<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/34574" type="text/javascript"></script> |
|
พระธรรมจักรซึ่งไม่มีใครต้านทานได้
อาตมาจะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนาเป็นเครื่องประดับสติปัญญาส่งเสริมศรัทธาความเชื่ออริยะความพากเพียรของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัทให้เจริญงอกงามก้าวหน้าตามทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดาอันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลายกว่าจะยุติลงด้วยความสมควรแก่เวลาธรรมเทศนา
post ครั้งแรก: Fri 11 January 2008, 5:28 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 22 January 2008, 11:17 am
|
มีแต่อาการอาศัยกันเกิดขึ้นอาศัยกันดับลงเรียกว่าปติจะสมุบาทผู้ใดเห็นปติจะสมุบาทผู้นั้นเห็นธรรม พระเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราทำเล่นกับธรรมเห็นธรรมเห็นพระพุทธองค์เห็นปติจะสมุบาทคือเห็นพระพุทธองค์อาการของปติจะสมุบาทคือเห็นทุกหนทุกแห่งตรงไหนมันแสดงอาการอย่างนี้เห็นพระพุทธเจ้าคือผู้ที่แสดงอาการปติจะสมุบาทมีอยู่ที่ไหนก็มีพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าหายใจเข้าหายใจออกเป้นพระพุทธเจ้าแม้ในลมหายใจก็เป็นอย่างนั้นไม่เข้าใจก็ว่าบ้าธรรมที่เป็นบาลีกล่าวไว้อย่างนี้ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นปติจะสมุบาทเห็นอาการปติจะสมุบาทหายใจเข้าออกอยู่เป็นพระพุทธเจ้าทั้งนั้นเลยแต่ละปารามนูของมันมีอาการอาศัยกันเกิดขึ้นดับลงดูพระพุทธเจ้าเอาหรือไม่เอาก็ตามใจไอ้สิ่งที่มันเขียนในพระบาลีมีอย่างนี้คือเห็นความจริงว่าไม่ใช่ตัวตน เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาก็เห็นอย่างนี้กันเถิดเมื่อไม่เข้าใจมันก็ว่าบ้าที่สุดคนที่ฟังออกมันก็ว่าเต็มไปด้วยอาการที่อาศัยกันเกิดขึ้นดับลงเต็มจักรวาลอาการของปติจะสมุบาทมีสิ่งที่แสดงอาการนี้สิ่งนั้นคือพระพุทธเจ้าเลยเต็มไปทั้งสากลจักรวาลดีไหมเรามีพระพุทธเจ้าเต็มตัว
แม้แต่ลมหายใจเข้าออกก็เป็นพระพุทธเจ้าแต่ว่ามันก็โง่มันไม่ได้เห็นมันไม่ได้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตามันไม่หายเบื่อหน่ายคายกำหนัดสิ่งที่ยึดถือเป็นตัวตนมันโง่ที่คิดว่ากลุ่มสังขารคือตัวกูไม่ได้เห็นว่ามันเป็นเพียงธาตุที่ประกอบขึ้นมาเป็นร่างกายและแต่ละอันก็เกิดขึ้นดับไปและอย่างนี้มันก็เห็นธรรมะไม่ยึดมั่นสิ่งใดเป็นตัวตนของตนลองจำไว้สักคำถ้ามันรู้ธรรมะจริงมันจะเห็นพระพุทธเจ้าเต็มไปหมดไม่ว่าจะดูไปทางไหนเพราะมีอาการของปติจะสมุบาทขอแทรกตรงนี้หน่อยนะว่าท่านเข้าใจเรื่องนี้ถ้าเข้าใจคุ้มค่าเวลาที่มาจากจังหวัดไกลเห็นปติจะสมุบาทโดยที่ไม่ต้องเชื่อใครนี่คือหลักพระพุทธศาสนาที่ว่าไม่ต้องเชื่อใครไม่ต้องเชื่อพระพุทธเจ้า พระไตรปิฎก ครูบาอาจารย์ ไม่ต้องเชื่อใครอย่างที่กล่าวไว้ในการามาสูติเชื่อตัวเองโดยการแสดงของพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นดับไปแต่พระพุทธเจ้าห้ามไม่ให้เชื่อพระพุทธองค์ชนิดที่เป็นคน ที่เป็นคัมภีร์เชื่อการเห็นของตัวเองเชื่อด้วยจิตใจแต่ว่าเรื่องมันตรงกันที่พระพุทธเจ้าตรัสมามันตรงกับเราเห็นเอง

แต่ว่าถ้ายังไม่เห็นเองยังไม่สำเร็จประโยชน์ยังดับทุกข์ไม่ได้จนกว่าจะเห็นด้วยตนเองว่ามันเกิดดับ มีการอาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยกันดับลงทุกหนทุกแห่งทุกปารามนูประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาลมันเป้นอย่างนี้เองโดยธรรมชาติไม่ต้องอาศัยพระเจ้า เทวดามาทำให้เป็นอย่างนี้อาการที่มันอาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยการดับลงมันเป็นอย่างนี้เองโดยกฎของธรรมชาติไม่ต้องอาศัยพระเจ้า เทวดา ผีสางมาช่วยทำทีนี้เองมันเกี่ยวกันถึงปรุงแต่งกันขึ้นมาถึงความทุกข์ความสุขแล้วแต่จะเรียกมันมีธาตุ ดิน น้ำ ลมอยู่ตามธรรมชาติคือมันมีหลายธาตุอย่างนั้นมันมาอาศัยกันเกิดขึ้นดับลงมันเกิดของใหม่ขึ้นมาจากธาตุมันเกิดเซลล์ที่มีชีวิตขึ้นมาเซลล์เล็กๆมีกลุ่มแห่งเซลล์มีระบบขยายตัวออกไปมันก็เกิดระบบประสาทสำหรับรับรู้อารมณ์ขึ้นมาโดยที่พระเจ้าไม่ต้องทำให้มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
เมื่อมันมีระบบประสาทมันก็หนีไม่พ้นที่มันจะไม่เกิดสิ่งที่เรียกว่าผัสสะหรือสัมผัสคือสิ่งที่เข้ามากับระบบประสาทมันมีอยู่ทั่วไปคือรูป เสียง กลิ่น รส บทตะภะ ธรรมมารมย์ ทั้ง 6 อย่างมีอยู่ทั่วไปมันก็ง่ายนิดเดียวที่จะมากระทบเข้ากับระบบประสาทสิ่งที่เรียกว่าสัมผัสมันก็มีขึ้นมาช่วยให้ได้เมื่อมีระบบประสาททำยังไงเสียมันก็ต้องมีสัมผัสแน่นอนเพราะว่าสิ่งที่จะมาสัมผัสมันมีอยู่ทั่วไปหมดครั้นว่ามีการสัมผัสแล้วทำอย่างไรก็ต้องมีเวทนาไม่มีใครห้ามได้ที่จะไม่ให้เกิดเวทนาไม่ต้องอาศัยพระเจ้าเช่นมีเวทนาแล้วมันต้องมีตัณหาอยากเป็นตามอำนาจแห่งเวทนานั้นและก็มีอุปาทานเป็นของกูนี่เป็นความลับของการที่ไม่ใช่ตัวตน
ตัวตนเกิดจากความโง่ของเวทนาเช่นพอเจ็บมันเกิดความรู้สึกว่ากูเจ็บ เคี้ยวอาหารอยู่ในปากพออร่อยมันเกิดตัวกูผู้อร่อยเกตัวกูมันมาที่หลังเป็นปัญหาความทุกยากเมื่อมันเกิดตัวกูมันเป็นอย่างนี้โดยที่ว่าตามธรรมชาสติจะมีพระพุทธเจ้าหรือไม่มีพระพุทธเจ้ามันก็เป็นอย่างนี้ไม่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่เกี่ยวกับสัตว์เดรัชฉานไม่เกี่ยวกับอะไรทั้งหมดมันเป็นอย่างนี้ขอให้เห็นความจริงอันนี้จะเห็นพระพุทธเจ้าเต็มไปทั้งจักรวาลอาศัยกันเกิดขึ้นอาศัยกันดับลงในที่สุดก็เกิดความทุกข์หรือความสุขเป็นผลมาจากการปรุงแต่งขั้นสุดท้ายเกิดตามที่เป็นสุขก็ถูกต้อง
ตามที่เป็นทุกข์ก็ทุกข์พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนสุขและทุกข์ไม่ได้เกิดจากกรรมเก่า สุขและทุกข์ไม่ได้เกิดจากพระพุทธเจ้าบันดาลช่วยฟังกันไว้ดีๆบางคนอาจคิดว่าสุขหรือทุกข์เกิดจากกรรมเก่ามันคร้านกับพระพุทธเจ้าตรัสมันเกิดมาจากการทำผิดกฎปติจะสมุบาททำไปในทางสุขก็สุข ทำไปในทางทุกข์ก็ทุกข์ไม่ได้เกิดจากกรรมเก่าไม่ได้เกิดเหตุจากการบันดาลของอิศวร อิศวรแปลว่าพระเจ้านี่เป็นหลักสำคัญในพระพุทธศาสนาว่าอาการแห่งปติจะสมุบาทมีอย่างนี้ตามธรรมชาติจงเห็นด้วยตนเองไม่ต้องเชื่อคนอื่นเชื่อไม่สำเร็จประโยชน์เปลี่ยนการกระทำอย่างที่เคยทำแล้วเป็นทุกข์เปลี่ยนเป็นอย่างที่ทำแล้วไม่เห็นทุกข์ทีนี้มาถึงเรื่องสำคัญคือเรื่องอริยะมรรคมีองค์ 8 มีสิ่งต่างๆมันเป็นอย่างนี้ทำอย่างไรจึงฉลาดจะดำเนินแต่ในทางที่ไม่เป็นทุกข์ก็ต้องพูดถึงอริยะมรรคมีองค์ 8 อริยะมรรคมีองค์ 8 คือหัวใจที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสในวันเพ็ญอาสาฬห์เรียกว่ามัจฉิมาปฐิปทาหัวใจของธรรมจักรกัปวัฒนะสูตินั้นพูดถึงมัจฉิมาปฐิปทาก่อนไปเปิดดูในพระบาลีจะได้เริ่มขึ้นว่าแล้วมาตั้งอยู่ในมัจฉิมาปฐิปทาไม่เคยได้ยินได้ฟังมาจากใครตรัสรู้ขึ้นมา
โดยเฉพาะเรียกว่ามรรคมีองค์ 8 ขึ้นสวดกันได้ทุกคนแต่ยังไม่ได้รับประโยชน์มันไม่เป็นมรรคจริงมรรคมีองค์ 8 8องค์ 2องค์แรกปัญญา 3องค์ถัดมาเป็น ศีล 3องค์ถัดมาเป็นสมาธิรวมกันเป็น 8 มรรคมีองค์ 8 ดูกันใน 8 องค์ปัญญามาก่อน 2องค์ถึงศีล 3 องค์ สมาธิ 3 องค์พระพุทธเจ้าตรัสปัญญา ศีล สมาธิมันผิดจากความรู้สึกของคนทั่วไปศีล สมาธิ ปัญญา อาตมาถูกศาสดาคนหนึ่งมันด่าว่าสอนผิดให้เน้นเรื่องศีลก่อนถ้าไม่มีปัญญามาก่อนศีล สมาธิเข้าลกเข้าพงนี่ถือพระพุทธเจ้าตรัสไว้ถูกต้องปัญญา สมาธิ ถ้าพูดกันออย่างปฏิบัติจริงๆต้องเรียงลำดับปัญญาศีลสมาธินี่ที่จะปฏิบัติถ้าพูดเล่นๆในโรงเรียนมันพูดได้ว่าศีล สมาธิ ปัญญา ตายโหงก็ไม่ดับทุกข์ได้ถ้ามันไม่เอาปัญญามาก่อนศีล สมาธิก็ถูกทางมันก็ทำให้เกิดปัญญาขั้นสูงมันก็ตัดกิเลสได้ไตรสิกขามี 2 หนึ่ง รูปแบบ รูปแบบหนึ่งพูดสำหรับท่อง ศีล สมาธิ ปัญญาไม่มีศีลปัญญาก็ผิด ที่งมงาย
สมาธิก็งมงายไม่เป็นตามประสงค์นี่เขาเรียกว่าศีละพะตะสะลามาตเพราะว่าปัญญามันไม่นำมาก่อนศีลถูกต้องเรียกศีลวิสุทธิ และตามด้วยจิตวิสุทธิต่อไปจนสิ้นกิเลสอาสะวะปัญญาต้องมาก่อนอย่างนี้คือพูดศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าปฏิบัติต้องปัญญา ศีล สมาธิทีนี้พอเอาเข้าจริงตามที่มันจะตัดกิเลสได้จริงพระพุทธเจ้าได้ตรัสอริยะสัมมาสมาธิมีบริขาร 7 สำคัญมากแต่ไม่คุ้นหูเพราะว่ามันอยู่นอกการพูดจาคือยกเอาสัมมาสมาธิตัวสุดท้ายเป็นหลักตัวประธานแล้วเอาอีก 7 องค์เป็นบริวารของสัมมาสมาธิสมาธิที่ไม่น้อมไปนิพพานเรียกสมาธิเฉยๆ สมาธิที่น้อมไปนิพพานเรียกสัมมาสมาธิเอาทั้ง 7 องค์สัมมาทิฐิ สัมมาสังกะโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโตอาจีโว สติมาเป้นบริวารคือสัมมาสมาธิมาก่อนเป็นผู้นำทางและก็ปารถนาที่จะเป็นอย่างนั้นและก็เป็นสัมมาสังกะปะมันก็นำมาให้เป็นเดินถูกทางคนธรรมดาสามัญมีสัมมากัมมันโต ถูกต้องอยู่ถึงอย่างไรก็ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของสัมมาทิฐิเองทั้ง 8 องค์ทำงานประสานอย่างไม่แยกกันได้เลยสมาธิเป็นตัวแม่ทัพตัดกิเลสทั้งหมดก็ได้อีก 7 องค์มาช่วยทำหน้าที่ท่านทั้งหลายมองเห็นได้ว่าปัญญาสำคัญมันเกิดความถูกต้องมิฉะนั้นมันก็ไม่ถูกต้องเชื่ออย่างไรปัญญาไม่มานำความเชื่อมันผิดทางไปทางกิเลสเสีย
แต่ถ้าปัญญามานำมันก็จะถูกทางของการดับทุกข์ขอให้รู้ไว้ว่าพระพุทธศาสนานี้เป็นศาสนาของปัญญาใช้ปัญญาเป็นหลักศาสนาอื่นจะใช้อะไรเป็นกำลังก็ตามใจเขาพุทธแปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานมันเป็นปัญญาทั้งนั้นถ้าไม่มีปัญญามันรู้มันตื่นมันเบิกบานไม่ได้มีปัญญาเป็นหัวใจของศาสนาจงมีปัญญาเป็นเครื่องดำเนินชีวิตทั้งหมดมันจะถูกต้องปัญญาถึงขนาดเห็นปติจะสมุบาทในที่ทุกหนทุกแห่งปัญญาถึงขนาดมีพระพุทธเจ้าอยู่ทุกขุมขนเห็นปติจะสมุบาทแปลว่าเห็นธรรมะ เห็นธรรมะแล้วเห็นพระองค์ขอยืนยันอีกทีถ้ารู้เรื่องนี้ถือว่าคุ้มที่มาไกลต่อไปนี้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญาเสมือนหนึ่งว่าชีวิตมันเดินได้ เดินทางด้วยปัญญาตลอดเวลามีปัญญาอย่างนี้เห็นพระพุทธเจ้าตลอดเวลา มีพระนิพพานตลอดเวลา ตลอดทางไปกับพระพุทธเจ้าเดินไปกับนิพพานไม่มีกิเลสไม่มีความทุกข์เป็นนิพพานน้อยๆ
จนในที่สุดก็เป็นนิพพานที่สมบูรณ์ๆเดี๋ยวนี้เห็นธรรมะคือเห็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ไม่มีความหลงเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาถูกต้องไม่หลงกับพระพุทธเจ้าเดี๋ยวจะตกใจว่าจะรู้อย่างเดียวกับพระพุทธเจ้าเห็นอย่างเดียว ดับทุกข์อย่างเดียวกับพระพุทธเจ้าและก็เป็นพระพุทธเจ้าเสียเองหลายคนว่าบ้าแล้วเดินทางไปกับพระพุทธเจ้าเห็นปติจะสมุบาทมีนิพพานน้อยๆเลื่อยไปจนเป็๔นนิพพานเต็มที่ตลอดเวลารู้อย่างเดียว เห็นอย่างเดียว ดับทุกข์อย่างเดียวกับพระพุทธเจ้าและก็กลายเป็นพระพุทธเจ้าเสียเองและก็สามารถแสดงปติจะสมุบาทชัดเจนนี่เป้นพระพุทธจ้าเสียเองวันนี้เรียกว่าวันเพ็ญอาสาฬห์บุญมีในกลุ่มดาวฤกษ์อาสาฬห์บุญ
วันนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมจักรกัปวัฒนะสูติประกาศมัจฉิมาปฐิปทามรรคมีองค์ 8 แต่ว่าถ้าหน้าที่ถึงที่สุดมันก็กลายเป็นอริยะสัมมาสมาธิทัง 8 องค์ยกสัมมาสมาธิเป็นประธานนอกนั้นก็แวดล้อมเต็มไปด้วยปัญญาสัมมาทิฐิมันก็ตัดกิเลสเราได้รับพระโอวาทประเสริฐสูงสุดเรียกอริยะมรรคมีองค์ 8หรือธรรมจักรวันนี้พระองค์ประกาศธรรมจักรไม่มีใครสามารถต่อต้านได้ สมณะก็ดี พรมก็ดีไม่ต่อต้านได้ความจริงที่พระองค์ทรงแสดงไม่มีใครต่อต้านได้วันนี้เรามาประชุมกันที่นี่เรียกว่าพิธีอาสาฬหบูชามารู้จักหนทางที่ทรงแสดงไว้ให้เดินทางไปด้วยสติปัญญาที่เห็นพระพุทธเจ้ามีพระพุทธเจ้าทั่วไปทุกขุมขนมีนิพพานตลอดทางจบเรื่องของการเดินทางนี่เรื่องเกี่ยวกับธรรมะก็หมดได้ความรู้นี้เกินคุ้มที่มาลำบากที่นี่นี่เหลือข้อสุดท้ายอีกข้อหนึ่งต่อไปนี้ต้องช่วยกันเผยแผ่พุทธศาสนาส่วนพระเยซูเมื่อได้เปล่าๆก็ให้เปล่าอย่าคิดสตางค์เราก็เหมือนกันได้รับพระธรรมดับทุกข์จากพระพุทธเจ้ามาเปล่าก็ขอให้ไปเปล่าๆอย่าค้ากำไรเลยอย่าอวดดี
อย่าตั้งตนเป็นศาสดาหากำไรอย่างนั้นมันล้มเหลวมีความบริสุทธิ์ใจเผยแผ่ธรรมจักรไปให้ทั่วโลกอาตมาขอชักชวนท่านทั้งหลายเผยแผ่ธรรมะไปทั้งโลกมันมีผู้รู้ธรรมะได้แต่ว่าไม่ใช่ทุกคนเพราะว่าคนที่ไม่อาจจะรู้ธรรมะพวกนั้นมันรู้ไม่ได้มันต้องเก็บไว้ก่อนแต่ว่าผู้รู้ธรรมะมีอยู่ที่ไหนในโลกช่วยกันหน่อยให้ได้รู้ธรรมะทั่วกันไปทุกคนที่เรายินดีฝึกสอนฝรั่งทุกเดือนก็เพื่อจุดประสงค์อันนี้ว่าใครสามารถจะรู้ธรรมะได้ขอให้รู้เถิดเรายอมเหน็ดเหนื่อยทุกประการทำไปทำไมเพื่อบูชาคุณพระพุทธเจ้าตอบสนองพระมหากรุณาคุณของพระพุทธเจ้าที่ท่านได้ประทานและมีประสงค์ให้แผ่ไปทั้งจักรวาลรู้ธรรมะทั้งเทวดาและมนุษย์พุทธภาษิตให้พุทธบริษัททั้งหลายแผ่ธรรมะวินัยไปทั่วทั้งเทวาโลก มารโลกหมดสิ้นท่านประสงค์อย่างนั้นเมื่อเราได้รับประโยชน์อันนี้ต้องสนองคุณอันนั้นผู้ที่สอนโดยตรงก็สอนไป ผู้ที่สอนไม่ได้ก็โดยอ้อมธรรมะได้รับการปฏิบัติศึกษาเข้าใจเผยแผ่ออกไปนี่เป็นทอดแห่งภพข้อสุดท้ายว่าธรรมะเป้นอย่างไรได้รับประโยชน์ด้วยดีแล้วก็ขอให้ช่วยกันเผยแผ่ต่อไปหรือสืบอายุศาสนาไว้ให้คนมาทีหลังได้รับประโยชน์นี่แหละคือบูชาอย่างยิ่ง
เดี๋ยวนี้เราเรียกอาสาฬหบูชาการบูชาที่ทำในวันเพ็ญอาสาฬห์ไม่มีมีอะไรดีกว่าที่มันเกิดขึ้นในสมัยพระพุทธเจ้าวันเพ็ญอาสาฬห์พระพุทธเจ้าได้ทำอย่างไรให้กับโลกในวันเพ็ญอาสาฬห์เราจะช่วยกันทำวันเพ็ญอาสาฬห์วันนี้เป็นอย่างนั้นรู้ธรรมะเหมือนปัญจะวะคีรู้ก็เผยแผ่ต่อไปนี่เรียกอาสาฬหบูชาแท้จริงได้รับประโยชน์เกินค่าแม้ว่าท่านทั้งหลายต้องมาจากที่ไกลเสียเวลามากมันก็ได้รับประโยชน์เกินค่าขอให้เป็นอย่างนี้ในที่สุดนี้เป็นอันว่าอาตมาได้เตรียมจิตใจของท่านทั้งหลายให้เหมาะสมที่จะประกอบพิธีอาสาฬหบูชาก็จะได้ยุติการแสดงธรรมเทศนาเพื่อจะได้ประกอบพิธีอาสาฬหบูชาต่อไปธรรมเทศนาสมควรแก่เวลาเอวังก็มีด้วยประการฉะนี้


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |