วิชาการ.คอม - ซับไพร์มพ่นพิษ หยุดเศรษฐกิจโลก (ซับไพร์ม (Sub-Prime) คืออะไร) (ทางออกของหัวอกคนอยากได้บ้าน) (Financial Engineering) (สบู่แตกฟองที่อเมริกา) (วิกฤติพ่นพิษไปทั่วโลก) วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/34617" type="text/javascript"></script>
ซับไพร์มพ่นพิษ หยุดเศรษฐกิจโลก
วิกฤติซับไพร์ม Sub-Prime เป็นหัวข้อที่มีการกล่าวถึงอย่างมากเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งมีนักวิเคราะห์ชื่อดังหลายท่านคาดว่าวิกฤติซับไพร์มจะลามไปทั้งโลก หลายท่านอาจจะสงสัยว่าซับไพร์มเป็นใคร แน่มาจากไหน ทำไมถึงทำโลกปั่นป่วนได้เพียงนี้
ผู้เขียน: ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ ชมแล้ว: 312,475 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 16 January 2008, 7:40 am ปรับปรุงล่าสุด: Thu 25 December 2008, 6:17 pm

หน้าที่ 1 - ซับไพร์ม (Sub-Prime) คืออะไร

ตั้งแต่ประมาณช่วงสามสี่เดือนสุดท้ายของปีที่แล้ว ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยร่วงกราวรูด เพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤติซับไพร์มในสหรัฐอเมริกา แถมมีข่าวว่าสถาบันการเงินของไทยหลายแห่งไปลงทุนในตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับซับไพร์ม และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาก็มีเสียงเตือนดังๆ จากหลายฝ่ายทั่วโลกว่าศรษฐกิจโลกปีนี้คางเหลืองแน่นอน เพราะเจ้าซับไพร์มทำพิษ จนทำให้หลายท่านสงสัยว่าซับไพร์มเป็นใคร ทำไมถึงทำทุกคนปวดหัวได้ขนาดนี้





 





ซับไพร์ม มาจากภาษาอังกฤษคำว่า Sub-Prime แปลว่าคุณภาพเป็นรอง หรือด้อย เรามักจะเอาคำนี้ไปขยายความโดยการต่อข้างหน้าในคำต่างๆ เช่น สินเชื่อที่คุณภาพรอง ก็เรียกว่า Sub-Prime Loan หากเป็นสินเชื่อคุณภาพรองที่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน ก็เรียกว่า Sub-Prime Mortgage ทีนี้เราจะมาค่อยๆ ย่อยปัญหาเล็ก เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ปัญหาใหญ่กันนะครับ




 





ชีวิตมนุษย์ต้องการมีบ้านซึ่งเป็นปัจจัยที่ 1 เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งโดยปกติจะไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาซื้อบ้านกัน เนื่องจากบ้านมีราคาสูงเมื่อเทียบกับรายได้ อย่างไรก็ตามในชีวิตจริงมีผู้ขอกู้จำนวนมาก ที่ไม่สามารถกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน หรือธนาคารเพื่อนำไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ แม้ว่าจะมีหลักประกันเป็นบ้านหรือที่ดิน (ซึ่งธรรมชาติของธนาคารก็คือโรงจำนำขนาดใหญ่ ไม่มีอะไรมาตึ๊งก็ไม่รับ) เนื่องจากธนาคารวิเคราะห์แล้วว่ารายได้เมื่อหักค่าใช้จ่ายของผู้ขอกู้ในแต่ละเดือนไม่เพียงพอที่จะมาจ่ายหนี้ได้




 






หน้าที่ 2 - ทางออกของหัวอกคนอยากได้บ้าน

ทีนี้ผู้ขอกู้จะทำอย่างไรดี บ้านก็อยากได้ อสังหาริมทรัพย์ก็อยากลงทุน สถาบันการเงินดังๆ ทั้งหลายในสหรัฐอเมริกาที่มีบริษัทลูกที่คอยหาช่องว่างกฎเกณฑ์แบบศรีธนนชัย เลยสบช่องโอกาสนี้ จึงมีนวัตกรรมแบบวิศวกรรมการเงิน หรือ Financial Engineering ประดิษฐ์ตราสารหนี้แบบใหม่ขึ้นมา (ตราสารหนี้ก็เหมือนใบสัญญาเงินกู้ที่สัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนเท่านั้นเท่านี้ต่อปี) ที่ออกมารองรับช่องว่างตลาดนี้ โดยการเป็นคนกลางขายตราสารหนี้นี้ให้กับคนที่มีเงินเหลือใช้ หรือสถาบันการเงิน หรือคนที่ต้องการผลตอบแทนสูงๆ (หรือโลภนั่นเอง) โดยให้ผลตอบแทนที่สูงมาก เพื่อจูงใจให้คนมาซื้อตราสารหนี้ (Risk Premium) และนำเงินที่ขายได้นี้ไปปล่อยกู้ให้กับผู้กู้ที่ต้องการเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูง แล้วสถาบันการเงินเหล่านี้ก็กินส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย คำถามคือทำไมสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาถึงกล้าทำเช่นนี้ ไม่กลัวความเสี่ยงหรือ ทั้งที่วิเคราะห์แล้วว่าลูกหนี้เหล่านี้ไม่น่าจะมีปัญญาเอาเงินมาใช้หนี้ได้ คำตอบก็คือ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาได้พู่งปรี๊ด อันเนื่องมาจากการเก็งกำไร (เหตุผลหลัก) และการขยายตัวของครอบครัวเดี่ยว (ซึ่งต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง) ซึ่งเป็นคำตอบว่ายังไงก็ตามราคาอสังหาริมทรัพย์ (ที่เอามาตึ๊งไว้เป็นหลักประกัน) ที่พุ่งปรี๊ดนี้จะมาชดเชยความเสี่ยงได้อย่างสบาย เพราะราคายังไงก็มากกว่าวงเงินกู้อยู่แล้ว และชะล่าใจว่ายังไงคนเราคงไม่ทิ้งบ้าน ไม่มีเงินก็ต้องกัดฟันผ่อนไป


 




หน้าที่ 3 - Financial Engineering

ยังไม่จบเรื่องนวัตกรรมการเงินแบบ Financial Engineering นะครับ หลังจากที่ออกตราสารหนี้ประเภทซับไพร์มนี้แล้ว กลับมีสถาบันการเงินดังๆ ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา และต่างประเทศต่างไปลงทุนซื้อตราสารที่มีหนี้เกรดสองเหล่านี้เป็นหลักประกันกันจำนวนมากมาย ตราสารเหล่านี้เรียกว่า ซีดีโอ หรือ Collateralized Debt Obligation (CDO) ทำให้บริษัทหรือสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ หนี้เกรดสองเหล่านี้ ออกตราสารมาขายโดยมีหนี้ซับไพร์มเป็นหลักประกัน (ในวงเงินไม่เต็มหลักประกัน) ที่มีดอกเบี้ยสูงขึ้นไปอีก เพื่อให้มีเงินไปปล่อยกู้เพิ่มอีก และทำแบบนี้เป็นวงจรไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นซับไพร์มของซับไพร์มไปเป็นทอดๆ ซึ่งทำให้ซับไพร์มออกดอกออกผลแตกลูกหลานเหลนโหลนอย่างรวดเร็ว



 



ทุกอย่างดูเหมือนจะดีไปกับทุกฝ่าย แต่ปัญหาคือ ในช่วง 4-5 ปีมานี้ ราคาอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สถาบันการเงินเหล่านี้ก็แข่งกันทำตลาดด้วยการเชิญชวนผู้ขอกู้ทั้งหลาย ทั้งผู้กู้เดิม และผู้กู้รายใหม่มาใช้บริการกับตนเอง ด้วยการเสนอวงเงินกู้ที่สูงขึ้นตามราคาประเมินของบ้านที่เพิ่มขึ้น เช่น เดิมกู้ในวงเงิน 2 ล้านบาท เพื่อซื้อบ้านราคา 2.5 ล้านบาท อาจจะผ่อนไปบางส่วนจนเงินต้นเหลือ 1.8 ล้านบาท วันดีคืนดี ผู้ให้กู้ใจดีเหล่านี้ก็มาเสนอวงเงินกู้ให้ 3 ล้านบาท ตามราคาประเมินใหม่ ผู้กู้ก็ไม่รังเกียจอยู่แล้วครับ เพราะได้เงินเพิ่มมาอีกตั้ง 1.2 ล้านบาท ก็ไป Refinance (ไปกู้รายใหม่มาโปะรายเดิม) มีเงินเหลืออีก หลังจากหักค่าปรับที่คืนเงินกู้ก่อนเวลา อย่างไรก็ตามชาวอเมริกันทั้งหลาย ซึ่งเคยชินกับการใช้เงินอนาคต ก็นำเงินสินเชื่ออีก 1.2 ล้านบาทที่ได้เพิ่มนั้นมาใช้จ่าย ซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ทีวีจอแบนเครื่องใหม่ เครื่องเสียงสุดหรู รถยนต์คันใหม่ เพราะอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อที่อยู่อาศัย จะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิต หรือสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์



หน้าที่ 4 - สบู่แตกฟองที่อเมริกา

อย่างไรก็ตามการเก็งกำไร ก็คือการเก็งกำไรครับ ย่อมมีผู้ได้กำไร และแมลงเม่า (ซึ่งปกติจะเป็นผู้ลงทุนรายย่อย เพราะสายป่านไม่ยาว) ราคาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาได้มาถึงจุดอิ่มตัวเมื่อปลายปี 2549 – 2550 และราคาต้องร่วงตามวัฏจักร (โลกนี้ไม่มีอะไรยั่งยืน) บวกกับเศรษฐกิจอเมริกาที่มีไขมันจับเป็นช้างเดินได้ เนื่องจากคนอเมริกันเป็นชนชาติที่ฟุ่มเฟือย บริโภคอะไรทิ้งๆ ขว้างๆ เปิดไฟทิ้งไว้ไม่เคยปิด หรือบริโภคเกินตัวด้วยการเอาเงินอนาคตมาใช้อยู่ประจำ ด้วยการซื้อของที่ผลิตในต่างประเทศ (เนื่องจากราคาถูกกว่า) เช่น จากประเทศจีน และประเทศต่างๆ ในเอเชีย รวมไปถึงการนำเงินงบประมาณไปทำสงคราม จนดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศติดลบอ่วมอรทัย ซึ่งแก้ปัญหาไม่ยากด้วยการขายพันธบัตรรัฐบาลให้กับประเทศคู่ค้าของอเมริกาต่างๆ เช่น จีน หรือญี่ปุ่น (ซึ่งปัจจุบันถือพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันซะเต็มสองมือ และสองเท้า) ประเทศเหล่านี้ก็ซื้อ เพราะไม่งั้นแล้วหากเศรษฐกิจอเมริกาล่ม จะพาลแย่ไปทั้งหมด เนื่องจากจะขายของไม่ได้ เพราะพี่ Big Spender ไม่มีเงิน ซึ่งเราทุกคนต้องมาหาทางช่วยช้างลดความอ้วนกันดีกว่า



 



แต่กาลกลับสายไปแล้วครับ จากเหตุผลข้างต้นที่เศรษฐกิจอเมริกันถึงคราวชอกช้ำ เงินในระบบเริ่มชอร์ต เนื่องมาจากเอาเงินในอนาคตมาใช้หมดแล้ว (ด้วยอิทธิฤทธิ์บัตรเครดิต และเงินกู้) คนเริ่มไม่มีเงินผ่อนบ้านและที่ดินกัน แถมราคาที่ดินก็ร่วงอีก ทำให้สถาบันการเงินเริ่มรู้แล้วว่าวงเงินปล่อยกู้มันได้สูงกว่าราคาประเมินแล้ว (แปลง่ายๆ ว่าความเสี่ยงสูงกว่าผลตอบแทน) โดนไปสองเด้งสถาบันการเงินหรือบริษัทที่ปล่อยกู้มีหนี้เสียเพิ่มขึ้นแบบแทบไม่ทันกระพริบตา ก็ต้องตั้งสำรองเงินไว้ (ตามกฎที่ต้องปกป้องส่วนของเงินฝากไว้) และเข้มงวดกับการปล่อยกู้มากขึ้น (แบบวัวหายล้อมคอก) ทำให้เงินในระบบฝืดลงไปอีก จนคาดว่าจะกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจอเมริกาล่มสลาย เพราะว่าหมดตัวจริงๆ แถมหนี้ท่วมหัวครับ ที่แย่อีกประการก็คือสถาบันการเงิน หรือคนซื้อตราสารหนี้ประเภทซับไพร์มทั้งแบบปู่ และแบบแตกลูกหลาน อยู่ในภาวะมืดมน มูลค่าตราสารหนี้หดลงแบบลงลิฟต์จากตึกเอ็มไพร์เสตท เพราะว่ามันกำลังจะกลายเป็นเศษกระดาษในอีกไม่ช้า ทำให้ต้องกันสำรองส่วนนี้เพิ่มนอกจากขาดทุนแบบปกติแล้ว เนื่องจากเป็นการขาดทุนแบบไม่ปกติ (โลภอีกแล้วครับท่าน)



หน้าที่ 5 - วิกฤติพ่นพิษไปทั่วโลก

คราวนี้มาดูกันว่าวิกฤติซับไพร์มรอบนี้พ่นพิษกับเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยอย่างไร อย่างแรกที่ใกล้ตัวเราและเห็นกันจะๆ ก็คือค่าเงินบาท ตอนนี้ค่าเงินบาทแข็งโป๊กเป็นหินในรอบ 10 ปี หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 ประมาณ 33 บาทกว่าๆ และคาดว่าจะแข็งไปถึง 32 บาท ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า คราวนี้ใครเดือดร้อนครับ ก็ผู้ผลิต และผู้ส่งออกที่ไม่ได้อาศัยต้นทุนการผลิตที่เป็นสินค้า หรือวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ (เพราะว่าผู้ผลิตบางรายที่ใช้ต้นทุนวัตถุดิบจากต่างประเทศจะได้อานิสงจากค่าเงินบาทแข็ง คือซื้อของได้ถูกลง) แถมสหรัฐอเมริกาก็เป็นตลาดส่งออกรายใหญ่ของเราซะด้วย เมื่อราคาของแพงขึ้น (เมื่อเทียบเป็นเงินดอลล่าห์สหรัฐ) และคนอเมริกันมีกำลังการจับจ่ายใช้สอยน้อยลง เราก็ลำบาก เพราะว่าขายของไม่ออก ก็ไม่มีเงินเข้าประเทศ ผู้ผลิตก็ไม่กล้าขยายกำลังการผลิต หรือลดกำลังการผลิตลงไปอีก (ยังไม่ได้พูดถึงปัญหาการเมืองที่คอยซ้ำเติมอีกนะครับ) ทีนี้การจ้างงานก็ลด คนก็ขาดความเชื่อมั่น กำลังการจับจ่ายใช้สอยก็หด เศรษฐกิจก็ถอยครับ ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือสถาบันการเงินหบายแห่งในประเทศไทย แพลมออกมาว่า ข้าพเจ้าก็กำตราสารหนี้ประเภทซับไพร์ม ซีดีโอ ไว้หลายใบเหมือนกัน แบบนี้ก็แปลว่าสถาบันการเงินจะขาดทุน ต้องกันสำรอง และทำให้ปล่อยกู้ได้ไม่มากในภาวะที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนี้


 


ปัญหาแบบเดียวกับไทยนี้ กำลังลามไปหลายประเทศที่เป็นคู่ค้า และเจ้าหนี้ของสหรัฐอเมริกา เช่น จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ อาจจะต่างกันที่ปัญหาค่าเงิน เพราะว่าบางประเทศเช่น จีน ผูกค่าเงินหยวนกับเงินดอลล่าห์สหรัฐ ทีนี้ถ้าเป็นดังที่คาดการณ์ไว้ แปลว่าทุกประเทศต้องชะลอกำลังการผลิต เพราะว่าพี่ใหญ่ใจดี ไม่มีเงินแล้ว ก็จะกระทบกับเศรษฐกิจในประเทศ แบบวงจรข้างต้นครับ เว้นแต่ว่าประเทศนั้นจะมีฐานเศรษฐกิจภายในประเทศที่แข็งแกร่งก็จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ผลกระทบนี้อาจจะทำให้การค้าระหว่างประเทศชะลอตัว เศรษฐกิจโลกก็ชะงักครับ


จริงๆ แล้วปัญหาเศรษฐกิจอเมริกันลามท่วมทุ่งนี้ ช้าเร็วก็ต้องเกิด แต่ปัญหาซับไพร์มเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา หรือในภาษาเคมีเรียกว่า Catalyst ให้เกิดเร็วขึ้นนั่นเองครับ

ท่านสามารถอ่านบทความเดียวกันนี้ได้ที่ ซับไพร์มพ่นพิษ หยุดเศรษฐกิจโลก หรือบทความอื่นๆ ใน ดร. วรัญญู Blog เศรษฐศาสตร์


=======================================


เกี่ยวกับผู้เขียน


ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นนักวิชาการอิสระ และผู้ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ (CEO บริษัท Hroyy Inc.) ดร. วรัญญู จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ (ทศ. 106) ปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (วศ. 34) ปริญญาเอกสาขา Computational Mechanics จาก Imperial College มหาวิทยาลัยลอนดอน ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษในหลายมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เช่น หลักสูตร MBA จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศยาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร และหลักสูตรปริญญาโท สาขาบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นต้น


 


 


 



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 17 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 16 ม.ค. 2551 (09:44)
เรื่องราวน่ารู้น่าสนใจมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
supansachantokul เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 120 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 16 ม.ค. 2551 (09:45)
ม่ายมีคัยเข้ามาเลยง่ะ ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
supansachantokul เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 120 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 16 ม.ค. 2551 (14:14)
ไม่ใช่ว่าไม่มีใครเข้ามาหรอกครับมีคนอ่านเยอะแยะ(ดูจากที่เว็บทำการนับอัตโนมัติ)
เพียงแต่ว่าคนที่อ่านเหล่านั้นอาจจะไม่ได้มาแสดงความคิดเห็นเท่านั้นเอง
Timestopper_STG เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1848 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 283 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 17 ม.ค. 2551 (15:20)
ขอบคุณครับที่นำเรื่องราวดีๆมาบอกต่อ
Sirichut B. เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 47 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 147 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 27 ม.ค. 2551 (11:04)
โอ๊ะ ตราสารหนี้ แบบ sup-prime


จะลงบัญชีไงดีหว่าา (เรียนบัญชีอยู่ครับ อิอิ)
neverheal เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 538 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 230 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 29 ม.ค. 2551 (09:00)
ขอบคุณอาอาจารย์ สำหรับบทความครับ
อ่านแล้วเห็นภาพเลย
Rittikorn เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 110 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 13 ก.พ. 2551 (10:36)

เข้าใจขึ้นเยอะเลย  ขอบคุณค่ะอาจารย์


am_kat เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 88 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 14 ก.พ. 2551 (19:01)

ขอบคุณค่ะที่เอาเรื่องนี้มาบอกตอนแรกเห็นข่าวออกก็งงว่าซับไพร์มคือไรหว่า แต่ตอนนี้ก็เข้าใจแล้วค่ะ เอาข้อมูลดีๆมาลงอีกเยอะๆนะคะ จะรออ่านค่ะ


Fa_Ye เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 17 ก.พ. 2551 (14:15)

ขอบคุณครับ ได้ความรู้กระจ่างทีเดียว


ผมได้ยินมาบ่อยเรื่องซับไฟรแต่เพิ่งเข้าใจวันนี้เอง


chiap17 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 90 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 7 มี.ค. 2551 (11:19)
อาจารย์เขียนแล้วอ่านได้เข้าใจง่ายดีมากเลยครับ แต่ผมก็ยังสงสัยไม่เชื่อใจกระแสข่าวที่ว่าปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง ไม่ทราบว่าสถาบันการเงินไทยไปถือครอง CDO มากน้อยขนาดไหน
Happy Man เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 11 มี.ค. 2551 (07:50)

เหอเหอ  อาจารย์เอาเรื่องยาก ๆ มาเล่าให้ง่ายได้ดีมาก ๆ  มองเห็นภาพจริง ๆ ครับ ขอบคุณครับ


ตุเช่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 197 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 157 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 19 มี.ค. 2551 (23:54)

ความโลภของคนนี่มันน่ากลัวจริง ๆ


noppatoy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 8 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 22 ส.ค. 2551 (18:05)

อ่านแล้ว get เลยคะ ขอบคุณสำหรับข้อความดีๆ นะคะ


janroidao เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 11 ต.ค. 2551 (19:44)

ดูแล้วน่าจะกระทบยิ่งกระตุ้นเหมือนโยนเงินเข้าฝูงป่าถ้าโยนต้องดูจังหวะตอนนี้แรงซื้อลดยิ่งกระตุ้นยิ่งฟูบเน้นการออมและในประเทศดีกว่าเก็บตัวเพื่อรอจังหวะไม่ใช่ลุยเข้าไปแล้วยกขโย่ง


061598971 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 8 พ.ย. 2551 (09:03)

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ เป็นไปได้หรือไม่ค่ะ ถ้าจะเป็น 2 ภาษา เพื่อให้ฝรั่งได้อ่านข้อมูลดี ๆ เช่นนี้เหมือนกันเรา


hakamtop เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 31 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 114 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 14 พ.ย. 2551 (18:14)

ก็ว่าอยู่ครับ แต่ต้องหาเวลาเขียน


Dr Yu เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 106 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 209 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 10 ธ.ค. 2551 (01:51)

*** จากประสบการณ์ที่ทำงานมา มันจะมีการโฆษณาชวนเชื่อมาก่อน ในแง่ดี เช่น โลกาภิวัฒน์, การเงินเสรี, การค้าเสรี, สร้างความเชื่อเรื่อง เปลี่ยนที่ดิน ( ทรัพยากร ) ให้เป็นสินทรัพย์ ว่าจะมีแต่ขึ้นราคา แต่ลืมมองไปว่า คนจะหาเงินที่ไหนมาซื้อ สร้างบ้านก็สร้างให้แพงขึ้นเรื่อยๆ ( ผมเคยบอกเพื่อนว่า อีกหน่อย คนต้องกางเต๊นท์นอน มีแต่ห้องน้ำ ห้องเก็บของ และรถยนต์ไว้ทำงาน ) และเรื่องสื่อสารมวลชน ยุคข้อมูลข่าวสาร ยุคคอมพิวเตอร์ ที่ผู้คนทำงานสบายรายได้ดี.......( ตอนนั้น software ดีๆยังไม่มีเลย มีแต่ งานเอกสาร รู้สึกจะเป็น window 3.1 มั้งครับ ไม่แน่ใจ )

       พูดง่ายๆ มีการปั่นราคาสร้างภาพ เพื่อให้สินค้าแพงขึ้น ( ทำงานง่าย ) โฆษณาบ่อยๆ ให้คนเชื่อถือ ผมเคยลงโฆษณาใน นสพ. เคยถามว่า ลงโฆษณาให้ได้ผลทำไง....เขาบอกว่าควรจะลงอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป

       สินค้าราคาแพงสามารถ ทำกำไรได้แน่นอน ขายไม่ได้ ก็ Sale 50% ( คล้ายเสื้อผ้า ) ขยายตลาดได้กว้าง ทำราคาได้หลายระดับ เช่น
       - ราคาผู้ผลิต  1/ ราคาทุน  2/ ราคาหน้าโรงงาน
       - ราคาผู้ค้า  3/ ราคาขายส่ง 4/ ราคาขายปลีก
       - ราคาผู้ซื้อ  5/ ราคาเงินสด  6/ ราคาเงินผ่อน
       - ราคาพิเศษ 7/ ส่วนลด % แล้วแต่ว่ารู้จักใคร
       - ราคาตามสื่อ ( 8/ )
       - ราคาตามโบรชัวร์ ( 9/ ) ใบราคาเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
       - ราคาเมื่อเปิดเฟสใหม่ ( 10/ )
       - ราคาขายต่อ เช่น ติดป้ายขายหน้าบ้าน ( 11/ )
       - ราคาขายต่อในสื่อ ( 12/ ) ไม่เห็นสินค้าเลย เช่น โฆษณาฟรีขนาดเล็กใน นสพ.

       สรุป..... ราคามันจะหลากหลายมาก จนลูกค้าเคยชิน และตัดสินใจได้เร็ว แต่ในความจริงลูกค้า จะไม่รู้ทั้งหมด รู้ประมาณครึ่งหนึ่ง ขนาดคนทำยังรู้ไม่หมดเลย ซื้อหรือไม่ อยู่ที่การตัดสินใจอย่างเดียว แล้วโครงการพวกนี้ มีเป็น 10 เป็น 100 ทั้งการโฆษณา การจัดงานต่างๆ พูดง่ายมันกลายวิถีชีวิตอย่างหนึ่งไปแล้ว....เป็นเรืองธรรมดา จนกว่ามันจะเกิดปัญหา    {#emotions_dlg.q4}
   


blackcat47 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 60 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


Dr Yu
(ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 11,851 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 2 ปี
แบ่งปันความรู้ 106 ครั้ง
ได้รับดาว 209 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

หางาน - สมัครงาน
งานคุณภาพจากบริษัทชั้นนำของไทย
www.JobTH.com

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   ทีมการตลาด
คุณอันนา : 086-4907585
คุณนัชชา : 086-4907600
คุณกนกแก้ว: 089-8613727
สำนักงาน :   02-5832802 ,0847619653
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.