คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/34434" type="text/javascript"></script>
ไต : เครื่องบำบัดน้ำเสียมหัศจรรย์
ไตแต่ละข้างจะมีหน่วยไตขนาดเล็กถึง 1 ล้านหน่วยและในแต่ละหน่วยไตเหล่านี้ยังมีกลุ่มหลอดเลือดฝอยขนาดเล็กขดกันอยู่เป็นกลุ่ม ๆ โดยมีท่อขนาดเล็กที่เรียกว่าท่อไต ต่อมาจากกลุ่มหลอดเลือดฝอยแต่ละหน่วย
ผู้เขียน: thong_vcharkarn ชมแล้ว: 55,893 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 4 January 2008, 2:14 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 30 January 2008, 11:27 am

หน้าที่ 7 - ความสำคัญของอาหารต่อโรคไต
อาหารช่วยป้องกันรักษาโรคไตอย่างไร อันดับแรก คือ อาหารช่วยลดภาระการทำงานของไต ในการขับถ่ายของเสียถ้ารู้จักเลือกกินอาหารได้เหมาะสม ก็จะช่วยไม่ให้ไตต้องทำงานหนัก
ไตมีหน้าที่ขับถ่ายของเสีย ที่เกิดจากอาหารที่เรากินเข้าไป เมื่อมีอาหารหลายชนิดที่เรากินกันทุกวัน จึงมีของเสียที่ต้องขับถ่ายออกทางไตมาก


อาหารยังช่วยลดการคั่งของของเสีย ผู้ป่วยที่มีอาการไตวาย ขับถ่ายของเสียได้ หรือขับได้น้อย ต้องลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ซึ่งก็คืออาหารประเภทโปรตีนลง เพราะจะมีของเสียขับถ่ายออกทางไตค่อนข้างมาก
แต่ไม่ใช่งดอาหารโปรตีนไปเลย เพราะในผู้ป่วยโรคไต เกือบจะทุกประเภทยังต้องการโปรตีนเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอมักขาดอาหาร ยกตัวอย่าง เช่นโรคไตวายเฉียบพลัน ซึ่งสาเหตุอาจมาจากการติดเชื้ออย่างรุนแรง หรือเกิดจากอุบัติเหตุ ที่มีการสูญเสียเลือดมาก หรือจากอะไรก็แล้วแต่ จะมีการสลายของโปรตีนในร่างกายมาก
เมื่อได้รับอาหารโปรตีนไม่เพียงพอ ก็เป็นสาเหตุให้เกิดการขาดสารอาหารโปรตีนได้ หรือในผู้ป่วย ที่มีการสูญเสียโปรตีนออกไปทางปัสสาวะ แล้วได้รับอาหารโปรตีนชดเชยไม่เพียงพอ ก็เป็นอีกทางหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการขาดสารอาหารโปรตีน หรือแม้แต่ในผู้ป่วยโรคไตวาย ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือการล้างช่องท้อง ที่เรียกว่า ซี.เอ.พี.ดี. ก็มีการสูญสลายของโปรตีนไปกับน้ำยา ทำให้ขาดสารโปรตีนได้
70620




อาหารที่เรากินกันทุกวัน ประกอบด้วยอาหารหลัก 5 หมู่ มี หมู่เนื้อสัตว์, หมู่ธัญญาพืช, หมู่ผัก, หมู่ผลไม้, และ หมู่ไขมัน แต่ละหมู่จะมีทั้ง อาหารที่ผู้ป่วยโรคไตกินได้และอาหารที่ผู้ป่วยโรคไตไม่ควรกินหมู่เนื้อสัตว์
ไม่ใช่หมายถึงเพียงเนื้อสัตว์อย่างเดียวเท่านั้น แต่รวมถึงไข่, นม, และถั่วเมล็ดแห้งด้วย อาหารหมู่นี้ เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพดี ร่างกายสามารถจะนำไปเสริมสร้างร่างกายได้อย่างเต็มที่


โปรตีนคุณภาพดี คือโปรตีนที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกายครบถ้วน กรดอะมิโนจำเป็นนั้น คือกรดอะมิโนที่ร่างกายเราสร้างไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหาร และกลุ่มเนื้อสัตว์จะมีกรดอะมิโนเหล่านี้ครบถ้วน และร่างกายนำไปใช้ได้ดี มีของเสียขับถ่ายออกทางไตค่อนข้างน้อย


อาหารโปรตีนทุกชนิด ที่ผ่านการย่อยการดูดซึมแล้ว ร่างกายนำไปใช้ ทำให้เกิดสิ่งที่ต้องขับถ่ายออกมา คือ พวกยูเรีย ครีอะตินีน ยูริค ฟอสเฟต ซัลเฟต ถ้าหากว่าไตของเราทำงานปกติ ไตก็สามารถขับสารเหล่านี้ออกได้แต่เมื่อไรที่ไตทำงานเสื่อมลง หรือทำงานไม่ได้เต็มที่ ก็จะมีของเสียเหล่านี้คั่ง เพราะไตขับถ่ายได้น้อย


เพราะฉะนั้น เมื่ออาหารจำพวกเนื้อสัตว์ หรืออาหารจำพวกโปรตีนมีสารที่จะต้องขับถ่ายทางไตมาก เราก็จำเป็นต้องจำกัด หรือลดปริมาณเนื้อสัตว์ให้น้อยลง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีการเสียโปรตีนออกไปทางปัสสาวะ เนื่องจากไตไม่สามารถที่จะเก็บกักโปรตีนไว้ได้ ก็ต้องได้รับเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นควรเข้าใจว่า คนปกติไม่มีโปรตีนออกทางปัสสาวะ แต่ในโรคไตบางชนิด เช่น ไตอักเสบชนิด เนฟโฟรติคซินโดรม หรือที่เรารู้จักกันว่าไข่ขาวหรือโปรตีนออกทางปัสสาวะ ถ้ามีโปรตีนออกมามากแล้วร่างกายไม่สามารถสร้างชดเชยได้ทัน และกินเข้าไปไม่เพียงพอ แน่นอนเลยว่า จะเกิดการขาดสารอาหารโปรตีน หรือแม้แต่ในผู้ป่วยไตวาย ที่ได้รับการล้างช่องท้องด้วยน้ำยาแบบ ซี.เอ.พี.ดี. จะมีโปรตีนสูญเสียไปกับน้ำยาล้างไต ในช่วงนั้นก็ต้องได้โปรตีนเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น
จึงไม่จำเป็นเสมอไปว่า เป็นโรคไตแล้ว จะต้องจำกัดโปรตีน ขึ้นกับชนิดของโรคไต และระยะของโรคไตที่เป็นอยู่มากกว่า


อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าผู้ป่วยจะกินเนื้อสัตว์ได้ทั้งหมดทุกส่วน เช่น เครื่องในสัตว์ มีโคเลสเตอรอลและฟอสเฟตค่อนข้างสูง ผู้ป่วยโรคไตในระยะที่ขับถ่ายของเสียได้น้อย มักจะมีสารฟอสเฟตคั่งอยู่แล้ว ก็ไม่แนะนำให้กิน
ผู้ป่วยโรคไตอักเสบ ชนิดเนฟโฟรติควินโดรมพบว่ามีโคเลสเตอรอลในเลือดสูง มากถึง 500-600 ก็ยังมี
แม้แต่ผู้ป่วยโรคไตวายที่ฟอกเลือกด้วยไตเทียมหรือรักษาด้วยการล้างช่องท้องด้วยน้ำยาแบบ ซี.เอ.พี.ดี. ก็พบว่า มักมีไขมันในเลือดสูง จึงควรจำกัดเครื่องในสัตว์ เช่นเดียวกัน
ปัจจุบันได้มีการแนะนำให้กินอาหารที่มีแคลเซียมสูงกันมากเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน ความจริง ปลาเล็กปลาน้อยมีแคลเซียมสูง แต่ปลาเล็กปลาน้อย ปลาซาร์ดีนกระป๋อง หรือสัตว์ที่กินได้ทั้งกระดูก ก็มีฟอสฟอรัสสูงด้วย จึงควรงดด้วย นอกจากนั้น ในบางส่วนของเนื้อสัตว์ จะมีโปรตีนที่ มีคุณภาพด้อยด้วย


คุณภาพด้อย หมายถึง มีกรดอะมิโนจำเป็นไม่ครบถ้วน กินแล้วร่างกายนำไปใช้ได้ไม่ดี หนำซ้ำมีของเสียขับออกมาทางไตมากด้วย อาหารพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นของอร่อย ราคาแพงและเป็นอาหารหรูทั้งนั้น เช่น หูฉลาม, พวกเอ็นต่าง ๆ เช่น เอ็นหมู, เอ็นวัว
เวลากินเนื้อตุ๋น ซึ่งเปื่อยนิ่ม มีส่วนที่คล้าย ๆ เยลลี่ กินแล้วนุ่ม รสชาติดีนั้น คือ ส่วนเอ็นที่ต้มเปื่อย
บางคนชอบกินลูกชิ้นแบบขรุขระ กินแล้วเคี้ยวกรุบ ๆ ดี อันนั้นก็คือ เอ็น หูฉลามเป็นครีบปลา ซึ่งเป็นส่วนเอ็นตีนเป็ด ตีนไก่ ก็เป็นอันเหมือนกัน พวกนี้เป็นโปรตีนคุณภาพไม่ดี ไม่แนะนำให้กินเพราะเราต้องจำกัดโปรตีน อย่างน้อยก็ต้องได้รับอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูง

โดยปกติแพทย์จะจำกัดให้ ผู้ป่วยโรคไตวายได้รับโปรตีนประมาณ 30-35 ไม่เกิน 40 กรัมต่อวัน ถ้ากินอาหารพวกนี้แล้ว ไตก็จะต้องทำงานหนักขึ้นและร่างกายนำโปรตีนเหล่านี้ไปใช้ได้ไม่เต็มที่
น้ำนม และ ผลิตภัณฑ์นม ซึ่งเข้าใจกันว่าเป็นอาหารที่มีคุณภาพดี
น้ำนมทุกชนิด รวมทั้งชนิดปรุงแต่งรส เป็นเนยแข็ง, โยเกิร์ตชนิดครีม หรือชนิดน้ำนั้น นอกจากจะมีโปรตีน ที่ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตแล้ว ยังมี แคลเซียม, ฟอสฟอรัส, แล้วยังมี โปแตสเซียม, โซเดียม, โคเรเตอรอลด้วย
เพราะฉะนั้น ในช่วงที่ต้องจำกัดโปรตีน ก็ไม่แนะนำ


ถ้าดื่มนมไป ก็ต้องลดปริมาณเนื้อสัตว์ในส่วนที่กำหนดไว้ในวันนั้นลง จึงน่าจะงดน้ำนม และผลิตภัณฑ์จากนมไปก่อน ไข่ ก็เป็นอาหารที่มีคุณภาพดี แต่ต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วน ไข่ขาว และไข่แดง
ไข่ขาวมีโปรตีนคุณภาพดีมาก ร่างกายดูดซึมได้ดี และสามารถนำไปใช้ได้ดีด้วย เปรียบเทียบกันแล้ว ไข่ขาวเป็นเกรด A+ เพราะมีของที่จะขับออกจากไตน้อยมาก
เพราะฉะนั้น เวลาเป็นโรคไต ซึ่งต้องจำกัดอาหารโปรตีน แพทย์จะแนะนำให้กินไข่ขาว แม้ไข่ขาว จะจืด ไม่มีรสชาติ ก็สามารถทำอาหารได้หลายอย่าง เช่น ในข้าวผัด, ผัดไทย, ผัดผัก, โจ๊ก, ข้าวต้มเครื่อง, ก็ใช้แต่ไข่ขาว หรือถ้ายังรู้สึกว่าคาว ก็กินไข่ขาวต้มเปล่า ๆ ก็ได้
อย่างไรก็ตาม ไข่ขาวจะมีคุณภาพดีอย่างไรก็ต้องกินในปริมาณที่กำหนดเท่านั้น ไม่ใช้เอาไข่ต้มมานั่งกินตามใจชอบ เพราะเป็นโปรตีนเหมือนกันแต่ใช้กินแทนพวกเนื้อสัตว์ได้
ส่วนไข่แดง ซึ่งที่จริงก็มีคุณภาพดี แต่บังเอิญมีสารอื่นอยู่ด้วย ทั้งฟอสฟอรัส และโคเลสเตอรอลสูงจึงควรหลีกเลี่ยง อาหารอีกชนิดที่จัดอยู่ในพวกโปรตีนเหมือนกันคือ ถั่วเมล็ดแห้ง ซึ่งเป็นโปรตีนจากพืช ได้แก่ ถั่วทุกชนิด ทั้ง ถั่วเขียว, ถั่วแดง, ถั่วดำ, รวมทั้งเมล็ดมะม่วงหิมพานต์, เมล็ดกวยจี้, เมล็ดกินตะวัน, เมล็ดแตงโม เป็นต้น


พวกนี้เป็นอาหารที่มีโปรตีนที่มีคุณภาพด้อยมีกรดอะมิโนจำเป็นไม่ครบ แล้วยังมีโปแตสเซียมและฟอสฟอรัสสูงอีกด้วย เมื่อกินแล้ว ทำให้ไตทำงานเพิ่มขึ้น(ที่สำคัญถั่วเมล็ดแห้งนั้น นั่งกินเวลาดูโทรทัศน์จะรู้สึกว่าเพลินจริง ๆ กินมากเท่าไรไม่รู้ตัว อาจหมดเป็นกำมือ หรือเป็นถึงก็ได้)

หมู่ธัญพืช (CERIAL) ได้แก่ ข้าว, ก๋วยเตี๋ยว, ขนมปัง, บะหมี่, เผือก, มัน เป็นอาหารที่ให้พลังงาน แล้วกินกันทุกวันอยู่แล้ว ผู้ป่วยโรคไต ที่ต้องจำกัดโปรตีน ควรจะกินอาหารหมู่นี้ให้มาก เพราะเป็นอาหารที่จะช่วยให้ได้พลังงาน ถ้าได้รับน้อย จะไม่มีพลังงานเพียงพอ ที่จะใช้ในการทำงานต่าง ๆ แล้วร่างกายก็จะดึงเอาโปรตีนจำนวนน้อยนิด ที่เรากำหนดไว้ ไปเผาผลาญเป็นพลังงานแทนส่วนที่ขาด จึงไม่ได้ใช้โปรตีน ส่วนนั้นในการเสริมสร้างร่างกายทำให้เกิดการขาดสารอาหารขึ้นได้


อย่างไรก็ตาม อาหารจำพวกข้าว, ก๋วยเตี๋ยว, ขนมปัง ไม่ใช่มีแค่ คาร์โบไฮเดรตอย่างเดียว แต่จะมีโปรตีนด้วย เช่น
ข้าวสาร 100 กรัม มีโปรตีนประมาณ ร้อยละ 7 ขนมปังปอนด์ 100 กรัม มีร้อยละ 12 ข้าวโอ๊ต ร้อยละ 13 บะหมี่ ประมาณ ร้อยละ 16 ก็เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพด้อย วิธีแก้ก็คือกินข้าวซึ่งเป็นแป้งที่มีโปรตีนน้อยได้แก่ข้าวเจ้า เมื่อนำมาหุงเป็นข้าวสุก 1 ทัพพี จะมีโปรตีนประมาณ 2 กรัม เท่านั้น หรือถ้าจะกินผลิตภัณฑ์จากข้าว ก็เลือกเฉพาะก๋วยเตี๋ยวพวกเส้นขาว ๆ จะดีกว่า หรือจะเป็นขนมจีนก็ได้
นอกจากนี้ ยังมีแป้งบางชนิด ที่ใช้แทนข้าว ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ได้ ซึ่งจะมีโปรตีนต่ำมาก หรืออาจจะไม่มีเลย ได้แก่ วุ้นเส้น



บางคนอาจเข้าใจว่า วุ้นเส้นทำมาจากถั่วเขียวแล้วจะไม่มีโปรตีนได้อย่างไร ความจริงก็คือ ในกระบวนการทำวุ้นเส้นนั้นส่วนที่เป็นโปรตีน เขาจะแยกออก ไปทำเนื้อเทียมหรือเลี้ยงสัตว์ เหลือส่วนที่ตกตะกอนเป็นวุ้นเส้น คือ แป้งเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
แพทย์จึงมักแนะนำให้ผู้ป่วยโรคไต เอาวุ้นเส้นมาทำอาหารกิน เช่น ทำผัดไทย หรือผัดขี้เมาอะไรก็ได้ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ ก็เป็นแบบเดียวกับวุ้นเส้นในต่างประเทศ มีกระบวนการสกัดโปรตีน จากแป้งที่จะทำขนมปัง มักกะโรนี ใช้สำหรับผู้ป่วยโรคไตโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ก็มี สาคู ซึ่งเป็นแป้งที่มีโปรตีนต่ำ และ แป้งมันสำปะหลัง ก็มีโปรตีนน้อยแป้งพวกนี้ เอามาทำอาหารได้ทั้งของคาว และของหวานได้ น้ำตาล เป็นอาหารคาร์โบไฮเดรต 100 เปอร์เซ็นต์เต็มยิ่งขาวมาก ก็หมายความว่า ไม่มีสิ่งอื่นปน เป็นอาหารที่ให้พลังงาน ดูดซึมได้ดีและรวดเร็วด้วยผู้ป่วยโรคไตจึงกินได้ โดยเฉพาะถ้ากินข้าว ก๋วยเตี๋ยวได้น้อย ก็อาจกินขนมแทน
แต่ควรระวัง สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานแล้วก็มีโรคไต ส่วนผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายมีอาการเบื่ออาหาร กินอาหารได้น้อย ก็สามารถกินน้ำตาลได้บ้าง


ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นโรคไตนั้น มีโอกาสขาดสารอาหารได้มาก เพราะเมื่อถูกจำกัดโปรตีนแล้วยังถูกจำกัดผลไม้ และอาหารที่มีน้ำตาลเข้าไปอีกทำให้ได้รับพลังงานไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้น เมื่อผู้ป่วยโรคไตที่ไม่มีโรคเบาหวาน กินของเชื่อมเช่น มันสำปะหลังเชื่อมได้ ผู้ป่วยโรคไตที่มีเบาหวาน ก็ควรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เช่น ขนมมัน ขนมตาล ได้บ้าง


ผู้ป่วยไตวาย ที่รักษาโดยการล้างช่องท้องนั้นในน้ำยาที่ใช้ล้างช่องท้อง มีกลูโคสสูงอยู่แล้ว การกินอาหารที่มีน้ำตาล และไขมันมาก เช่น กะทิ ซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัว จะทำให้น้ำหนักขึ้นเร็วมาก และอาจมีน้ำตาลในเลือดสูง
อาหารหมู่ไขมัน มีทั้งที่เป็น ไขมันอิ่มตัว และ ไม่อิ่มตัว
ไขมันอิ่มตัว ได้แก่ ไขมันจากสัตว์, กะทิ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ไขมันพวกนี้ ทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูง ไขมันไม่อิ่มตัว ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำ น้ำโอเลอิน ซึ่งช่วยลดไขมันในเลือด แต่มีน้ำมันอีกชนิดหนึ่ง เราเรียกว่า น้ำมันปลาช่วยลดไขมันในเลือดได้ดี แต่ไม่จำเป็นต้องไปซื้อน้ำมันชนิดนี้มากินเพราะอาหารจำพวกปลา จะมี น้ำมันปลา อยู่ในตัวแล้ววิธีการก็คือ กินปลาให้มากขึ้นโดยที่เปลี่ยนจากเนื้อสัตว์อื่นเป็นเนื้อปลา โดยเฉพาะปลาทะเลซึ่งมีสารEPA, DHA แต่ก็ยังต้องจำกัดปริมาณในแต่ละวันเพราะปลาก็เป็นอาหารที่ให้โปรตีนเช่นกัน


หมู่ผัก
ผักมีวิตามิน, เกลือแร่,และมีใยอาหารด้วย ใยอาหารจะช่วยลดไขมันในเลือด และน้ำตาลในเลือดด้วย
ผัก จะมีโปแตสเซียมสูง ผู้ป่วยโรคไตที่ได้รับคำแนะนำให้จำกัดโปแตสเซียม ต้องหลีกเลี่ยง ผักที่มีโปแตสเซียมสูง ได้แก่ บร๊อคโคลี่, ผักบุ้ง, เห็ด, มันฝรั่ง, มะเขือเทศ, น้ำมะเขือเทศ, มันเทศ, แครอท, หน่อไม้ฝรั่ง, ดอกกระหล่ำ, แขนงกะหล่ำ
ผักที่มีโปแตสเซียมปานกลาง ซึ่งผู้ป่วยโรคไตที่ต้องจำกัดโปแตสเซียม กินได้บ้างในปริมาณที่ไม่มากนัก ได้แก่ ถั่วพู, ถั่วฝักยาว, มะเขือยาว, หน่อไม้ไผ่ตง, ผักคะน้า, ถั่วลันเตา, มะระ, หัวผักกาด ผักที่มีโปแตสเซียมต่ำ ผู้ป่วยโรคไตที่ต้องจำกัดโปแตสเซียม สามารถกินอาหารกลุ่มนี้ได้ เช่น กระหล่ำปลี, แตงกวา, ผักกาดขาว, ผักกาดกรอบ, ฟักเขียว, น้ำเต้า, บวบ, ถั่วงอก นอกจากผักแล้วก็มีผลไม้


ผลไม้
มักมีโปแตสเซียมสูง และยังมีวิตามิน, เกลือแร่, น้ำตาล, และน้ำด้วย โปแตสเซียมในผลไม้ อาจแบ่งเป็น 3 กลุ่ม เช่นเดียวกันกับผัก คือ
ผลไม่ที่มี โปแตสเซียมสูงไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต ที่ขับถ่ายของเสียได้น้อย และแพทย์ให้จำกัดโปแตสเซียม ได้แก่ ฝรั่ง, กล้วย, มะขามหวาน, กระท้อน, น้อยหน่า, ลางสาด, ทุเรียน, แคนตาลูป, น้ำส้มคั้น, ลูกเกด, ลูกพรุน, กล้วยตาก, ผู้ป่วยควรงดผลไม้กลุ่มนี้
ผลไม้ที่มีโปแตสเซียมปานกลาง ในระยะที่มีของเสียคั่งมาก ก็ควรงดเช่นเดียวกัน คือ มะม่วงสุก, มะม่วงดิบ, มะละกอ, ส้ม
ผลไม้ที่มีโปแตสเซียมน้อย ซึ่งผู้ป่วยโรคไตในระยะที่มีของเสียคั่ง และได้รับคำแนะนำให้จำกัดโปแตสเซียม อาจกินได้บ้างในปริมาณที่ไม่มาก เช่น องุ่น, แตงโม, สัปปะรด, พีช, แพร์, แอปเปิ้ล, ชมพู่ แต่ถ้าปริมาณโปแตสเซียมในเลือดสูงมากกว่า 5.0 มิลลิอิควิวาเลนท์ ควรงดผลไม้ทุกชนิด
อาหารอื่น ๆ ที่มีโปแตสเซียมสูง ได้แก่ น้ำนม, โยเกิร์ต, กะทิ, มะพร้าว, ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ , เมล็ดกินตะวัน, ถั่วพิซตาชิโอ



เครื่องดื่มบางชนิดก็มีโปแตสเซียมสูง เช่น-กาแฟผง 1 ช้อนชา มีโปแตสเซียม 130-160 มิลลิตกรัม โปแตสเซียมโปแตสเซียม – ชาผง 1 ช้อนชา มีโปแตสเซียม 61 มิลลิตกรัม ช็อคโกแลตผง 2 ช้อนชา มีโปแตสเซียม 152 มิลลิกรัม โกโก้ผสมซ็อคโกแลต 3 ช้อนชา มีโปแตสเซียม 120 มิลลิกรัม ถ้าชอบดื่มกาแฟแก่ ก็มีโปแตสเซียมมาก ขึ้นกว่านี้ ถ้าดื่มวันละ 2-3 ถ้วย ก็จะทำให้ระดับโปแตสเซียมในเลือดสูงขึ้นได้ ระยะที่มีการขับถ่ายออกได้น้อย จึงไม่ควรดื่มเลย



อาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง ผู้ป่วยโรคไตระยะที่ของเสียคั่ง ควรงดอาหารเหล่านี้ คือ เครื่องในสัตว์, ไข่แดง, น้ำนม, โยเกิร์ต, เนยแข็ง, ปลาไส้ตัน, ข้าวโอ๊ต, ถั่วแดง, ถั่วลิสง, ถั่วเขียว, เมล็ดแตงโม, เมล็ดข้าวสาลี, เมล็ดมะม่วงหิมพานต์
อาหารที่มีโซเดียมมาก มักเป็นปัญหาของผู้ป่วยที่ขับถ่ายของเสียได้น้อย มีอาการบวม และอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ได้แก่ เกลือแกง ซึ่งมีรสเค็มจัด, ซีอิ๊วขาว, ซอสชูรส, น้ำมันหอย, ซึ่งหมักด้วยเกลือเหมือนกัน

70621


ตัวอย่างอาหารที่มีเกลือมาก และผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยง ได้แก่
1. ซอลปรุงรสที่มีเกลือมาก ซอลเหล่านี้มีรสเค็มจัด ได้แก่ น้ำปลา, ซีอิ้วขาว, ซอสปรุงรสจากถั่วเหลือง, ซอสหอยนางรม, ซีอิ้วญี่ปุ่น, น้ำบูดู, เต้าเจี๊ยว
2. ซอสหลายรส อาจมีทั้งรสหวาน, เปรี้ยว, เค็ม, ซอสพวกนี้มีเกลือผสมอยู่ด้วย เช่น ซอสมะเขือเทศ, น้ำจิ้มไก่ย่าง, ซอสตราไก่งวง
3. อาหารหมักดองเค็ม เช่น กะปิ, เต้าหู้ยี้, ปลาร้า, ไตปลา, ไข่เค็ม, ผักดอง, ผลไม้ดอง, แหนม, ส้มฝัก, ไส้กรอกอีสาน
4. อาหารตากแห้ง เช่น ปลาเค็ม, เนื้อเค็ม, หอยเค็ม, กุ้งแห้ง, ปลาแห้ง
5. เนื้อสัตว์ปรุงรส จะมีรสหวานและเค็ม เช่น หมูหยอง, หูแผ่น, กุนเชียง
6. อาหารกึ่งสำเร็จรูป ซึ่งบรรจุถึงหรือซอง เช่น บะหมี่สำเร็จรูป, โจ๊กซอง, ซุปซอง, รสเค็มจัดมาก
7. อาหารสำเร็จรูปบรรจุถุง มักเป็นของว่าง เช่น ข้าวเกรียบ, ข้าวตังปรุงรส, มันฝรั่งปรุงรส, แป้งอบกรอบ, ขนมปังน้ำพริกเผา
8. เครื่องปรุงแต่งรสที่มีเกลือมาก เช่น ซุปก้อน, ผงปรุงรส



นอกจากนี้ ยังมีสารปรุงแต่งรสที่ไม่มีรสเค็ม แต่มีโซเดียมมาก เช่น ผงชูรส, ผงฟู, สารกันบูด ซึ่งใช้ใส่อาหารบางชนิดเพื่อป้องกันการเติบโตของเชื้อราหรือแบคทีเรีย เช่น ใส่ในขนมปัง, ใส่ในน้ำพริกแกง, เพื่อให้อยู่ได้นานโดยไม่เสีย


สารพิวรีน ในอาหาร มีทั้งในพืช และในสัตว์ผู้ป่วยโรคไตที่มีสารยูริคในเลือดสูง สารยูริอาจตกตะกอนที่กรวยไต เกิดนิ่วในไต หรอสะสมในเนื้อไต ทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น จึงควรงดอาหารต่อไปนี้ คือ เครื่องในสัตว์, น้ำซุปเนื้อ, น้ำซุปไก่, ปลาซาร์ดีน, น้ำเกรวี, เนื้อวัว, เป็ด, ไก่ ในพืชมักมีมากในส่วนยอดผัก, ชะอม, กระถิน, เห็ด, ถั่วเมล็ดแห้ง
สำหรับ รังนก ปริมาณขวดละ 70-75 มิลลิลิตรมีโปรตีน 0.25 กรัม วิตามินและเกลือแร่น้อยมากและราคาแพง ประโยชน์ที่ได้รับเกือบไม่มีเป็นเพียงความเชื่อ ไม่คุ้มที่จะซื้อมากินเลย
เครื่องดื่มจำพวกไมโลผง ขนาด 15 กรัม( 4 ช้อนชา) หรือปริมาณที่ใช้ดื่ม 1 ถ้วย มีพลังงาน 56 กิโล-แคลอรี่, โปรตีน 1.6 กรัม, ไขมัน 1.5 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 9.0 กรัม, แคลเซียม 82.5 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 91.5 มิลลิกรัม, โปแตสเซียม 100 มิลลิกรัม ถ้าผสมน้ำนมก็จะได้คุณค่าทางโภชนาการของน้ำนม ซึ่งมีโปรตีน, โปแตสเซียม, ฟอสฟอรัส, โซเดียมสูง ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ที่ขับถ่ายของเสียได้น้อย
นมเปรี้ยวยาคูลท์ ขนาด 1 ขวด 80 มิลลิตร ให้พลังงาน 72 กิโลแคลอรี่, โปรตีน 1.36 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 16.4 กรัม, แคลเซียม 31.0 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 42.0 มิลลิกรัม, โปแตสเซียม 68.0 มิลลิกรัม, ผู้ป่วยที่ต้องจำกัดโปรตีน ไม่ควรดื่ม


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 6) หน้าถัดไป (หน้า 8) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 22 เม.ย. 2551 (13:08)
http://tophealthtip.com/learning-to-recognize-quackery.html
o be one เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 54 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


thong_vcharkarn
(ศิริทอง)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 11,022 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 10 เดือน
แบ่งปันความรู้ 97 ครั้ง
ได้รับดาว 173 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ไต : เครื่องบำบัดน้ำเสียมหัศจรรย์ [55,894]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,379]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,645]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [280,797]
Global Warming { English } [116,988]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.