรือเกิดขึ้นก็ตามเหตุ ตามปัจจัย เป็นกระแสเรื่อยไปไม่มีส่วนไหนที่เรียกว่าตัวตน


ถ้านักเรียนทั้งหลายยังไม่เข้าใจคำว่าอนัตตาไม่ใช่ตัวตนก็คงเข้าใจเสียเถอะท่านหมายถึงอย่างนี้เพราะมันมรแต่สิ่งที่กำลังเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย สิ่งนอกกายก็เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยกว่าจะเป็นเสื้อผ้าขึ้นมาได้มันก็ต้องมาจากด้าย ขนสัตว์อะไรก็ตามมีปัจจัยของความต้องกรคือคนไปทำมันขึ้นเป็นคำมาแล้วมันก็เป็นไปตามปัจจัยที่มันจะเก่า ที่มันจะชรามันจะละลายให้สูญไปที่สุดนี่แหละตัวอย่างของนอกกาย นี่ร่างกายมีบิดามารดาเจริญเกิดด้วยบำรุงอาหารแล้วก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนไปจนมาอยู่อย่างนี้ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนไปจนได้เข้าไปอยู่ในโลงนี่ก็มีความเป็นตัวตนที่พอใจแต่ใจโดยเฉพาะได้เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยนี่ก็เรียกว่าเป็นไปตามกฎของอิฐทัปยาตาที่นี้จิตของเราก็เหมือนกันไม่เป็นตัวตนอันถาวรของมันได้มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ของจิตทุกคนมีจิตที่จะทำความรู้สึกกับสิ่งที่เรียกว่าจิตเท่าที่จะรู้สึกได้ที่มันคิดนึกได้มันรู้สึกได้นั่นแหละมันคือจิตมันเป็นธาตุลึกลับอยู่ในธรรมชาติมันเป็นสิ่งที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมันจึงปรากฏขึ้นมันจึงทำหน้าที่ของมันได้ปัจจัยปรุงแต่งก็คือสิ่งที่เข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ


สำหรับติดต่อกับรูป เสียง กลิ่น รส บทตะพะ ธรรมมารมย์ ก็เข้ามาทางตาสวย เรารู้สึกเกิดรัก พอใจ ไม่สวยก็เกิดความรู้สึกโกรธหรือเกลียดมีความรู้สึกเป็นตัวกูผู้รักมีตัวกูผู้เกลียดและก็ไม่ได้ดังใจก็โกรธได้อย่างใจก็รักก็หลง ก็หึง ก็หวง เหมือนกับคนบ้าเหมือนมันมีความสงบทั้งในส่วนของความรักและความเกลียดก็ต้องเข้าใจข้อนี้รักมันก็ขยายจิตไปทางหนึ่งเกลียดมันก็ขยายจิตไปอีกทางหนึ่งไม่เป็นความสงบสุขไม่เป็นความเบิกบานต้องปราศจากความรู้สึกรักปราศจากความรู้สึกเกลียดจิตใจจึงจะเป็นตัวเองเป็นอิสระเรียกว่ามันเบิกบานมันสงบมันเย็นเป็นนิพพานอย่ายินดียินร้ายมันก็สงบเย็นเป็นลักษณะของนิพพานนี่เราก็มารู้เรื่องจิตใจมันเป็นไปตามสิ่งที่เข้ามาแวดล้อมทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางจิตใจเอง มันรู้สึกอย่างไรมันก็มีความหมายอย่างนั้นพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ลึกกว่าพวกสอนอยู่ก่อนเมื่อพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกนี้ก็มีคนสอนอยู่ก่อนสอนอย่างอื่นสอนไปตามแบบของเขา เช่น เขาถือว่าสอนคือโลกเหมือนกับสิ่งที่เราจะเข้าใจเองว่านรกมันก็อยู่ใต้ดินลงไป ตายแล้วก็จะได้ไปเยี่ยม สวรรค์อยู่ข้างบนสูงสุดขึ้นไปตายแล้วก็จะได้ไปเยี่ยมพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า


ไอ้ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนั่นแหละคือโลก มนุษย์ตามแบบโลกของพระพุทธเจ้ากันซะบ้างเพราะว่านักเรียนรู้จักโลกแต่การที่สอนเป็นเพียงในแบบเรียนโลกจึงกลมแบ่งเป็นทวีปเป็นประเทศเป็นอะไรที่ท่องกันอยู่จนขึ้นสมองว่านั้นโลกแต่เดี๋ยวนี้พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นแหละคือโลกหรือมีโลก ตารู้สึกอย่างไรก็เป็นโลกทางตา หูรู้สึกอย่างไรก็เป็นโลกทางหู จมูกรู้สึกอย่างไรก็เป็นโลกทางจมูก ลิ้นรู้สึกอย่างไรก็เป็นโลกทางลิ้น ผิวหนังรู้สึกอย่างไรก็เป็นโลกทางผิวหนัง จิตใจรู้สึกอย่างไรก็เป็นโลกทางจิตใจ ท่านกลับมาตรัสว่าโลกอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตามที่มันรู้สึกอย่างไรถ้าเข้าใจข้อนี้ก็ดีมากจะง่ายมากสำหรับศึกษาธรรมะ


ถ้าไม่เข้าใจข้อนี้คงจะลำบากลองพยายามเข้าใจตามคำสั่งสอนของพระองค์บนโลกที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันรู้สึกว่านี้เป็นโลกจริง โลกที่เราเห็นว่าอยู่รอบตัวเรานั่นเป็นโลกหลอกเป็นภาพหลอกเป็นมายาเป็นภาพหลอกโลกที่เป็นภาพหลอกในโลกนี้ที่จริงคือสิ่งที่มาสัมผัสแล้วรู้สึกอยู่ด้วยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจถ้าเมื่อไรเราทำผิดพลาดในการสัมผัสสิ่งเหล่านี้ก็เกิดความร้อนใจกระวนกระวาย กระส่ำกระส่ายเหมือนกับไฟเผานี้เรียกว่านรก นรกอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าเมื่อไรเราทำถูกต้องคือผลที่เป็นที่พอใจที่อยากจะไหว้ตัวเองได้เมื่อตระกี้นั่นคือสวรรค์ สวรรค์อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราอย่าตกนรกเช่นนี้ ตายไปก็ไปตกนรกชนิดไหน เราจงได้สวรรค์ชนิดนี้ตายไปก็จะได้สวรรค์ทุกอย่างตามที่อย่างจะได้


หลังจากตายก็เสร็จพิธีก่อนก็ได้เพราะเรายังทำอะไรไม่ได้ควบคุมไม่ได้เราทำกันที่นี่เดี๋ยวนี้ที่เราควบคุมได้คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าให้มันกายเป็นนรกมาให้มันเป็นสวรรค์อยู่แต่ถ้าเราเบื่อแล้วเราก็อย่าเป็นทั้งนรกอย่าเป็นทั้งสวรรค์มันจึงจะเป็นนิพพานให้ความหมายนิพพานคือ หยุด คือ เย็น อย่าไปบ้าอย่างนรก อย่าไปบ้าอย่างสวรรค์มันก็หยุดเย็นตรงกลางมีลักษณะแห่งนิพพานนี่ความเบิกบานอย่างยิ่งในนรกคงเบิกบานไม่ไหว ในสวรรค์ก็เบิกบานด้วยความโง่เขลาหลงใหลนรกกับสวรรค์ก็เบิกบานอย่างนิพพาน คือหยุด คือเย็น คือบริสุทธิ์ คือสะอาด คือสว่าง คือสงบนี่ก็เบิกบานจริง เบิกบานอย่างพุทธบริษัทมันอยู่ที่กันตรงนี้ว่าพุทธแปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

70346

ถ้าต้องไปตกนรกก็ไม่ใช่พุทธบริษัท ถ้าไปหลงสวรรค์อย่างที่เขาหลงกันสวรรค์เนื้อหนังก็ไม่ใช่พุทธบริษัทก็ต้องอยู่เหนือปัญหาเหล่านี้จึงต้องเป็นพุทธบริษัท ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราพูดก็ถูกต้องว่าสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจแต่ลูกหลานก็ไม่เชื่อว่าเจ้านรกได้เรื่อยๆมีความเหล้าร้อนอกจะแตกพังจะทำพังทำลายอยู่ตลอดเวลาเพราะมันเชื่อว่านรกมันจะกินอยู่ในใจหรือสวรรค์ก็เหมือนกันที่จะสร้างอยู่ในใจไม่ต้องลงทุนไปหาตามไนค์คลับตามอะไรต่างๆมันสร้างขึ้นในใจสวรรค์ในอกนรกในใจตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แต่คนส่วนมากไปถือนรกใต้ดินจะตายแล้วสวรรค์อยู่บนฟ้าจะตายแล้วมันเป็นเรื่องเพ้อฝันเสียมากกว่าเพราะไม่อาจจะถือได้จะสัมผัสได้วางไว้ก็ดีเหมือนกันในทางศีลธรรมกลัวบาปก็ไว้ให้รักบุญเข้าไว้


เพื่อไปสวรรค์ไม่ต้องไปนรกแต่ถ้าดีกว่านั้นต้องไม่ไปนรกที่นี้เดี๋ยวนี้และจะมีสวรรค์ที่นี้และเดี๋ยวนี้และบางเวลาก็จะมีนิพพานด้วยที่ควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ถูกต้องอย่าไปผิดจะให้ถูกชนิดที่ถูกเป็นนรกเป็นสวรรค์เป็นความสงบที่เป็นนิพพานนี่ความเป็นพุทธบริษัทสิ้นสุดอยู่ตรงนี้คือสามารถ ควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไว้อย่างถูกต้องคนมีแต่ความสงบก็ใช่คำว่าไม่ยินดียินร้ายหรือไม่รักไม่เกลียดนั่นเองรักแต่เป็นธาตุของความรักเกลียดหรือโกรธก็เป็นธาตุของความเกลียดไม่เป็นทั้ง 2 อย่างก็อยู่ด้วยความสงบจัดเอาไว้ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อมันสัมผัสกับของภายนอกคือ รูป เสียง กลิ่น รส บทตะพะ ธรรมมารมย์ เราเป็นพุทธบริษัทรู้แล้วก็ตื่นจากความโง่แล้วก็ทำให้สำเร็จแล้วก็เบิกบานเรารู้จัก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มันรวมอยู่ในคนคนหนึ่งที่เราจะเรียกว่าการรู้จักตัวเอง


แต่มันรู้จักว่าลูกคนนั้น หลานคนนี้ ที่นั้นที่นี้ นามสกุลนั้น นามสกุลนี้ ที่เรียนโรงเรียนนั้นมันรู้เท่านี้ มันไม่รู้จักตัวเองถึงขนาดว่าสิ่งที่กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยตามประจิสัตตุบาทก็ขึ้นๆลงๆอยู่ด้วยอำนาจของความผิดความถูกทางอายันตะนะคือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้นเองก็ไม่ทุกข์นี่ก็เรียกว่าพ้นคุณธรรมทำให้รู้จักตัวเองจนเห็นชัดว่าเราจะจัดให้ตัวเองเป็นอะไรก็ได้จะจัดตัวเองให้เป็นนรกตัวกลมๆขึ้นมาก็ได้จะจัดตัวเองให้เป็นสวรรค์ให้เป็นความสุขเป็นความพอใจยกมือไหว้ตัวเองได้อันนี้ก็ได้นึกใจเป็นนิพพานอยู่เย็นสงบอยู่ตลอดเวลามันขึ้นอยู่กับสิ่งสิ่งเดียวคือจิตแล้วเมื่อกี้ก็บอกแล้วทุกคนพยายามรู้สึกรู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตตามที่จะรู้สึกและรู้จักได้ทุกคนจะเป็นเด็กอย่างไรก็จะได้เคียงว่าเรามีจิตที่รู้สึกได้รู้นึกได้แต่นั้นแหละเป็นสิ่งที่เราควรปรับปรุงได้ทำให้มันเป็นจิตนรกก็ได้มันเป็นจิตสวรรค์ก็ได้ทำให้มันเป็นจิตนิพพานก็ได้


เดี๋ยวนี้เราไปเรียนกันแต่เรื่องอื่นในโรงเรียนในวิทยาลัยแล้วก็สอนเรื่องจิตแล้วก็สอนแต่เรื่องอื่นทั้งนั้นสอนให้รู้หนังสือสอนให้รู้อาชีพแล้วจิตก็ผิดอยู่นั่นแหละไปโง่ไปหลงกับเรื่องสวยเรื่องงามเรื่องเอร็ดอร่อยไม่รู้ว่านี่มันเป็นสิ่งที่โง่เขลาหรือจะไม่ควรไปหลงไปหลงอะไรก็เสียหายหมดการเรียนก็เสียหายการงานก็เสียหายชีวิตตลอดชีวิตมันก็เสียง่ายเราจะเรียนเรื่องจิตกันซะบ้างเราอย่าเรียนเรื่องอื่นกันตลอดเวลาอยู่ที่โรงเรียนก็เรียนเรื่องโรงเรียนมาที่นี้ในลักษณะอย่างนี้ก็มาเรียนเรื่องจิตที่ไม่มีสอนกันในโรงเรียนเรายังรู้จักการอบรมจิตให้ถูกต้องหรือว่าเราจะสามารถควบคุมจิตให้อยู่ในลักษณะที่ถูกที่ควรเรามารู้จักจิตมารู้จักตัวเอง


ถ้าเราไม่รู้จักจิตก็ไม่รู้จักตัวเองรู้จักจิตว่าเป็นอย่างไรในสถานะอย่างไรดีชั่วอย่างไรเราจะจัดการบังคับอย่างไรก็จัดการให้ถูกต้องเรียกว่ารู้จักตัวเองเรียกว่ารู้จักดำรงจิตก็คือดำรงตัวเองในเรื่องหาเงินหาทองหาเกียรติยศชื่อเสียงมันก็เป็นเรื่องข้างนอกมันก็เป็นเรื่องของกายดูให้ดีถ้าทำผิดมันก็เป็นเรื่องทุกข์แม้จะถูกจะเอามายึดถือมันก็มาหนักอยู่บนศีรษะมันหนักอยู่ตรงจิตสิ่งเหล่านี้รับมันมาต้องถูกต้องคือมีจิตที่ยึดถือคือไม่เอามันมาหนักอกหนักใจในเรื่องกินเรื่องกามารมณ์ และก็เรื่องเกียรติยศชื่อเสียงใฝ่ฝันกันนักเราไม่รู้โดยถึงที่สุดว่าจิตคืออะไรแค่เรารู้พอที่จะบังคับจิตได้เสียแล้วมีสติสัมปะชันยะจงดำรงอยู่อย่างนี้จงเป็นไปอย่างนี้การที่เราจะรู้จักโดยจิตคืออะไรเหมือนกับว่าที่เรารู้จักกับวัตถุนั้นล่ะก็ยากและก็ไม่ต้องรู้ถึงขนาดนั้นอย่างเรื่องไฟฟ้าเป็นเรื่องวัตถุ


นักเรียนก็เคยเรียนมาแล้วเรื่องไฟฟ้ามากมายเป็นการใช้ประโยชน์แก่มันได้แต่ก็ยังไม่รู้ตัวจริงว่าไฟฟ้านั่นคืออะไรเคยถามนักวิทยาศาสตร์นักฟิสิกส์เขาก็ไม่ตอบว่าตัวจริงแท้ของมันคืออะไรก็พอแล้วหรือจะใช้ให้สำเร็จประโยชน์พอแล้วเรื่องจิตนี้ก็เหมือนกันไม่อยู่นิสัยไม่รู้จักตัวมันโดยถูกต้องโดยตรงโดยสมบูรณ์ว่ามันคืออะไรแต่เรารู้วิธีที่จะทำให้ไม่เป็นทุกข์ก็แล้วกันก็เรียกว่าพอแล้วเรารู้เรื่องของจิตเพียงที่จะทำให้ไม่เป็นทุกข์ให้รู้จักตัวเองก็คือรู้จักจิตเท่าที่เราจะควบคุมไว้ได้อย่าให้เกิดปัญหาเป็นความทุกข์ขึ้นมาเราสามารถจะอบรมจิตของเราให้สัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่าพระนิพพานหรือวิธสังขารที่นี่จิตของเราสัมผัสกับสิ่งที่เป็นสังขารที่เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์เพราะมันเกิดขึ้นตั้งอยู่กับไฟเดี๋ยวนี้เราจะอบรมจิตให้รู้ไปถึงจักวิธสังขารหรือนิพพานหรือสิ่งที่มีการเกิดขึ้นตั้งอยู่อยู่อย่างฉลาดที่สุดไม่มีการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปมันอยู่ชนิดที่เป็นอนัตตาเป็นนิรันดรไปมีการเปลี่ยนแปลงเป็นการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปการทำสิ่งนั้นได้ก็เป็นการบรรลุนิพพานในสูงสุดของพระพุทธศาสนาและก็ไม่มีอะไรไปมากกว่าควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจให้มีสติสัมปะชันยะเพียงพอไม่ไปหลงรักไม่ไปหลงเกลียดทั้ง 2 คำนี้อย่าไปยินดียั่วยินดีอย่าไปยินร้ายยั่วยินร้ายมันรู้จะทำอะไรให้สงบเย็นความไม่เป็นทุกข์มีความทุกข์ที่นิ่งแล้วมีกันอยู่อย่างนี้เองเป็นนิรันดรพอเข้าถึงได้ก็เข้าถึงสิ่งที่เป็นนิรันดรสิ่งนั้นก็ไม่ไปหลงสิ่งที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันไปเข้าถึงสิ่งที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย เท่านี้เรียกว่าสัมผัสวิธสังขาร


เราสัมผัสกันอยู่แต่เรื่องวิธสังขารคือเรื่องที่มีการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปมีความเป็นทุกข์ มีความไม่เที่ยงอยู่อย่างนี้ มันก็ไม่ใช่ผู้เบิกบานมันยังไม่เป็นพุทธบริษัทเลยถ้าเรายังไม่จัดการกับจิตให้ถูกต้องถึงที่สุดก็มีแต่ความเบิกบาน นี่ก็เป็นพุทธบริษัทกันให้ถูกต้องเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานให้ได้เราพูดถึงความเป็นผู้เบิกบานถึงที่สุดคือเป็นพระอริยบุคคลให้อยู่ในนิสัยที่มนุษย์ที่จะทำได้ถ้าเรามีความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน


แล้วเราก็พูดได้เต็มปากว่าเราเป็นอริยบุคคลไม่ว่าใครผู้หญิงผู้ชายคนแก่คนเฒ่าอย่างไรก็ตามถ้าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้แล้วก็เรียกว่าเป็นอริยบุคคลแล้วกล่าวว่าเป็นอริยบุคคลได้อย่างเต็มปากแล้วเราก็ทำได้จะได้ไม่เสียชาติเกิดมาเป็นคำหยาบคายสักหน่อยแต่ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรถ้าว่าเราเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ตามพระพุทธเจ้าไม่ได้เราก็เสียชาติเกิดมาแต่บางคนคัดค้านว่าไม่ไม่เสียชาติแล้วก็เอร็ดอร่อย สนุกสนาน


ตามที่เราพอใจเราไม่เสียชาติเกิดมานั้นมันชาติของใครไปคิดดูให้ดีมันก็คือชาติของพุทธบริษัทไม่ใช่ชาติของความเป็นพุทธบริษัทมันเป็นชาติของคนไม่รู้ ไม่ตื่น ไม่เบิกบานยังหลับอยู่ด้วยกิเลสไม่เคยตื่นจากหลับเลยถ้าเป็นในโลกก็มีอยู่ 2 พวก คือพวกที่ตื่นกับพวกที่ยังไม่ตื่นเขายังหลับอยู่ก็ทำไปอย่างคนหลับมีปัญหามีความทุกข์ทำความทุกข์ให้แก่ทั้งตัวเองและแก่ผู้อื่นและเรานั้นเป็นพุทธบริษัทไม่ทำความทุกข์ให้แก่ตัวเองไม่ทำความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นเราก็ต้องรู้เรื่องนี้เราควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อได้สัมผัสรูป เสียง กลิ่น รส บทตะพะ ธรรมมารมย์ และไปหลงรักในกรณีที่ยั่วให้รัก ไปหลงเกลียดกับสิ่งที่ยั่วให้เกลียดให้โกรธให้อยู่ในสภาพที่ปกติอย่างนี้เรียกว่าควบคุมได้ไม่เกิดตัวกูของกูพุ่งพ่านขึ้นมาสำหรับจะรักสำหรับจะเกลียดอย่างที่เป็นปัญหาในโลกทุกวันเป็นไปตามอำนาจของกิเลสแล้วก็ทำลายตัวเองทั้งหญิงทั้งชายทั้งคนหนุ่มคนแก่ทำผิดเกี่ยวกับเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ดำรงไว้ให้มันถูกต้องเพราะเขาไม่รู้เรื่องของประจิสัตตุบาทนั้นไปสนใจค้นคว้าหาประจิสัตตุบาทอย่าเห็นเป็นเรื่องความลึกซึ้งเกินไปไม่ถูกไม่เกี่ยวกับเราเป็นเรื่องเกี่ยวกับเราเป็นกระแสของประจิสัตตุบาทจิตใจของเราก็เป็นไปตามกระแสแห่งประจิสัตตุบาท


โลกนี้ทั้งโลกก็เป็นไปตามกระแสแห่งประจิสัตตุบาทซึ่งมันมีกฎของมันอย่างนั้นเรารู้จักแล้วสามารถจะควบคุมไม่ให้เป็นไปทางฝ่ายความทุกข์แต่ให้มันเป็นไปตามฝ่ายที่มันหยุดหรือสงบแห่งความทุกข์นี่คือผลของการเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ขอให้ทุกคนรู้จักประโยชน์ให้ความเป็นพุทธบริษัทมันมีอยู่ที่ตรงนี้การเป็นพุทธบริษัทก็คือสามารถตัดปัญหาทั้งปวงได้ไม่ได้มนุษย์มีปัญหาหรือความทุกข์แล้วคงหวังว่านักเรียนทั้งหลาย นักศึกษาทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ก็ได้สนใจในความเป็นพุทธบริษัทของตนนี่มากเกินไปเป็นพิเศษจนมันถูกต้องยิ่งขึ้นถูกต้องยิ่งขึ้นจนมีความเป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้องและสมบูรณ์เรื่องมันก็หมดไม่ต้องแห่กันมาที่สวนโมคให้ลำบากจึงมีความเป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้องและสมบูรณ์มันก็เป็นไปได้ในตัวเอง อัตตามาขอฝากข้อแนะนำไว้อย่างนี้ว่าจงทำอย่างที่เป็นพุทธบริษัทให้สมบูรณ์โดยระยะโดยวิธีการย่อๆพอเป็นสังเขปอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นก็จงมีความรู้ที่เพียงพอหรือการปฏิบัติที่เพียงพอแล้วก็ได้รับผลของการปฏิบัติ


ปฏิบัติคือควบคุมตนเองควบคุมจิตตนเองอย่าให้ตกไปในทางฝ่ายยินดียินร้ายคือต้องมีปัญหามีความทุกข์นั้นอยู่ด้วยความสงบไม่ต้องยินดียินร้ายแล้วก็สบายก็เบิกบานอย่างน้อยก็ขอให้รับความเบิกบานตามทางของธรรมะคือมีจิตใจที่แจ่มใสสงบเย็นเป็นความสะอาดสว่างสงบอยู่นี่เรามาได้พูดถึงประโยชน์ของความเป็นพุทธบริษัทพอเป็นแนวสำหรับสังเกตและศึกษาพอสมควรแก่เวลาแล้วขอยุติความหวังของท่านทั้งหลายจงเป็นพุทธบริษัทให้ถูกต้องและได้รับแระโยชน์จากการเป็นพุทธบริษัทให้สมบูรณ์และขออวยพรให้ท่านทั้งหลายมีความเคารพตัวเองมีความเชื่อตัวเองบังคับตัวเองและสามารถทำอย่างนี้ให้กล้าหาญในการทำอย่างนี้แล้วก็ทำให้ได้เรื่องทั้งหมดคือหมดปัญหาความทุกข์ของเราทุกทิพาราตรีกาลเทอญ


หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,266 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ประโยชน์การเป็นพุทธบริษัท [12,621]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,417]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,671]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [281,271]
Global Warming { English } [117,272]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.