 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/34434" type="text/javascript"></script> |
|
ไต : เครื่องบำบัดน้ำเสียมหัศจรรย์
ไตแต่ละข้างจะมีหน่วยไตขนาดเล็กถึง 1 ล้านหน่วยและในแต่ละหน่วยไตเหล่านี้ยังมีกลุ่มหลอดเลือดฝอยขนาดเล็กขดกันอยู่เป็นกลุ่ม ๆ โดยมีท่อขนาดเล็กที่เรียกว่าท่อไต ต่อมาจากกลุ่มหลอดเลือดฝอยแต่ละหน่วย
post ครั้งแรก: Fri 4 January 2008, 2:14 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 30 January 2008, 11:27 am
|
หน้าที่ 6 - ไขมันในเลือดสูงกับผลเสียต่อไต
ไขมันในเลือดมีหลายประเภท แต่ที่สำคัญและรู้จักกันแพร่หลาย มี 2 ชนิด คือ โคเลสเตอรอล ซึ่งมาจากไขมันสัตว์ เช่น ไข่แดง, เครื่องในสัตว์, หมู, วัว, ไก่, เนื้อ, หนังสัตว์, กุ้ง, มันปู, กะทิ, น้ำมันหมู, ฯลฯ และไตรกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งมาจากอาหารประเภทแป้ง, น้ำตาล, เหล้า, หรืออาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันจากไขมันสัตว์, กะทิ, น้ำมันมะพร้าว
ไขมันทั้ง 2 ประเภทนี้ ถ้ามีสูงเกินไป ย่อมเกิดผลเสียแก่ผู้ป่วยโรคไตทั้งสิ้น โคเลสเตอรอล เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์โดยร่างกายนำไปสังเคราะห์เป็นน้ำดี และฮอร์โมนบางชนิด รวมทั้งวิตามินดี

สารนี้พบได้ ในอาหารทั่วไปที่มาจากสัตว์ร่างกายเราโดยปกติ สังเคราะห์ โคเลสเตอรอลจาก คาร์โบไฮเดตร, โปรตีน, และไขมันได้ โดยเฉพาะกรดไขมันอิ่มตัว
ถ้าร่างกายมีโคเลสเตอรอลในเลือด สูงกว่าปกติ 200 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 เดซิเมตร จะเสี่ยงต่อการมีไขมันอุดตันในหลอดเลือด ซึ่งทำให้หัวใจขาดเลือด เราจึงควรป้องกัน โดยควบคุม
ปริมาณโคเลสเตอรอลในอาหารให้ไม่เกินวันละ 300 มิลลิกรัม
ปริมาณไขมันจากอาหาร ไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานทั้งหมด
กรดไขมันกรดอิ่มตัวไม่เกินร้อยละ 10 และเพิ่มอาหารที่มีไยอาหารมากขึ้นพร้อมทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ไข่แดง เป็นอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูงสุดรองลงมาคือ เครื่องในสัตว์, และกุ้ง, หอย, ปู, ปลาหมึก อาหารเล่านี้ จะมีกรดไขมันอิ่มตัว ประมาณร้อยละ 30 ของไขมันทั้งหมด
ควรจำกัดและหลีกเลี่ยงการปรุงอาหารด้วย น้ำมันมะพร้าว, น้ำมันสัตว์, และ กะทิ, รวมทั้ง นมที่มีไขมันสูง น้ำมันพืชที่ดี จะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมาก ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันข้าวโพด, น้ำมันรำข้าว ซึ่งลดโคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ โรคไตหลายชนิด มีปัญหาไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย ซึ่งมีความสำคัญต่อการดูแลและรักษา เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ โรคไตต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไขมันในเลือด ได้แก่
1. กลุ่มอาการเนพโฟรติค พบในผู้ป่วยโรคไตซึ่งมีอาการบวมทั้งตัว มีไขมันในเลือดสูง ที่พบบ่อยคือโคเลสเตอรอล
2. ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง พบว่า มีโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ในเลือดสูงเช่นกัน
3. ผู้ป่วยที่ทำไตเทียม โดยการฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้อง (ซี.เอ.พี.ดี.) ชนิดเป็นถุงวันละ4 ครั้ง ส่วนใหญ่จะพบว่า มีระดับไขมันในเลือดชนิดโคเลตเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์สูงได้
4. ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดเปลี่ยนไต จะมีระดับไขมันในเลือดสูง ลักษณะคล้ายคลึงกันผู้ป่วยที่ทำไตเทียม
ผลเสียของการที่มีไขมันในเลือดสูง
เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าภาวะไขมันในเลือดสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด การป้องกัน และรักษา ภาวะนี้ จึงมีส่วนสำคัญในการลดอัตราการตาย และอัตราการพิการจากโรคหัวใจขาดเลือด
ภาวะหลอดเลือดแข็ง เป็นพยาธิสภาพ ที่เกิดกับผนังชั้นในสุด ของหลอดเลือดขนาดใหญ่ และขนาดกลาง
โดยที่ไขมันจะไปสะสมที่ผนังในหลอดเลือด ขบวนการจะค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลานานเป็นปี ๆ ถ้าไม่ได้รับการแก้ไข จะทำให้หลอดเลือดตีบ-ตัน เมื่อมีปัจจัยส่งเสริมอื่น ๆ ที่ทำอันตรายต่อหลอดเลือดแดง เช่น การสูบบุหรี่, ความดันโลหิตสูง, ความเครียด, เบาหวาน, ย่อมทำให้หลอดเลือดแดงเป็นตะกรัน และตีบ-ตันเร็วกว่าปกติ
การตีบ-ตันของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอก, เจ็บหน้าอก เพราะหัวใจขาดเลือด จนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ถ้ารักษาไม่ทัน
และในอีกกรณีหนึ่ง
การที่หลอดเลือดในสมองตีบ-ตัน ทำให้กลายเป็นอัมพาต หรืออัมพฤกษ์ได้
ส่วนการตีบ-ตันของหลอดเลือดแดง ที่ไปเลี้ยงอวัยวะอื่น ๆ เช่น ตา แขน ขา จะพบไม่บ่อยนัก คือมักพบร่วมกับผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน หรือผู้ป่วยที่มีโรคของหลอดเลือดผิดปกติอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งทำให้เกิดความพิการทางตา แขน ขา ได้
ภาวะไขมันในเลือดสูง แต่เพียงอย่างเดียวในคนปกติ ไม่ทำให้เกิดโรคไตได้ แต่ก็มีหลักฐานจากสัตว์ทดลองที่เป็นโรคไต แล้วเลี้ยงด้วยอาหารที่มีไขมันสูง จนโคเลสเตอรอลสูงมาก พบว่า ไตจะเสียเร็วกว่าปกติ ดังนั้น จึงควรระวัง อย่าให้มีไขมันในเลือดสูงในผู้ป่วยโรคไต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ป่วยโรคเบาหวานและมีภาวะแทรกซ้อนทางไตร่วมด้วย ปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าเราสามารถที่จะลดไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติได้ เพราะมีรายงานว่าสามารถลดโปรตีนในปัสสาวะลงได้
การมีโปรตีนในปัสสาวะอยู่นาน ๆ และเป็นปริมาณมาก จะทำลายไตมากขึ้น
ส่วนผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังนั้น จะมีพยาธิสภาพกลไก ที่ทำให้ไขมันในเลือดสูงเองได้ โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ เพราะเมื่อผู้ป่วยถูกจำกัดอาหารโปรตีน ก็หันมากินแป้งและน้ำตาลแทน จึงเกิดไขมันประเภทไตรกลีเซอไรด์สูง รวมทั้งฮอร์โมนซึ่งทองานเปลี่ยนแปลงไปก็ส่งเสริมให้มีการสร้างไขมัน ไตรกลีเซอไรด์เพิ่ม
ผู้ป่วยโรคไตส่วนใหญ่ จะมีปัญหาของความดันโลหิตสูง ถ้าไขมันในเลือดสูงนานเข้า และไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลรักษาอย่างเหมาะสมย่อมทำให้หลอดเลือดแดงทั่วๆไปแข็งตัวและตีบ-ตัน
เมื่อผู้ป่วยเหล่านี้ เข้ารับการรักษาโดยวิธีทำไตเทียมต่อไป จะสร้างปัญหาให้แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดตัดต่อหลอดเลือดที่ใช้ในฟอกเลือด หรือไตเทียมได้ (หรือแม้ในกรณีที่มีโอกาสได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไต ซึ่งก็ต้องมีการผ่าตัด เพื่อตัดต่อหลอดเลือดของผู้ป่วย เข้ากับหลอดเลือดของผู้บริจาคไตให้) ถ้าหลอดเลือดแดงเปราะ หรือแข็ง ก็ทำให้ผ่าตัดยากกว่าหลอดเลือดที่อ่อน, ที่ยืดหยุ่นได้ดี
การดูแลและรักษาภาวะไขมันในเลือดสูงของผู้ป่วยโรคไต มีหลักการที่คล้ายคลึงกับการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงทั่วไป คือ
1. สำรวจดูว่า มีปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่น ของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน ร่วมด้วยหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องงด หรือหลีกเลี่ยง เช่น แอลกอฮอลล์ , บุหรี่, ของหวาน, และควบคุมน้ำหนักตัวถ้าอ้วน ต้องลดน้ำหนักตัว จนได้ระดับพอดี
2. ควบคุมอาหาร
เมื่อพบแพทย์ และทราบว่ามีไขมันในเลือดสูงควรเลือกกินอาหารที่เหมาะสม จะช่วยให้ไขมันส่วนเกินลดได้ โดยไม่ต้องพึ่งยาลดไขมัน ซึ่งทำให้สิ้นเปลือง และต้องเสี่ยงกับภาวะแทรกซ้อน เช่น แพ้ยา ตัวเหลืองจากการเกิดพิษต่อตับ หรือ เกิดผื่นคันทั่วร่างกายได้
อาหารที่ควรเลือกกิน มีเกณฑ์ง่าย ๆ ดังนี้
พยายามควบคุมการกินโคเลสเตอรอล ให้น้อยกว่า 300 มิลลิกรัมต่อวัน และให้กินไขมันชนิดอิ่มตัวน้อยกว่า ร้อยละ 10 ของแคลอรี่ทั้งหมด
ผู้ป่วยมากรายหันไปกิน อาหารมังสะวิรัตแทน ซึ่งไขมันส่วนใหญ่ เป็นไขมันกรดไม่อิ่มตัว สามารถลดระดับ โคเลสเตอรอลถึง ร้อยละ 28 แต่ก็ต้องระวัง อย่าให้ลดมากจนเป็นโรคขาดอาหาร ผู้ป่วยบางคนเป็นโรคไต ถูกจำกัดอาหารหลายอย่างอยู่แล้ว ยังต้องถูกจำกัดอาหารไขมันอีก ทำให้อาหารขาดรสชาติ และเป็นโรคขาดอาหารเพราะเบื่ออาหาร ซึ่งนับว่าเป็นผลเสียอย่างยิ่ง
การขาดอาหารในผู้ป่วยโรคไต ถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะภูมิต้านทานร่างกายจะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับอาหาร และภาวะโภชนาการที่ดี เมื่อขาดอาหารแล้วอาจเกิดโรคติดเชื้อได้ง่าย, ไม่มีเรี่ยวแรง, คุณภาพชีวิตด้วยลง
ดังนั้น ควรเดินสายกลาง ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป การที่ไขมันในเลือดสูง ไม่ใช่เรื่องร้ายที่จะต้องรีบรักษาให้ลดอย่างรวดเร็วก่อนภาวะวิกฤติอื่น ๆ ขอให้ค่อย ๆ ดูแลรักษาทีละเล็กละน้อย ก็จะดีขึ้นเอง ไม่ควรกังวลมากเกินไป ควรกินอาหารโปรตีนอย่างเหมาะสม ซึ่งได้แก่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลาต่าง ๆ และนมพร่องไขมัน เป็นต้น
น้ำมันที่มี กรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งเหมาะแก่ผู้มีไขมันเลือดสูง ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันข้าวโพด, ปลาต่าง ๆ , น้ำมันรำข้าว และน้ำมันพืชอื่น ๆ อาหารและน้ำมันที่มีไขมันสูง ได้แก่ ไข่แดงเครื่องในสัตว์, น้ำมันมะพร้าว, กะทิ,กุ้ง, ปลาหมึกสด, หอย
3. การให้อาหารเสริม หลายคนเชื่อว่า แคปซูลกระเทียม สามารถลดไขมันได้ แต่จากการทดลองในผู้เป็นโรคไตแล้ว พบว่ามีฤทธิ์ค่อนข้างอ่อน แม้จะลดระดับ ไตรกลีเซอไรด์ได้บ้าง แต่ไม่ลดโคเลสเตอรอลเลย
นอกจากนั้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะทนตัวยาขนาดสูง ๆ ไม่ค่อยได้ เพราะจะแน่น เนื่องจากในกระเทียม มีสารชนิดอื่นอยู่ด้วย การใช้กระเทียมลดไขมันในผู้ป่วยโรคไต และมีไขมันในเลือดสูงจึงไม่แนะนำ การให้น้ำมันปลาซึ่งทำเป็นแคปซูล ที่เรียกว่า Fish oil, ไวตามิน อี ก็ยังอยู่ในขั้นทดลอง ไม่มีสรรพคุณที่แน่นอนชัดเจน
4. การให้ยาลดไขมัน
ควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแล เพราะแพทย์จะสามารถเปรียบเทียบผลที่ได้รับ และผลเสียของการใช้ยาได้ และจะไม่แนะนำให้ใช้ ถ้าผลเสียมากกว่าผลดี
ในบางกรณี แพทย์ก็จะให้ลดไขมันไปเลย เพราะเห็นว่าจำเป็นและได้ประโยชน์จริง และมีปัจจัยเสี่ยงทางอื่นสูง จึงพิจารณาให้ไปก่อนได้ เมื่อได้ยาลดไขมันแล้ว ต้องสังเกตว่า มีอาการอะไรผิดปกติไปจากเดิมหรือไม่
ถ้ามีอาการเบื่ออาหาร, คลื่นไส้, ตัวเหลือง, และตาเหลือง, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, ปัสสาวะน้อยลง, หรือมีอาการคันตามตัว ต้องรีบรายงานแพทย์ให้ทราบทันที เพื่อช่วยเหลือแก้ไขได้ทันเหตุการณ์
(ผู้ที่ไม่ได้รับจึงไม่ควรวิตกกังวล เพราะอาจแสดงว่า เรามีผลเลือดปกติหรือค่อนข้างดี หรือไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องใช้ยาก็ได้)
ภาวะที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดในผู้ป่วยโรคไตเกิดจากพยาธิสภาพของโรคไตเอง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในกลไกการสร้างและการทำลาย
ถ้าไตรกลีเซอไรด์สูงกว่าปกติ การรักษาก็คล้ายคลึงกับการรักษาภาวะโคเลสเตอรอลสูง คือลดน้ำหนักตัวในรายที่อ้วน, เลิกดื่มเหล้าหรือแอลกอฮอลล์, ลดปริมาณไขมันในอาหาร, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, ใช้น้ำมันพืชปรุงอาหารแทนน้ำมันสัตว์, งดการอมท๊อฟฟี่, ลูกกวาด, และไม่ควรดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำหวานโดยไม่จำเป็น
ส่วนผัก หรือผลไม้ธัญพืชต่าง ๆ ไม่ค่อยมีไขมันจริง แต่ผู้ป่วยโรคไตแต่ละคน จะมีหน้าที่ใดทำงานที่ไม่เท่ากัน ผลไม้ ผักต่าง ๆ มีสารแร่ โปแตสเซียมสูง ซึ่งอาจต้องลดปริมาณลง ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังและผู้ป่วยโรคไตมีปัสสาวะออกน้อย ผู้ที่ทำไตเทียมชนิดฟอกเลือด เป็นต้น ทั้งนี้ ควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ ผู้ดูแลอีกเช่นกัน
5. การออกกำลังกาย เป็นการช่วยใช้พลังงานของร่างกายได้อีกทางหนึ่ง แต่ก็ควรเลือกประเภทที่เหมาะสมกับความสามารถ และกำลังของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งจะไม่เหมือนกัน บางคน ก็มีโรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูงมากก็ต้องเลือกชนิดไม่หักโหม และเรียนรู้วิธีป้องกันเมื่อเกินอันตรายจากการออกกำลังกายนั้นไว้ด้วย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ วันละ 30-40 นาที ช่วยลดโคเลสเตอรอลชนิดผู้ร้าย (LDL) ปรับย้ายไปเป็นชนิด ตำรวจ (HDL) ซึ่งจะช่วยเก็บกวาดตะกรันในหลอดเลือด ทำให้โล่งขึ้นได้พาโคเลสเตอรอลไปยังตับ เพื่อการทำลาย และกำจัดออกไป
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-