<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/34482" type="text/javascript"></script> |
|
มาฆบูชาเทศนา กัณฑ์ 2
ท่านสาธุชนทั้งหลายการบรรยายธรรมะในตอนนี้จะพูดกันตามที่ว่าบรรยายธรรมดาหรือปากะฐาธรรมเพื่อประหยัดเวลามันง่ายแก่การฟังโดยเฉพาะคู่แรกสนใจไม่ต้องมีพิธีลีตองไม่ต้องมีอะไรพูดรักษาธรรมเนียมหรืออะไรตรงไปตรงมาอย่างนี้เรียกว่าบรรยายธรรม
post ครั้งแรก: Mon 7 January 2008, 4:12 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 10 January 2008, 3:13 pm
|
เมื่อตอนกลางวันก็ได้พูดถึงเรื่องความหมายของมาฆบูชาว่าเป็นวันพระอรหันต์ พระอรหันต์เป็นผู้สูงสุดมนุษย์ก็ตกความเป็นมนุษย์เป็นมนุษย์ที่เต็มสมบูรณ์ที่สุดที่นี้เราก็ยังไม่เต็มเราจะพยายามจะเดินให้เต็มเราจะเดินตามรอยทำตามรอยของพระอรหันต์ก็ต้องดูว่ามันตั้งต้นกันที่ไหนแล้วก็ไปจบกันที่ไหนนี่ดูว่าอะไรเกิดขึ้นมามันจึงจะจบจะต้องมีอะไรมันเกิดขึ้นเรื่องมันถึงจะจบในที่นี้ของให้กำหนดง่ายๆในที่นี้ละกันว่าเรื่องเกี่ยวกับความสุขมันมีอยู่ 3 ระดับ 3 ชั้นหรือ 3 ระดับเราก็ดูให้เห็นว่ามันเป็นอย่างไรระดับไหนเป็นอย่างไร
ระดับไหนเป็นอย่างไรระดับต้นที่สุดมันก็เป็นเรื่องของคนธรรมดา สามัญ ระดับคนสุดท้ายเป็นเรื่องของพ
ระอรหันต์ความสุขอันดับสุดท้ายความสุขอันดับสุดท้ายก็เป็นเรื่องของพระอรหันต์มันเรื่องเดียวกันขอให้ตั้งใจกำหนดทำเรื่องความสุข 3 ระดับนี้เป็นหกลักเกณฑ์ที่แน่นเฟ้นมั่นคงก็ได้เหมือนกันแล้วมันก็จะง่ายดีหรือจะใช้เป็นหลักทั่วๆไป กระทั่งเด็กๆ กระทั่งผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า ชาวบ้าน ชาววัดขอให้มีหลักเกณฑ์อันนี้เข้าใจหลักเกณฑ์อันนี้
เอาพูดกันถึงเรื่องความสุข 3 ระดับนี้ให้ชัดเจนไว้ยิ่งกว่าที่พูดมาแล้วตอนกลางวัน ตอนกลางวันก็พูดเรื่องไม่ใช่ตนไม่เห็นแก่ตนในฐานะเป็นเรื่องความสุขอันสุดท้ายแต่ว่าไม่ได้ระบุว่าเป็นความสุขอะไรที่นี้ก็เป็นอันว่าพูดกันในแง่ของความสุขโดยที่เรียกว่าเอาความสุขเป็นหลักสำหรับตั้งต้น สำหรับวัด สำหรับอะไรไปได้ของมันเรื่องของความสุขนี้เป็นเรื่องของสัตว์เป็นเรื่องของคนทั่วๆไปซึ่งล้วนจะต้องการสิ่งที่เรียกว่าความสุขเรามาศึกษาตามหลักพระพุทธศาสนา
เพราะว่าในศาสนาอื่นเขาก็มีหลักการกฎเกณฑ์ตามหลักของเขาแล้วแต่ขอยื่นยันว่าในทางที่สุดของความไม่เห็นแก่ตัวนั้นแหละไม่ว่าศาสนาไหนไปจบสูงสุดด้วยความไม่เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้นพิธีมันแตกต่างกันในการปฏิบัติหรือว่ามันใช้ความเห็นแก่ตัวในความหมายในลักษณะที่มันแตกต่างกันมันก็ได้เหมือนกันอย่างคนอยู่คริสต์ อย่างคนอยู่อิสลาม คนอินดู มันก็ไม่มุ่งจะเห็นแก่ตัวถึงจะมีพระเจ้าก็ไปอยู่กับพระเจ้าไปเป็นส่วนของพระเจ้าไปเป็นอันเดียวกับพระเจ้ามันก็เป็นเรื่องหมดเปลือกอันนั้นจำไว้ก่อนก็ได้ยังไม่ต้องวินิจฉัย
เดี๋ยวนี้ไปวินิจฉัยกันในเรื่องของชาวพุทธพูดให้มันสั้นที่สุดจำง่ายๆอันกับต้นสุดคือไม่เบียดเบียน อันดับถัดมาคือไม่กำหนัดในกาม อันดับถัดมาก็ไม่มีตัวตน หมดความรู้สึกว่าไม่มีตัวตนหรือไม่เคยมีตัวตนแต่แล้วมันก็ไม่พ้นที่จะเกี่ยวข้องกันทั้ง 3 อย่าง คืออย่างสุดท้ายมันยืนเป็นประธานถ้าไม่มีตัวตนมันก็ไม่ฆ่าไม่เบียดเบียนไม่อะไรหมดถ้ามันไม่มีตัวตนหรือไม่เห็นแก่ตน ถ้าไม่มีตัวตนหรือไม่เห็นแก่ตนมันไม่กำหนัดในกามจิตธรรมารมณ์แล้วนี้พูดต่อรองว่าถ้าคุณยังมีตัวตนก็เอากันอย่างนี้ ขั้นแรกอย่าเบียดเบียน อย่าเบียดเบียน อัปยาปัสชัง ไม่เบียดเบียน สุขสันรวมในสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย อย่าไปกระทบกระทั่งสัตว์ที่มีชีวิตให้มันเดือดร้อนให้มันตายก็เล็งไปในความสุขที่กว้างค่อนข้างจะเป็นเรื่องสังคมหรือของหมู่ของคณะ
ถ้าไม่เบียดเบียนกันมันก็เป็นสุขถ้าไม่เห็นแก่ตัวมันก็อดไม่ได้มันก็เบียดเบียนอยู่อย่างนั้นแหละนี่เราจับใจความให้ได้ว่าไม่เห็นแก่ตัวและก็ไม่ปล่อยไม่เผลอให้ประมาณกระทบกระทั่งเบียดเบียนขัดแย้งกระทั่งสงบสุขของผู้อื่นไม่ใช่หมายว่าจะแกล้งทำมันตายแล้ว ที่นี้จะแกล้งให้มันตายเป็นไปเพื่อผู้อื่นสัตว์อื่นก็พลอยลำบากเดือดร้อนมันใช้ไม่ได้ทั้งนั้นแหละเรียกว่าใช้ไม่ได้มันก็ทำเบียดเบียนอยู่นั้นแหละโดยเจตนาก็เบียดเบียนไม่เจตนาก็ยังเป็นการเบียดเบียนก็คำนี้เขาหมายความอย่างนั้นเมื่อไม่มีการเบียดเบียนคือไม่มีการกระทบกระทั่งไม่มีข้อขัดแย้งใดๆเลยเป็นความสงบสุขการขัดแย้งก็มีแต่การทำลายนี้เป็นอุปัทวะ อุบาทความขัดแย้ง คำเดียวกันคำว่าอุปัทวะคำว่าอุบาทมันคำเดียวกัน ภาษาบาลีคำว่าอุปัทวะคือคำขัดแย้ง คำขัดแย้ง ไม่มีสิ่งขัดแย้งมันก็ไม่มีคำว่าอุปัทวะหรืออุบาทนั้นเราจงอยู่กันอย่างไม่มีความขัดแย้งอย่างไม่มีความขัดแย้งในครอบครัวนี้อยู่กันกี่คนกี่คนก็เรียบร้อยก็มีความขัดแย้งมันก็ไม่มีการเบียดเบียน
โดยทุกอย่างทุกประการมันไม่มีเจตนาก็ได้ ไม่มีเจตนาก็ได้ ไม่มีอย่างเจตนาก็ได้ ไม่มีการขัดแย้งใดๆมันก็หมดปัญหามันต้องรับผิดชอบเหมือนกับว่าเพื่อคนอื่นเขาโง่คุณคงไม่คิดเลยหรือว่าปล่อยให้มันโง่มันทำกับฉันนี้คือว่ามันมาทำให้เกิดเรื่องเหมือนกับว่าเราเป็นคนฉลาดจริงก็ป้องกันเหมือนกับว่าไม่ให้มันทำได้ไม่ให้มันเกิดเรื่องขึ้นมาได้ป้องกันไม่ให้มันเกิดข้อขัดแย้งว่าอยู่กับคนโง่อยู่กับคนโง่มันร้ายกาจนักมันมีปัญหามากมันอยู่กับคนโง่ได้มันก็ไม่มีการขัดแย้งใดๆถ้าอยู่กับเด็กทารกได้มันก็ไม่มีการขัดแย้งเหมือนกันข้อนี้สำคัญเตรียมตัวไว้เถิดเตรียมตัวไว้เพื่ออยู่กับคนโง่
โดยเฉพาะคนเห็นแก่ตัวคือคนโง่ที่สุดเตรียมตัวให้ดีเพื่อจะอยู่กับคนโง่ถ้าไม่อย่างนั้นจะลำบากเองฉันไม่รับผิดชอบฝ่ายนั้นมันทำมันไม่พ้นความทุกข์ เราจะต้องเตรียมพร้อมฝ่ายเราสำหรับอยู่ร่วมกับคนโง่ไม่เปิดโอกาสให้คนโง่มีปัญหาหรือสร้างปัญหาอะไรขึ้นมานี่เรียกว่าปฏิบัติดีครบถ้วนกว้างขว้างในความหมายของคำว่าไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ไม่ให้เกิดการเบียดเบียนถึงบ้านเมืองเจริญยิ่งมากๆจนแน่นอัดจนมีปัญหามากมันจะเกิดการขัดแย้งขึ้นปัญหาเอามาปลาบคนโง่ คนบาป คนเห็นแก่ตัวฆ่ากันตายไม่ต้องรู้ ตั้งจิตเมตตาภาษาบาลีเรียกว่าเป็นอุเบนจาริกถึงเบื้องหน้าเป็นเบื้องหน้า อุเบนจาริกมีจิตเมตตาเป็นอุเบนจาริกเบื้องหน้า เบื้องหน้าว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนร่วมแก่ ร่วมเจ็บ ร่วมตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นมีความตั้งใจอย่างนั้นมีกฎเกณฑ์อย่างนั้นแล้วก็ปฏิบัติอย่างนั้นมันก็จะไม่เกิดความกระทบกระทั่งเบียดเบียนหรืออะไรมันก็มาจากความไม่เห็นแก่ตัวมันคิดอย่างนั้นได้มันก็คิดเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่เพื่อน ไม่เห็นแก่ทั้งหมดเดี๋ยวนี้มันไม่เห็นอย่างนี้เดี๋ยวก็มึง กู เดี๋ยวนี้ก็อิจฉา ริษยาแม้ไม่อิจฉา ริษยามันก็กระทบกระทั่งกันอยู่ก็มันเห็นแก่ตัวเกิดข้อขัดแย้งกระทั่งขนาดใหญ่หลวงที่เรียกว่าสงคราม
สงครามเป็นการขัดแย้งที่เกิดมาจากความเห็นแก่ตัวของทั้ง 2 ฝ่ายหรือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างน้อยเป็นอย่างน้อยส่วนมากมันก็เรียกทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าฝ่ายหนึ่งมันไม่เห็นแก่ตัวก็จริงมันไม่อภัยมันเกิดไม่ได้มันเกิดไม่ได้ ถ้ามรสงครามรบกันได้มันก็ต้องมีความเห็นแก่ตัวทั้ง 2 ฝ่ายแม้ว่าในรูปแบบที่มันต่างกัน
ต่างกัน เพราะเราอาจจะหลีกเลี่ยงโดยไม่ต้องฆ่าโดยไม่ต้องก่อสงครามก็ได้ทำซะอย่างอื่นก็ได้นี้ถือว่าถ้ามีสงครามก็ต้องมีความเห็นแก่ตัวทั้ง 2 ฝ่ายก็เกิดการขัดแย้งก็มีการรบลาฆ่าฟันกันไม่มีฝ่ายใดถูกได้ถ้ามันมีการรบลาฆ่าฟันกันพระเจ้าจะลงโทษมันกันทั้ง 2 ฝ่ายเพราะพระเจ้าสอนให้มันเบียดเบียนกันไม่มีการอ้างว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิดลงโทษทั้ง 2 ฝ่ายข้อนี้อาจจะมีอยู่แล้วในบรรดาทั้งหลายบางคนที่นั่งอยู่ที่นี้คนแก่ๆ เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นตา เป็นยายนี้เคยถือหลักปฏิบัติไหมถ้าลูกๆ เด็กๆ ลูกหลานมันทะเลอะกันมันต้องตีทั้ง 2 ฝ่ายโดยไม่มีฝ่ายใดถูกฝ่ายเดียว ฝ่ายใดผิดฝ่ายเดียว จะมีการทะเลอะกันจะตีทั้ง 2 ฝ่ายนี้โยมอัตตามาเป็นอย่างนี้

โดยเฉพาะโยมผู้หญิงทะเลาะกัน ทะเลาะกับน้องหรืออะไรก็ตามตีมันทั้ง 2ฝ่ายเลยไม่มีทางที่จะพิสูจน์ว่าทางนั้นผิดว่าจะตีฝ่ายนั้นฝ่ายเดียวถ้ามีการทะเลาะกันก็ตีกันทั้ง 2 ฝ่ายมีส่วนผิดทั้ง 2 ฝ่ายมันผิดมากผิดน้อยค่อยว่ากันทีหลังถ้าในชั้นแรกต้องให้ได้รับโทษกันทั้ง 2 ฝ่ายเพราะถ้าอดกลั้นด้วยความไม่เห็นแก่ตัว อดกลั้นเสียมันก็จะไม่ทะเลอะกันนั้นเราเห็นสงครามเกิดขึ้นมักจะคิดว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกฝ่ายหนึ่งผิดบางที่ก็ไม่ถูกมันก็เห็นแก่ตัวด้วยกันทั้ง 2 ฝ่ายไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งเป็นมากหรือน้อยตั้งจิตคิดว่าเราเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นถ้าเขาล่วงเกินมาเราก็อดทนได้
ยกเว้นให้อภัยให้เขาให้เขาสบายทั้งที่ทำให้เราเจ็บปวดถ้าคิดอย่างนี้มันจะทะเลาะกันได้อย่างไรมันยอมเป็นฝ่ายเจ็บปวดเพื่อให้ฝ่ายหนึ่งสบายเพราะว่ามัยเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย กันทั้งหมดทั้งสิ้นนี้หลักเกณฑ์ข้อต้นว่ามันมีให้เกิดการเบียดเบียนถึงแม้ที่สุดถึงการขัดแย้งเพียงการขัดแย้งมันก็ไม่เกิด
ที่นี้ตามปกตินิสัยมันมีแต่ความขัดแย้งหรือจะเรียกอีกทีว่าความไม่ยอมความยกหูชูหางเป็นเหตุที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่ยอม ไม่ยออยู่เบื้องล่าง ไม่ยอมอยู่เป็นเบื้องล่าง เบี้ยล่างไม่ยอมอย่างนี้มันก็ต้องมีมีการขัดแย้งกันบ้างมีการกระทบกระทั่งกันบ้างมันก็เหมือนกันไม่ยอมให้มันบ้าไปคนเดียวซะบ้างก็ไม่เกิดเรื่องไม่ขัดแย้งฉันไม่ขัดแย้งเรื่องไม่ขัดแย้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยพระพุทธเจ้าตรัสอย่างกำชับ ซับที่สุดมันก็เรื่องอื่น อื่นนะ ตรัสกำชับว่าไม่ให้ภิกษุทั้งหลายกล่าวคำขัดแย้งเรื่องมันมีว่าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกมีฝ่ายศัตรู ฝ่ายศัตรู ขัดแย้ง ขัดแย้ง มันก็ขัดแย้งหัวว่าฉันจะไม่ไปขัดแย้ง ขัดแย้งก็ตอบไม่ขัดแย้งบางแม้ว่าพระองค์จะสั่งสอนด้วยว่าการที่ผิดผิดที่ถือกันไว้อยู่แล้วพระองค์ก็ไม่ได้ขัดแย้งว่าอันนั้นมันผิด มันผิด อะไรก็ได้อะไรก็ได้มีแต่บอกว่าในขณะนี้ธรรมวินัยนี้ลัทธิของฉันทำอย่างนี้ ถืออย่างนี้ คิดอย่างนี้มันก็ไม่มีการขัดแย้งเดี๋ยวนี้ไปมีสัจจาเหนิเวศหัวแข็งหัวรั้นมึงผิด กูถูก มึงผิด กูถูก ของมึงไม่มีส่วนถูกที่นี้ก็มีการขัดแย้งแล้วก็เกิดเรื่องพระพุทธเจ้าท่านจะไม่ขัดแย้งเขาสอนกันอยู่ว่า นรกอยู่ใต้ดินใต้บาดาล สวรรค์อยู่บนฟ้าสูงสุดเขาสอนกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า เพื่อไปในอินเดียเขาสอนมากี่ลัทธิแล้วก็ไม่รู้เขาสอนกันมาอย่างนั้นพระพุทธเจ้าท่านบอกว่ามันผิดโว้ยเขาไม่บอกไม่พูดอย่างนั้นลักษณะอย่างนั้นแต่กลับไปพูดว่านรกอยู่ที่ อายันตะนะนั้นก็คือรูป เสียง กลิ่น รส บทตะพะ ธรรมมารมย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สวรรค์ก็อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ก็พูดกันบ่ายเบี่ยงทำนองว่าสวรรค์ นรก ชนิดที่มันอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาญาทิฐาฉันเห็นแล้ว
ฉันเห็นแล้วแต่ฉันยังไม่ยืนยันกับแกฉันเห็นแล้วนรกที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สวรรค์ที่อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่ก็คืออาการที่ทำให้กล่าวคำขัดแย้งใครทำก็รู้เองก็เพราะนรกจะเอาอย่างไงก็เอาซิ สวรรค์จะเอาอย่างไงก็เอาซิในที่สุดก็ได้ทำนองพระบาทเป็นพุทธสารานาถือเป็นหลักเกณฑ์ว่าคทาคดไม่กล่าวคำขัดแย้งกับใครๆในโลกนี้ ในเทวโลก ในมารโลก ในพรหมโลก ในหมู่สัตว์ธรรมวนัติตามท่านเธอทั้งหลายไม่กล่าวคำขัดแย้งกับใครๆในโลกนี้ทั้งเทวดาทั้งมนุษย์ในโลกนี้ พรหมโลก มารโลก ทุกๆโลกแล้วคุณลองคิดดูว่าจะเกิดเรื่องอะไรได้ไม่เคยนึกอะไรได้มันไม่กล่าวคำขัดแย้งอะไรเลยนี่ความไม่เบียดเบียนของพระพุทธเจ้าละเอียดสูงสุดเรียกว่าเป็นผู้ดีสมบัติผู้ดีไม่เหมือนผู้ไพรตรงนี้ก็ขัดข้อง
ขัดแย้งยกหูชูหางกูไม่ยอมมึงนี่เรียกว่ามันต่างกันมากซึ่งว่าจะไม่เป็นผู้เบียดเบียน ไม่เบียดเบียน ไม่เบียดเบียนกันด้วยอาวุธปาก อาวุธปากทนไม่ไหวก็ใช่อาวุธยิงระมัดระวังสังวรอย่าให้กระทบกระทั่งแก่สัตว์มีชีวิตใดๆมานภูเต กุสันยะโมสำรวมด้วยดีในสัตว์มีมานะทั้งหลายมีความสุข
ข้อแรกระดับหนึ่งข้อหนึ่งระดับปฏิบัติกันได้ชาวพุทธคือสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นพวกที่เขาไม่ถือเขาก็ฆ่ากันได้แต่บางทีศาสนาเขาสอนอยู่ก็ให้ยังไม่เชื่อก็มีเหมือนกันนี่ก็เพราะไม่เชื่อพระศาสดาเดี๋ยวนี้ขอให้เป็นว่าไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งใดๆแม้กับคนโง่ทั้งที่เราต้องอยู่รวมโลกกันกับคนโง่เข้าใจไหมถ้าคุณไม่ยอมในข้อนี้ถึงคุณจะมีการกระทบวันหนึ่งไม่รู้กี่ 100 เรื่องเพราะคนโง่มันมีมากมีรอบตัวยิ่งเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นผู้ปกครอง ผู้บังคับบันชา ครูบาอาจารย์
แต่แล้วก็ดูไม่ให้มันเกิดเรื่องจนกระทบกระทั่งมาถึงเราจัดหลีกให้ดีๆยากหน่อยมิฉะนั้นมันจะต้องเบียดเบียนกัน มันก็เบียดเบียนกันไม่ว่าโดยตรงหรือว่าโดยอ้อมมันต้องฆ่ากันมันต้องประกาศสงครามกัน มีสงคราม มีเมตตาเป็นเบื้องหน้าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นถือข้อนี้เป็นหลักก็ปฏิบัติธรรมะครบข้อหนึ่ง ข้อต้นทั้งความสุขทั้ง 3 ข้อ นี้ได้โดยง่ายๆโดยไม่ต้องสงสัยแต่ต้องดูว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรเพราะแต่ละคน ละคนมันมีกิเลสอะไรของมันตัวกู ของกู มันไม่ยอม มันโง่มันยังไม่ยอมมันผิดมันยังไม่ยอมยังเอากับมันอีกนี่ก็เป็นเรื่องยากนี่ถ้าเราไปถือว่าเราเป็นนายผู้บังคับบันชาอยู่เหนือกว่าเราก็ยิ่งก่อนอย่างนี้ก็ยิ่งไปกันใหญ่จะแก้ไขให้มันไม่กระทบกระทั่งกันมันเรียบร้อยกันคนดีที่หลังมันก็เป็นการดีมากอย่างนี้ให้ถือหลักว่าเราเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย
ถ้าใครปฏิบัติธรรมะข้อนี้ได้ความสุขขั้นต้นขั้นแรกเกิดมาจากการไม่เบียดเบียน ไม่เบียดเบียน ไม่มีทางที่จะเบียดเบียน แม้แต่ความคิดก็ไม่มีข้อหนึ่งเสร็จไปแล้วนะ ที่นี้ข้อ 2 สุข้าวีราคะตา โลเก มานัสสาราติมาโน นทีราคะตาคือความคายถนัดความไม่ถนัดปราศจากความถนัดซามานัสสาระติมโน ก้าวร่วงกาว ก้าวร่วงอำนาจของกายก็ได้ของกายไม่ครอบงำได้ กามานัสสาระติมโนไอ้สิ่งเป็นกาม การะสิมโนครอบงำเราไม่ได้นี่เรียกว่ากามานัสสะระติมโนหรือว่ามันมีจิตใจสูงไปหลงใหลในเรื่องของกาม ราคะผูกพัน เหนียวแน่นความโง่ ราคะในทางกามทางเพศ ราคะในทางตัวตนก็มีไม่ใช่ว่ามีแต่ในทางเพศถนัดราคะในทางเพศเรียกว่าการาคะ
กำหนัดในสิ่งดีเรียกว่าเป็นรูปธรรมล้วนๆไม่เกี่ยวกับกามเรียกว่าคูกับราคะ ราคะในสิ่งที่เป็นรูปแล้วยังมีแขนส่วนที่ไม่เป็นรูปเป็นที่ตั้งแห่งราคะเรียกว่า อรูปราคะจำให้ดีมันมี 3 คำ การาคะ รูปราคะ อรูปราคะ ราคะกำหนัดยินดีอารมณ์ของมันก็คือกามอย่างหนึ่งสิ่งที่เป็นรูปล้วนๆที่ไม่เกี่ยวกับกามนี่ก็อย่างหนึ่ง สิ่งที่ไม่มีรูปเลย ไม่มีรูปเลยก็ไม่เกี่ยวกับกามก็เป็นที่ตั้งแห่งราคะเรื่องกาม เรื่องเพศรู้กันแล้วเรื่องชู้ เรื่องเมีย เรื่องหญิง เรื่องชายกำหนัดในทางกามทั้งรูปราคะนี้เป็นเรื่องโง่ไปทางรูปหลงใหลในของรักเช่นของเล่น ของเล่น ถ้าลองมันหลงมันก็รักไม่ยอมด่าผัวไม่ยอมเลิกเล่นไพ่ผิดๆไปเรียกคำกลอนก็ลืมไปแล้ว บางคนรัก รักไก่ชน รักนกเขายิ่งกว่าลูกกับเมีย รักไก่ชน รักนกเขายิ่งกว่าลูกกับเมีย
แม้แต่จะรักเรื่องสวยงาม รักเครื่องเพชร เครื่องพลอยจิตนาอะไรอย่างนี้ก็รักนี้นี่ก็เรียกว่ารูปราคะถ้าเป็นอรูปราคะมันก็เป็นนามประธรรม เป็นเรื่องเกียรติ ยศชื่อเสียง เป็นบุญกุศล เป็นอะไรก็ได้ที่มันหลงใหลรักราคะเมามึนเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องราคะ อรูป อรูป ในบาลีมีอยู่เรื่องหนึ่งมันน่าหัวมันน่าขันอะไรมาอย่างพบแล้วก็ลืมลืมไม่ลงคือลืมลูกผู้ใหญ่บ้านมันรักลูกบ้านเหลืออะไรรักลูกบ้านลูกบ้านเป็นคนดีนี่ก็กัดกับราคะเหมือนกันฉันทะราคะเป็นอะไรก็ราคะเหมือนกันยินดีพอใจรักแน่นก็เป็นราคะในเรื่องกาม เรื่องเพศนี้ก็ได้เรื่องรูปล้วนๆก็ได้รูปล้วนๆไม่เกี่ยวกับรูปก็ได้ล้วนแต่ติดแน่นติดแน่นราคะทั้งหลายเหล่านี้มันออกไป ออกไป ออกไป ออกไป ก็เรียกว่า อราคะ นี้ราคะเป็นความสุขจ่างออกเท่าไร เท่าไรก็จ่างออกไปหมดบางคนอาจจะบ้า บ้าเรือน บ้ารถยนต์ บ้าเพชรพลอย เดี๋ยวนี้ก็ออกราคาเพชรพลอยที่ขายดีได้ดีราคาดีในประเทศไทยทั้งล้านกี่หมื่นล้านก็ไม่รู้
ดังนั้นต้องมีคนบ้ามากถึงขายได้มากมันก็มีมากไม่มีความสุขเหมือนกันก็ไม่แพ้เรื่องตาเขาจะมีรถยนต์ที่ประหลาดกว่าใคร เขาจะมีบ้านเรือนหลังใหญ่เขาจะมีอะไรก็เรื่องของเขาที่จิตจะไปฝังแน่นในสิ่งนั้นเรื่องว่าราคะเรียกว่าราคะไม่ใช่กังวลกับจิตที่ไปฝังแน่นกับสิ่งนั้นแล้วคุณก็ไปคิดเอาเองอัตตามาไม่ต้องบอกไปคิดเอาเองไปหลงรักการกามมารมย์เคยหลงรักอะไรหลงรักเท่าไรเงินทองก็หลงรักเท่าไรเกียรติยศ ชื่อเสียงหลงรักเท่าไรๆก็รักมากหมดกัดหัวใจเท่านั้นล่ะเท่านั้นล่ะยิ่งรักเท่าไรก็กัดเท่านั้นยิ่งรักก็ยิ่งกัดเท่านั้นวิราคะจางออกจางออกจากการถนัดจางออกจากสิ่งที่สูง
สูงขึ้นมาสูงขึ้นมาแต่ยังมีตัวตนตัวตนเหลือยังไม่ใช่ที่สุดเพราะว่ามันไปกำหนัดราคะในตัวตนที่เหลือมันจึงไม่สูงสุดมันจึงอยู่ใน อราคะ อัฐราคะ อุปราคะ รูปราคะได้แล้วแต่มันไม่อาจจะล้างอุปราคะ คำนี้ไม่มีในภาบาลี อัฐราคะนี่มันจะออกจะสังเกตให้ฟังว่าว่าราคะนี่อัตตาในตัวกูนี่ไปเรียกว่าเป็นอัฐมิมานะนี่ความสุขข้อที่ 3 อัฐมิมานะสุขมาโน เวรปังเน ปรมังสุขัง อัฐมิมานะสะ มานะโย นำอัฐมิมานะออกซะได้สิ่งนั้นเป็นความสุขอันสูงสุดโว้ย มีคำว่าโว้ยด้วยเป็นพุทธสุภาษิตบางทีก็มีคำว่าโว้ยเหมือนกันไม่ใช่โว้ยคำหยาบหรือโว้ยด่าใคร โว้ยท้าทาย โว้ยท้าท้ายยืนยันว่าค้านโว้ยค้านโว้ยโว้ยนี้กลัวมันเป็นอย่างนี้กลัวมันเป็นอย่างนี้พบบ่อยๆในคำสุภาษิตคำว่าเว้ เว้ โว้ย โว้ยสุดที่ 3 ลักษมาแนะก็ได้อัฐมิมานะแปลว่าความสำคัญตั้งหมายว่าตัวตนมีในหนังสือแปลว่า มี มี มีตัวตนเท่านั้นแหละ มีตัวกู มีของกู มีตัวหนังสือมีอะไรก็แล้วแต่มี มี มี เท่านั้นแหละมีเป็นตัวตนละก็ได้มีจุดสูงสุดถ้าละก็ยึดมั่นถือมั่นตัวกูก็ได้ถ้ามันละมันไม่มีทางที่จะเกิดกิเลสอะไรได้ไม่เกิดโมคะ โทสะ ราคะได้ไม่เกิดไฟคือกิเลสได้มันก็สูงสุดเป็นสุดสูงสุดเป็นนิพพานต้องสิ้นราคะ โมคะ โทสะได้ก็เป็นนิพพานยิ่งไม่ยืนยันพูดกันไม่มากและมันไม่มีตัวตนและมันก็ไม่เห็นแก่ตนนี้หัวใจพระพุทธศาสนาเป็นยอดสุดของปรมัตถ์ เป็นยอดสุดของอภิธรรมไม่ค่อยเน้นกันตรงนี้ไปเน้นที่ไหนก็ตามใจอัตตามา
ขอเน้นที่สุดของอภิธรรมหรือวิยอดสุดของปรมัตถ์ธรรมที่ตรงนี้ที่หมดตัวตนหรือสูญยาตาว่างจากตัวตนสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวตนแล้วมันก็แน่นอนมันก็มีความสำคัญมั่นหมายของตนตามมาเพระเหตุว่าไอ้ตัวตนนั้นมันไม่ได้มีอยู่สิ่งเดียวมันอยู่สิ่งเดียวอันเดียวอย่างนี้ไม่ได้มันมีสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องถ้าสิ่งใดเข้ามาเกี่ยวข้องว่าเป็นของตนก็ต่อเมื่อจิตที่มีชีวิตมันก็ถือว่าชีวิตเป็นของตนความรู้สึกว่าสุขก็สุขของตน ความรู้สึกว่าทุกข์ก็ทุกข์ของตนไอ้ที่มาเกี่ยวข้องว่าเป็นตัวตนมันก็เป็นของตนนั้นจึงเรียกว่าตัวตนและของตนเป็นบาลีก็เรียกว่าอัตตา อัดมียา อัตตาตัวตน อัดมียาเนื่องด้วยตนก็คือว่าตัวตนเมื่อเรามีตัวตนละของตนถ้ามีตัวตนก็มีร่างกายของตนมีอะไรของตนแล้วแต่มันจะเอาอะไรมาเป็นของตน มีบุตรภรรยาสามี บ้าน เรือน เกียรติยศ ชื่อเสียงวาสนาอะไรของตน ของตน ของตนมันก็เพิ่มน้ำหนักแห่งความยึดมั่นถือมั่นด้วยรุนแรงนั้นมันกัดเจ้าของเพราะมันยึดขึ้นมาทันทีมันก็เป็นของหนักขึ้นมาทันทีมันก็ถ่วงวิตกกังวล อาลัย อาวอน กังวลนั่นแหละเป็นเรื่องร้ายที่สุดถ้าตัวตนมันก็กังวลในตนมันกังวลในชีวิตว่าจะตายเมื่อไหร่ปลอดภัยอย่างไร กังวลของตนว่าจะหายหรือไม่พอมีตัวตนหรือของตนก็ไม่เกิดสิ่งที่เรียกว่าของหนัก ของหนักขึ้นมาเป็นภาระยึดถือรูปว่าเป็นตัวตนที่หนัก
ยึดถือเวทนาหนักเป็นเวทนา ยึดถือสัญญาเป็นตัวตนว่าหนักเป็นสัญญา ยึดถือสังขารว่าเป็นตัวตนที่หนักด้วยสังขาร ยึดถือวิญญาณมันก็หนักด้วยวิญญาณก็เป็นตนก็หนักด้วยวิญญาณไปแตะที่ตรงไหนก็หนักตรงนั้นนี่เรียกว่ามันกัดเจ้าของไปยึดอะไร อะไรมาเป็นของ ของเราแล้วมันจะกัดเรามันจะกัดเจ้าของไอ้เราตัวตนโง่มันก็กัดตัวตนโง่มันก็เกิดมีชีวิตที่กัดเจ้าของคือชีวิตที่โง่ที่ยึดมั่นถือมั่นตัวตนและก็มีชีวิตที่ตรงกันข้ามมันก็คือชีวิตที่ไม่กัดเจ้าของมีชีวิตที่ไม่ใช่ตนมีแต่ จิต จิต ไม่ยึดถืออะไรมาเป็นตัวตนจิตเป็นอิสระไม่ยึดถืออะไรเป็นตนจิตก็ไม่ถูกอะไรกัดมันก็เกิดชีวิตที่ไม่กัดเจ้าของคำนี้มีความหมายมากกับฝรั่งที่มาจากเมืองนอกมันชอบชีวิตที่ไม่กัดเจ้าของมันชอบกันมากเพราะเขาเคยโดนมาแล้วชีวิตที่กัดเจ้าของมันกัดเจ้าของไม่เคยพบพอพูดถึงมันก็สนใจ สนใจ พยายาม
พยายามที่จะให้มีให้ได้ขึ้นมาคือมีชีวิตที่ไม่กัดเจ้าของอย่างจะดำเนินชีวิตอย่างนี้ชีวิตใหม่รึเปล่าหรือวิถีชีวิตใหม่ก็ตามก็คือว่าปลดปล่อยความโง่ของตนออกจากออกไปเสีย ออกไปเสียมีตี่กายและใจล้วนๆไม่ยึดถือว่าเป็นตัวตนของตนใจก็มีสติปัญญาที่ดำเนินชีวิตไปได้แล้วกันไม่ต้องเป็นของหนัก ตัวกูแม้แต่ตัวกูนก็มีไม่หนักแก่ตัวกูถ้ายึดถือกว่าตัวกูมันก็หนักกว่าตัวกูจิตใจที่มันโง่ว่าเป็นตัวกูละเอียดถึงที่สุดความทุกข์ที่ละเอียดที่สุดหมดไปแล้วความสุขชั้นละเอียดสุดมันก็มีมาคือสุขเกิดจากการไม่ยึดมั่นว่าตัวตนอัฐมิมานะสะ นะเว้ตังเม วาระนังสุขังถ้าบาลี 3 บทนี้ดีถ้าจำได้ก็ดี จำได้ก็ดีมันไม่ยากเกินไปถ้าไม่สนใจจะจำกันแล้วลองจำไว้จะได้เตือนขั้นแรกขั้นต่ำสุดที่ว่า พยาปัสซัง สุขัง โลเก ปานังภูเต กุสันยาโมโนสุขเพราะไม่เบียดเบียน ที่ 2 สุขคะ ข้าวีราคะตาโลเกกามานังกัมมานังสติมาโน สุขเพราะอยู่เหนืออำนาจกามอยู่เหนืออำนาจกามไม่ไปหลงรักราคะในสิ่งใด ที่ 3 อัฐมิมานะโยเว้ตังเม ปรมัตถ์สุขขัง อัฐมิมานะออกก็ได้เป็นสิ่งเป็นสุขอย่างยิ่งปรมัตถ์บ่ลมมาสุดว่าพระพุทธเจ้าท่านได้ฝากไว้ให้ถือให้เราแต่ละของ ละของทุกคน
ทุกคนจำไว้เป็นหลักประจำตนผิดพลาดไม่เบียดเบียนอะไรให้กำหนัดยินดีอะไรนั่นก็ไม่มีตัวกูตัวกูแต่แล้วก็สำคัญว่าหยุดอยู่ที่ไม่มีตัวกูถ้ามันไม่มีตัวกูตั้งแก่เสียทีแรกแล้วมันก็ไม่เบียดเบียนใครถ้ามันเบียดเบียนใครมันก็เบียดเบียนตัวกูนี่มันจะไปกำหนัดยินดีในสิ่งนั้นก็มีตัวกูนี่ก็จะเป็นผู้กำหนัดหรือเป็นเจ้าของมันก็กำหนัดถ้าไม่มีตัวกูไอ้ 2 ข้อต้นมีเอกับเอมีแต่เดี๋ยวนี้จะเป็นบุตรชนเกินไปทำอย่างไงมันก็ไม่มีไม่ธรรมะขั้นสูงสุดมันก็ไม่มีตัวกูไม่มีตัวกูนี้บอกให้ระวังไว้ก่อนเราอย่าเบียดเบียนอย่าไปหลงกำหนัดยินดีในสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งกำหนัดยินดีความสุขมีอยู่บน 3 สถานอย่างนี้เลือกว่าตามความพอใจควรพยายามให้ได้ทั้ง 3 อย่างนะ

ถ้าได้อย่างสูงสุดก็ถือว่าเยี่ยมแล้วถือว่าโชคดีประสบความสำเร็จสูงสุดไม่มีความรู้สึกเป็นตัวกูเป็นอหังการเป็นตัวกูมีความรู้สึกว่าของกูคือมมังการ อหังการะนี่ตัวกู มมังการะนี่ของกูอย่ามีอหังการ อย่ามีมมังการไม่มีตัวกูไม่มีของกูแต่ที่นี้ไอ้ความอหังการความมมังการนี้เป็นของที่อร่อยที่สุดแก่คนโง่ ยิ่งพรมมาโง่เท่าไหร่ก็ยิ่งอหังการเท่านั้นมึนข้าเท่านั้นมันอยากจะมีตัวกูอยากจะมีตัวกู ของกู ของผู้อื่น
ระวังไว้เถอะอาหารคือความโง่ไม่เป็นตัวกูของกูกูสบายใจเหลือประมาณแล้วจำไว้ว่ามันตรงกันข้ามความทุกข์ที่เป็นไฟ ความทุกข์ที่เป็นนรกนี่ของคนโง่คือที่มีของกูตัวกูมันต้องงดความรู้สึกตัวกูของกูมันก็เป็นความสุขที่แท้จริงไม่โง่มันไม่มีความทุกข์ที่มีชนิดที่โง่มันก็มีเท่านี้เท่านี้ก็พอแล้วถ้าเข้าใจความสุข 3 ชนิดนี้แล้วที่ว่ามานี้ก็พอนี้ว่ามีชีวิตที่ปฏิบัติ ปฏิบัติ ปฏิบัตินั้น แต่เดี๋ยวนี้มันจะเกิดสิ่งที่กว้างกว่านั้นให้มันรับผิดชอบกันมากกว่านั้นว่าถ้ามันมีความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ตัวกู เห็นแก่ทำลายโลกมันถึงจะทำลายโลกวินาจโลกไม่มีเหลือเพราะคนเห็นแก่ตัวนี้มันทำร้ายเป็นสิ่งทีทำอันตรายภัยอันตรายแก่โลก อยากจะท้าท้ายว่าคุณช่วยคิดช่วยทำลองบอกมาดูสักข้อว่าความเลวร้ายอันไหนที่มันเกิดมาจากความเห็นแก่ตัว ความเลวร้ายในโลกนี้ที่ร้อยอย่างกี่พันอย่างกี่แสนอย่างความเลวร้ายอันไหนที่ไม่ได้มาจากความเห็นแก่ตัวไปคิดข้อนั้นก็จะมองเห็นว่าเรื่องเลวร้ายมาจากความเห็นแก่ตัวเกลียดมาก กลัวมาก เกลียดมาก กลัวมาก มันจะขับไล่ความเห็นแก่ตัวออกไปโดยเร็วอัตตามาจึงพูดว่าเดี๋ยวนี้โลกกำลังจะวินาจอยู่แล้วเพราะความเห็นแก่ตัวในโลกนี้มันมากขึ้นมันมากขึ้นเพราะมันเจริญด้วยวัตถุที่ส่งเสริมความเห็นแก่ตัวโลกเขาเจริญทางวัตถุ
เจริญทางวัตถุคือเจริญด้วยการที่ส่งเสริมด้วยการความเห็นแก่ตัวคือส่งเสริมความสนุกสนาน ความเอร็ดอร่อย ความเนื้อทางหนัง ทางกิเลสนั้นเองนี่ส่งเสริมความเห็นแก่ตัวยาสกหน่อยหรือยากมากก็แล้วแต่คนที่อยู่ในโลกนี้ไม่เห็นแก่ตัวเพราะมันถูกส่งเสริมโดยกำเนิดในจิตในใจมันก็มีแล้วจากสัญชาติญาณบวกกันเข้ากับโมหะ อวิชชาเป็นความเห็นแก่ตัวพร้อมกันอยู่ข้างในแล้วข้างนอกชาวโลกเขาก็ส่ง ส่งเสริมด้วยปัจจัยที่ผิดขึ้นมาผิดขึ้นมาให้กินเกิน ให้แต่งเนื้อแต่งตัวเกิน ให้อยู่ใช้สอยเกิน ให้อะไรเกิน เกิน เกินอยู่ยากนี้เกรียมตัวไว้ที่ต้องเตรียมกับในโลกที่มีแต่เหงื่อยวนให้เกิดในโลกส่งเสริมความเห็นแก่ตัวความเห็นแก่ตัวสมัยที่โลกยังไม่เจริญยังเป็นโลกป่าเถื่อนอยู่สิ่งเหล่ามันก็มีปัญหาเหล่านั้นมันจึงไม่ค่อยมีคนป่ายังไม่ต้องฆ่าก็ได้ไมครัวก็ได้มีของกินกันในป่าเผากินกันในป่าเดี๋ยวนั้นก็ได้ได้อะไรมาในสมัยคนป่ามีความเห็นแก่ตัวมันไม่มีที่ตั้งมันก็ไม่ต้องมีเดี๋ยวนี้เรามีบ้านมีเรือนมีกามมารมย์สารพัดอะไรหลายอย่างความเห็นแก่ตัวมันมีที่ตั้งที่เจริญมันก็มีมากมายมันก็ยิ่งเห็นแก่ตัวมันไม่หยุดนั้นคอยดูให้ดีความเห็นแก่ตัวในโลกนี้มันไม่ได้หยุดกว่าเดิมมันเพิ่ม เพิ่ม เพิ่มขึ้นๆได้ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี โลกนี้เจริญด้วยวัตถุในที่เรียนกว่าอุสาหกรรมระวังเถอะมันจะทำความฉิบหายนี้
เพราะว่าสิ่งที่จำเป็นจำเป็นชีวิตนี้ไม่ต้องผิดด้วยอุสาหกรรมทำไม่ให้สมบูรณ์ก็ๆได้แต่ที่ต้องมากมายด้วยการทำอุสาหกรรมนั้นแหละมันเป็นเรื่องเกิด มันเกิดความบ้าเกิน ความดีเกิน เกินดี มันเป็นบ้าและโลกนี้ก็จะเป็นอย่างนี้เราก็จะเป็นเหมือนกันจะเป็นมิตรเป็นอะไรไม่รู้มันเรียกยากะมีอุสาหกรรมอะไรเพิ่มมาก็มีมันบ้าเรื่องเกินมันไม่ดูตัวอย่างไอ้พวกเจ้าของตำราแล้วมันก็ใช่กับพวกฝรั่งอย่าโกรธอย่าอะไรมันเกินกันอยู่แล้วมันเกินอย่างไรก็รู้กันอยู่มันดูรู้ความอยู่สงบสุขมันก็มีอยู่อย่างนั้นแหละนี่ยังเลวร้ายกว่าพวกคนป่าเราจะไปเอาอย่างก็ได้การศึกษาก็ดี วัฒนธรรมก็ดี อะไรก็ดีจะไปเอาอย่างพวกนั้นอุตส่าห์ไปเรียนเมืองนอกเมืองนามาปริญญายาวเป็นหางก็เรียนความรู้บ้า บ้า บอ บอ มานั้นแหละมันทำให้เกิดไปใช้วัตถุที่ทำให้เกิดนี่คอมพิวเตอร์นี่ทำให้เกิดส่วนเกินวิธีเอาเปรียบผู้อื่นที่จะหาเอาส่วนเกินจากคอมพิวเตอร์นี้บูชากันนักโลกมันก็เลยวินาจเร็วเรียกว่ามันสร้างแต่ส่วนที่จะส่งเสริมความเห็นแก่ตัวเขาเหลียวมามองพวกเราเขาเหลียวคนมีธรรมะธรรมโมก็บ้าบอหยุดนิ่งไม่เจริญไม่อยากจะคบที่พวกเราอยากจะคบก็ต้องหมุนตามเขาหมุนไปตามความเห็นแก่ตัวนั้น
ปัญหาก็มีอยู่อย่างนี้คนมันเห็นแก่ตัวพูดแล้วขอพูดอีกทีวันนี้ก็พูดให้ฟังอย่างยิ่ง ยิ่ง คนเห็นแก่ตัวมันขี้เกลียด คนเห็นแก่ตัวมันเอาเปรียบ คนเห็นแก่ตัวมันอิจฉาริษยา คนเห็นแก่ตัวมันไม่สามัคคี คนเห็นแก่ตัวมันยกคนข่มผู้อื่น คนเห็นแก่ตัวมันชอบนินทาผู้อื่น ใส่ร้ายผู้อื่น ใส่ความผู้อื่น คนเห็นแก่ตัวมันทำลายสาธารณประโยชน์มันทำลาย คนเห็นแก่ตัวมันสร้างมลภาวะ มันสร้างมลภาวะก็เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุทั่วไปบนท้องถนน ในแม่น้ำลำคลองเกิดอุบัติเหตุ เกิดเพราะผู้เห็นแก่ตัวความเห็นแก่ตัวมันจึงได้ไปเป็นทาส ยาเสพติดมันเห็นแก่ตัวแล้วมันก็ได้เป็นโรคที่หมาก็ไม่เป็นขออภัยนะที่พูดคำหยาบคายโรคอะไรก็ดูเอาเองคุณก็ดูเอาเองว่าโรคอะไรที่หมามันไม่เป็นแล้วที่คน
คนเขาเป็นมันก็เป็นปัญหากันทั้งโลกสมน้ำหน้าคนที่มันเป็นกันทั้งโลกที่หมามันไม่เป็นนี่เพราะว่ามันเห็นแก่ตัวถ้ามันไม่เห็นแก่ตัวมันก็ไม่ไปเกี่ยวข้องกับโรคหรือโรคเหล่านั้นมันก็ไม่ต้องเป็นโรคนี้ในที่สุดมันเป็นอัตตะพาล อัตตะพาลนี้ก็ลักขโมยเพื่อให้ได้ตามที่มันต้องการมันทำลามกอนาจาไม่มีความระอายนี่เรียกว่าเดี๋ยว
เดี๋ยวทนนะผู้เห็นแก่ตัวแล้วมันจะเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นน่าเป็นห่วงสักเท่าไหร่มันจะไม่ลดลง ไม่ลดลง สร้างคุกไม่ไหว สร้างตำรวจไม่พอ สร้างเรือนหอไม่พอ สร้างโรงพยาบาลบ้าไม่พอแล้วมันมากเกินไปนี่คือความเห็นแก่ตัวถ้าไม่มีความเห็นแก่ตัวไอ้เรื่องอย่างนี้มันก็ไม่มีเราก็ไม่ต้องมีกฎหมายไม่ต้องมีการปกครองไม่มีความเห็นแก่ตัวและไม่มีใครทำผิดอะไร ไม่ทำผิดทางแพ่งมันก็ไม่มีทางแพ่งมันก็ไม่มีหรืออย่าไปลุกล้ำอะไรไม่ก็ไม่มีเพราะมันไม่มีไปหมดแล้วก็ศาสนาก็ไม่ต้องมีด้วยเพราะมนุษย์มันไม่เห็นแก่ตัวที่แรกศาสนามันไม่ได้มีอยู่ในโลกนะ
แต่พอมนุษย์มากขึ้นเห็นแก่ตัวจึงต้องเกิดศาสนาตามขึ้นมา ศาสนาเกิดเพรามนุษย์มันเห็นแก่ตัวเพราความเห็นแก่ตัวนี้เป็นเหตุที่ให้เกิดศาสนาถ้ามันไมเห็นแก่ตัวมันก็ไม่ต้องเกิดศาสนาผู้ที่ไม่เห็นแก่ตัวอยู่กันได้โดยไม่ต้องมีศาสนาเพราะมันเป็นศาสนาในตัวมันเองศาสนาแห่งความไม่เห็นแก่ตัวถ้าเห็นด้วยพอช่วยกันหน่อยช่วยทำความเข้าใจเรื่องนี้ ช่วยโฆษณาเรื่องนี้ ช่วยไปเผยแผ่เรื่องนี้ ช่วยไปอบรมลูกอบรมหลานเรื่องนี้ให้มันเข้าใจเรื่องนี้ให้มันเกลียดกลัวความเห็นแก่ตัวตั้งแต่เล็กเลยมันจะไม่ทำผิดลูกเห็นแก่ตัวแม่ก็น้ำตาตกลูกหญิง
โดยเห็นแก่ตัวที่มันทำอะไรให้แม่น้ำตาตกช่วยกันสอนทั้งลูกหญิงและลูกชายทั้งใครก็ตามทั้งมาปรึกษาหารือกันให้รู้ว่าความเห็นแก่ตัวนี้ไม่ไหวนำไปสู่นรก นำไปสู่ความตกต่ำหรือความเป็นทุกข์คนเห็นแก่ตัวแล้วจะเบียดเบียน คนเห็นแก่ตัวแล้วจะกำหนัดในสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการกำหนัดด้วยรุนแรง คนเห็นแก่ตัวก็จะยึดมั่นถือมั่นในตัว และก็สร้างอาชญากรรมอะไรทุกอย่างเหมือนในตัวความสุขทั้ง 3 สถานนั้นมีไม่ได้แล้วเกิดความทุกข์หลายสถานแทนเอาเป็นอันว่าสรุปความเสียทีว่าความสุขมีอยู่ 3 ระดับ ไม่เบียดเบียน ไม่กำหนัด ไม่มีตัว
ความทุกข์ก็ตรงกันข้ามถ้าไม่อยากจะมีความทุกข์ก็กำจัดไอ้เหตุเหล่านี้ออกไปเสียเป็นพุทธบริษัทสะใหม่ให้ถูกต้องคือลดความเห็นแก่ตัวจะทำบุญอะไรสักนิดหนึ่งก็ก็ขอให้ทำเพื่อลดความเห็นแก่ตัวอยากทำบุญสักบาทสักสิบสตางค์ขอให้ทำบุญลดความเห็นแก่ตัวอย่าพึ่งสร้างความเห็นแก่ตัว สร้างสวรรค์ สร้างวิมาร สร้างอะไรก็ไม่รู้ในเรื่องสวรรค์มันก็ยิ่งเห็นแก่ตัวอย่างไปเอากับมันเลยในสวรรค์บ้ากามอารมณ์มันก็เห็นแก่ตัวเมืองมนุษย์เรายังดีกว่าแต่ยังมีคนเลวอยู่มากจึงกำจัดส่วนนี้จะทำบุญอะไรก็ขอให้ลดความเห็นแก่ตัวไม่ว่าทำบุญอะไรขอให้ลดความเห็นแก่ตัวอย่าสร้างปัญหา สร้างกิเลส สร้างเหงื่อแห่งกิเลสนี่ทำบุญก็ให้มันเป็นบุญไปล้างความเห็นแก่ตัว
ถ้าไม่อย่างนั้นบุญนั้นก็จะตายในที่สุดความเห็นแก่ตัวมันก็ฝังมันก็ขุดหลุมฝังขอพูดอีกทีบุญมี 3 ระดับไม่เบียดเบียน ไม่กำหนัด ไม่มีตัว นี่มันเหยื่อจนไม่มีแรงที่จะพูดแล้วก็ต้องยุติขอฝากไว้แก่ท่านทั้งหลายู่ใกล้ อยู่ไกล อยู่ที่ไหน อะไร อย่างไรก็ช่วยเอาไปคิดไปนึกถ้าท่านอยากจะทำบุญอันสูงสุดบุญอันมหาสานก็ทำได้โดยไม่ต้องใช้เงินโดยสตางค์เดียวสตางค์เดียวช่วยทำให้คนอื่นมันลดความเห็นแก่ตัวอย่าไปมัวทำบุญสร้างวิมานทำบุญด้วยการทำให้ผู้อื่นลดความเห็นแก่ตัวบุญนั้นจะเป็นบุญมหาสานบางทีไม่ต้องใช้เงินสักสตางค์พูดกันมาดหน่อยชักจูงกันมากหน่อยชี้แจงกันมากหน่อยทำบุญโดยมหาสาน
แต่กลับได้บุญมันก็ใช้เงินพันล้าน ร้อยล้านมันก็ทำให้ได้ ขอยุติการบรรยายครั้งนี้ด้วยความที่ว่าไม่มีแรงจะพูดไม่ใช่หมดเวลามันมีเวลาแต่ไม่มีแรงที่จะพูดขอฝากไว้ช่วยไปทำต่อสานต่อจนให้โลกนี้มันมีความแน่ใจกันว่ามันจะไม่มีความวินาจไม่มีความวินาจเดี๋ยวนี้มันมีท่าทางแสดงว่าจะวินาจอันนี้ก็พึ่งบุญอันใหญ่หลวงอันใหญ่หลวงขอยุติการบรรยาย


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |