<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/34478" type="text/javascript"></script> |
|
อะไรมันรวมอยู่สิ่งที่เรียกว่า ตัวกู
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลายอาตมาขอแสดงความยินดีในการเป็นผู้สนใจในธรรมด้วยการมาสู่สถานที่นี้เพื่อจะศึกษาธรรมะอาตมาก็ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะสนองความประสงค์ของท่านทั้งหลายให้นึกอย่างละเอียดละออถี่ถ้วนว่าเราควรจะพูดเรื่องอะไรดีแน่นอนต้องพูดกันถึงเรื่อง
post ครั้งแรก: Mon 7 January 2008, 10:25 am ปรับปรุงล่าสุด: Tue 8 January 2008, 10:37 am
|
แต่มันก็ยากว่าเรื่องอะไรดีเรื่องธรรมะนั้นมันยุงไม่รู้ว่าเรื่องอะไรเพราะธรรมะมันเต็มไปด้วยหลาย
10 เรื่อง หลาย 100เรื่อง เรื่องอะไรเรื่องธรรมะทั้งนั้นเราต้องการธรรมะที่ใช้ดับทุกข์ได้และเราก็ต้องการรู้ตัวธรรมะที่เป็นตัวความทุกข์ด้วยเหตุปัจจัยตามธรรมชาติที่มันก่อให้เกิดทุกข์แต่เดี๋ยวนี้การรู้ธรรมะของเรายังไม่พอเราเลยดับทุกข์กันไม่ได้คนยังเป็นโรคประสาทมากกว่าแมวคนเกือบทุกคนเป็นโรคประสาทไม่มากก็น้อยแต่จะหาแมวที่เป็นโรคประสาทสักตัวหายากลองไปสังเกตดูคนมีธรรมะทำไมเป็นโรคประสาทกว่าแมว
แมวเราถือว่ามันไม่มีธรรมะ
แต่ทำไมมันไม่เป็นโรคประสาทมันนอนหลับง่าย
คนนอนหลับยากจนเป็นโรคประสาทเป็นโรคจิตตายไปเลยมันอยู่ที่ไหนกันทำไมไม่มช่วยพิทักษ์คนอย่าให้เป็นโรคที่ไม่ควรจะเป็นถ้าเป็นแล้วก็น่าระอายแมวพุทธบริษัทเป็นโรคประสาทและก็เสียชื่อพุทธบริษัทหมดเลยผู้ที่เรียกตัวเองว่าพุทธบริษัทตัวดีถ้าเป็นโรคเสียชื่อคือมันเป็นไม่ได้แล้วยังทำลายศาสนาด้วยทำให้คนทั้งโลกเข้าใจว่าธรรมะในพุทธศาสนาใช้ไม่ได้จะป้องกันไม่ให้พุทธบริษัทเท่านี้ไม่เป็นโรคประสาทก็ยังทำไม่ได้นีเป็นสิ่งที่เราต้องนึกและก็ตั้งหน้าตั้งตาทำให้จริงสักหน่อยในการให้ได้รับประโยชน์จากธรรมะแห่งพระพุทธศาสนาที่เรานับถืออาตมาอยากจะพูดว่ามีการเรียนธรรมะไม่รู้ธรรมะมีการเรียนทุกหนทุกแห่งเรียนไปอย่างนั้น เรียนอย่างนี้ มีแต่เรียนธรรมะแล้วไม่รู้ธรรมะ
นี่มันโง่ตรงไหนที่เรียนธรรมะแล้วไม่รู้ธรรมมักจะเรียนโดยวิธีท่องจำ
เรียนโดยการออกท่าออกทาง มันก็เป็นวิธีเรียนที่ไม่ทำให้รู้ธรรมะได้ทีนี้ขั้นที่ 2
มันรู้ธรรมะแต่แล้วมันไม่มีธรรมะทุกคนที่อยู่ที่นี่คงทะนงตัวว่ารู้ธรรมะข้อนี้ยอมให้ได้เพราะพูดกันเกร่อไปหมดแล้วดูให้ดีมันจะไม่มีธรรมะไอ้ตัวกูรู้ธรรมะมันจะไม่มีธรรมะรู้ธรรมะกันเป็นภูเขาเหล่ากาพูดกี่วันกี่คืนก็ไม่รู้จักจบแต่มันไม่มีธรรมะสักนิดหนึ่งจะหาธรรมะในตัวคนนั้นสักนิดก็ไม่มีคือมันหาไม่ได้มันรู้ธรรมะแล้วมันไม่มีธรรม ไม่ใช่รู้ธรรมะแล้วมันมีธรรมะ รู้สักแต่ว่ารู้ๆก็มีถ้ามีมันต้องมีคุณธรรมของธรรมะที่จะดับทุกข์ของมนุษย์ได้ทีนี้ก็พูดต่ออีกชั้นหนึ่งว่ามันมีธรรมะแต่ใช้ดับทุกข์ไม่ได้กันซะโดยมากธรรมะงมงายเรียกว่าธรรมะดับทุกข์ไม่ได้ ธรรมะเตลิดเปิดเปิงด้วยการท่องจำด้วยการคิดค้นอะไรก็ตามเสร็จแล้วไม่เอามาใช้ดับทุกข์ไม่ได้แล้วมันก็ยังต้องเป็นโรคประสาทอยู่ดีเหมือนคนมีเครื่องมือเครื่องใช้อะไรในบ้านแต่ใช้ประโยชน์ไม่ได้
เครื่องมือเหล่านั้นก็เป็นหมันนี่เป็นสิ่งที่น่าเวทนาสงสาน
ขอพูดอีกทีว่าเรียนธรรมะกันเกือบตายและก็ไม่รู้ว่ารู้ธรรมะอย่างท่วมหูท่วมหัวแล้วมันก็ไม่มีธรรมะ
มีธรรมะแล้วมันก็ใช้ดับทุกข์ไม่ได้นี่ขอให้ใคร่ควรดูว่าอย่างนี้เป็นความจริงเราจะเฉยไม่ได้เราต้องทำให้มีธรรมะชนิดที่ใช้ดับทุกข์ได้พูดง่ายๆอย่ามีแต่พิธีรีตองอาจจุพูดได้เลยว่าในวัดบางวัดหรือในโบสถ์บางโบสถ์ในนั้นไม่มีธรรมะเลยมีแต่พิธีรีตองมีแต่ประกอบพิธีรีตองมีแต่เสี่ยงเสียมซีไม่มีอะไรเลย อะไรๆมีพิธีรีตองใหญ่โต มโห ลานไม่มีธรรมะเลย คนไปโบสถ์ส่วนใหญ่เป็นโรคประสาทกลัดกลุ้มเข้าไปในโบสถ์หวังว่าจะหายแล้วมันก็ไม่หายเพราะในโบสถ์ไม่มีธรรมะนี่ถ้าอย่างนี้เป็นเรื่องจริงทำยังไงในวัดในโบสถ์จะมีธรรมะใช้ดับทุกข์ได้ท่านทั้งหลายช่วยกันเอาไปคิดดูนี่คือปัญหา
ปัญหามันมีอยู่อย่างนี้เราเรียนธรรมะมันไม่รู้ธรรมะมันรู้ธรรมะแล้วมันไม่มีธรรมะมันรู้ธรรมะแล้วมันใช้ประโยชน์ไม่ได้เพื่อให้เวลาของท่านไม่สูญหายอาตมาก็จะพยายามที่สุดที่จะทำได้ว่าจะพูดเรื่องธรรมะอะไรกับท่านทั้งหลายให้ได้รู้ธรรมะและมีธรรมะและก็ใช้ธรรมะนั้นดับทุกข์ได้ขอให้ฟังกันดีๆอย่าฟังตามทำเนียมเอาไปพูดกันให้จ้อไปหมดอย่าแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรถ้าทำอย่างนี้กี่ปีกี่ปีมันก็ไม่มีอะไร
หัวข้อที่จะพูดก็คือคำสั้นๆว่าอะไรๆมันรวมอยู่สิ่งที่เรียกว่าตัวกูจะเป็นอะไรในส่วนชั่วมันก็เป็นตัวกู
อะไรๆที่เป็นส่วนดีมันก็รู้จักจัดการกับสิ่งที่เป็นตัวกูจะเกิดเป็นทุกข์ขึ้นมาเพราะสิ่งที่เรียกว่าตัวกู
จะดับทุกข์ได้ก็เพราะสิ่งที่เรียกว่าตัวกูมันดับหายไปจากจิตข้อนี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนาแต่พูดไว้ในภาษาบาลีหรือภาษาที่ฟังยากๆอาตมาพูดด้วยภาษาธรรมดา ภาษาไทย ค่อนข้างหยาบคายเพราะเป็นภาษาธรรมดาๆคำว่าตัวกูๆนั้นหมายถึงความรู้สึกว่าเป็นตัวตนที่รุนแรงเทียบกันดูว่าดีก็พูดว่ากระผมข้าพเจ้าอาตมาบ้าง
แต่ถ้ามันข้น มันร้ายระอุมันไม่พูดอย่างนั้นมันพูดว่ากูทั้งนั้นนี่ก็เห็นได้ว่าตัวกูมันมีก็ต่อเมื่ออารมณ์มันร้าย
อารมณ์มันแรงถ้ายังไม่ร้อนก็พูดว่าตัวฉัน ข้าพเจ้า อาตมา แต่มันก็คืออันเดียวกันคือตัวกูทั้งนั้นนี่ถ้ามันไปถึงสุดขีดนี่คือตัวกูความทุกข์จะเกิดก็เพราะเกิดตัวกู ความทุกข์จะดับก็เพราะดับตัวกูรายระเอียดค่อนข้างจะซับซ้อนว่าตัวกูมันในภาษาบาลีมีใช้อยู่หลายระดับถ้าพูดอย่างใจเย็นก็ว่าอัตตา อัดตานียาหรือของตนแต่ถ้ามันกระด้างขึ้นมามันก็เรียกว่าอหังการ
อหังการทำโวหารว่าข้าพเจ้าคือตัวกูนั่นแหละ มะมังการว่าของกูแต่ถ้าโวหานว่ามะมะก็คือของกูนี้เป็นเพียงรู้สึกไม่มีตัวตนเป็นตนอะไรที่ไหนมันเป็นเพียงความรู้สึกในใจว่าตัวกูหรือว่าของกูเลวร้ายเพราะว่ามันเป็นกิเลสที่สมบูรณ์มีมูลมาจากอวิชชาคือความไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไรมันมากระทบสิ่งที่ผิดด้วยการปรุงแต่งด้วยอำนาจของอวิชชานั้นจนเกิดความอยากอย่างโง่เขลามันเกิดความอยากอย่างโง่เขลาไม่ต้องเอาอะไรมาช่วยไอ้ความอยากมันรู้สึกมีตัวตนผู้อยากนั่นแหละคือตัวกูสมบูรณ์เป็นผู้อยากข้อนี้มันคงจะสะดุดไอ้ความรู้สึกสักหน่อยว่าผู้อยากมันเป็นอย่างนี้จริงๆเพราะมันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงมันเป็นการปรุงแต่งจิตใจอย่างโง่เขลาในจิตใจนั้น
ถ้าเกิดความอยากขึ้นมาเมื่อไรถัดไปมันก็เกิดความรู้สึกว่าอยากเสมอถ้าจึงกล่าวตัณหาปัจจัยให้เกิดอุปาทานตัณหาคือความอยากมีแล้วก็เป็นธรรมชาติให้เกิดอุปาทานยึดมั่นตัวกูว่าของกูตัวกูว่าของกูคุณต้องจำให้ดีว่าตัวกูทำให้เกิดความอยากอย่างนั้นอย่างนี้มันก็เกิดความอยากตามธรรมชาติเมื่อสัมผัสความอยากตามความโง่เป็นจริงมีตาหู
จมูก ลิ้น กาย ใจแล้วก็มีคู่ของมันรูป เสียง กลิ่น รส บทพระ ธรรมมารมย์เป็นคู่กับตา
หู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นคู่ๆกันไปไม่ต้องบอกว่าอะไรคู่กับอะไร
ว่าอะไรคู่กันมันเป็นพุทธบริษัทไร่ไปไม่มีอะไรเหลือสักนิดเดียวก็พูดว่าตา หูจมูก 
ลิ้น กาย ใจมันมีอยู่ในบุคคล เป็นสิ่งที่มีในบุคคล รูป เสียง กลิ่น รส บทตระพระ ธรรมมารมย์นี้มันอยู่ข้างนอกมันก็คือโรคนี่เองโรคทั้งโรคมันเป็นรูปกลิ่น รส บทตระพระ ธรรมมารมย์มันก็มีอยู่ตามธรรมชาติ
สำหรับเป็นคู่กระทบกับ ลิ้น กาย ใจเรามันมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเรามีความรู้สึกอยู่มันฝึกได้ทาง ตา หู จมูก
ลิ้น กาย ใจ มันก็รู้สึกต่อรูปบ้าง ต่อเสียงบ้าง ต่อรสบ้าง ต่อบทตระพระบ้าง ธรรมมารมย์บ้างนี่คือข้อที่เราสัมผัสโรค ถ้าเราไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็ไม่มีโรค เท่ากับโรค นี้ทั้งหมดมันไม่มีนั้นโรคมันก็มีเท่ากับตา หู จมูก ลิ้น
กาย ใจ สัมผัสทางตา สัมผัสทางหู สัมผัสจมูก ทางลิ้น ทางกาย
ทางใจมันเรียกว่าโรคมันมีนี่เป็นจุดตั้งต้นของการศึกษาเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจมันก็รูป เสียง แกลิ่น รส บทตระพระ
นั้นมันเป็นของคู่กันแล้วมันก็จับคู่กันคือตาคู่กับรูปพอตาเห็นรูปการเห็นทางตาเรียกว่าจักรสุวิญญาณพอตาเห็นรูปมีจักรสุวิญญาณตาเห็นรูป
3 อย่างแล้ว
เมื่อ 3อย่างนี้กำลังทำงานร่วมกันอยู่เมื่อตาเห็นรูปเกิดจักรวิญญาณอยู่เมื่อ 3 อย่างนี้ทำงานร่วมกันอยู่เรียกผัสสะทางตาทางหู ทางจมูกทางลิ้น
ก็อย่างเดียวกันไม่เสียเวลาก็พูดเทียบเคียงว่าเมื่ออายันตะนะข้างในกระทบกับอายันตะนะข้างนอกก็เกิดระบบวิญญาณขึ้น
3 อย่างด้วยกันเมื่อ 3 อย่างนี้ทำงานร่วมกันเรียกว่าผัสสะเพียงตากระทบรูปไม่เรียกว่าผัสสะมันต้องเป็นจักรสุวิญญาณก่อนแล้วจักรสุวิญญาณมันกำลังทำหน้าที่อยู่ 3อย่างนี้ทำงานเรียกว่าผัสสะมันมากๆเพราะว่าตาเรายังไม่บอดสัมผัสรูปโดยที่จักรสุวิญญาณทำหน้าที่ถ้าไม่รู้จักผัสสะแล้วก็คงจะลำบากที่จะศึกษาธรรมะให้รู้จริงมันได้แต่เรียนก็ไม่รู้เพราะไอ้สิ่งที่เรียกว่าผัสสะมันยังไม่รู้แล้วมันก็เรียนเรื่องผัสสะเรื่องอายันตะนะไอ้มันก็ไม่รู้เพราะมันไม่ก็ไม่รู้ตัวผัสสะไอ้ผัสสะที่ท่องได้พูดได้มันก็เรียนผัสสะมันก็ไม่รู้ธรรมะและก็ไม่มีธรรมะแล้วก็ไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้นั้นจึงรู้เสียให้ดีว่าผัสสะทางตา
ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย
ทางใจ
นี่มันมีอยู่ทุกวันวันหนึ่งมากมายนับไม่ไหวนั้นคือผัสสะไอ้นี่เป็นตัวการเป็นตัวร้ายเป็นต้นเหตุทั้งหลายจะเกิดความโง่ความฉลาดก็ตรงที่ผัสสะมันโง่หรือฉลาดจะเกิดทิฐิอย่างไรมันก็แล้วแต่ผัสสะไอ้สิ่งนั้นๆด้วยความโง่ความฉลาดอย่างไรผัสสะให้ทำกรรมนั้นๆถ้าใจเกิดเวทนาเกิดสุขเกิดทุกข์ผัสสะนั่นเป็นจุดรวมของความสำคัญถ้าทำผิดทางผัสสะทีนี้ผัสสะมีแล้วมันก็ให้เกิดเวทนามีความรู้สึกยินดียินร้าย พอใจไม่พอใจเรียกว่าเวทนาถ้ามันเป็นผัสสะโง่มันก็เกิดเวทนามันเป็นความโง่ที่จะหลอนจะหลอกถ้าผัสสะฉลาดมีวิชชาก็เกิดเวทนาฉลาดพอจะรู้ตามความจริงว่าเวทนานี่ระวังว่าผัสสะนี่จะเป็นทางแยกหรือทางร่วมที่จะแยกออกเป็นทางสุขหรือทางทุกข์
ถ้าอวิชชาหรือความโง่ทันเข้ามาทำหน้าที่ในขณะผัสสะเพระไม่มีปัญญาเข้ามาทำหน้าที่ผัสสะนั้นก็โง่แต่ถ้าเผอิญคนนั้นศึกษามาดีคนนี้ศึกษามาดีความผ่านโลกไปมากมันมีความรู้มีวิชชามีปัญญามาทันในขณะแห่งผัสสะ ผัสสะนี้มันเป็นผัสสะฉลาดไม่โง่นี่ผัสสะมันจึงแยกทางเป็น 2 ฝ่ายคือผัสสะโง่และผัสสะฉลาดจะไม่เป็นไปในทางทุกข์ผัสสะโง่ประกอบด้วยอวิชชามันก็คลอดเวทนาออกมาซึ่งยังหุ้มห่ออยู่ด้วยความโง่เป็นสุขก็เวทนาเป็นทุกข์ก็เวทนา
เวทนาจะสุขจะทุกข์ก็เวทนามันหุ้มห่ออยู่ด้วยความโง่มันหลอกหลอนจิตให้หลงรักหลงยึดถือไปตามความโง่ถ้าเวทนาน่ารักมันก็หลงไปอย่างน่ารัก
ถ้าเวทนาไม่น่ารักมันก็หลงไปอย่างไม่น่ารักคือไม่เป็นสุขไม่เป็นทุกข์มันก็หลงไปตามที่เป็นทุกข์ถ้ามันเป็นทุกข์หรือสุขมันก็สงสัยไปในทางของโมหะนี่เวทนาที่น่ารักทำให้เกิด โรพะ ราคะ เวทนาที่ไม่น่ารักทำไห้เกิดโทสะเวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์ไม่น่ารักทำให้เกิดโมหะนี่เวทนาฝ่ายโง่มันก็ให้เกิดความอยากอย่างโง่ ไอ้ความอยากอย่างโง่เขาเรียกว่าตัณหานั้นถ้าความอยากอย่างอื่นไม่เรียกว่าตัณหาเขามีอย่างอื่นเรียกความอยากความต้องการทั่วๆไปไม่ถึงกับโง่ก็เรียกกันว่าสังกับปะแปลว่าความปรารถนา สังกับปาปะหนันยะโทยะถาที่พระเขาให้พร สังกับปะของท่านจงสมบูรณ์เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญมณีโชติอย่างนี้เป็นต้น
สังกับปะในความหมายนี้แปลว่าปรารถนาที่ไม่โง่คือมีสติปัญญาเป็นเหตุให้ต้องการเดี๋ยวนี้เวทนามันโง่นั้นเกิดความยากโง่ที่เรียกว่าตัณหา ครูบาอาจารย์มักจะสอนกันว่าถ้ามีปัญหาเขาเรียกว่าตัณหาทั้งนั้นถ้าเป็นความอยากจะเรียกว่าตัณหา ถ้าเป็นทุกอย่างจะเรียกว่าโลภะไปทุกอย่างเราบอกว่าไม่ใช่มันแล้วแต่โง่หรือฉลาด ถ้าโง่ความอยากนั้นโง่ก็จะต้องเรียกว่าโลภะตัณหาได้
แต่ถ้ามันไม่ได้ประกอบด้วยความโง่เรียกว่าสังกัปปะดีกว่าเรียกว่าความปรารถนาก็ยังได้แม้ว่าจะเรียกว่าความประสงค์ในความหมายธรรมดาก็ยังได้ เวทนาย่อมให้เกิดตัณหาโดยสมควรแก่ภาวะว่าเป็นเวทนาโง่หรือเวทนาอย่างฉลาด 
เวทนาโง่เป็นเวทนาที่ทำให้เกิดความอยากอย่างโง่เขลา ถ้าเวทนาฉลาดก็ให้เกิดความต้องการที่จะทำตามสมควรแก่เหตุผล
ตามสมควรแก่หน้าที่อย่างนี้ไม่เรียกว่าตัณหา เรื่องที่จะเป็นทุกข์มาจากเวทนานี่ให้เกิดความอยากโง่ที่เรียกว่าตัณหามันมีตัณหายากอย่างแรงไปตามความหลอกหลอนของเวทนานั้นมันมีความยากอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่ากามตัณหาอย่างในทางกามก็จะได้ความหมายในทางกามภาวะตัณหาอย่างในทางความมีเป็นนั่นเป็นนี่
แม้ไม่เกี่ยวกับกาม วิภาวะตัณหาอย่างในทางไม่เป็นนั่นไม่เป็นนี่ให้มันก็มี 3 อยู่เหมือนกัน กามคืออยากได้อยากเอามาตามความรักความพอใจอยากเป็นนั่นเป็นนี่ภาวะตัณหาจนได้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่เป็นๆกันอยู่ อยากเป็นผัว อยากเป็นเมีย อยากเป็นแม่ อยากเป็นลูก อยากเป็นอะไรก็ตามแล้วก็วิภาวะตัณหามันก็มาอยากชนิดที่ไม่ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้คือมันไม่ใช่ชอบเมื่อมันไม่อยากอยู่มันก็อยากตายอย่างนี้เป็นต้น
กามมะตัณหามาจากทิฐิหลงว่างามว่าสวยว่าอร่อยภาวะตัณหามันมาจากสัตนะทิฐิว่ามีตัวมีตนวิภาวะตัณหามาจากตัณหากุเชตะทิฐิความขาดสวนแห่งตัวตนเรียกง่ายๆภาษาชาวบ้านดีกว่าว่าอยากได้อยากเป็นอยากไม่เป็นนี่คือตัณหาเป็นความอยาก
แล้วมันก็ปรุงให้เจออุปาทานใครที่เป็นผู้อยากก็คือตัวกูนี่ไม่ต้องมีใครมาทำไม่ต้องมีพระเจ้าที่ไหนมาช่วยถ้ามันเกิดความอยากขึ้นในจิตใจแล้ว ไอ้ความอยากมันก็ปรุงตามธรรมชาติเกิดความรู้สึกว่ากูเป็นผู้อยากมันก็มีอุปาทานมันก็มีของกูมันก็มีกูแล้วมันก็ต้องมีของกูเป็นธรรมดาแล้วมันไม่รู้สึกว่ามีตัวกูเป็นของกูแล้วมันเกิดความรู้สึกในทางเปรียบเทียบด้วยว่าเลวกว่าหรือดีกว่าหรือเสมอกันอย่างนี้เป็นต้นเพราะมีตัวกูตัวเดียวเท่านั้น
มันจึงเกิดความรู้สึกหลายทางอุปาทนมีอย่างนี้รู้สึกว่าตัวกูเล่าๆอยู่อย่างนี้รู้สึกว่าความมีแห่งภพมันเป็นอย่างไรๆนั้นเกิดขึ้นแล้วกามตัณหา ภาวะตัณหามันเป็นอย่างมาเป็นอุปาทานส่วนใหญ่ก็เป็นกามุปาทานมันก็เลยไปถึงภิกขุปาทาน
อัดตุวานะปาทาน ศีลละปะตุปาทานอัตตะวานุปาทานมันยึดถืออย่างไรมันก็เป็นภพอย่างนั้นเกิดขึ้นมานี่มันเป็นความรู้สึกเป็นภพอย่างนั้นอย่างโน้นเป็นลักษณะกามภพ รูปภพก็แล้วแต่แก่จัดเข้าๆกระทบมันก็มีท้องมีครรภ์
ครรภ์มันก็แก่จัดเข้ามันก็คลอดเป็นชาติเป็นตัวกูที่สมบูรณ์ที่สุดไม่เป็นตัวกูที่อยู่ในท้องในครรภ์หรือในความรู้สึกแต่มันเป็นตัวกูที่แสดงบทบาทมันก็แสดงบทบาทที่เป็นสำนึกเป็นมโนกรรมมันก็เป็นสำนึกของกูเต็มที่อะไรๆที่มันมีอยู่ตามธรรมชาติมันก็มาเป็นของกูหมด
แม้แต่ความเกิดแก่ เจ็บ ตายมันก็เอามาเป็นของกูโดยไม่รู้ตัวว่านั้นคนธรรมดาสามัญมันเอาความเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นของกูอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้สึกตัวนั้นไม่ต้องพูดว่าความเกิด แก่เป็นของกู พูดว่าความเกิดอย่างเดียวก็พอ ความเจ็บ ความตายก็พอแล้ว
มันหมายถึงความเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นของกูดังนั้นท่านจึงไม่พูดมากว่าความเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นทุกข์มันก็พอแล้วไม่ต้องพูดว่าความเกิดของกูสำหรับคนธรรมดาความเกิดมันของ กูอยู่แล้วความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นมันถูกยึดถือเป็นของกูอยู่เป็นธรรมดาในความรู้สึกใต้สำนึกมันจึงไม่ยึดถือตัวกูและของกูควบคู่กันไปที่เป็นธรรมชาติแท้ๆมันไปยึดเอาความเกิดแก่เจ็บตายมาเป็นของกูมันก็เลยกลัวมันเลยเป็นทุกข์ทำไมมันถือเงินทองข้าวของสมบัติเป็นอุดตะยามันก็ต้องยึดถือยิ่งกว่ามันก็เลยยึด บุตร ภรรยา วัว ควาย ไร่นา ยศศักดิ์ของกูอะไรของกูเต็มไปหมด
นั่นดูว่ามันเกิดอย่างไรมันมีโลกอย่างไรเพราะมันมีตัวกูถ้าไม่มีตัวกูมันก็ไม่มีโลกมันก็ไม่มีใครยึดถือว่าเป็นอย่างไรด้วยความโง่ว่าตัวกูนั่นนี่ของกูทุกอย่างในโลกเป็นของกูมีค่าอย่างนั้นเท่านี้แม้แต่มนุษย์มันจะมีค่าเท่าไรมันก็มาถึงความทุกข์ยิ่งได้ยึดอะไรเป็นของกูมันก็หนักด้วยความยึดถือนั้นมันก็เป็นเรียกว่าเป็นทุกข์ได้แล้วเพราะมันถือมันก็หนักมันก็เป็นทุกข์แต่มันมีความหมายต่างกัน หนักอย่างโลภะมันก็แบกของหนัก หนักอย่างโทสะมันก็เหมือนแบกไฟมาไว้ หนักอย่างโมหะก็เหมือนแบกเอาก้อนหินมาไว้มันเป็นทุกข์ไปตามที่แบกของหนักทาราทานังทุกขังทุกเกกรรมที่ถือของหนักเป็นทุกข์ในโลกนี่ที่สวดมนต์ทุกวัน
ทาราทานังสุขขังกว้างทิ้งของหนักไปได้ก็สุข
เดี๋ยวนี้เราไม่รู้จักทั้งที่แบกของหนักมันก็หนักอยู่นี่เรียกว่าปัญหาเกิดมาก็มีความทุกข์ไม่รู้ว่ามีความทุกข์เรื่องอะไร ไม่รู้เรื่องนี้ไม่รู้เรื่องที่ว่ามาแล้วตาจมูกลิ้น กายใจธรรมชาติมันสร้างมาสำหรับให้รู้แต่มันคนมันใช้สำหรับโง่ไม่เรียนไม่รู้ไปใช้อย่างไม่เรียนไปใช้อย่างไม่รู้แล้วยึดถือในสิ่งต่างๆร่างกายนี่ธรรมชาติมันสร้างมาให้ใช้ให้เป็นประโยชน์ไอ้คนมันก็ใช้เป็นทาสของกามรมย์เสียมันก็ได้ทุกข์สมน้ำหน้ามีความทุกข์มากกว่าแมวเพราะเหตุนี้สรุป๕วามคือมันเกิดเพราะเหตุนี้ต้องรู้สึกว่าตัวกูแล้วเกิดความรู้สึกว่ามีของกูแล้วหนักกันไปหนักกันมาแก้ไขไม่ได้จนเป็นโรคประสาทคนมีเรื่องมากมีเงินทองมากยิ่งเป็นมากคนขอทานเป็นได้ยากเพราะมันไม่มีเรื่องที่จะยึดถืออะไรมากนักคนร่ำรวยเป็นเศรษฐีระวังให้ดีมันมีเรื่องให้ยึดถือมากจึงกลัดกลุ้มมากมันขยายตัวได้มากจึงมีความทุกข์มากนี่พูดเท่านี้เข้าใจหรือยังว่าไอ้ทุกอย่างที่มาจากฝ่ายทุกข์มันก็มาจากตัวกูที่เป็นเรื่องลมๆแร้งๆที่ปรุงแต่งมาจากจิตใจไม่เป็นตัวตนเลยความคิดนึกถึงจิตใจเรียกว่าเป็นลมๆแร้งเสร็จแล้วมันก็เป็นทุกข์ได้ขนาดนี้



Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |