<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/34574" type="text/javascript"></script> |
|
พระธรรมจักรซึ่งไม่มีใครต้านทานได้
อาตมาจะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนาเป็นเครื่องประดับสติปัญญาส่งเสริมศรัทธาความเชื่ออริยะความพากเพียรของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัทให้เจริญงอกงามก้าวหน้าตามทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดาอันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลายกว่าจะยุติลงด้วยความสมควรแก่เวลาธรรมเทศนา
post ครั้งแรก: Fri 11 January 2008, 5:28 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 22 January 2008, 11:17 am
|
ในโอกาสนี้ท่านทั้งหลายก็ทราบได้ว่าปรารถอาสาฬหบูชาซึ่งเวียนมาครบรอบแต่ละปีๆวันนี้เราจะประกอบพิธีอาสาฬหบูชาเพื่อให้สำเร็จประโยชน์เต็มหรือมากเท่าที่จะมากได้จึงต้องทำความเข้าใจแก่กันและกันก่อนดังนั้นธรรมเทศนานี้จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งกิจกรรมนั้นขอให้ท่านทั้งหลายตั้งใจฟังให้ดีๆการกระทำก็จะมีประโยชน์จริงหรือคุ้มค่าของเวลาท่านทั้งหลายเป็นอันมากมาจากที่ไกลถ้าไม่ได้อะไรคุ้มกันมันจะเป็นอย่างไรลองคิดดูมันน่าเวทนา น่าสงสารน่าหัวเราะ

ขอให้สำเร็จประโยชน์คือให้ได้อะไรคุ้มกันกับการมา ข้อแรกเราประกอบพิธีเป็นการต้อนรับที่มีอยู่ในวันอาสาฬห์บุญมีเช่นวันนี้คือเป็นวันที่พระพุทธองค์ประกาศพระธรรมจักรที่เป็นไปในโลกซึ่งไม่มีใครต้านทานได้จะเป็นสมณะ เป็นพรมทั่วไปในจักรวาลนี้ไม่ใครต้านทานได้ข้อนี้ก็น่าจะรู้เหมือนกันว่าทำไมพระบาลีจึงว่าไม่มีใครต้านทานได้ก็เพราะว่าเป็นความจริงยิ่งพิสูจน์ยิ่งเห็นจริงยิ่งพิสูจน์ผู้พิสูจน์ก็ยิ่งพ่ายแพ้ต่อความจริงและความเป็นจริงนั้นมันก็มีอยู่ว่ามีสมณะ หรือพราหมณ์ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายเป็นอันมากมีอยู่ในประเทศอินเดียในสมัยนั้นซึ่งพร้อมที่คัดค้านต้านทานอยู่เสมอพระพุทธองค์ก็ได้ทรงอุบัติขึ้นมาสอนธรรมะอันใหม่แปลกไปจากเดิม
ถ้ากล่าวโดยสรุปท่านทั้งหลายควรจะจำไว้สั้นๆว่าลัทธิของเดิมนั้นเขามีสิ่งที่เรียกว่าอาตมันได้ท่องเที่ยวไปในวัฎสงสารจนรู้ดีรู้ชั่วพ้นออกไปจากดีจากชั่วได้เหมือนกันและไปอยู่เป็นตัวตนนิรันดรจำไว้ตรงนี้จนพระพุทธองค์อุบัติขึ้นมาสั่งสอนอย่างเดียวกันแต่ไม่มีอัตรามีแต่จิตเท่านั้นจิตเป็นรู้สิ่งทั้งปวงจนไม่ยึดในดีในชั่วเหมือนกันเสร็จแล้วมันกลายเป็นความว่างนิรันดรฝ่ายพราหมณ์อินเดียดูก็ตามเขาประจบกันที่ตัวตนนิรันดรฝ่ายพุทธนี้จุดจบว่าว่างนิรันดรว่างจากกิเลส ความทุกข์ ตัวตน ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงจิตเข้าถึงความว่างนิรันดรจุดจบมันอย่างนั้นจำไว้ง่ายๆจะไม่ต้องเถียงกันว่าอันหนึ่งมันไปถึงตัวตนนิรันดร อันนี้มันไปถึงความว่างนิรันดรๆพระพุทูเจ้าก็ตรัสอย่างนี้ใครจะค้านก็ค้านมันปรากฏว่าไม่มีใครค้านท่านตรัสนี้ตรัสเรื่องอริยะสัจไม่ต้องพูดเรื่องตายแล้วหลังตายมันไม่มีทุกข์ด้วยประการทั้งปวง
เมื่อดำรงชีวิตอยู่ด้วยหลักธรรมอันนี้อริยะมรรคมีองค์8ก็ไม่มีความทุกข์ด้วยประการทั้งปวงเรียกว่ามันไม่มีตัวตนอยู่นิรันดรยึดมั่นถือมั่นนี่ความต่างกันเมื่อธรรมจักรของพระองค์กล่าวไปอย่างนี้ก็ไม่มีลัทธิไหน ศาสดาไหน จะคัดค้านได้ตามบาลีว่าอับปะติวัตติยังคือให้ถอยจับอันนี้พุ่งออกไปแล้วก็ไม่มีอะไรให้ถอยกลับได้บาลีว่าอย่างนี้พระพุทธองค์ประกาศธรรมจักรแล้วไม่มีใครตีโต้ให้ถอยกลับได้เป็นสมณะ เทพ พรมอะไรก็สุดแท้ใจความสำคัญของวันอาสาฬห์บุญมีมันเป็นวันเพ็ญเช่นวันนี้พระองค์ประกาศธรรมจักรแล้วก็ประกาศอาณาอำนาจเป็นอำนาจทางจิตทางวิญญาณมันเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญของคนมีปัญญาคนโง่ก็ไม่มีอะไรแต่มันก็มีความหมายมากสำหรับคนมีปัญญาว่าต่อไปนี้จะชนะความทุกข์ถึงที่สุดพูดกันตรงๆอย่างไม่เกรงใจเขาไปจบอยู่ที่ตัวตนนิรันดรมันก็มีตัวตนนิรันดรเป้นภาระเดี๋ยวนี้เราเลิกไม่มีตัวตนมีแต่จิตหลุดพ้นถึงความว่างที่สุด ว่างจากกิเลส ตัวตน ความทุกข์ ปัญหา อะไรทุกอย่างก็เรียกว่านิพพานถึงได้ตั้งแต่ยังไม่ตายพอถึงแล้วก็ไม่ต้องตายถึงความว่างจากตัวตนคำสอนอย่างนี้ยังไม่มีใครสอนก่อนหน้านั้นยังไม่มีใครสอนแม้คำสอนที่ว่าหลุดพ้นตัวตนนิรันดรเป็นคำสอนที่หลังสุดเหมือนกันพระพุทธเจ้ายังหลังกว่านั้นก่อนนั้นก็มีไปตามเรื่องของเขาเชื่ออะไรเคารพบูชาสิ่งเหล่านั้นเป็นพวกๆไปยกตัวอย่างอีกข้อหนึ่งที่ว่าก่อนนี้ในอินเดียเขาก็สอนว่านรกอยู่ใต้ดิน สวรรค์อยู่บนฟ้ากันอยู่ตลอดเวลาเป็นที่เชื่อถือกันทั่วไปในประชาชนทั้งหลายพระพุทูเจ้าท่านเกิดขึ้นในหมู่คนที่เขาเชื่อกันฝังหัวท่านก็ไม่คัดค้านใช้สำนวนไปว่าทำดีไปสุคติไปสวรรค์ทำชั่วไปสุคติไปนรกพูดอย่างนี้
ไม่ตองไปเถียงกันว่านรกอยู่ใต้ดิน สวรรค์อยู่บนฟ้าจริงหรือไม่เรื่องนี่ไม่ต้องพูดต่อมาวันหนึ่งพระพุทูเจ้าท่านตรัสว่าสะรานิกะนิยามะยาทิฐานรกเป็นไปทางอายันตะนะทั้ง 6 ฉันเห็นแล้วสะรายะตะนิสักคา มะยาทิฐาสวรรค์ไปในทางอายันตะนะทั้ง 6 ฉันเห็นแล้วนี่ลองคิดดูมีความหมายที่สำคัญพิเศษอยู่อย่างหนึ่งว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่กล่าวคำคัดค้านขัดแย้งแก่ใครๆเขาจะว่าอย่างไรก็ไม่คัดค้านแต่ตัวเองต้องการพูดอะไรก็พูดออกไปในลักษณะที่ไม่คัดค้านไอ้พุทธบริษัทนอกรีดมันชอบคัดค้านทะเลาะกันเองไม่เอาอย่างพระพุทธเจ้าจะไม่กล่าวความขัดแย้งกับใครนี่เห็นว่าเขาพูดกันอยู่ว่านรกอยู่ใต้ดินสวรรค์อยู่บนฟ้าก็ตามใจก็บอกว่ามันอยู่ทีอายันตะนะเพราะฉันเห็นแล้วด้วยฉันอธิบายไปตามที่จะเป็นอย่างไรคือว่าเมื่อมันทำผิดเวทนาผิดที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจมันก็เป็นนรกขึ้นมาที่นั่นไม่ต้องรอตอนตายแล้วสวรรค์ก็เหมือนกันเมื่อปฏิบัติให้ถูกต้องผัสสะ เวทนามันก็ไม่มีความทุกข์เป็นสวรรค์อยู่ที่นั่นแม้แต่เรื่องเท่านี้ก็ไม่มีใครคัดค้านได้เพราะมันเห็นอยู่ด้วยตาว่าผิดที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นนรก ถูกที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นสวรรค์มันเชื่อใครนี่เขาเรียกว่าเชื่อตนเองตามหลักการามาสูตรขอร้องว่าช่วยกันศึกษาให้ดีมีประโยชน์มากนี่ขอโอกาสพูดเรื่องส่วนตัวสักหน่อยมันเกี่ยวข้องกัน
อาตมาบอกว่านรกมันอยู่ที่เมื่อมันเกลียดขี้หน้าตัวเอง สวรรค์มันอยู่เมื่อยกมือไหว้ตัวเองได้ความหมายไม่ต่างจากพระพุทธเจ้าแต่มีคนเขียนจดหมายมาด่าว่าท่านพุทธธาตุเป็นมัจฉาทิฐิยกเลิกสวรรค์ยกเลิกนรกด่าตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็มีนี่เรียกว่าต่างกันใครจะชอบก็ตัดสินใจเอาเองว่านรกอยู่ที่ไหนมันจะอยู่ที่นรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้าหรืออยู่ที่อายันตะนะถูกหรือผิดนี่คือว่ามันพอใจตัวเองหรือเกลียดตัวเองนี่เป็นตัวอย่างที่ว่าใครต้านทานให้หมุนกลับไม่ได้เพราะว่านรกของผู้มีปัญญามันอยู่ที่ในอกในใจของคนโง่มันอยู่ใต้ดิน บนฟ้าไกลลิบได้ตอนตายแล้วส่วนนรกสวรรค์ของผู้มีปัญญามันอยู่ในอกในใจมันได้ที่นี่เดี๋ยวนี้ทันทีที่ทำอย่างนั้นนี่มันก็คงจะช่วยได้บ้างให้พุทธบริษัทเรารู้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นอย่างไรๆมันกล่าวไปตามหลักของพระพุทธศาสนามันก็ไม่ตรงกัน
แต่ไม่กล่าวอย่างขัดแย้งทะเลาะกันกล่าวไว้เลือกเอาเองชอบใจอย่างไรก็เลือกอย่างนั้นนี่เป็นตัวอย่างของอะวัตติตังสมะเนโนวาประกาศไปแล้วไม่มีใครต่อต้านในโลกมีเหตุการณ์สำคัญที่พุทธบริษัทต้องเอามาทำไว้ในใจให้สำเร็จประโยชน์ต่อไปคือดับทุกข์ของตนและบูชาความประเสริฐความมีประโยชน์ที่สุดสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสในวันนี้คือธรรมมาจักรกัปวัตนะสูตรเดินหน้าบูชาคือประกาศความพ่ายแพ้กับความทุกข์ให้มนุษย์
เดี๋ยวนี้มีธรรมจักรชนิดที่ทำลายความทุกข์ได้แล้วยังมีส่วนที่ว่าสูงสุดขึ้นไปจนถึงที่สุดไม่มีใครจะบัญญัติคำสอนสูงกว่านี้มันสูงสุดนี่เรียกว่าควรบูชาเพราะฉะนั้นเราจึงมาทำการบูชากันเป็นพิธีรีตองสนุกสนานอย่างนั้นไม่ถูกไม่เป็นพุทธบริษัทต้องถูกต้องพอใจถือเอาเป็นสรณะจึงจะเรียกว่าบูชาที่แท้จริงเราต้องทำในใจให้ถูกต้องคือพอใจเรื่องนี้แล้วจึงจะเป็นการบูชานี่เป็นข้อแรกที่ต้องทำความเข้าใจทีนี้ข้อถัดมาว่าวันนี้คือวันอาสาฬหบูชาเป็นวันพระธรรมโดยเรียงลำดับมาว่าวันวิสาขบูชาเป็นวันพระพุทธเจ้า กำหนดไว้ว่าเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานวันนี้เป็นวันพระพุทธเจ้ามาถึงวันนี้เป็นวันอาสาฬหบูชาเป็นวันพระธรรมคือเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประกาศธรรมเป็นครั้งแรกข้างในโลกจนได้นามว่าปฐมเทศนาหมายความว่าคือธรรมจักรกัปวัฒนะสูติคือพระธรรมได้ถูกเปิดเผยขึ้นมาในโลกในลักษณะที่ผิดแปลกในลักษณะที่ผิดแปลกหรือลักษณะที่เขากำลังรู้กันอยู่เราไม่ต้องเชื่อใครเรามีเหตุผลกันอยู่ว่าวันนี้เป็นวันพระธรรมที่ปรากฏออกมาแสดงออกมาแล้วมีดวงตาเห็นธรรมเพียงองค์เดียวแล้วจะเรียกว่าวันพระสงฆ์ได้อย่างไรใครจะเรียกว่าวันพระสงฆ์ก็ตามใจควรจะสนใจสิ่งที่เรียกว่าพระธรรมมันเป็นความหมายสำคัญของคำๆนี้ว่าพระธรรมดูกัน
โดยทั่วไปในชั้นแรกก็ว่าพระธรรมทำให้เกิดพระเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายขึ้นมาพระอรหันต์ทั้งหลายมีพระเจ้าเป็นประธานเกิดขึ้นมาในโลกก็เพราะพระธรรมเพราะรู้ธรรมวันรู้ธรรมนี่เรียกว่าพระธรรมได้ทำให้เกิดพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์พระธรรมนี้ยังเป็นทางมาแห่งความสงบสุขในโลกทั้งส่วนบุคคลและสังคมถ้ามีธรรมะโลกก็สันติสุขไม่ต้องเชื่อใครไปลองดูด้วยตนเองลองปฏิบัติธรรมก็ปฏิบัติจะเกิดความสันติสุขนี่เป็นใจความสำคัญของคำว่าธรรมในลัทธิอื่นก็มีพระธรรมก็มีความสุขตามแบบนั้นแต่เราไม่ชอบใจเราชอบที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ให้ได้บรรลุความสุขให้ได้สมบูรณ์อย่างสูงสุดอย่าเขลาไปนักว่าพระธรรมมีใช้แต่ในศาสนาตามที่สอนในโรงเรียนหลับตาสอนเด็กๆว่าธรรมะเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าธรรมมะมันเกิดก่อนศาสนาเมื่อคนๆหนึ่งก็มองเห็นหน้าที่ๆของชีวิตเขาเรียกว่าธรรมะ เขาเอาธรรมะไปใช้เพราะธรรมะมีความหมายว่ายกไปใช้ไม่พลัดตกลงไปมีความหมายอย่างนั้นเอามาเรียกใหม่ถึงหน้าที่ใครมีหน้าที่ๆก็จับยึดกันไว้ไม่พลัดตกลงไปนี่คือธรรมะบอกมาเลื่อยๆสูงขึ้นๆเป็นลัทธิศีลธรรม ลัทธิศาสนาจนเป็นธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนาสามารถทำให้หมดความทุกข์สิ้นเชิงธรรมะคือสิ่งที่ทำให้เกิดสันติสุข
มาเดี๋ยวนี้ก็อยากจะชีวิตธรรมะคือตัวชีวิต ขาดธรรมะต้องตายขาดหน้าที่แล้วมันต้องตายไม่ทำหน้าที่มือตีน แขนขา ตับไตไส้พุงไม่ทำหน้าที่มันก็ตายหรือว่าตัวเซลล์ที่ประกอบขึ้นเป็นชีวิตไม่ทำหน้าที่มันก็ตายอยู่ด้วยการที่สิ่งทั้งปวงทำหน้าที่ธรรมะคือหน้าที่เป็นชีวิตอยากให้ถือกันอย่างนี้ว่าธรรมะคือคู่ชีวิตอย่างคู่ผัวตัวเมียแยกกันอยู่สัก 3 เดือนก็ไม่ตายแต่คู่ชีวิตคือธรรมะคือหน้าที่เดี๋ยวก็ตายพอหยุดทำหน้าที่ของเซลล์ทั้งหลายมันก็ตายนี่ใครเป็นคู่ชีวิตหมายความว่าต้องมีกับชีวิตคู่ชีวิตอย่างยิ่งคือธรรมะออกไปจากชีวิตก็ตายทันมีควรจะรู้จักไว้ในลักษณะอย่างนี้แล้วก็ทำให้มีธรรมะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตอยู่ตลอดเวลาอย่าล้อเล่นกับธรรมะเอาทีนี้มันยังมีพิเศษที่ว่าพระพุทธองค์ตรัสว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรมผู้ใดไม่เห็นธรรมแม้จะจับจีวรของเราถือไว้ไปไหนไปด้วยกันก็ยังไม่ชื่อว่าเห็นเราก็เขาไม่เห็นธรรม ต่อเมื่อเขาเห็นธรรมไม่ต้องจับจีวรอยู่คนละยุคก็เห็นพระพุทธองค์มีความสำคัญอย่างนี้เห็นธรรมก็เห็นพระพุทธองค์ไม่เห็นธรรมก็ไม่เห็นพระพุทธองค์ไม่มีธรรมคือไม่มีพระพุทธองค์ไม่มีอะไรช่วยดับทุกข์ธรรมคืออะไร ตรัสไว้ในพระบาลีอื่นว่าผู้ใดเห็นปติจะสมุบาทผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรมๆไม่จำกัดว่าทีไหนเมื่อไหร่อะไรคือปติจะสมุบาทคำนี้ตามตัวหนังสือมีใจความว่าอาการที่อาศัยกันแล้วเกิดขึ้นมาอาการที่อาศัยกันแล้วดับลงไปอาการนี้เรียกปติจะสมุบาทผู้ใดเห็นอาการนี้เชื่อว่าเห็นปติจะสมุบาทชื่อว่าเห็นธรรมมันเลยเข้ากับบทต้นผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรมเห็นปติจะสมุบาทคือเห็นพระพุทธองค์โดยแท้จริงเมื่อเหลือบตาไปเห็นอาการที่อาศัยกันแล้วเกิดขึ้นมาอาการที่อาศัยกันแล้วดับลงไปก็เห็นสิ่งนั้นโดยประจักษ์เชื่อว่าเห็นปติจะสมุบาทเห็นธรรมและเห็นพระองค์มันเห็นได้ทั่วไปในที่ทุกหนทุกแห่งทุกเวลาแต่ว่าที่มันไม่เห็นก็เพราะว่ามันโง่ตามันไม่ลืมมันไม่เข้าใจจะเห็นว่าธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแยกกันก็ดับไปอย่างนี้ก็ได้ที่ใกล้กันก็ว่าตาอาศัยกันเกิดรูปและเกิดจักสุวิญญาณขึ้นมาเห็นว่ามีอยู่ในที่ทั่วไปเดี๋ยวนี้คุณจะมองไปทางไหนมองไปที่ใบไม้มันก็มีอะไรอาศัยกันเกิดขึ้นเป็นใบไม้ถ้าไม่อาศัยกันมันไม่มีใบไม้มันอาศัยกันดับลงไปหล่นลงไปบนกิ่งไม่ก็ดีแต่มันไม่เห็นการอาศัยกันใครเห็นว่ามันเที่ยงแท้มันโง่ท่านที่เห็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอดยู่เสมออาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลงอยู่เสมอดูไปที่ต้นไม้ต้นนั้นมันก้อยู่อย่างนั้นมันไม่เห็นถ้ามันเห็นว่าทุกส่วนของต้นไม้นั้นมีการอาศัยกันเกิดขึ้นดับลงคือความเปลี่ยนแปลงเซลล์นี้ดับไปเกิดเซลล์ใหม่ใหญ่กว่ามากกว่าต้นไม้ก็ใหญ่โตออกไป
แม้ในสิ่งที่ไม่มีชีวิตมันก็อาศัยกันเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปต้องศึกษากันหน่อยในสิ่งไม่มีชีวิตศึกษาอย่างวิทยาศาสตร์ธาตุทั้งหลายอย่างโบราณก็ว่าธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม มันก็สมกันก็เปลี่ยนรูปเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ออกมาแล้วสลายแยกกันถ้าได้วิญญาณกับธาตุไปผสมกลายเป็นสิ่งมีชีวิตธาตุทั้ง 4ก็เกิดวัตถุล้วนๆ ธาตุทั้ง 6 ก็เกิดสิ่งมีชีวิตรวมกันเป็นคนเป็นสัตว์ ต้นไม้บรรดาสิ่งมีชีวิตใครสามารถหลับตาแล้วเห็นความเปลี่ยนแปลงของสิ่งเหล่านี้ปรุงแต่งเป็นสิ่งมีชีวิตคือหมดทั้งโลกนั้นเรียกว่าเห็นเห็นปติจะสมุบาทคือเห็นอาการอาศัยกันเกิดขึ้นดับลงมันแปลกหน่อยที่ต้องหลับตาเห็นได้ง่ายกว่า
หลับตาจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอาศัยกันของเก่าดับของใหม่เกิดอย่างนี้เรียกว่าเห็นปติจะสมุบาทเห็นสิ่งนี้คือเห็นพระพุทธเจ้า ไม่เห็นพระพุทธเจ้าคือไม่เห็นสิ่งนี้ที่สุดของที่ใกล้ตัวเราอาหารที่เราบริโภคเข้าไปในร่างกายมันก็เปลี่ยนแปลงเลือดเป็นเนื้ออาศัยกันเกิดขึ้นดับลงอย่างนี้เดี๋ยวก็ถ่ายอุจจาระปัสสาวะออกมาขอให้มองเห็นอยู่ในที่ทั่วๆไปสมมุติว่าเอาดินมาก้อนนั่งดูอยู่ตรงนั้นจะเห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงไปไม่มีเหลือเอาดอกไม้มาดอกทิ้งไว้มันเปลี่ยนแปลงออกมาจากต้นอาศัยการเกิดขึ้น เมื่อออกมาจากต้นทิ้งไว้ก็อาศัยการดับลงจนไม่มีเหลือข้อนี้คือความโง่สูงสุดความโง่ของเราที่สุดก็อยู่ตรงนี้มันไม่เห็นการอาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลงมันเห็นเป็นเที่ยงเป็นตัวตนร่างกายนี้มันอาศัยกันเกิดขึ้นดับลงทุกเซลล์ทุกกลุ่มทุกๆส่วนของเนื้อหนังร่างกายชีวิต ในระบบเลือด ระบบลม ก็เป็นอย่างนั้นหลับตาเห็นว่าในตัวเรานี้อาศัยกันเกิดขึ้นดับลงบางคนง่วงนอนแล้วพูดเรื่องอะไรมันจะเห็นได้อย่างไร
ในตัวเรานี้เต็มไปด้วยอาการที่อาศัยกันเกิดขึ้นอาศัยกันดับลงเอาข้างนอกจะเห็นได้ง่ายกว่าก็ดูที่คนอื่นก็ได้มีทั่วไปทุกๆปารามนูหรือว่าที่เนื้อที่ตัวเราใช้ภาษาไทยว่าทุกขุมขนทั้งเนื้อทั้งตัวแต่ละขุมขนแสดงอาการอาศัยกันเกิดขึ้นอาศัยกันดับลงๆอยู่ทั่วทุกขุมขนๆเห็นไม่เห็นก็ตามใจดูเถอะว่ามันจะเห็นปติจะสมุบาทอยู่ทั่วทั้งตัวมีอะไรเกิดดับที่นั่นมันเท่ากับเราเห็นพระพุทธเจ้าได้ทุกขุมขนของเราไม่มีใครเชื่ออีกแล้วว่าเห็นพระพุทธเจ้าทุกขุมขนของเราเดี๋ยวนี้อยากจะบอกท่านทั้งหลายว่ามีพระพุทธเจ้าอยู่ทุกขุมขนคนโง่มันไม่เห็นเองมีปติจะสมุบาทอยู่ทุกขุมขนมีอาการอย่างนี้ที่ไหนมีพระพุทูเจ้าที่นั่นตอนนี้ฟังยากเพราะถ้ามันมีอาการเกิดขึ้น ดับลงมันต้องมีสิ่งหนึ่งแสดงอาการอย่างนั้นคือพระพุทธเจ้าแต่ละปารามนูมันก็แสดงอาการการเกิดขึ้นดับลงก็มีพระพุทธเจ้าอยู่ที่นั่นจะพูดไปถึงพวกเซนเขาพูดทำนองท้าทายจะเป็นเรื่องสอนคนโง่ก็ตามใจเขาว่าพระพุทธเจ้ามีอยู่ทั่วไป
นั่นแม้ในกองของสกปรกเช่นขี้หมาเป็นต้นเพราะว่าในกองของสกปรกมันมีสิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้นอาศัยกันดับลงอยู่ตลอดเวลาดูด้วยตาไม่เห็นดูด้วยใจเห็นมันก็ได้เปรียบมันเห็นพระพุทธเจ้าไปหมดไม่มีสะอาดไม่มีสกปรกเป็นพระพุทธเจ้าไปหมดเพราะอาการแห่งปติจะสมุบาทมันมีทุกปารามนูจริงๆจึงพูดว่ามีพระพุทธเจ้าอยู่ทุกแห่งอย่างนี้ว่าอย่างไรอาตมาเอามาพูดเลยโดนด่าแทนพวกนั้นที่ว่ามีแม้แต่ในกองของสกปรกอย่างนี้ทั่วไปสังขารทั้งปวงมีอาการอันนี้อย่างนี้ทุกๆปารามนูดีไหมเห็นพระพุทธเจ้าเต็มไปหมดในอากาศมีธาตุปารามนูในอากาศก็อาศัยกันเกิดขึ้นอาศัยกันดับลงพระพุทธเจ้าเต็มไปทั้งอากาศคนเห็นอย่างนี้เป็นคนโง่หรือเป็นคนฉลาดจะเป็นที่ไหนก็ตามใจ


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |