<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/34478" type="text/javascript"></script> |
|
อะไรมันรวมอยู่สิ่งที่เรียกว่า ตัวกู
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลายอาตมาขอแสดงความยินดีในการเป็นผู้สนใจในธรรมด้วยการมาสู่สถานที่นี้เพื่อจะศึกษาธรรมะอาตมาก็ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะสนองความประสงค์ของท่านทั้งหลายให้นึกอย่างละเอียดละออถี่ถ้วนว่าเราควรจะพูดเรื่องอะไรดีแน่นอนต้องพูดกันถึงเรื่อง
post ครั้งแรก: Mon 7 January 2008, 10:25 am ปรับปรุงล่าสุด: Tue 8 January 2008, 10:37 am
|
นี่ถ้าเราเป็นทุกข์เพราะความเกิดเป็นทุกข์เพราะความแก่ ความเจ็บ ความตาย โสมนะทุกข์ระยะอะไรก็ตามมากมายล้วนไปยึดมาเป็นตัวกูมันจึงไม่เกิดความทุกข์ทั้งสิ้นทีนี้ในกรณีที่มันแยกทางเดินตรงกันข้ามคือมีสติสัมปชัญญะมาทันในเวลาสำคัญคือผัสสะเมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียงมันมีผัสสะระลึกได้มันขนเอาปัญญามาทันเวลารู้สึกดี

ในขณะแห่งผัสสะนั้นทั้งสติปัญญาผัสสะนั้นมันก็ไม่โง่ทั้งสติปัญญาตาผัสสะฉลาดรู้ตามที่เป็นจริงเสียแล้วในขณะของผัสสะพอคลอดออกไปแล้วเวทนามันก็แสดงตัวเองอย่างเปิดเผยมันก็เป็นเวทนาตามธรรมชาติว่าทุกข์ว่าสุขอะไรก็ตามเป็นเวทนาเท่านั้นมันมีสติปัญญาควบคุมผัสสะควบคุมปัญญาเท่านั้นแยกทางกันทางนี้มันมาให้เกิดสติปัญญาว่าจะต้องทำอย่างไรในกรณีที่เป็นสุขกับเวทนาอยู่นี่ต้องทำอย่างไรในการเป็นทุกข์เวทนาเราต้องทำอย่างไรในกรณีทุกข์สุขเวทนาเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยนี้ต้องทำอย่างไรมันมีสติปัญญาคิดนึกแล้วมันก็ทำไปอย่างที่ควรจะทำอุปาทานไม่เกิดภพเกิดชาติด้วยประการทั้งปวงมันก็เกิดไปทางที่ว่าจะทำประโยชน์แก่ตัวเอง ผู้อื่น แก่โลกทั้งสิ้นนี่เป็นฝ่ายที่ไม่ทุกข์คือฝ่ายที่ไม่เกิดตัวกูก็ไม่ทุกข์อย่างที่มันเกิดตัวกูอย่างที่มันว่ามาแล้วมันแล้วมันก็เกิดทุกข์เราพยายามมีสติสัมปชัญญะไม่ให้เกิดตัวกูในทุกๆกรณีคือฉลาดเสียแต่ในขณะแห่งผัสสะความทุกข์เกิดที่จิตเพราะทำผิดแห่งผัสสะความทุกข์จะไม่โผล่ถ้าไม่โง่เมื่อผัสสะความทุกข์เกิดไม่ได้เมื่อผัสสะนี่สอนให้เด็กพูดอย่างนี้จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจกันก็ไม่ทราบแต่บอกมันอย่างนี้เมื่อผัสสะความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นมาทำอย่างไรจะไม่ผิดก็มีสติปัญญา
ท่านเรียนกันมามากแล้วรู้ไหมว่าสติปัญญาคืออะไรมันเรียนเท่าไรมันก็ไม่รู้ธรรมะมันก็ไม่รู้สติปัญญาคืออะไรปัญญาคือไม่รู้ว่าอะไรคือความจริงก็ต้องศึกษาๆข้างนอกศึกษาจากคำสอนตำรับตำรามีอะไรก็ศึกษาจากข้างนอก ศึกษาจากข้างในมีอะไรก็ศึกษาจากข้างในศึกษาให้รู้ว่าอะไรมันเป็นอะไร อะไรมันเป็นอย่างไรความทุกข์คืออะไรมาอย่างไรดับไฟอย่างไรเรียกว่าปัญญาคิดนึกศึกษาอยู่เป็นประจำเกิดปัญญารู้ว่าอะไรมันคืออะไรเรียกว่าปัญญา
นี้ปัญญาก็เป็นปัญญามันอยู่ส่วนปัญญาไม่มีอะไรเอามามันก็ไม่มาเหมือนกันมันเป็นเครื่องขนส่งอย่างเร็วสายฟ้าแลบเหมือนกันคือสติ สติแปลว่าความระลึกได้เร็วที่สุดคือระลึกๆได้ถึงปัญญาที่เคยสั่งสมไว้เอาปัญญานั้นมาทันเวลาของผัสสะในลักษณะเร็วกว่าสายฟ้าแลบสติ
ถ้ามันไม่มีปัญญามันก็ไม่มีความหมายอะไรเขาไว้ใช้ขนส่งปัญญามากันแก่กรณีนั้นสติมันก็ประกอบด้วยปัญญาเสมอมันจึงเป็นสติได้ปัญญามันก็ต้องคู่กับสติไม่นั้นมันไม่มีประโยชน์อะไรเป็นปัญญาไปนอนอยู่ก้นเหวก็จะมีประโยชน์อะไรเป็นปัญญาจะมีประโยชน์นั้นมีสติขนออกมาทันเวลากับผัสสะนั้นสติกับปัญญาเป็นของคู่กันไม่แยกกันมาทันเวลาผัสสะ ผัสสะนั้นก็ฉลาดไม่ปรุงเวทนาโง่ไม่ทำให้เกิดความอยากที่โง่ตัณหาไม่ให้เกิดอุปาทานทุกข์ทั้งปวงนี่เรียกว่ามันจะไม่เป็นทุกข์ก็เพราะว่ามันไม่ปรุงแต่งจนเกิดตัวกูของกูไอ้ความทุกข์มันแสดงบทบาทออกมาเมื่อตัวกูของกู ถ้ามันอย่างผัสสะเวทนาตัณหาอยู่อย่างนี้ยังไม่ใช่เป็นความทุกข์มันไม่ใช่ลักษณะของความทุกข์ต่อเมื่อเป็นอุปาทนาหนักแล้วก็ปรุงกิเลสนาๆชนิดขึ้นมาเป็นไฟขึ้นมาหรือต้องประกอบกรรมอะไรขึ้นมาตามอำนาจอุปาทานนั้นๆขึ้นมามันจึงจะเป็นทุกข์นี่พูดสั้นๆว่าตัวกูมีมาความทุกข์ก็มีมา พอตัวกูไม่มีมาความทุกข์ก็ไม่มีมานี่เราก็มีหน้าที่แต่เพียงระวังรักษาจิตไว้อย่าให้เกิดในการปรุงผิดๆขึ้นมาในจิตมีความหมายว่าตัวกูของกูคือไม่เป็นทุกข์ถ้าตัวกูเกิดไม่ได้เลยมันก็ไม่มีความทุกข์เลยเป็นนิพพาน
ถ้ามันไม่เกิดกิเลสมันก็เป็นนิพพานเลยเป็นภาวะของนิพพานที่จิตได้สัมผัสได้เข้าถึงได้บรรลุถึงสรุปความว่าไอ้ตัวกูครบไม่ได้แต่มันก็ได้เป็นสิ่งที่เกิดมากับเนื้อกับตัวจิตใจที่เกิดมาตั้งแต่อ้อนแต่ออดในขณะผัสสะนั้นมันมีมาแล้วตั้งแต่อ้อนแต่ออดมันเป็นทารกเราไม่อยากจะพูดเพราะมันพิสูจน์ไม่ได้ว่าจิตมันเด็กในครรภ์มันจะคิดนึกได้ไหมสัมผัสในครรภ์นั้นมันจะปรุงแต่งเวทนาตัณหาถึงขนาดนี้ได้ไหม
ไม่รู้ไม่เห็นก็ยังไม่พูดไม่เป็นไรเอาว่าคลอดเออกมาแล้วดีกว่าพอคลอดออกมาแล้วมันก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจที่มันมีทำงานได้โดยสมบูรณ์ตามแบบที่ว่านี้เมื่ออยู่ใจครรภ์ยังไม่แน่ใจจะได้บ้างไม่ได้บ้างครึ่งๆกลางๆมันก็ไม่สำเร็จบางพวก บางคณะเขาก็ว่าจิตของเด็กในครรภ์ยังไม่มีการปรุงแต่งอะไรถือว่ายังบริสุทธิ์ตามแบบของธรรมชาติ ไม่ใช่ตามแบบของมรรคย่านางไม่ใช่ตามแบบของธรรมชาติเด็กในครรภ์ก็ตามแบบของธรรมชาติสอนให้เรียกแล้วแต่จะเรียกแต่พอมันออกเข้าแล้วซิมันมีตาหูจมูกลิ้นกายใจทีทำงานทันทีที่รู้สึกทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจนับตั้งแต่ว่าได้กินนมแม่มันอร่อยแล้วมันก็อยากอร่อยแล้วมันก็ยึดถือในความอร่อยแต่ทางตามันก็เห็นสิ่งสวยงามที่เขาเอามาแขวนมาประดับให้เด็กๆดู ทางหูการขับกล่อมเป็นเพลงขับ ทางจมูกบางทีมันก็ให้กลิ่นที่เด็กๆมันจะพอใจ ทางลิ้นนี่ว่าแล้วอาหารการกินน้ำนมอะไรก็ตามทางกายทางผิวหนังคือการปะคบปะหงมอันนิ่มนวลของผู้อื่นปะคับประคองจิตนี้มันก็สิ่งทั้ง 5นั้นเด็กๆมันก็เริ่มรู้สึกผัสสะต่อเวทนานั้นก็โง่หรือฉลาดเด็กมึนไม่ได้เรียนอะไรมาตั้งแต่เล็กๆเด็กมันไม่รู้เรื่องวิมุติ ปัญญาวิมุติมาตั้งแต่ในท้อง

อย่างนี้คำในพระบาลีกล่าวเป็นคำกล่าวของพระพุทธเจ้าว่าเด็กนั้นไม่มีความรู้เรื่องเจตวิมุติ ปัญญาวิมุติมาตั้งแต่ในท้องแล้วมันก็ต้องเป็นโง่ต้อนรับผัสสะความโง่เป็นเวทนาเป็นอุปาทานมันก็เกิดความอยากเพิ่มขึ้นทีละนิดแต่ละครั้งๆที่สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไม่เท่าไรเด็กก็มีความรู้สึกรักและพอใจอย่างทางโลกพอใจขัดเคืองร้องไห้ทะลึ่งตึงตังขึ้นมาได้สงสัยวิตกกังวลอะไรได้เป็นโทสะ โมหะ ขึ้นมาได้ทีละนิดๆจนกว่ามันจะโตขึ้นมาเป็นทารกที่โตแล้วมันก็โกรธเก่งมันถึงกับกัดแม่มันก็ได้หรือว่ามันจะโลภมากจนถึงอิจฉาริษยาก็ได้นี่เรียกว่ามีตัณหาอุปาทานมากขึ้นๆเป็นตัวกูเป็นของกูมากขึ้นๆมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกคือตั้งแต่เป็นทารกเล็กๆมันก็เป็นเด็กวัยรุ่นมันก็ยิ่งหนายิ่งเข้มข้นขึ้น โตเป็นสาวมันก็ยิ่งหนากว่าอย่างนี้เป็นผู้ใหญ่เป็นพ่อบ้านแม่เรือนเป็นสิ่งมาเราทับถมมันมากขึ้นไปอีกมันก็มีตัวกูเข้มข้นมากที่สุดแล้วคำนวณดูเถอะว่ามันมีปัญหามากเท่าไรมันมีขึ้นมา
โดยธรรมชาติตั้งแต่มันรู้สึกอะไรทารกประเภทนี้ว่าตัวกูของกูจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่หยุดมันเพิ่มหมดความหมายแห่งตัวกูของกูยิ่งขึ้นๆความทุกข์มันก็ระเอียดอ่อนยิ่งขึ้นเราจึงต้องเป็นทุกข์เร็วเหมือนกับสายฟ้าแลบเพราะว่ามันมากเหลือเกินสติปัญญามันไม่พอมันไม่ได้ออกมันไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องอบรมมันไม่เคยได้ยินฟังคำอริยะเจ้ามันไม่เคยศึกษาพุทธศาสนาจนกว่าเมื่อไรมันเป็นโชคดีได้ยินคำสั่งสอนของอริยะเจ้ามันจึงมารู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญเป็นสิ่งที่แก้ไขปรับปรุงได้ประพฤติปฏิบัติกำจัดเสียซึ่งความทุกข์จึงค่อยสนใจกันขึ้นมาเหมือนท่านทั้งหลายเดี๋ยวนี้มีโชคดีด้วยเหตุอะไรก็ตามว่าไอ้ความทุกข์นี้เป็นสิ่งที่จัดการได้จึงหาหนทางที่จะจัดการให้สุดความสามารถของตนมันอุตส่าห์เรียนเพื่อให้รู้ รู้ในธรรมะของตนแล้วก็ใช้ธรรมะให้สำเร็จประโยชน์
แต่แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ไม่เป็นไปตามที่ต้องการอย่างอาตมากล่ามาแล้วตอนต้นที่สุดว่าเรียนธรรมะแล้วไม่รู้ธรรมะ รู้ธรรมะแล้วยังไม่มีธรรมะ มีธรรมะแล้วมันยังใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เอาละทีนี้มันทำเสียใหม่ให้รู้ธรรมะ ให้มีธรรมะให้ใช้ประโยชน์ให้ได้มันก็ต้องไปเข้ารูปตัวกู ทำอย่างไรมันจะเป็นตัวกูทำอย่างไรมันจะบรรเทาฤทธิ์เดชของตัวกูได้ทำอย่างไรจะเพิกถอนในตัวกูของกูให้หมดเล่าหมดรากมันสะสมมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกหลาย 10 ปี แล้วมาบัดนี้ลึกซึ้งเข้มข้นสักเท่าไรก็ลองคิดดู แต่แล้วก็อาศัยธรรมะของพระพุทธเจ้าซึ่งสามารถจะแก้ปัญหานี้ได้ถ้าธรรมะของพระพุทธเจ้าแก้ปัญหานี้ไม่ได้ก็ป่วยการไม่มีประโยชน์อะไรเป็นหมันเปล่าๆแต่ด้วยเหตุที่ธรรมะของพระพุทธเจ้ามันแก้ไขปัญหานี้ได้เราจึงสนใจเอามาเพื่อจะใช้แก้ปัญหานี้ได้นับตั้งแต่ควบคุมทุกข์อย่าให้มันรุกรามต่อไปบั่นทอนลดกำลังของมันลงแล้วก็ตัดรากเหง้าของมันให้เด็ดขาดไปก็จะเรียกว่าเอาชนะสิ่งเลวร้ายที่สุดนี้ได้ไม่มีตัวกูมันเกิดกิเลสไม่ได้ไม่รู้จะเอาไปทำไม
ไม่มีตัวกูมันทำกรรมไม่ได้พอหมดตัวกูมันก็หมดกรรม กรรมอดีต กรรมอนาคตมันมีไม่ได้ถ้ามันหมดตัวกูหมดตัวกูมันไม่เกิดกิเลสได้มันก็ไม่มีความทุกข์มันก็ไม่มีความอยากที่จะเกิดใหม่นี่ก็เรียกว่าปัญหาใดๆมันก็หมดสิ้นด้วยประการทั้งปวงถ้ามันมีดีถึงขนาดนี้เราจะทำไงต่อไปให้สำเร็จประโยชน์ตามนั้นมันก็คือปฏิบัติธรรมะในพระพุทธศาสนาตามที่พระองค์ทรงวางไว้ว่าจะทำกันอย่างไรวิธีก็มีมากรายระเอียดมันก็มีมากแต่หลักเกณฑ์ใหญ่ๆมันก็มีเพิกถอนตัวกูอุปาทานว่าตัวกูพร้อมทั้งรากเหง้าของมันเราจะมาแยกเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาก็ได้ทั้ง3 อย่างนี้มันทำงานร่วม ร่วมกันตามหน้าที่ของมันเพื่อทำลายซึ่งตัวกูศีลเพื่อให้ชีวิตเป็นอยู่อย่างถูกต้องมันอยากที่จะเกิดตัวกูมันง่ายที่จะทำลายตัวกูเราต้องมีสมาธิคือกำลังจิตที่จะยืนแข็งแกร่งเป็นที่ตั้งของปัญญาที่จะทำลายตัวกูนั้นเสียนี่เรียกมรรคมีองค์ 8 เคยรู้ว่าสัมมาสมาธิเป็นตัวสุดท้ายเป็นตัวยืนโรงนอกนั้นเป็นลูกสะหมุนทั้งนั้นแหละ
สัมมาทิฐิก็ช่วยให้จิตมันฉลาดแจ่มแจ้งรู้จักศาสนาในทางที่ควรรู้จักศาสนาส่วนปัญญาคือช่วยจิตให้เกิดสมาธิที่ได้ทำหน้าที่สมบูรณ์อัตตามาทำหน้าที่สัมมาโน สัมมาโตอยู่ในโลกนี้ดำรงในโลกนี้ที่มีชีวิตอยู่ว่าตัวกูว่าจะทำลายจิตตัวกูของกูอัตตามาว่าสัมมาสัมปันโนสติอย่างนี้ก็เป็นการให้มีการกระทำของจิตต่อเรียกว่าความเพียรไม่มีการควบคุมถูกต้องที่เรียกว่ามีสติควบคุมอย่างถูกต้องครบสมบูรณ์ในโรงหรือว่าแม่ทัพหลวงเป็นสมาธินอกนั้นเป็นบรรทัดฐานสมาธิถ้าสมาธิบริหารสมาธิไว้อย่างนี้แล้วแล้วมันก็ทำหน้าที่ทำลายตัวกูคือทำลายกิเลสทั้งหลาย
การทำอยู่อย่างนี้เรียกว่าการเจริญภาวนา ภาวนาแปลว่าทำให้เจริญไปในทางที่จะทำให้ดับทุกข์เรียกว่าสั้นๆว่า สัมมาทะภาวนาวิปัสสนาสัมมนาเป็นเรื่องอบรมจิตให้ดีที่สุดอบรมปัญญาให้ดีที่สุดส่วนศีลนั้นแฝงนอยู่ในนั้นเสร็จเมื่อตั้งใจทำให้ดีที่สุดศีลแฝงนอยู่ด้วยเมื่อตั้งใจทำปัญญาดีที่สุดศีลก็แฝงอยู่ในการจัดหรือความพยายามนั้นด้วยอย่าเข้าใจไปว่าท่านพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับสัมมาทะภาวนาสมาทานภาวนาเอาศีลไปทิ้งที่ไหนก็ไม่รู้มันไม่ได้เอาไปทิ้งที่ไหนมันอยู่ในสมาทะภาวนาและวิปัสสนาที่นี้มันก็มีข้อที่เราไม่รู้มองข้ามกันเสียว่าเป็นสมาธิที่จะต้องมีวิปัสสนาเป็นไปไม่ได้ถ้ามันไม่มีสมาธิเป็นรากฐานถ้าเจริญวิปัสสนาสำเร็จก็รู้ว่าเป็นสมาธิอย่างเดียวพอสรุปอยู่ด้วยในวิปัสสนานั้นเป็นสมาธิที่ใช้การอย่างเต็มที่ไม่เหลือเฟือไม่เหลือให้เห็นออกมาเดินเล่นเฟ้นพาลก็มันแฝงตัวอยู่ในที่วิปัสสนานั้นสมาธิอย่างท่านเรียกว่าเป็นสมาธิอย่างนั้นที่เรียกว่าสะมาธิมานังสะมาหุในบทสวดก็ได้จับสมาธิแฝงตัวอยู่กับวิปัสสนาก็น่าเห็นแจ้งในขณะตัดกิเลสตัณหาบรรลุมรรคผลก็มีสมาธิอย่างนี้แฝงตัวอยู่ในวิปัสสนานั้นเราก็ไม่ต้องพูดถึงสมาธิกันนักก็ได้พูดถึงวิปัสสนาพอมีวิปัสสนาสมาธิก็เองศีลก็แฝงอยู่ในสมาธิและปัญญานั่นแหละอย่างพอดีๆไม่เหลือเฟือเรียกว่ามีองค์เสมอกันเป็นสามัคคีรวมกลมกลืนเป็นเดียวกันแล้วก็ทำหน้าที่ตัดกิเลสได้
ในที่นี้คือบรรเทาควบคุมบรรเทาตัวกูของกูตัดรากเหง้าตัวกูได้จะตัดข้อความแต่ละข้อความมาพูดกันดีกว่าว่าเราจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะเกิดวิปัสสนาชนิดที่มีศีลสมาธิอยู่ในตัวแล้วก็เข่นฆ่าตัวกูของกูอยู่ในตัวอาตมายากจะระบุไปที่วิปัสสนาที่รู้จักกันมากที่สุดในประเทศไทยคือวิปัสสนาแบบหนอๆๆๆรู้จักกันมากเราจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะสำเร็จประโยชน์เรื่องนี้สำคัญมากคำว่าหนอๆมันมีความหมายพิเศษที่สุด
แต่มันกำกวมเป็นความหมายว่าโง่ๆที่สุดเป็นความหมายฉลาดก็ฉลาดที่สุดเป็นความหมายอย่างรุนแรงก็รุนแรงถ้าทำผิดวิธีก็มีผลตรงกันข้าม ถ้าทำถูกวิธีก็มีผลเก้าหน้าไปในทางดับทุกข์นอกจากยกตัวอย่างว่านั่งหนอ เดินหนอ เหยียบหนอถ้ามันหนอโง่ถ้ามันนั่งหนอกูนั่งหนอๆเพิ่มตัวกูหนอโง่ นี่ถ้าว่าหนอกำหนดอยู่ที่นั่นๆนี่เป็นเพียงสมาธิไม่เป็นวิปัสสนาแต่ถ้ามันรู้แจ่มแจ้งว่าไอ้สังขารกลุ่มนี้เป็นธาตุธรรมชาติอยู่ในอิริยาบถที่เรียกว่านั่งหนอ หนออย่างนี้เป็นวิปัสสนาทำลายความรู้สึกว่าตัวตนไปได้

ถ้านั่งหนอกูนั่งหนอๆนี้หนอโง่แต่ถ้ากำหนดอิริยาบถไม่กำหนดอะไรเป็นสมาธิแต่ถ้ากำหนดว่าธาตุทั้ง 6 ตามธรรมชาติอยู่ในอิริยาบถที่เขาเรียกกันว่านั่ง นั่งหนอๆเป็นปัญญาเลิศ เป็นวิปัสสนาเลิศที่จะปิดกั้นการเกิดแห่งทุกข์ตัวกูของกูนั่นขอให้สังเกตดูให้ดี กิน นอน นั่ง อาบ ถ่าย หรือแม้แต่โปรดแยกออกเป็นรูปหรือ นามรูปหนอๆนี่ก็รูปของกูถ้ากำหนดแต่สักเป็นอารมณ์นี่ก็ได้สมาธิบ้างถ้ากำหนดว่าธาตุทั้งหลายเหล่านี้รวมตัวกันประชุมไม่ใช่ธาตุอะไรเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติประชุมรวมกันอยู่และสมมุติเรียกว่ารูปแล้วก็รูปหนอๆหนออย่างนี้ฉลาดที่สุด ซึ่งเป็นหนอที่จะทำลายล้างความหมายว่าตัวกูของกูนี้กลับมาถามพวกยกไม้ยกมือเหมือนพวกรำละครนั้นความหมายตัวกูมันก็โง่นั้นถ้าเป็นกำหนดความหมายบ้างมันก็เป็นสมาธิเท่านั้นเป็นไว้ที่จะมองลึกลงไปว่าไอ้ที่มันกำลังร่ายรำอย่างนี้เป็นธาตุของธรรมชาติการปรุงแต่งมีอาการอย่างนี้เป็นตัวกูของกูหนอนี่ก็ใช้ได้เป็นหนอที่ใช้ได้แล้วแต่จะใช้วิปัสสนารูปแบบไหนถ้ามันทำให้ลึกซึ้งถึงความจริงของธรรมชาติว่ามันสักแต่ธรรมชาติมีปรากฏการณ์อยู่ในลักษณะที่เรียกกันอย่างนั้นอย่างนี้หนอก็ใช้ได้นั้นขอให้รู้จักใช้หนอในทุกอย่างในอิริยาบถ เดิน กิน นั่ง นอน อาบ ถ่าย ให้ระเอียดออกไปเป็นนุ่งผ้าแก้ผ้าอย่างนี้
แม้แต่อาบน้ำก็ทุกอิริยาบถมันสักว่าเท่านั้นหนอมันก็ไม่เกิดตัวกูของกูมันไม่เกิดด้วยเหตุ 2 สถานคือว่าเราปล่อยไปตามเรื่องของธรรมชาติจิตมันก็เกิดตัวกูของกูที่กล่าวแล้วข้างต้นแต่เดี๋ยวนี้เราเอาจิตมากำหนอที่นี่ไม่ให้มีเวลาว่างมันก็ไม่เกิดตัวกูของกูตามแบบของธรรมชาตินั้นแต่ถ้าเรามันปล่อยเอาจิตมาผูกพันไม่มีการเกิดเรียกว่าปิดได้อีกทางทีนี้เอามาพิจารณาระเอียดระออว่าอารมณ์นี้ธาตุตามธรรมชาติเรียกว่าอย่างนั้นอย่างนี้เรียกว่าตัวกูของกูกูหนอนี่มันยิ่งตัดรากเหง้าตัวกูลึกลงไปมันก็ยิ่งได้ผลเพียงแต่ไม่ให้โอกาสมันเกิดมันก็ได้ผลแล้วนี่เอามาพิจารณาให้เห็นระเอียดจนทำลายมันเสียได้มันก็ยิ่งได้ผลอีกดังนั้นไอ้ตัวกูของมันจึงถูกควบคุมไม่ให้เกิดจึงเอาจิตไปทำวิปัสสนาแล้วมันก็ลดความเคยชินที่มันจะเกิด อหังการะ มานานุสัย
ไอ้ตัวร้ายกาจมันก็ลด คือลดความเคยชินแต่ก่อนมันเกิดมากๆมันก็มีความเคยชินแต่เดี๋ยวนี้มันไม่เกิดมันก็ลดความเคยชินนี่เราทำไม่ให้เกิดได้เท่าไรมันก็ลดตัวเองได้เท่านั้นถ้าเราพิจารณาเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่าไม่ใช่ตัวตนบุคคลสักเท่าไรมันก็เหมือนกับตัดรากเหง้าหมดไปไม่เกิดตัวกูอีกเลยไม่เกิดทานานุปาทาน ไม่เกิดอัสสะนะได้อีกเพียงแต่ควบคุมไว้ได้ก็เป็นโสดาบัน หรือมีควบคุมสะกิทาทามิทีนี้ก็ตัดอัสสะวานุปาทานคือสกาทิฐิเข้มข้นเป็นตัวกูเข้มข้นเสียได้มันก็เป็นพระอรหันต์นี่ขอให้รู้เรื่องตัวกูของกูมันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เกิดความทุกข์เพราะว่ากิเลส ตัณหา อุปาทานมันรวมอยู่ในตัวกูของกูเมื่อไม่มีตัวกูของกูมันก็ไม่มีกิเลสตัณหาอุปาทานอะไรในสันดาร สันดารสะอาดเป็นวิสุทธิสันดารเป็นสันดารของพระอรหันต์นี้ขอให้ศึกษาให้รู้อย่าให้ศึกษาเท่าไรก็ไม่รู้ขอให้มีธรรมะนี้
แล้วก็ใช้ให้เป็นประโยชน์โดยการทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติว่าถ้าทำอย่างนี้ๆมันจะลดความหมายของตัวกูของกูอยู่ทุกเวลานี่กรรมฐานอื่นก็มีความหมายอย่างเดียวกันแม้จะไม่ใช้คำว่าหนอมันก็ต้องพิจารณาลึกลงไปว่าสิ่งนั้นมิใช่ตัวมิใช่ตนเป็นแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติประกอบกันเข้าว่าเป็นตัวตนก็เกิดกิเลสและความทุกข์ก็ศึกษาให้รวดเร็วมีปัญญาเหมือนสาบฟ้าแลบขนเอาปัญญามาทันท่วงทีเรียกว่าผัสสะทันโอกาสแห่งผัสสะอย่าให้ขนาดนี้ร่วงเลยไปเสียที่ฟังดูแล้วตื้นๆกะโนมาโวตะปะทา
ท่านทั้งหลายเขียนเลยมันหมายถึงส่วนนี้เมื่อไม่มีผัสสะแล้วโอกาสนั้นสำคัญที่สุด อย่าปล่อยให้โอกาสนั้นล่วงเลยเป็นอวิชชาเรื่องมันจะเป็นฝ่ายความทุกข์ถ้าเรื่องนั้นมีปัญญามันก็ไม่เกิดอวิชชามันก็เป็นฝ่ายดับทุกข์นาทีซะยิ่งกว่านาทีทองสำคัญยิ่งกว่าเรียกว่าผัสสะนั่นเอง จงไปศึกษาเรื่องผัสสะมีความรู้เรื่องผัสสะและมีวิธีการควบคุมผัสสะนี่จึงจะเรียกว่าเรียนแล้วรู้ รู้แล้วมี มีธรรมะแล้วใช้ธรรมะไห้เป็นประโยชน์ได้ตามที่ต้องการตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้วางเป็นหลักการไว้อย่างไรหวังว่าท่านทั้งหลายจะได้สนใจพิจารณาข้อความที่อาตมาได้กล่าวไปแล้วในข้อที่ว่าพวกเรายังมีปัญหาหนักหน้าหนักตาเหลือเกินคือเรียนแล้วมันไม่รู้ธรรมะๆๆรู้ธรรมะแล้วมันไม่มีธรรมะมันมีแต่รู้ลมๆแร้ง ๆ ถ้ามีธรรมะก็มีชนิดที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ขอไห้ไปปรับปรุงเสียใหม่ขอให้รู้ธรรมะ มีธรรมะและใช้ในการขจัดเสียตัวกูและของกูมันเป็นที่รวมแห่งปัญหาทั้งหลาย กำจัดอัสสะวิมานะ ลักคะนานุปาทานก็ได้แล้วแต่จะเรียกมันก็ไม่มีตัวตนคือไม่มีความโง่อันใหญ่หลวงคือตัวตน ไม่มีตัวตนก็ไม่มีที่ตั้งไม่มีรากฐานที่ให้เกิดกิเลสเพราะมันไม่มีอะไรจะโลภ อะไรจะเกิด อะไรจะหลงมันไม่มีตัวกูที่จะเห็นแก่ตัวกูมันก็ไม่ทำกรรมไม่มีการปรุงแต่งแห่งกิเลสมันก็ว่างซึ่งเป็นพระนิพพานแล้วก็มีพระนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ได้โดยการขจัดตัวกูไห้หมดไปก็สามารถหวังว่าท่านทั้งหลายพอจะเข้าใจนำไปพินิจพิจารณาให้สำเร็จประโยชน์ในการที่จะทำกรรมฐานวิปัสสนาชนิดที่กำจัดกิเลสตัณหาได้จริงแล้วจงเป็นผู้มีความสุขอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญขอยุติการบรรยายเพียงเท่านี้



Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |