 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/346" type="text/javascript"></script> |
|
|
Amazon Digital Library ห้องสมุดออนไลน์ขนาดยักษ์
แหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ ที่ไม่มีใครเทียบได้ด้วยการนำเอาหนังสือกว่าสองหมื่นเล่ม มาสร้างเป็นหนังสือดิจิตอลไว้ในฐานข้อมูล
post ครั้งแรก: Wed 22 November 2006, 2:28 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 1 February 2008, 10:35 am
|
หน้าที่ 2 - จากกระดาษสู่หนังสือดิจิตอล
ในการสร้างหนังสือดิจิตอลนี้
Jeff Bezos ผู้บริหารของบริษัทอเมซอนจำเป็นต้องเอาชนะอุปสรรคมากมาย ทั้งในเรื่องเทคโนโลยี และเรื่องลิขสิทธิ์หนังสือ วิธีการแก้ปัญหาก็คือ การแสดงชื่อสำนักพิมพ์เจ้าของหนังสือให้ลูกค้าเห็นด้วย และนี่ก็คือข้อได้เปรียบของอเมซอนเหนือคู่แข่งอย่าง
Yahoo, Google และ eBay แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับหนังสือดิจิตอลก็คือ การที่มันยังคงไว้ซึ่งรูปลักษณ์ทางกายภาพของหนังสือ ขณะเดียวกันก็เป็นข้อมูลที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้อย่างไม่มีขีดจำกัด
เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้ขับรถไปหา
Udi Manber ที่บ้านของเขาที่ซิลิคอล วาเลย์ และใช้เวลาสองสามชั่วโมงที่นั่นเพื่อค้นหาหนังสือจากอินเตอร์เนต
Manber เป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เชื้อสายยิว และเป็นผู้เขียนหนังสือชื่อ
Introduction to Algorithms : A Creative Approach ย้อนไปเมื่อสิบปีก่อน สมัยที่เขายังทำงานเป็นผู้พัฒนาโปรแกรมสืบค้นข้อมูลชื่อ agrep ของบริษัทยูนิกซ์ เขาเกิดความคิดที่จะสร้างโปรแกรมที่เก็บข้อมูลต่างๆ สิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาตลอดก็คือ การสร้างโปรแกรมที่สามารถสืบค้นข้อมูลวัตถุต่างๆ ได้ เมื่อพบกันครั้งแรกเขาตั้งคำถามกับผมว่า
ทำไมเราไม่ถ่ายรูปหนังสือทุกเล่มให้ลูกค้าซะเลยล่ะ เราก็แค่สแกนหนังสือให้ลูกค้าทั้งเล่ม ทุกเล่ม เก็บไว้ตามชื่อหนังสือ แล้วเวลาลูกค้าต้องการใช้ก็สามารถสืบค้นข้อมูลหนังสือของตัวเองได้จากโปรแกรม
Manber ได้เสนอความคิดนี้ให้ Bezos ผู้บริหารของบริษัทอเมซอน ในการให้บริการสแกนหนังสือทั้งเล่ม ทุกเล่มของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้ามาสืบค้นข้อมูลในหนังสือของตนเองได้ วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีท่ามกลางอุปสรรคในการสร้างหนังสือดิจิตอล อุปสรรคนั้นก็คือการถือครองลิขสิทธิ์ตีพิมพ์ของสำนักพิมพ์และผู้เขียนกว่าหมื่นราย แต่เมื่อ Bezos ได้ฟังความคิดนี้ เขากลับคิดที่จะสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือต้องการสร้างแหล่งข้อมูลที่ลูกค้าสามารถเข้ามาสืบค้นอะไรก็ได้อย่างไม่จำกัด
ผมและ Manber นั่งอยู่ด้วยกันที่โต๊ะใกล้ๆ ห้องครัวในบ้านไร่หลังเล็กของเขา เขาพิมพ์คำที่ผมต้องการสืบค้นในคอมพิวเตอร์แลปทอปที่เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลหนังสือดิจิตอล ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดีในเวลานั้น แต่จะพร้อมใช้งานได้จริงในอีกสองสามสัปดาห์ต่อมา ภายในเวลาไม่กี่วินาที หน้าจอก็แสดงผลการสืบค้น ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ผลนึกย้อนไปถึงความรู้สึกเมื่อสิบปีก่อน ที่ผมเริ่มค้นข้อมูลด้วยเว็บ ตอนนั้นข้อมูลในเว็บยังมีน้อย และผมต้องใช้เวลามากมายนั่งจ้องโฮมเพจของพวกนักฟิสิกซ์ และวิศวกรเพื่อหาข้อมูลที่ต้องการ เน็ตเวิร์คยุคปัจจุบันมีศักยภาพที่น่าทึ่งมาก แต่จริงๆแล้ว สิ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจนั้น ไม่ใช่เนื้อหาบนหน้าจอ แต่เป็นโครงสร้างของเว็บที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสืบค้นข้อมูลต่างๆ ได้อย่างง่ายดายและได้ผลเที่ยงตรง
หนังสือดิจิตอลในอเมซอนรูปแบบใหม่ มีมากกว่าที่มีในเว็บยุคแรกๆ ก็จริง แต่ก็ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ หนังสือกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นเล่มที่มีอยู่ในขณะนี้ เปรียบได้กับการมีคลังหนังสือขนาดใหญ่ แต่ก็มีที่ว่างมากพอที่จะสร้างอาณานิคมแห่งข้อมูลตำราอันยิ่งใหญ่
ยิ่งสืบค้นเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ก็จะยิ่งได้ข้อมูลลึกขึ้น ตัวอย่างเช่น ในระยะหลังๆ นี้ ผมสนใจเรื่องของ Boss Tweed ชาวนิวยอร์กผู้โด่งดังขึ้นมาในฐานะนักปล้นเงินสาธารณะ Manber พิมพ์คำว่า Boss Tweed ให้โปรแกรมค้นหา หน้าจอก็แสดงชื่อหนังสือสองสามเล่มที่มีชื่อ Boss Tweed อยู่ในชื่อเรื่อง แต่ที่ไม่ธรรมดาก็คือโปรแกรมยังแสดงผลจากหนังสือเล่มอื่นๆ ที่ไม่ได้มีชื่อ Boss Tweed อยู่ในชื่อเรื่องแต่มีเรื่องเกี่ยวกับ Boss Tweed อยู่ในเนื้อหา ซึ่งถ้าเป็นปกติแล้วผมคงนึกไปไม่ถึง เช่นหนังสือเรื่อง A Confederacy of Dunces เขียนโดย John Kennedy Toole , American Psycho เขียนโดย Bret Easton Ellis, Forever: A Novel เขียนโดย Pete Hamill ผมรู้สึกได้ทันทีถึงอำนาจการได้มาซึ่งข้อมูลในวงกว้าง ยิ่งจำนวนหนังสือในฐานข้อมูลมีเพิ่มขึ้น เราก็จะสามารถสืบค้นและติดตามเรื่องราวของบุคคลและเหตการณ์ใดๆ ก็ตามที่ได้เคยถูกตีพิมพ์ไว้
ผมเลือกหนังสือของ Hamill จากผลการสืบค้นและได้ลิงค์เข้าไปดู Hamill ได้อ้างถึงหนังสือเล่มอื่นๆ อีกหลายเล่มที่นักเขียนคนอื่นๆ เขียนและมีเรื่องของ Boss Tweed ในหนังสือเหล่านั้น หนังสือพวกนี้บางเล่มไม่มีขายในท้องตลาดแล้ว แต่ลูกค้าก็สามารถสั่งซื้อได้จากอเมซอนที่มีให้เลือกทั้งหนังสือใหม่และหนังสือมือสอง
ถ้าผมจะยอมสละเวลาและใช้ความพยายามจริงๆ แล้ว ผมก็อาจหาหนังสือพวกนี้เจอได้เองในห้องสมุด แต่การสืบค้นหนังสือจากอเมซอน ช่วยให้ได้ผลลัพท์ที่เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการค้นหาได้มากกว่าและยังได้เห็นข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการเมื่อมันถูกอ้างถึงในหนังสือเล่มอื่นๆ การสืบค้นด้วยวิธีนี้ทำให้ได้ผลเร็วกว่า ลึกกว่า และกว้างกว่า เปรียบเหมือนกับแผนที่ชนิดใหม่
การจะมาถึงขั้นนี้ได้จะต้องอาศัยความสามารถทางเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญ วัตถุดิบส่วนใหญ่ของข้อมูลเหล่านี้ได้มาจากการสแกนหนังสือทั้งเล่ม หลายคนอาจไม่รู้ว่าในการตีพิมพ์หนังสือแต่ละเล่มในสมัยนี้ ผู้เขียนจะพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ แล้วส่งอีเมล์ให้สำนักพิมพ์ ซึ่งสำนักพิมพ์จะจัดหน้า และรูปเล่มด้วยคอมพิวเตอร์ แต่ถึงกระนั้นหลายสำนักพิมพ์ก็ไม่ได้เก็บข้อมูลหนังสือที่ตัวเองตีพิมพ์ไว้เป็นกิจจะลักษณะ ถ้าต้องการหาข้อมูลหนังสือสักเล่ม พวกเขาต้องวุ่นวายค้นดูใน เครื่องคอมพิวเตอร์ของเหล่าบรรณาธิการบ้าง ดีไซน์เนอร์ที่ออกแบบรูปเล่มบ้าง หรือเครื่องพิมพ์บ้าง หนังสือบางเล่มที่ตีพิมพ์แล้วนานกว่าสองสามปี ไฟล์ข้อมูลที่เป็นดิจิตอลอาจจะหายไปหมดแล้ว ตัวอย่างเช่นสำนักพิมพ์ John Wiley & Son เป็นเจ้าของหนังสือถึงห้าพันเล่มในโครงการนี้ของอเมซอน
ทุกเล่มมาในรูปหนังสือล้วนๆ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 6 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 6 ธ.ค. 2549 (15:14) ลองเข้าไปดูที่ www.amazon.com ก็เห็นเหมือนกันค่ะ เป็นตัวอย่างหนังสือ ปกหน้า ปกหลัง และบางหน้าในเล่ม ถ้าอยากอ่านทั้งเล่มก็สั่งซื้อ ..ในเมืองไทยยังไม่เห็นร้านหนังสือไหนทำแบบนี้..มีบ้างน่าจะดี
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 8 ธ.ค. 2549 (00:10) แล้วหนังสือที่สูญหายไประหว่าง สงคราม ในแต่ละยุคสมัย
พอจะมีความสามารถเอากลับมาไหมครับ
เขาว่า ในจีน ก็โดนเผาไปมิใช่น้อย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 11 ธ.ค. 2549 (13:31) แข่งกันทำมาหากินสุดยอดเลยค่ะ
แต่ก็ดีเหมือนกัน ถ้าหากมันสร้าง
ประโยชน์ให้กับมนุษย์โลก ดีค่ะ
สนับสนุน เพราะมนุษย์รักความ
สะดวกสบายที่สุดเลย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 10 พ.ค. 2551 (11:22) ดีน้อ ถ้ามีของแบบนี้อยู่ในเมืองไทยอะ
ผมคงสะดวกขึ้นมากเลยละ
แต่ผมก็เห็นด้วยนะที่บอกว่าชอบหนังสือมากกว่านะ
เพราะถ้าดูบ่อย ๆ ผมคงสายตาเสียแย่เลยละ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 10 มิ.ย. 2551 (22:13) ท่านใดสนใจ อยากทราบประวัติอเมซอนดอทคอมก็สามารถดาวน์โหลดไปอ่านได้ค่ะ