<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/34570" type="text/javascript"></script> |
|
ประมวลปรมัตถ์ธรรมเท่าที่คนธรรมะควรทราบ
การที่ชวนมานั่งพูดกันบนนี้ด้วยความประสงค์เป็นพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือได้นั่งตามธรรมชาติ ให้เป็นการง่ายแก่การศึกษาธรรมะและเป็นการง่ายที่จะมีพุทธนุสติคือเป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้ามานั่งการตามธรรมชาติอย่างนี้ผู้ที่รู้เรื่องดีอยู่แล้วย่อมมีความรู้สึกเป็นพุทธนุสต
post ครั้งแรก: Fri 11 January 2008, 3:43 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 17 January 2008, 11:19 am
|
ส่วนอากาศเป็นธาตุหนึ่งที่ว่าง อากาศเป็นธาตุว่าง ธาตุว่างนี้มันแต่มันสำคัญ เพราะมันมีอะไรเข้าไปอยู่ได้มันเต็มเสียก่อนมันต้องมีที่ว่างโลกนี้มันตั้งอยู่บนที่ว่างถ้าไม่มีที่ว่างมันไม่มีที่ตั้งแล้วในโลกนี้มันส่วนที่มองไม่เห็นมันมีที่ว่างเข้าใจว่าที่ว่างเป็นอากาศพอลมมาแทนที่และก็ผลักลมออกไปหยดตรงนั้นไม่มีลม แต่สำหรับอากาศไม่เป็นอย่างนั้นแม้จะมีอะไรมาตั้งแทนที่มันแต่ตัวมันมันก็ยังอยู่ที่นั่นในฐานะลองรับสิ่งที่มาตั้งในที่ว่างลักษณะของมันจะคล้ายๆกับที่เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่าอีเทอร์ซึ่งมีอยู่ตั้งโลกเป็นที่ลองรับโลกโลกตั้งอยู่บนอีเทอร์แล้วโลกจะมาตั้งบนอีเทอร์ก็ไม่แทนที่อีเทอร์ อีเทอร์มันก็ยังอยู่ตรงที่โลกตั้งคนในวิทยุอธิบายว่าคลื่นวิทยุแล่นไปตามอีเทอร์อีเทอร์มันไม่อาจจะแล่นไปได้เมื่อมืดๆที่วิทยุแล่นผ่านภูเขาผ่านทะลุกำแพงเข้าไปได้ก็หมายความว่ากำแพงมันมีอีเทอร์ให้วิทยุแล่นผ่านไปได้นี่คือลักษณะที่แปลได้ว่าอานุภาพหรือคุณสมบัติของอากาศที่ว่างอะไรมาตั้งอยู่ในที่ว่างเสร็จแล้วก็ไม่สามารถขับออกไปได้เป็นเรื่องละเอียดมองเห็นไม่ได้ด้วยตา
แต่บางแห่งมีตำราสภาพในคนเป็นที่ว่างสำหรับห้องจมูก ห้องหู ห้องตานี่มันเป็นอากาศภาพอย่างนี้มันอธิบายผิดตัวว่าตรงนั้นมันมีธาตุลมมากกว่ามันเป้นความว่าง เป็นที่ว่างมากกว่ามองไม่เห็นตัวเป็นธาตุลองรับสิ่งทั้งหลายอยู่นี่ก็หมายบทความว่าห้องว่าง ช่วยชามว่างอย่างนี้มันก็ไม่ว่างเพราะมันมีอากาศอยู่มีธาตุลมอยู่มันต้องว่างไปกว่านั้นมันต้องว่างอยู่โลกมันตั้งอยู่บนอีเทอร์ภาษาธรรมเรียกว่าช่องว่างสิ่งต่างๆในโลกมันตั้งอยู่บนความว่างสภาพร่างกายมันตั้งอยู่บนความว่างธาตุหนึ่งที่เรียกว่าความว่างนี่ได้ธาตุที่ 5 มาเรียกว่าธาตุอากาศหรือความว่างไม่ใช่ความว่างไม่มีตัวตนแต่มันเป้นความว่างสักนิดจนเป็นที่ตั้งของวัตถุจนไม่ต้องสูญเสียตัวมันไปนี่ก็มาถึงธาตุที่ 6 วิญญาณธารตุคือธาตุจิต ธาตุใจแต่เขาเรียกว่าวิญญาณธาตุนี่อธิบายยากใช้เวลาเล็กน้อยไม่ได้ธาตุอีกชนิดหนึ่งที่ไม่เหมือนกับธาตุที่เอามากินค่าเบียร์ธาตุวิญญาณเป็นธาตุที่รู้สึกอะไรได้เป็นธาตุความรู้สึกเรียกทานทั้ง 5 ว่าเป็นนามข้างต้นนั้นเราแยกว่าเลือดมันเป็นธาตุน้ำไม่ใช่รูปแต่ยังไงธาตุวิญญาณธาตุเดียวอาศัยอยู่ดับรูปประกอบกันเข้าเป็นคนเราแล้วธาตุดินธาตุน้ำมีธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลมมันก็เป็นที่ตั้งที่อาศัยให้ธาตุพิเศษๆคือธาตุวิญญาณอาศัยทำหน้าที่ทางจิตทางวิญญาณมันจะแยกมีกันไม่ได้มันต้องมีครบทั้ง 6 มันจึงจะเป็นคนไอ้ไฟฟ้ามันรูปธาตุไม่ใช่นามธาตุเราไม่รู้จักไฟฟ้าแล้วมันได้อาศัยเรียกว่าสิ่งนั้นมาได้เป็นกระแสไฟฟ้าที่ใช้ได้นี่มันเป็นเรื่องรูป
ส่วนเรื่องนามมันมีไฟฟ้าดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศเป็นอ็อพฟิตสำหรับธาตุวิญญาณได้นี่บอกแล้วเรื่องนี้มันชวนง่วงนอนทีนี้เราก็ดูอีกทีว่าดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศแล้วก็มีส่วนที่ 65 คือธาตุวิญญาณเข้ามาอาศัยทำงานได้ไอ้วิญญาณก็ทำงานวิญญาณอาศัยร่างกายเป็นออบฟิตนี้มันจะทำหน้าที่อย่างไรต่อไปมันต้องเปลี่ยนรูปจากธาตุเป็นอายันตะนะธาตุเรื่องที่ 2 คืออายันตะนะแต่มันเชื่อมกันอย่างนี้คือเรามีดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศเป็นอย่างนี้นี้มันแยกเป็นส่วนๆส่วนลูกตามันก็แยกเป็นวัตถุเป็นเนื้อบอกว่าเป็นลูกตาเป็นเส้นประสาทตาประสาทนั้นยังจัดเป็นรูปตามีประสาทตามีรูปเป็นร่างกายเป็นธาตุวิญญาณที่มาทำหน้าที่ในร่างกายที่เรียกว่าตาได้เราก็มีตามีการเห็นทางตา เรามีหูแล้วก็มีประสาทหูนี่วิญญาณทำหน้าที่ทางหูและก็เป็นประสาทหูก็จมูกก็มีประสาทจมูกให้วิญญาณทำหน้าที่ ที่ลิ้นก็มีประสาทลิ้นให้วิญญาณทำหน้าที่รู้รสโดยทางลิ้นที่ผิวหนังทั้งตัวที่มีวิญญาณทำให้รู้สึกทางผิวหนังทั่วทั้งตัวแล้วก็มีส่วนที่เป็นสมองแล้วก็หัวใจอยากจะพูพูดรวมๆมีสมองจะถูกกว่าใจนี่ทำหน้าที่รู้ทางใจโดยตรงนี้เราก็มีส่วนทำหน้าที่รู้สึกสิ่งภายนอกขึ้นเป็น 6 แห่งคือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
นี่เขาเรียกว่าอายันตะนะทีนี้ใจหรือวิญญาณมันมาทำหน้าที่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่ก็หมายความว่าเมื่อถึงโอกาสไม่ได้ทำตลอดเวลามันทำต่อเมื่อว่าตาถึงกันเข้ากับรูปและวิญญาณก็ทำหน้าที่ทางตาเขาเรียกว่าเกิดจักรสุวิญญาณและถ้าจำสั้นก็เมื่อตามันเนื่องเข้ากับรูปมันก็เกิดจักสุวิญญาณมันเกิดเดี๋ยวนี้มันไม่ได้เกิดตลอดเวลาเมื่อใดมาเกี่ยวข้องกันเข้าก็เกิดจักรสุวิญญาณเรามีหูเมื่อหูมาถึงเสียงกันเข้าเกิดได้ยินทางหูก็เกิดวิญญาณทางหูเรียกโสตตะวิญญาณมีจมูกอยู่กลิ่นมาสัมผัสกันเข้าก็เรียกว่าเกิดวิญญาณทางหูคือได้กลิ่นเมื่อจมูกได้กลิ่นก็เกิดวิญญาณทางจมูกเรียกทาระวิญญาณลิ้นมีอยู่รสก็เกิดวิญญาณทางลิ้นเรียกชิวหาวิญญาณมีผิวหนังอะไรมากระทบเข้าเกิดวิญญาณทางผิวหนังเรียกกายะวิญญาณถ้าทางวัตถุมีอยู่มีอะไรมากระทบเข้าเรียกมโนวิญญาณนับจำนวนเป็นอย่างนี้ก่อนในร่างกายเรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6อย่างแล้วคู่ของมันนอกเรียกว่ารูป เสียง กลิ่น รส บทตระพระ ธรรมมารมย์มี 6 ครบตามจำนวนที่อยู่ข้างในคือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เรียกว่าอายันตะนะ
ภายในนี้เรียกอายันตะนะภายในและรูป เสียง กลิ่น รส บทตะพระ ธรรมมารมย์ตัวนั้นมันอยู่ข้างนอกตัวนี้เรียกอายันตะนะภายนอกนี่คอยรู้จักอายันตะนะที่เป็นภายในคือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เป็นภายนอกคือรูปเสียง กลิ่น รส บทตระพระ ธรรมมารมย์ข้อนี้ต้องรู้ความสำคัญของมันว่าถ้าคนไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจแล้วมันก็ไม่มีเรื่องอะไรโลกนี้ก็ไม่มีถ้าเราไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โลกนี้ก็เท่ากับไม่มีก็รู้สึกไม่ได้ ตาหู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นสื่อที่เรียกให้รู้สึกได้จึงเรียกว่าสื่อหรืออายันตะนะ อายันตะนะแปลว่าที่ที่ต่อมันมีเรียกข้างในคือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ถ้ามันรู้สึกกับข้างนอกได้ข้างนอกจึงมีถ้าข้างในไม่รู้สึกอะไรได้ข้างนอกก็ไม่มีมันเป็นความรู้สึกแก่การตาหู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นสิ่งที่สำคัญมากมันจึงได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่าอินทรีย์แปลว่าสิ่งสำคัญไอ้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจที่เรียกว่าอายันตะนะทั้ง 6 มันมีชื่ออีกชื่อหนึ่งเรียกว่าอินทรีย์คือสิ่งสำคัญทั้ง 6 เพราะว่าถ้าไม่มีสิ่งนี้อะไรก็ไม่มีหมดไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้แต่ถ้ามีอินทรีย์มันก็ต้องมีคู่ของมันอยู่ข้างนอกเรียกว่าอารมณ์ 6 อารมณ์นั้นแปลว่าที่เกี่ยวเกาะคือที่อินทรีย์มันจะไปเกี่ยวเกาะเขาเรียกว่าอารมณ์ตาหู จมูก ลิ้น กาย ใจและมันจะไปเกี่ยวเกาะรูป เสียง กลิ่น รส บทตระพระ ธรรมมารมย์ซึ่งเรียกว่าอารมณ์ อารมณ์กับอินทรีย์กระทบกันทำให้เกิดเรื่องต่างๆกันนี่เรารู้เรื่องอายันตะนะเรื่องที่ 2 เรื่องที่1คือเรื่องธาตุเรื่องที่ 2คือเรื่องอายันตะนะ ทีนี้จะมาถึงกลุ่มที่ 3 เรียกว่าขัน
ขันนี้เข้าใจว่าทุกคนคงจะได้ยินได้ฟังมาแล้วว่าขัน 5 ท่านคงจะจำชื่อได้ว่ารูป เวทนา สังขาร วิญญาณ 5อย่างนี้เรียกว่าขัน 5 บางทีก็รู้จักเพียงชื่อคือท่องชื่อหรือจำชื่อได้ไม่รู้จักตัวจริงเรามาพูดถึงตัวจริงให้รู้จักถึงขัน 5 กันสักทีมันมีหลักพิเศษสำคัญคือวิชาศึกษาธรรมะมันมีหลักพิเศษอยู่ว่าเมื่อสิ่งนั้นทำหน้าที่จึงเรียกว่าสิ่งนั้นมีเช่นภาษาไทยพูดได้ว่าเรามี ตา เรามีหูแต่ภาษาธรรมะพูดไม่ได้ว่าเรา มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอยู่ตลอดเวลาเข้ราใจกันว่าเมื่อทำหน้าที่
เมื่อตาเห็นรูปเราจึงรู้ว่าเรามีตา เมื่อตาเกิดขึ้นมันน่าหัวเราะเมื่อมีรูปมากระทบตา ตาจึงจะเกิดขึ้นเมื่อเสียงมากระทบหู หูจึงจะเกิดขึ้น หูที่เรามีตลอดเวลาไม่ถือว่าเกิดขึ้นมันจึงมีคำพูดว่า ตาเกิด หูเกิด จมูกเกิด ลิ้นเกิด กายเกิด ใจเกิด ผิวหนังเกิดต่อเมื่อมันทำหน้าที่ของมันหลักนี้จำไว้ด้วยเมื่อได้ยินในคำภีร์ว่า ตาเกิด หูเกิด จมูกเกิด ลิ้นเกิด กายเกิด ใจเกิด ผิวหนังเกิดเมือมันทำหน้าที่เช่นรูป เสียง กลิ่น รสมันไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลามันเกิดเมื่อทำหน้าที่กับคู่ของมันเช่นเมื่อรูปมาทำหน้าที่กับตา ตาก็เกิด รูปก็เกิด เสียงเมื่อทำหน้าที่กับหูเสียงก็เกิด หูก็เกิด คำว่าเกิดนั้นมีความหมายพิเศษใมไตันความหมายธรรมะจำไว้ว่า ขัน 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณรู้ความหมายคร่าวๆคือสิ่งที่มีรูปเช่นร่างกายมีรูป นี้เวทนาคือความรู้สึกประเภทที่รู้สึกว่าเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ สบายหรือไม่สบายนี้เรียกว่าเวทนา
ทีนี้อันที่ 3 เรียกว่าสัญญาคือรู้สึกว่าอะไรเป็นอะไรเป็นเสียงเป็นกลิ่นของอะไรตลอดถึงตามกันว่าอะไรว่าดี ว่า ชั่ว ความสำคัญให้ความหมายไปในทางสำคัญว่าอะไรอันนี้เป็นสัญญาขันที่ 4 เรียกว่าสังขารคือเอาสิ่งนี้ไปคิดนึกสังขารนี้ไม่ใช่ร่างกายสังขารนี้เพียงความคิด คิดด้วยเจตนาต้องการจะได้ จะเอา จะเป็นนี่คือความคิดดีคิดชั่วอะไรนี่ก็สังขารหมด
อันสุดท้ายเรียกว่าวิญญาณความรู้แจ้งจิตที่ทำหน้าที่รู้แจ้ง วิญญาณที่ทำหน้าที่รู้แจ้ง รู้แจ้งที่อายันตะนะทั้ง 6 วิญญาณคือจิตที่ทำหน้าที่รู้แจ้ง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเอาทีนี้ก็จะเล่าเรื่องกันต่อไปมันเกิดขึ้นอย่างไรขัน 5 ทุกคนลืมตาแล้วก็ทำว่าตามันถึงเข้ากับรูปที่อยู่ข้างหน้าแล้วเกิดการเห็นทางตาเรียกว่าจักรสุวิญญาณทุกคนมีจักรสุวิญญาณตาทำหน้าที่เห็นรูปตาก็เกิดแล้วรูปก็เกิดแล้วแล้วการเห็นก็เกิดขึ้นมา
จักรสุวิญญาณก็เกิด รู้
จัก จักรสุวิญญาณกันหรือยังพูดอย่างนี้ตาถึงเข้ากับรูปก็เกิดจักรสุวิญญาณรู้จักสิ่งทั้ง 3 ชัดเจนไหมเกิดแล้วก็เห็นรูปรูปเกิดแล้วตาก็เห็น ทำให้เกิดจักสุวิญญาณฟังดูยังงงๆกันอยู่รู้จักจักรสุวิญญาณหรือยัง หูก็มีอยู่แล้วพูดก็มีอยู่แล้วเมื่อเสียงเข้ากับหูทำให้เกิด โสตะวิญญาณรู้จักโสตะวิญญาณกันหรือยังดูหน้าทุกคนยังงงๆกันอยู่ไม่รู้จักโสตะวิญญาณ จักรสุวิญญาณนี้ถ้าเรามีกลิ่นอะไรมากระทบจมูก จมูกมันก็เกิดแล้ว กลิ่นมันก็เกิดแล้วมันก็เกิดวิญญาณทางจมูกเรียกว่าคานะวิญญาณ คานะแปลว่าจมูกเรามองไปที่ลิ้น ลิ้นมันก็เกิดเพราะมีรส รสมันก็เกิดเพราะมีลิ้นมันก็เกิดวิญญาณทางลิ้นเรียกว่าชิวหาวิญญาณมีอะไรมากระทบผิวหนังลมพัดมาเย็นถูกผิวหนังรู้สึกเย็นผิวหนังกายะผิวหนังก็เกิดแล้วมันก็เกิดความรู้สึกทางกายที่เรียกว่ากายะวิญญาณนั้นพออะไรเกิดจิต จิตมันก็ได้รับอันนั้นแปลว่าเดี๋ยวเรียกว่าจิต
เดี๋ยวเรียกมโนรูปเรื่องของความคิดมันมากระทบเข้ากับจิตที่เรียกว่าไอเดียรถูกแล้วกับสิ่งที่มากระทบจิต จิตมากระทบทางใจเรียกมโนวิญญาณนั้นเราจึงได้ทั้ง 6 ชุด ชุดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจมีทั้ง 6 ชุดก็มีข้างนอกมันก็นี่ขอพูดให้ถูกต้องจักรสนุวิญญาณ เกิดวิญญาณๆๆ จักรสุวิญญาณ โสตะวิญญาณ คานะวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ มโนวิญญาณเข้าใจแจ่มแจ้ง มองเห็นแจ่มแจ้ง ดูเหมือนศึกษาวิทยาศาสตร์ที่พูดไม่เกี่ยวกับมานะชะญาเป็นรูปแบบของวิทยาศาสตร์มีจะเป็นนามธรรมเป็นรูปแบบของวิทยาศาสตร์ไม่ใช่รูปแบบของมานะชะยา ถ้ามานะชะยามันเป็นรูปแบบเอามาใช้ไม่ได้ตากับรูปถึงกันเกิดการเห็นทางตามันคืออะไร
ถ้าต้องคำนวณมันจะต้องศึกษาเรื่องหู จมูก ลิ้น กาย ใจเหมือนกันย้อนมาต้นยกตัวอย่างเรื่องทางตา ตาเกิดขึ้นแล้วเกี่ยวกับรูปเกิดขึ้นแล้วแล้วก็เกิดจักรสุวิญญาณอย่างนี้เรียกว่าเกิดขึ้นมา 2 ขัน 2ขันเกิดขึ้นแล้วคือรูปขันได้เกิดขึ้นแล้วรูปขันก็คือตาที่เป็นภายในคือตา ที่เป็นภายนอกคือรูปขัน รูปขันได้ทำหน้าที่แล้วนี่วิญญาณขันได้เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นแล้ว 2 ขันในขันทั้ง 5 ได้เกิดขึ้นแล้ว 2 ขันรูปขันนั้นคือตากับรูป ตาข้างใน รูปข้างนอก เกิดรูปขันแล้วมันเกิดการเห็นแจ้งทางตาก็คือวิญญาณขันก็คือวิญญาณทางตาเกิดขึ้นแล้วทีนี้ตานี้ด้วยรูป ด้วยตา วิญญาณขัน 3อย่างนี้มันทำงานร่วมกันก็เรียกว่าผัสสะคือสัมผัส พอมีสัมผัสแล้วหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องเกิดเวทนา เวทนาขันคือสบายตาหรือไม่สบายตา มันเป็นสุขแก่ตา หรือมันเป็นทุกข์แก่ตาเรียกเวทนาขันที่เกิดแล้วทางตา ที่ว่าเวทนาขันเกิดแล้วอย่างนี้แต่สัญญามันก็มุ่งหมายเอาค่าของเวทนาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เป็นสุขเวทนา เป็นทุกข์เวทนาสำคัญเรื่องสุขหรือทุกข์ถ้ามันกว้างออกไปมันก็ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายมันขยายตัวไปได้ไกลมันสัญญาแปลว่าจำได้สำคัญได้ เช่นตามันเห็นรูปของเพศชายหรือหญิงสัญญามันก็บอกว่าชาย หรือหญิงไอ้รูปเป็นรูปอะไรรูปเพศชายหรือหญิงควรจะเอาหรือไม่ควรจะเอาเพราะว่ามันเป็นสัญญามั่นหมายอย่างนี้เรียกว่าสัญญาขันจำได้ว่ารูปอะไรรูปขาวรูปแดง รูปดีรูปชั่วมันจำได้สำคัญว่าเป็นอย่างนั้นนี่สัญญาขันเกิดแล้วถ้าไม่เข้าใจก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะศึกษาธรรมะก็เกิดสัญญาขันถ้าสัญญาขันเกิดขึ้น
แล้วทีนี้มันก็เกิดความคิดเพราะสัญญานั่นแหละสัญญามันหมายความว่าอย่างไรก็จะทำสิ่งที่ได้อย่างนั้นความคิดที่จะเอาจะมีมันเกิดขึ้นที่เป็นตัวความคิดเรียกว่าสังขารก็แปลกันตรงๆแปลว่าความคิดนั่นคือสังขาร สังขารขันก็เกิดแล้วมันก็เป็นความคิดขึ้นมาเช่นดอกไม้สวยความคิดมันก็เกิดขึ้นอยากได้แล้วมันก็อยากไปเด็ดเอาหรือเกิดความคิดอย่างอื่นมันก็เป็นอย่างอื่นมันแล้วแต่ว่าเวทนาสัญญามันเป็นอย่างไรเวทนาฝ่ายหน้าความคิดพอใจที่จะเอาเวทนาฝ่ายไม่น่ารักน่าพอใจหมายมั่นว่าเป็นศัตรูมันก็ไม่คิดที่จะเอาที่จะทำลายนี่เรื่องสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนาถ้าไม่เข้าใจขันทั้ง 5 ก็ไม่เข้าใจหลักพระพุทธศาสนานั่นจึงขอร้องว่าเวลาไหนไปทบทวนซ้ำๆไอ้สิ่งทั้ง 5 นี้ชัดเจนเหมือนเราเข้าใจวัตถุในห้องทดลองวิทยาศาสตร์จึงจะได้ไปทบทวนให้มันมีความเข้าใจเมื่อตาเห็นรูปเกิดรูปขันรูปขันข้างในคือตา รูปขันข้างนอกคือสิ่งที่เราเห็นนี่คือรูปขัน เมื่อตาถึงเข้ากับรูปเกิดรูปขันทั้ง 2 เจอกันเกิดจักรสุวิญญาณนี้ 3 อย่างนี้เป็นผัสสะก็เกิดเวทนาสบายแก่ตา ไม่สบายแก่ตานี่เรียกเวทนาขัน
เวทนาขันก็แปลว่าฟิลลิ่งไอ้วิญญาณก็ใช้ภาษาฝรั่งว่าคอนชัดเลตนี้มันเกิดเวทนาขันความสบายตา ไม่สบายตา ก็เกิดสัญญาความสำคัญมั่นหมายเรียกเพอเซกชั่นต่อฟิลลิ่งไอ้อันนี้เรียกว่าสัญญาขัน ทีนี้สัญญาขันทำไปอย่างไรมันก็เกิดความคิดอย่างใดอย่างหนึ่งต่อสัญญานั้นนี่เรียกสังขารขันเรียกว่าพ็อกสิ่งที่จะใช้ทำกรรม กรรมิตฟอร์เมชั่นมันคิดจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไปศึกษาแล้วศึกษาอีกทุกสิ่งที่มันมี จะไปศึกษารับหลังอ่านหนังสือไม่ได้ศึกษาเรื่องตา ตามันเห็นรูป เรื่องหูหูได้ยินเสียง เรื่องกลิ่นจมูกมันได้กลิ่น เรื่องรสเมื่อลิ้นมันกำลังมีรส
เวลากินข้าวเคี้ยวอะไรอร่อยศึกษาเรื่องลิ้นกับรส ชิวหาวิญญาณแล้วก็เวทนา สังขาร วิญญาณไปตามเรื่องเวลาเกี่ยวข้องกับสิ่งนี้ไปตามเรื่องนี้เป็นเวลาที่ศึกษาจากตัวจริงและศึกษาจากภายในว่าหนังสือมันเป็นเรื่องจำมันเอาไปใช้ไม่ได้ ข้อต่อไปเราต้องรู้จักความรู้สึกจะศึกษารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เรียกว่าขันเดี๋ยวนี้เชื่อว่าทุกคนคงจะเข้าใจได้ว่าขันทั้ง 5 มันอยู่คราวเดียวทั้ง 5 หรือว่ามันแยกกันทีละอย่างคุณจะเชื่อใครมันมาบอกคุณว่าเกิดทีเดียวทั้ง 5 คุณก็เอาไอ้ความเห็นจริงของตัวเองเป็นหลักว่ามันเกิดพร้อมกันทีเดียวทั้ง 5 ได้ไหมมันไม่มีที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าไอ้คนเราประกอบอยู่ด้วยขันทั้ง 5 และอยู่ด้วยธาตุทั้ง 6 มีพร้อมกันในคราเดียวกันไม่ได้มันเกิดจากจิตแล้วมันจึงเกิดรูปขันแล้วจึงเกิดเวทนาขัน เวทนาขันเสร็จแล้วจึงเกิดสัญญาขันแล้วจึงเกิดสังขารขันมันเกิดต่อๆกันไปอย่างนี้ทีนี้จิตมันเหมือนก้าวอี้ตัวเล็กๆนั่งได้คนเดียวมันทำอะไรอย่างหนึ่งได้อย่างเดียวก็ทำไปตามลำดับเมื่อรูปขันเกิดแล้ววิญญาณขันเกิดก็ดับไปได้ สัญญาขันเกิดก็ดับไปได้เวทนาขันเกิดก็ดับไปได้แต่มันสำคัญอยู่ว่ามันเกิดให้รู้นี่เป็นการอธิบายล่วงหน้าว่า เวทนาขันเป็นตัวตน หรือสัญญาขันเป็นตัวตน หรือสังขารขันเป็นตัวตนหรือวิญญาณขันเป็นตัวตนเอารูปขันร่างกายนี้เป็นตัวตนเด็กๆมันก็รู้สึกว่าร่างกายเป้สนตัวตน อะไรมากระทบตนมันก็ว่าเป็นตัวตนเด็กๆเขาเซไปถูกก้อนหินเขาโกรธก้อนหินนั้น
นี่ความสำคัญเป็นตัวตนหัวของเรามันถูกก้อนหินก้อนหินเป็นตัวตนมันยากทำลายก้อนหินในฐานะเป็นตัวฝ่ายปอระปักในร่างกายอาจถูกหลงยึดว่าเป็นตัวตนก็ได้เวทนาว่าเป็นสุขเป็นทุกข์ว่าอร่อยไม่อร่อยมันถูกยึดถือเป็นตัวตนค่าสูงสุดมันอยู่ที่เวทนาคนเรามันเป็นธาตุของอารมณ์เป็นธาตุของเวทนาเอาเวทนาเป็นตัวตนก็ได้ว่าขันเท่านั้นเกิดขึ้นมาอย่างนี้เท่านั้นไม่ใช่ตัวตนในกรณีคนอื่นก็เอาสัญญาขันเป็นตัวตนเพรามันจำอะไรได้สัญญามั่นหมายได้ในกรณีนั้นก็เอาสัญญาขันเป็นตัวตนในกรณีอื่นคนอื่นก็เอาสังขารขันเป็นตัวตนคือคิดนึกได้ก็เอาสังขารขันเป็นตัวตนมานะชะยาชะนิตาฉันคิดได้ทั้งนั้นฉันมีอยู่เพราะมันคิดได้ว่าฉันเป็นตัวตนของมันฉันจึงมีอยู่มันมีคนคิดนึกอย่างนี้มาตั้งแต่พุทธกาลว่านายคนนี้เพิ่งมองเห็นเพิ่งบัญญัตินั้นขันทั้ง 5 ที่คนเขลามองเห็นว่าขันใดขันหนึ่งว่าขันทั้ง 5 เป็นตัวตนโดยมากมันจะเป็นอยู่ที่ขันขันหนึ่งลืมวิญญาณทั้ง 5ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
บางทีก็ถูกยึดถือว่าเป็นตัวตนได้ง่ายเท่ากับสังขารขันเหมือนกัน สังขารขันมันเป็นตัวคิดถูกยึดถือได้ง่ายแต่วิญญาณขันที่จะถูกรู้แจ้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจมันก็ถูกยึดถือเป็นตัวตนได้ทำงานก็ว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นตัวตนเป็นเจตตะพุทธ เป็นชีโว เป็นบุคคลเขาก็มีสอนกันลัทธิอื่นส่วนในพระพุทธศาสนาเห็นเป็นธรรมชาติเท่านั้น ธรรมชาติที่รู้สึกได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเท่านั้นนั้นขอให้รู้จักขัน 5 ล้วนๆเป็นอย่างนี้และขัน 5 ที่ถูกยึดถือเป็นตัวตนมันก็ชุดเดิมแต่มันถูกยึดถือเป็นตัวตน
พอยึดถือเป็นตัวตนก็เป็นทุกข์มันต้องมีความทุกข์ที่มีความยึดถือว่าเป็นตัวตนเป็นของตนมันต้องการจะเป็นไปอย่างที่ตนต้องการแล้วมันก็เป็นไปไม่ได้แล้วพอเอามาเป็นตัวตนมันก็ผูกมัดตนมันก็ต้องทนทรมานถ้าเราถือเอาทรัพย์สมบัติเงินทองเป็นของเรามันก็ต้องเป็นทุกข์เพราะเราถือเอาเงินทองข้าวของเป็นของเราถ้าเราไม่ถือเอาเงินทองข้าวของเป็นของเรามันก็ไม่เป็นทุกข์ร่างกายก็เหมือนกันรูปก็ดีเวทนาสังขาร วิญญาณก็ดีถ้าไม่ยึดถือว่าเป็นเราเราก็ไม่เป็นทุกข์ถ้าเราไม่ยึดถือสิ่งไหนว่าเป็นของเราสิ่งนั้นก็ไม่ทำความทุกข์ให้เรานี้ในทางภายนอกเรานับถือทรัพย์สมบัติบุตรภรรยาสามีว่าเป็นของเรามันก็เป็นทุกข์เรื่องความเกิด แก่ ตายถ้ามันเป็นของธรรมชาติก็แล้วไปแต่ถ้ามันเป็นของเรามันก็เป็นทุกข์
เดี๋ยวนี้เรายึดอยู่ว่าเป็นของเราเพราะความเกิด แก่ เจ็บ ตายจึงสอนให้รู้ว่าทั้งหมดเป็นธรรมชาติตามกฎปรุงแต่งเรื่องขัน อายันตะนะนั้นอย่าไปเอามาเป็นของตนมันก็ไม่เป็นทุกข์มี 3 เรื่องนี้มันมาเป็นทุกข์เรื่องขันทั้ง 5 ว่าเป็นตัวตนก็มีวิธีสอนความยึดถือนั้นพอความทุกข์จางไปเรื่องก็จบความทุกข์ดับนั้นมันมีความยึดถือเรื่องขัน 5 มนก็เป็นทุกข์มันก็ต่อๆกันไปซ้ำๆซากๆถ้ามีความรู้มองเห็นชัดมันไม่ถือว่าเป็นตัวตนมันก็ไม่ทุกข์ก็เรียกตัดความยึดถือซะได้เรื่องก็จบก็บรรลุมรรคผลนิพพานนิพพานนั้นคือมันไม่มีความยึดถือเป็นตัวตนเลยก็ขั้นมรรคผลแต่ละขั้นมันยึดถือตัวตนบางส่วนตามมากตามน้อยมันก็มีทุกข์น้อยลงตามว่าลดความยึดถือลงเท่าไรนี่เอาเป็นว่าประมวนปรมัตถ์ธรรมที่คนธรรมดาควรจะทราบมันมีอยู่ 3 กลุ่มเท่านั้นคือกลุ่มธาตุทั้ง 6แล้วก็กลุ่มอายันตะนะทั้ง 6 และก็กลุ่มขันทั้ง 5 ไอ้กลุ่มขัน 5 มีอยู่ 2 ความหมายคือกลุ่มขัน 5 ที่มีความยึดถือว่าตัวตนหรือขัน 5 ที่ไม่มีความยึดถือว่าตัวตนและขัน 5 ที่เกิดกับคนธรรมดาสามัญและคนธรรมดาสามัญคือความยึดถือว่าตัวตนทั้งนั้นแหละและเรายังมีอวิชชายังหลงอยู่นี่ขัน 5 ที่ไม่ถูกยึดถือว่ามีตัวตนมีแต่ขัน 5 ของผู้ที่เป็นพระอรหันต์แล้วพระอรหันต์เป็นขันที่บริสุทธิ์มีสันดารอันบริสุทธิ์คือขันนั้นไม่มีอวิชชาทีมีตัวตนเพราะว่าพระอรหันต์ไม่มีตัวตนทีนี้ขัน 5 เกิดขึ้นตามธรรมชาติแล้วก็บริสุทธิ์เฉพาะที่ไม่มีอวิชชา
ถ้าปุถุชนยังมีอวิชชาขันนั้นก็ถูกยึดถือตามส่วนเช่นรูปขันก็ถูกยึดถือ เวทนาขันก็ถูกยึดถือตามโอกาสเพราะว่ามันให้เกิดความรู้สึกพอใจไม่พอใจเรามันเป็นธาตุของอารมณ์ทั้งนั้นอวิชชาแล้วก็ยึดถือส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นตัวเราเป็นของเราถ้าได้อย่างใจเรามันก็โง่ก็พอใจถ้าไม่ได้ตามพอใจมันก็ไม่พอใจก็โง่อย่างคนไม่พอใจพอใจหรือไม่พอใจมันเป็นเรื่องของความยึดถือเป็นความทุกข์ความพอใจไม่พอใจทำให้เกิดเรื่องต่อกันไปยืดยาวมากมายทีเดียวในขันทั้ง 5 นี้คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ท่านแสดงไว้ว่าเวทนาขันนั่นตัวร้ายเป็นตัวทำให้มีเรื่องให้ควบคุมกันให้ดีที่สุด คือความพอใจ ไม่พอใจความยินดี ไม่ยินดี ความสุข ความทุกข์ ความอร่อย ความไม่อร่อยอะไรก็ตามที่มันเป็นเวทนาขันเป็นขันที่ 2 ที่ร้ายกาจที่สุดต้องรู้จักดีต้องควบคุมได้ก็จะไม่มีความทุกข์นี้
ก็ถือเป็นหน้าที่อันสูงสุดที่จะต้องรู้จักไอ้พฤติต่างๆของจิตและควบคุมไว้ให้ได้อย่างให้เป็นไปในทางที่ไม่เป็นทุกข์
ถ้าพูดกันอย่างละเอียดแล้วมันต้องพูดถึงปะติจะสะมุบาทเรื่องเดียวกันแต่ซอยไปเป็น 11 ตอนจึงไม่ได้เอามาพูดมันก็รวมอยู่ในเรื่องขันทั้ง 5 สนใจก็ไปหาศึกษาเรื่องปะติจะสะมุบาทจะพบรายละเอียดมากกว่านี้แต่โดยเค้าโครงมันก็มีเรื่องธาตุอายันตะนะขึ้นมาทำงานแล้วมันจะเกิดขันขึ้นมา ขันขึ้นมาแล้วก็ยึดถือมันจะเป็นทุกข์ถ้าโง่ไปยึดมั่นถือมั่นมันจะเป็นทุกข์โดยไม่รู้สึกตัวมีสติพอ มีปัญญาพอมันก็ไม่เป็นทุกข์นั้นเมื่อเราเห็นรูปที่สวยงามเรามีสติปัญญาพอเราก็มีจิตใจที่ไม่เป็นทุกข์หรือเราเห็นรูปเป็นที่ไม่พอใจที่สุดถ้าเรามีสติพอปัญญาพอเรารู้สึกว่าเป็นไปตามธรรมชาติเราควบคุมได้เราไม่เคยโกรธแคล้นเมื่อเห็นหน้าศัตรูลองไปคำนวณว่าถ้ามีสติแล้วมันจะมีประโยชน์สักกี่มากน้อยอย่างไรโดยไม่มีความทุกข์จะมีศัตรูหรือไม่มีศัตรูมันก็ทำให้จิตใจเป็นทุกข์ไม่ได้ก็มีปัญญามีสติว่าต้องจัดการอย่างไรมีศัตรูไม่มีศัตรูแล้วก็ทำไปได้โดยไม่ต้องเป็นทุกข์และก็เป็นสิ่งประเสริฐแห่งมนุษย์รู้เรื่องดับทุกข์
เรื่องเกิดทุกข์เรื่องเหตุแห่งทุกข์รู้เรื่องทางให้เห็นความดับแห่งทุกข์มันอยู่ที่ว่าควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไว้ได้ก็ไม่เกิดทุกข์เรื่องอริยะสัจ 4 ก็รวมอยู่ที่นี่ไปดูว่ามันเกิดทุกข์อย่างไรและเราก็ได้ดับทุกข์เรื่องอริยะสัจ 4 มันก็รวมอยู่ในเรื่องของขัน 5 เกิดขึ้นมาอย่างไรจึงให้ถือเอาไอ้ 3 เรื่องนี้เป็นสำคัญเป็นหัวข้อสำคัญเรื่องธาตุ เรื่ออายันตะนะ เรื่องขันเข้าใจเรื่องนี้ก็ไปเข้าใจเรื่องอื่นๆเรื่องปะติจะสะมุบาทเรื่องอริยะสัจ 4 ได้แล้วก็จะรู้จักเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ว่าเป็นพระพุทธเจ้าจิตที่รู้เรื่องนี้เป็นพระพุทธเจ้า ความรู้เรื่องนี้เป็นพระธรรมที่เราปฏิบัติได้เป็นพระสงฆ์เราเป็นพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ซะเองเลยมันไปไกลถึงขนาดนั้นถ้าเรารู้เรื่องนี้ตัดกระแสแห่งความทุกข์เสียได้มันก็เป็นพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ที่รู้เรื่องนี้คือจิตเป็นพระพุทธ ความจริงข้อนี้เป็นพระธรรม การกระทำเป็นพระสงฆ์เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริงที่จริงๆหรือกล้าพูดว่าเราเป็นซะเอง เป็นพระพุทธ เป็นพระธรรม พระสงฆ์ในรูปแบบอย่างนี้เองมันจะมีประโยชน์ถึงที่สุดอย่างนี้ นี่โดยย่อยมันเป็นอย่างนี้ขอให้ไปศึกษาโดยรายละเอียดต่อไปทุกๆเรื่องมันจะมารวมอยู่ที่ตรงนี้แม้แต่เรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มันก็มารวมอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดิน น้ำ ลม ไฟอะไรต่างๆพูดมากไปเกือบ 2 ชั่วโมงแล้วมันจะต้องขอให้ทบทวนเรื่องพระธรรมมันมี 4 ความหมายตัวธรรมชาติ ตัวกฎธรรมชาติ ตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ตัวผลจากหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติเรามีธรรมทุกความหมายอยู่ในตัวเราลองมองดูให้เห็น
มองเห็นแล้วจะรู้เรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส บทตะพระ ธรรมมารมย์นี่จะพบ เรื่องวิญญาณ ผัสสะ เวทนาจะพบที่พื้นฐานก็คือดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณจะพบเรื่องรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นไปอยู่ในชีวิตประจำวันอันนี้อย่างไรร่างกายนี้ประกอบด้วยธาตุทั้ง 6 อย่างไร เป็นที่ตั้งแห่งอายันตะนะอย่างไร อายันตะนะทำหน้าที่แล้วจะเกิดขัน 5 อย่างไรถ้ายึดถือก็เป็นทุกข์ไม่ยึดถือก็ไม่เป็นทุกข์ต่อไปนี้ก็ไปศึกษาเรื่องไม่ยึดถือให้มากขึ้นแล้วมันก็ไม่ยากอะไรพอไปรู้จักแล้วมึนก็ไม่ยึดถือเองจริงมันจะตัดคำว่ายึดถือเองแล้วมันก็ไม่ยึดถือขอแสดงความหวังว่าทุกคนคงจะไปทบทวนไปใคร่ควรไปศึกษาเรื่องมองเห็นจริงเรื่อง 3 เรื่องคือหัวข้อของปรมัตถ์ธรรม 3 เรื่อง เรื่องธาตุ อายันตะนะหรือเรื่องขันเข้าใจเรื่องนี้แล้วรับลองว่าเรื่องอื่นๆจะเป็นเรื่องง่ายไปหมดแล้วมานั่ง
ที่นี่ก็คงจะได้ผลคุ้มอุตส่าห์ขึ้นมาเรียนเรื่องธรรมชาติ เมื่อนั่งกับธรรมชาติ เมื่อใกล้ชิดกับธรรมชาติพระพุทธเจ้าหรือพระศาสดาของทุกๆศาสนาล้วนแต่ตรัสรู้ในป่าตามธรรมชาติถือโอกาสมานั่งตามธรรมชาติมาศึกษาตามธรรมชาติบนนี้ไม่ใช่แกล้งให้ลำบากเล่นมานั่งบนนี้อาตมาว่าเหนื่อยที่ต้องขึ้นมานั่งกันบนนี้และด้วยเหตุมันเป็นผลดีมันมีอากาศเหมาะแก่การศึกษาธรรมะเป็นอันว่ายุติการบรรยายวันนี้ไว้เพียงเท่านี้


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |