คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/34691" type="text/javascript"></script>
รู้จักพระพุทธเจ้าให้มากกว่าก่อนเถิด
บัดนี้อาตมาจะได้วิสัชชะนาในพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อประดับสติปัญญาส่งเสริมศรัทธาความเชื่อและวิริยะความพากเพียรของท่านทั้งหลายซึ่งเป็นพุทธบริษัทให้เจริญงอกงามก้าวหน้าตามทางของพระพุทธศาสนา
ผู้เขียน: ท่านพุทธทาส ภิกขุ ชมแล้ว: 41,761 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 21 January 2008, 6:24 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 31 January 2008, 10:06 am
สารบัญ
หน้า : 1 วิสัชชะนา
หน้า : 2 พุทธพร

หน้าที่ 1 - วิสัชชะนา

นะโม  ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ  นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโมนัสถะตีปานัตถะสะระนาธรรมะทีปา ธรรมะสะระนาวีหะระถะอนันยะทีปา อนันยะสะระนาติธัมโมสะกะจังโสตะโพติ



 บัดนี้อาตมาจะได้วิสัชชะนาในพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อประดับสติปัญญาส่งเสริมศรัทธาความเชื่อและวิริยะความพากเพียรของท่านทั้งหลายซึ่งเป็นพุทธบริษัทให้เจริญงอกงามก้าวหน้าตามทางของพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดาอันเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลายกว่าจะยุติลงด้วยความสมควรแก่เวลาธรรมเทศนาในวันนี้ปรารถวิสาขบูชาคือการที่เรามาประชุมกันประกอบพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นที่ระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในความหมายแห่งการประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานท่านทั้งหลายก็เคยมากันแล้วหลายครั้งหลายหน มาจากที่ไกล



 ข้อนี้ยังสงสัยอยู่ว่าได้รับประโยชน์คุ้มกันเท่าไรคุ้มกันหรือไม่คุ้มถ้าคุ้มจะคุ้มกันเท่าไรยังเป็นสิ่งที่ต้องใคร่ครวญสอบสวนกันให้ดีๆถ้าว่าการกระทำสิ่งใดได้ผลไม่คุ้มค่าเวลาหรือค่าลงทุนต่างๆแล้วก็เรียกว่าใช้ไม่ได้ใช้หลักของธรรมะก็ใช้ไม่ได้สมมุติว่าเหมือนหนึ่งยมบาลเขาจะต่อว่าทำอะไรไม่คุ้มค่าเวลาที่พูดอย่างนี้ก็พอจะเข้าใจกันได้ขอเพียงแต่ท่านทั้งหลายพยายามกระทำให้ได้รับผลดีที่สุดให้คุ้มค่าเวลามาจากที่ไกลกรุงเทพก็มี สุดเหนือสุดอีสานก็มีขอให้คิดดูดีๆเสียเวลาก็มาก เสียเงินก็มาก ล้วนแต่เป็นการลงทุนทั้งนั้นต้องให้ได้รับผลคุ้มค่าเพียงแต่ ปริติปราโมทย์พอใจ



 



ถ้ามันไม่ได้ผลคุ้มค่าก็เรียกว่ายังน่าสงสารเพราะว่าความเป็นพุทธบริษัทมันไม่ก้าวหน้าหรือเรียกว่ามันตายด้านซ้ำลอยอยู่ในที่เดียวกันทุกปีขอให้คิดดูคำพูดนี้อย่าคิดว่าพูดเล่นไปตามสะดวกข้อที่เป็นห่วงนี้มันมีความหมายมีความสำคัญถึงก็ว่ามันคุ้มกับการเป็นพุทธบริษัทหรือมันไม่คุ้มกับความเป็นพุทธบริษัทหัวข้อแห่งบธรรมเทศนามีว่าอันยะทีปา อันยะสะระนามีตนเป็นที่พึ่งธรรมะทีปา ธรรมะสะระนามีธรรมะเป็นที่พึ่งอนันยะสะระนาอย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอย่างมีสิ่งอื่นเป็นสะระนะเลยใจความสำคัญเดี๋ยวนี้มีธรรมหรือมีตนเป็นที่พึ่งแล้วหรือยังแค่ยังต้องมีสิ่งอื่นหรือผู้อื่นเป็นที่พึ่งมันยังไม่คุ้มกันมันยังมีปัญหายากขึ้นมาบ้างว่าทำไมต้องเอาพระพุทธเป็นที่พึ่ง พระธรรมเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่งมีที่กล่าวไปหยกๆเมื่อพระพุทธเจ้ากล่าวให้มีตนเป็นที่พึ่งมีธรรมะเป็นที่พึ่งอย่ามีสิ่งอื่นเป็นสะระนะเป็นที่พึ่งเลยนี่เราจะมาศึกษาใคร่ครวญเป็นพิเศษในข้อที่จะมีตนเป็นที่พึ่งมีตนเป็นสะระนะได้อย่างไรแล้วจะขอโอกาสบรรยายไปถึงสิ่งที่เรียกว่าพรซึ่งขอกันนักพรนี่วันหนึ่งถูกขอไม่รู้กี่ 10 หนเดี๋ยวคนนั้น



ขอเดี๋ยวคนนี้ขอจะขอทำความสนใจในเรื่องที่เกี่ยวกับพรนี้ด้วยกันว่าให้เอาสิ่งที่เรียกว่าพระธรรมเป็นพรเรียกว่าธรรมพรถือโอกาสบรรยายไปในคราวเดียวกันวันนี้ด้วยแต่จะพิจารณากันถึงส่วนที่เกี่ยวกับวิสาขบูชาก่อนเป็นลำดับไป ข้อแรกที่จะต้องขอร้องให้กำหนด จดจำกันเป็นพิเศษก็ว่าขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนๆรู้จักพระพุทธองค์ให้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนๆก็หมายความว่าอย่าดูถูกหรือท้าทายท่านทั้งหลายว่ายังไม่รู้จักพระพุทธองค์ถึงที่สุดคือมันรู้น้อยเกินไปไม่รู้เท่าที่ควรจะรู้ยังไม่รู้ส่วนที่รู้เท่ากันมากแล้วอีกหลายๆคนหลายๆอายุ หลายๆวัยก็ยิ่งแตกต่างกันหลายประเภทเดี๋ยวนี้ท่านรู้จักพระพุทธเจ้าอย่างที่เป็นบุคคลท่านมาวันนี้เพราะท่านคิดว่าเป็นวันประสูติของพระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็นบุคคลประสูติที่นั่นเมื่อนั้น ตรัสรู้ที่นั่นเมื่อนั้น ปรินิพพานที่นั่นเมื่อนั้นมันเป็นเรื่องของบุคคลพระพุทธเจ้าอย่างนี้เป็นบุคคลหรือรู้จักแต่พระพุทธเจ้าที่เป็นบุคคลมันน้อยไปเพราะพระพุทธเจ้าองค์นั้นตรัสว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรมต้องเห็นธรรมจึงจะเห็นพระพุทธเจ้าที่แท้จริงดังนั้นจึงมีพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งคือพระพุทธเจ้าที่เป็นพระองค์ธรรม 1พระพุทธเจ้าที่เป็นบุคคล 2พระพุทธเจ้าที่เป็นองค์ธรรมเป็นตัวธรรมไม่ใช่ตัวบุคคลเป็นองค์ธรรมไม่มีประสูติ ไม่มีตรัสรู้ ไม่มีปรินิพพานก็เป็นเพียงธรรม และธรรมชาติและมีอีกองค์หนึ่งเรียกกันว่าพุทธภาวะหรือเมล็ดพืชแห่งความเป็นพุทธะคือพระพุทธเจ้าที่ยังเป็นเมล็ดพืชที่ยังไม่เป็นต้นเป็นรำแต่ยังเป็นพระพุทธเจ้าชนิดหนึ่งในฐานะที่ยังเป็นเมล็ดพืช



ถ้าไม่มีเมล็ดพืชไม่มีพระพุทธเจ้าอย่างที่เป็นบุคคลพระพุทธเจ้าอย่างที่เป็นเมล็ดพืชทำให้พระพุทธเจ้าอย่างที่เป็นบุคคลออกมามันเชื่อได้ว่าพืชแห่งความเป็นพระพุทธเจ้ามันมีอยู่ในทุกคนๆพูดอย่างพวกอื่นพูดมันว่ามีได้แม้ในสัตว์เดรัชฉานเขาใช้คำตรงๆที่อาตมาไม่กล้าเอามาใช้มีเมล็ดพืชอยู่ในสัตว์ที่มีชีวิตเมล็ดพืชนั้นถ้าเพราะให้งอกก็คือพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งมีเมล็ดพืชชนิดนี้อยู่ในบุคคลมันจึงเกิดพระพุทธเจ้าอย่างที่มีบุคคลถ้ามันไม่มีเมล็ดพืชชนิดนี้มันไม่มีอะไรงอกงามมาเป็นบุคคลมันไม่มีอะไรที่จะรู้อริยะสัจ รู้ปะติจะสมุบาท รู้เรื่องนิพพานการที่เมล็ดพืชเบิกบานมันกลายเป็นหน่อเป็นลำออกมานี่เรียกว่ามันเป็นการกระทำให้เกิดพระพุทธเจ้าเป็นองค์บุคคลขึ้นมาจากเมล็ดพืชถ้าไม่มีเมล็ดพืชอยู่ในใจไม่มีใครสักคนรู้อริยะสัจ จะไม่มีใครสักคนรู้ปะติจะสมุบาท จะไม่มีใครสักคนรู้เรื่องธรรมะที่เป็นเครื่องดับทุกข์เพราะมันมีสิ่งนี้อยู่ในใจมันก็เบิกบานออกมาแตกหน่อออกมาเป็นความรู้มันก็ค่อยๆรู้เช่นเราค่อยๆรู้เรื่องอริยะสัจ ค่อยๆรู้เรื่องปติจะสมุบาท ค่อยๆรู้ธรรมะสูงขึ้นมามันก็เป็นเพราะความเบิกบานของเมล็ดพืชที่เป็นพุทธะที่มีอยู่แล้วในทุกคน



แต่คนมันโง่เองมันไม่รู้เมล็ดพืชมีอยู่แล้วในตัวเองมันไม่ได้เพราะมันไม่ได้หว่านมันก็ตายด้านเป็นเมล็ดพืชที่ไม่งอกงามเมล็ดพืชที่เป็นพุทธะที่มีอยู่ในบุคคลมันเกิดเบิกบานออกมานั้นก็เป็นการเกิดแห่งพระพุทธเจ้าในบุคคลนั้นก็เป็นการตรัสรู้แห่งหนึ่งเหมือนกัน



ถ้าไม่มีเมล็ดพืชแห่งความเป็นพุทธะมันก็ไม่เกิดพระพุทธเจ้าที่เป็นบุคคลในระดับที่เป็นอนุพุทธะเป็นพวกเราทั้งหลายมันจะเกิดเป็นอนุพุทธะรู้ตามพระพุทธเจ้าได้ก็เพราะเมล็ดพืชแห่งความเป็นพุทธะที่มีอยู่ในจิตใจนั่นแหละมันเบิกบานออกมาเราจึงได้พระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งซึ่งเป็นพืชเมล็ดพืชพุทธะภาวะที่ยังเป็นเมล็ดพืชนี่ยังมีโอกาสและมีเหตุผลที่ค่อยๆเบิกบาน ตรัสรู้ สูงสุดออกมาแล้วพระพุทธเจ้าองค์นี้มันอยู่ในเราโว้ยคิดดูให้ดีๆไปอยู่ในนรกมันก็ตามไปเบิกบานได้ไปเป็นสัตว์เดรัชฉานมันก็ตามไปเบิกบานได้หรือว่าไปเป็นเปรตมันก็ตามไปเบิกบานได้พระพุทธเจ้าองค์นี้ตามไปช่วยทุกหนทุกแห่ง



ขอให้ทำให้เบิกบานออกมานี่รวมความว่าท่านยังรู้จักพระพุทธเจ้าน้อยหรือไม่หรือรู้จักแต่พระพุทธเจ้าที่เป็นคนไม่รู้จักองค์ที่เป็นธรรมแล้วยังไม่รู้จักพระพุทธเจ้าที่เป็นพุทธภาวะหรือเมล็ดพืชที่ยังไม่เบิกบานออกมาหรือเรียกพระองค์เตรียมก็ได้เตรียมที่จะเบิกบานออกมา อย่างน้อยก็เห็นได้ว่ามีตั้ง 3 องค์องค์บุคคล องค์ธรรม องค์เตรียมที่จะเบิกบานออกมาในจิตใจของทุกคน บรรดาท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่รู้จักพระองค์นี้หรือเปล่าถ้าไม่รู้จักก็เป็นหมันแห้งตายโดยไม่ได้เพราะไม่ได้หว่านก็ตายเปล่านี่อาตมาพูดว่าท่านยังรู้จักพระพุทธเจ้าน้อยเกินไปมันเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงมันเป็นเรื่องดูถูกหรือไม่ดูถูกตามความเป็นจริงในการที่จะช่วยให้ก้าวหน้าวันนี้ท่านมาที่นี่ว่าเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเป็นองค์บุคคลไม่ใช่องค์ธรรมที่เป็นองค์ธรรมไม่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานแต่ทันประสูติตรัสรู้ปรินิพพานอยู่ในตัวอยู่แล้วเป็นอัตโนมัติเป็นนิรันดรตามที่ท่านมาที่นี่ก็มาเพื่อระลึก วันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเป็นองค์บุคคลๆคนหนึ่งที่มีอยู่ในโลกเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์นึกถึงบุคคลหนึ่งท่านมาด้วยศรัทธาของอุปาทานหรือท่านมาด้วยศรัทธาของปัญญาตัวหนึ่งของอุปาทานมันหมายมั่นถ้าทายกันด้วยวิชาสิ่งนี้ดับทุกข์ได้อย่างนี้



นี่ศรัทธาของปัญญาท่านมาที่นี่ด้วยศรัทธาชนิดไหนถ้าด้วยศรัทธาของอุปาทานนั่นแหละมันฟ้องอยู่ในตัวว่ารู้จักพระพุทธเจ้าน้อยเกินไปๆหรือพระพุทธเจ้าที่เป็นองค์ธรรมไม่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานแล้วก็รู้จักเมล็ดพืชที่เป็นพุทธภาวะมันจะค่อยๆเบิกบานออกมาหรือไม่ๆปีกลายก็โง่เท่านี้ปีนี้ก็โง่เท่านี้แล้วมันจะเบิกบานตรงไหนเล่าถ้าเห็นว่าพูดรุนแรงมันก็ต้องขอแอภัยไม่รู้จะพูดยังไงมันก็ต้องพูดเพื่อให้ก้าวหน้าในทางศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดามันต้องพูดอย่างนี้แสดงธรรมอันนี้เพื่อส่งเสริมสติปัญญาดับความชั่วส่งเสริมวิริยะความเพียรมันก็ต้องพูดอย่างนี้มันไม่ส่งเสริมสติปัญญาดับความชั่วส่งเสริมวิริยะความเพียรให้ก้าวหน้าในทางแห่งพระพุทธศาสนานั้นอย่าหงุดหงิดอย่าโกรธพอโกรธมันก็มืดไม่ต้องทำอะไรกันไม่รู้จักทำจิตใจให้แจ่มใสรู้จักพระพุทธเจ้าทั้ง 3 ความหมายพระพุทธเจ้าความหมายหนึ่งเป็นบุคคลเกิดอยู่ในประวัติศาสตร์พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งเป็นธรรมะไม่ใช่คนไม่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานเป็นนิรันดรอย่างนั้นพระพุทธเจ้าความหมายหนึ่งคือเชื้อที่เป็นพุทธที่มีความหมายแล้วในบุคคลที่เราใส่กระบอกเก็บไว้ไม่ให้เน่าเสียจะเพราะปลูกเมื่อไรยังไม่รู้ขอให้จัดการเถิดเพราะปลูกให้มันเป็นต้นออกมาจะได้มีพระพุทธเจ้าพระองค์คนเกิดขึ้นในอัตตะภาพนี้ถ้าพระพุทธเจ้าองค์คนมาแล้วไม่ต้องสงสัยพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมก็มีมาเองเพราะว่าความเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์คนเป็นได้เพราะมีธรรมะๆพระพุทธเจ้าใน 3 ความหมายมีอยู่อย่างนี้จะพูดถึงเด็กๆกันสักหน่อยน่าสงสารเด็กๆก็มากันหลายคนจะวิจารณ์เรื่องนี้เพื่อแระโยชน์กับเด็กๆเด็กๆอาจเข้าใจผิดเมื่อเราพูดพระพุทธเจ้าประสูติ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระพุทธเจ้านิพพานพูดอย่างนี้เด็กๆไม่รู้อะไรเขามีความซื่อหรือมีความเซ่อยังไม่รู้อะไรเชื่อตามคำพูดว่าพระพุทธเจ้าประสูติ



นี่หมายความว่าเป็นพระพุทธเจ้าตั้งแต่ในท้องพระพุทธเจ้าเลยประสูติมันเข้าใจอย่างนี้ก็ได้พระพุทธเจ้าตรัสรู้บ้าเลยเป็นพระพุทธเจ้าแล้วยังไม่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไรทำไมพระพุทธเจ้าไม่ตรัสรู้แล้วจึงจะเป็นพระพุทธเจ้า นี่พระพุทธเจ้านิพพานยิ่งแล้วใหญ่เลยพระพุทธเจ้าองค์จริงไม่นิพพานอยู่ตลอดนิรันดรพระพุทธเจ้าตายไม่ได้สังขารร่างกายของท่านนิพพานหรือตายได้นี่ก็น่าสงสารลูกเด็กๆเมื่อคนแก่ๆพูดให้ฟังเมื่อพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ นิพพานต้องช่วยกันทำความเข้าใจให้รู้จักชัดเจนว่าพูดอย่างนั้นหมายความว่าอะไรต้องหมายความว่าคนยังไม่เป้นพระพุทธเจ้าแต่จะเป็นพระพุทธเจ้าเกิดออกมาและไม่เท่าไรก็ได้ตรัสรู้และไม่เท่าไรสังขารของท่านก็จะแตกดับไปต้องพูดอย่างนี้เขาก็เข้าใจอย่างยิ่งเมื่อพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานเราพูดกันเป็นภาษาคนมันมากเกินไปจนเข้าใจภาษาธรรมไม่ได้จะต้องวินิจฉัยกันให้ละเอียดมันเกี่ยวกับคำพูด



ถ้าพูดว่าพระพุทธเจ้าประสูติๆคำว่าประสูติหมายว่าประสูติจากท้องมารดาจึงจะเรียกว่าประสูติตอนนั้นยังไม่เป็นพระพุทธเจ้าจะเรียกพระพุทธเจ้าประสูติอย่างไรเมื่อมันเป็นคนอายูมากพอสมควรแล้วได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าการตรัสรู้ก็ไม่เรียกว่าประสูติแต่ตัวหนังสือในภาษาบาลีเรียกว่าอุปะบัดติหรืออุปัดติคำว่าอุปัตติแปลว่าอุบัติขึ้นมาพระพุทธเจ้าแท้จริงไม่มีการประสูติแต่อุบัติขึ้นมาในโลกด้วยการตรัสรู้อุบัติแปลว่าเกิดก็ได้



แต่ไม่ได้เกิดจากท้องแม่เกิดขึ้นโดยความเหมาะสมเกิดภาวะอันใหม่ขึ้นมานั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยการประสูติแต่เป็นพระพุทธเจ้าโดยการอุบัติขึ้นมาทำความเข้าใจการประสูติว่าทารกคนหนึ่งได้เติบโตเป็นพระพุทธเจ้าโดยการประสูติขึ้นมาและไม่เท่าไรเขาก็มีการอุบัติขึ้นมาทางจิตใจกลายเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นตอนนี้เป็นการเกิดของพระพุทธเจ้าแท้จริงไม่ใช่การเกิดจากท้องมารดานิพพานๆนั้นเป็นคำประหลาดที่เอามาใช้อย่างผิดๆผิดไม่รู้ยังไงแปลว่าตายซะท้าทายว่าเปิดพระไตรปิฎกดูทุกหน้าๆที่ไหนมีคำว่านิพพานแล้วมีแปลว่าตายไม่มีนิพพานแปลว่าสิ้นกิเลสดับเย็นคนไม่ต้องตายนิพพานนั้นกิเลสตายได้คนไม่ต้องตายมันแปลว่าเย็นนิพพานแปลว่าธาตุตามธรรมชาติมีอยู่2อย่างนี้เป้าหมายในจักรวาลนี้ใครถึงเข้าคนนั้นเรียกว่านิพพานแล้วก็ไม่ต้องตายมีแต่เย็นคือหมดไฟหมดกิเลสพระพุทธเจ้าท่านก็พระสิทธัตถะตรัสรู้แล้วไม่ตายนิพพานไม่ได้แปลว่าตายปัญหามันมีภาษาบาลีมันก็สับสนมองดูว่าจะจับเค้าเงื่อนได้เหมือนกันถ้าจะใช้ถึงความตายของร่างกายใช้ปรินิพพานเช่นพระเจ้าตรัสไว้เองว่าปรินิพพานจะมี 3 เดือนต่อไปนี้คือวันที่ปรงอายุสังขารท่านตรัสว่าปรินิพพานจะมี 3 เดือน



แต่นี้ไม่ได้คำว่านิพพานเฉยๆบาลีที่อื่นปรินิพพานก็ไม่ได้แปลว่าตายอีกๆเช่นบาลีว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ปรินิพุทโตโสภัควาปรินิพานายะธัมมังเสติตายแล้วเทศได้พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วทรงบอกคนเรื่องปรินิพพานเป็นธรรมทั้งหลายเพื่อปรินิพพาน ปรินิพพานอย่างนี้ก็ไม่ได้แปลว่าตายระดับเย็นขึ้นไปเหมือนกันนี่ขอให้เข้าใจว่าในพระไตรปิฎกภาษาบาลีมันยุ่งเหมือนกันทีนี้อธิบายความหมายอย่างหนึ่งเป็นคำๆเดียวกันแต่วาสรุปได้นิพพานไม่ได้แปลว่าตายเป็นระดับเย็น คำว่าปรินิพพานมีอยู่ 2 ความหมายชาวบ้านอาจจะหมายถึงตาย ตายคือดับขัน



 แต่มีคำที่กล่าวไว้ว่าปรินิพพานแล้วแสดงธรรมเพื่อปรินิพพานเพื่อทำให้คนอื่นปรินิพพานตามแสดงธรรมเรื่องปรินิพพาน ปรินิพพานนี้ก็เป็นเรื่องดับทุกข์ดับกิเลสขอพูดเป็นส่วนตัวว่าเรื่องตัวหนังสือถือเอาเป็นประมาณนักเอาความหมายของคำนั้นเป็นหลักตัวหนังสือมันรวนเรทีนี้แหละเราต้องสงสารลูกเด็กๆเพราะเขาได้ยินพระพุทธเจ้าประสูตินี่เป็นพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่ในท้องพระพุทธเจ้าตรัสรู้พระพุทธเจ้าไม่ตรัสรู้สึกทีเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร แล้วพระพุทธเจ้านิพพานพระพุทธเจ้าก็ตายเป็นที่เด็กๆเข้าใจครูในโรงเรียนก็สอนผิดๆไม่ใช่ดูถูกโรงเรียนดูถูกครูแต่ในโรงเรียนมันสอนผิดๆนิพพานแปลว่าตายของพระอรหันต์มันสอนผิดๆถึงขนาดนี้พระอรหันต์นั้นไม่ตายขอให้จำไว้อาตมาขอยืนยันพระอรหันต์นั้นตายไม่ได้เป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งแต่ร่างกายตายได้เหมือนพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมมาเป็นพระพุทธเจ้าก็ไม่รู้จักตายธรรมะที่ทำความเป็นพระอรหันต์ก็ไม่รู้จักตายมันตายที่ร่างกายช่วยอธิบายให้ลูกเด็กๆเข้าใจเรื่องเหล่านี้ที่มันกำกวมพูดอธิบายได้อย่างนั้นอย่างนี้ให้ลูกเด็กๆเข้าใจเหมือนที่เราเข้าใจว่าพระพุทธเจ้ามีอยู่ 3ความหมายเป็นอย่างบุคคลอย่างนี้เกิดในอินเดีย บิดาชื่อสุทโธทะนะมารดาชื่อสิริมายาเกิดที่ตรงนั้นเกิดที่ตรงนี้โตขึ้นมาอย่างนี้นี่เป็นบุคคลแต่แล้วพระพุทธเจ้าบอกผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม



ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นปติจะสมุบาทผู้นั้นเห็นธรรมหมายว่าตัวธรรมเป็นพระพุทธเจ้าที่แท้จริงสิ่งใดทำให้ท่านเห็นปติจะสมุบาทสิ่งใดที่แสดงให้เห็นปติจะสมุบาทที่นั่นมีพระพุทธเจ้านี่พระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมองค์นี้ไม่ได้เป็นลูกใครหลานใครเพราะมันไม่ได้มีเนื้อหนังเหมือนคนเป็นองค์ธรรมตามธรรมชาติเป็นนิรันดรนี่พระองค์ธรรมองค์นี้เป็นที่พึ่งได้อยู่กับเราตลอดเวลาได้จริงถ้าท่านยังไม่รู้จักอาตมาก็จะประณามว่าท่านทั้งหลายยังรู้จักพระพุทธเจ้าน้อยเกินไปไม่รู้จักพระองค์จริงในความหมายที่ 3 ก็ว่าพุทธภาวะเชื้อแห่งพระองค์ที่ยังไม่เป็นพระองค์จริงที่ยังไม่เบิกบานยังไม่ตรัสรู้อยู่ในใจเพราะเตรียมพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระองค์เตรียมทุกคนมีใครไม่เห็นทุกคนมีพระพุทธเจ้าองค์เตรียมให้มีการเพราะหว่านกันให้ดีลดน้ำงอกงามออกมาเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมพระองค์คนก่อนก็ได้แล้วเป็นพระองค์ธรรมนี่แหละคือพระพุทธเจ้าใน 3ความหมาย



ถ้าเรามาจากกรุงเทพขอให้รู้พระพุทธ๔เจ้าใน 3 ความหมายมาจากภาคเหนือ ภาคอีสานขอให้รู้จักพระพุทธเจ้าใน 3 ความหมายและคุ้มค่าเสียเวลาเสียเงินเหน็ดเหนื่อยนี้เราไปรู้จักพระพุทธเจ้าหรือพระองค์ให้มากกว่าแต่เก่าเถิดเท่าที่มีอยู่มันน้อยไปแล้วเป็นพระพุทธเจ้าของอุปาทานเสียมากกว่าอุปาทานที่ทำให้เกิดศรัทธายึดมั่นถือมั่นถ้ามันมีมากก็แขวนพระพุทธเจ้าเต็มคอเห็นไหมบางคนแขวนพระพุทธเจ้าเต็มคอคอจะหักคิดว่านั่นเป็นพระพุทธเจ้านี่ศรัทธาด้วยอุปาทานมันเป็นอย่างนี้ศรัทธาด้วยปัญญาไม่ต้องเป็นอย่างนี้พระพุทธเจ้าองค์ที่เราต้องเอาใจใส่เป็นเศษคือพระองค์เตรียมๆอยู่ในจิตใจของเราคือพร้อมที่จะออกเป็นพระพุทธเจ้าจะมีค่าที่สุดสำคัญที่สุดเราจะตกทุกได้ยากพระพุทธเจ้าพระองค์เตรียมช่วยเราได้ไปช่วยสัตว์ในนรกก็ได้ไปดูรูปปติจะสมุบาทบนตึกเขียนภาพแบ่งมนุษย์ เปรต อสูรกาย เดรัชฉานแบ่งเป็นโลกๆๆไปในแต่ละโลกมีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งประจำอยู่ด้วยเหมือนในโลกสัตว์อันต่ำทราม



นี่พระพุทธเจ้าคอยช่วยคือองค์ที่ออกมาจากเมล็ดพืชพระองค์เตรียมถ้าสัตว์นรกมันนึกขึ้นมาได้มันไม่อยากทำบาปกรรมอีกต่อไปมันก็ช่วยได้นี่พูดถึงสัตว์เดรัชฉานอธิบายยาก สัตว์เดรัชฉานมันอยากจะพ้นทุกข์เหมือนกันนี่ก็ต้องแปลว่าเชื้อหรือพืชยังมีเหมือนกันทำให้สัตว์เดรัชฉานอยากจะดับทุกข์ในต้นไม้ก็เหมือนกันต้นไม้ทุกต้นมันอยากจะรอดด้วยอำนาจของอะไรด้วยอำนาจของสติปัญญาที่อยู่ในระดับต่ำสุดเมล็ดพืชแห่งพุทธภาวะคือเมล็ดพืชที่มันจะเบิกบานออกมาเพื่อความพ้นทุกข์มันจะมีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด



ถ้าพูดอย่างนี้มันก็ไปตรงกับพวกมหาญาณเขาพูดและผู้พูดก็ถูกด่าว่านี่เป็นมหาญาณเอามหาญาณมาสอนไม่ต้องตั้งปัญหาอย่างนั้นเมื่อรู้อย่างนี้เมื่อเห็นอย่างนี้มันมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ถ้าว่ามันมีประโยชน์ก็เอาเถิดเมล็ดพืชนั้นมันจะได้รับการเพาะหว่านออกมารวดเร็วไม่ตายด้านไม่นั้นพืชมันจะตายด้านอยู่ที่นั่นไม่มีวันออกมาเรามีเมล็ดพืชแห่งความเป็นพุทธะซ่อนเร้นอย่างไม่รู้สึกถ้ามันไม่มีเมล็ดพืชซ่อนเร้นอยู่มันรู้ธรรมะไม่ได้ข้อที่เรารู้ธรรมะยิ่งๆขึ้นไปเพราะเมล็ดพืชมันค่อยๆงอกงามส่วนพระพุทธเจ้าที่เป็นเมล็ดพืชมันจะค่อยๆช่วยไปตามขั้นตอนคนเจ็บระลึกถึงพระพุทธเจ้าองค์นี้ก็หายเจ็บคนจนคิดนึกให้ถูกถึงพระเจ้าองค์นี้ความยากจนก็จะไม่เบียดเบียนอะไรนักบางคนโชคร้ายมันเชื่อพรมลิขิตอย่างเดียวมันเชื่อกันบ้างพระพุทธเจ้าองค์นี้ก็จะช่วยได้เหมือนกันแล้วมันมากเป็นคนหลง



ถ้ามันมีพระพุทธเจ้าองค์นี้งอกงามมันก็หายหลงวัตตะสงสารของมันก็ยาวจนนับไม่ไหวถ้ารู้จักพระพุทธเจ้าพระองค์นี้กันเสียโดยเร็วเพาะหว่านกันเสียโดยเร็ววัตตะสงสารมันจะสั้นเข้ามันจะมีความสิ้นสุดแห่งวัตตะสงสารได้ในเวลาอันสั้นนี่เรื่องพระพุทธเจ้าที่ยังรู้จักกันน้อยเกินไปจริงหรือไม่จริงลองใคร่ครวญกันตามที่อาตมาพูดในการที่ท่านจะพูดว่าท่านทั้งหลายรู้จักพระพุทธองค์น้อยเกินไปมาที่นี่ทุกปีขอให้รู้จักพระพุทธเจ้าพระองค์จริงมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเถิดนี่ความประสงค์อันมุ่งหมายของอาตมาแต่ความมุ่งหมายของท่านที่มาร่วมพิธีวิสาขบูชาเป็นอย่างไรมาเอาบุญเรื่องบุญระวังให้ดีมันไม่ได้ดับทุกข์ความรู้มันดับทุกข์ธรรมะจะดับทุกข์แล้วก็เมาไม่ได้บ้าไม่ได้บุญบ้าก็ได้เมาก็ได้ระวังให้ดีเป็นอันว่าเรามารู้จักพระพุทธเจ้ากันทุกความหมายแล้วก็จะรู้ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์จริงช่วยได้นั้นคือพระองค์ธรรม พระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมทำให้เกิดพระพุทธเจ้าพระองค์คนมีอยู่นิรันดรพุทธภาวะที่เป็นเมล็ดพืชทำให้เป็นพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าที่มีนามว่าสิทธัตถะเมล็ดพืชของท่านถึงกับเบิกบานก็ตรัสรู้พระองค์ธรรม พระองค์ธรรมก็ช่วยให้เป็นพระพุทธเจ้าในพระองค์คนขึ้นมาจะรอดตัวได้เพราะพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมทำให้เมล็ดพืชที่เพาะหว่านงอกออกมาเป็นพระองค์คนใช้การใช้งานอะไรได้ปฏิบัติได้สอนได้



ทีนี้จะมาถึงเรื่องหนึ่งที่เราพูดกันทุกปีวันวิสาขะทีหนึ่งเราก็พูดกันเรื่องหนึ่งไม่เป็นประจักษ์หลักฐานทุกปีปีนี้จะพูดถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมที่ใช้เป็นพรพระพุทธพร พระธรรมพร พระพุทธเจ้าขอให้เรารู้จักพรแล้วเราจะมีตนเองเป็นที่พึ่งมีตนเองเป็นสะระนะไม่ต้องมีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งไม่ต้องมีสิ่งอื่นเป็นสะระนะพรนี่แปลว่าประเสริฐในความหมายที่พิเศษสิ่งที่เรียกว่าพรต้องประเสริฐจริงช่วยดับทุกข์ได้จริงแล้วทุกคนก็ได้ยินคำนี้พูดกันมาตั้งแต่อ้อนผู้ใหญ่ก็ให้พรจนลูกเด็กๆติดใจในคำว่าพรยึดมั่นในคำว่าพรคนแก่ให้พรแล้วก็สบายใจเต้นแล้งเต้นกาจึงรู้จักสิ่งที่เรียกว่าพรกันในลักษณะอย่างนี้แล้วก็ต้องการไม่มีที่สิ้นสุด



นี่คือปัญหาที่ต้องนำมาพูดกันคนขอพรกับอาตมาวันหนึ่งเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 10 รายมาไหว้และขอพรน้อยคนที่จะไม่ขอพรอาตมาก็บอกพรที่คุณอยากจะได้พรที่ขอแล้วให้มันมากมายจนไม่มีโกดังจะใส่แล้วใช่ไหมดูคล้ายๆกับมันนึกได้มันจึงนิ่งไปจะเอาไปไหนกันอีกไม่มีโกดังจะใส่จะเอาไปไหนกันอีกพรอย่างนั้นหรือบางทีมันก็ล้นโกดังตั้งปัญหาถามตัวเองว่าพรอย่างนี้มันดับทุกข์ได้ไหมหรือมีเพียงว่าให้สบายใจได้พักหนึ่งมันดับทุกข์โดย



แม้จริงไม่ได้พรอันแท้จริงไหนจะดับทุกข์ได้ไม่เอาเขาบอกว่าธรรมพรเอาธรรมะเป็นพรแสดงว่าไม่รู้ไม่อยากจะได้อยากจะได้แต่พรที่จะมาขอนี่เรียกว่าพรที่ใช้ได้ไม่ต้องการและไม่ต้องการจะขอบางคนมักง่ายกว่านั้นอีกช่วยเป่ากระหม่อมทีรดน้ำมนต์ทีที่นี่ไม่มีโว้ยมีแต่พระเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้ารดก็ได้เป่าหัวป่วยการมันช่วยอะไรไม่ได้เราเป่าหัวไม่เป็นเพราะเราไม่เชื่อเราไม่เรียนไม่เป็นคนโง่เป่าหัวให้คุณไม่ได้มันเลยโกรธนี่เพราะมันยึดมั่นถือมั่นสิ่งที่เรียกว่าพรกันมากเกินไปเป็นพรชนิดที่เต็มโกดังแล้วยังดับทุกข์ไม่ได้พรที่ดับทุกข์ได้ไม่สนใจใครที่นั่งที่นี่คนไหนเป็นอย่างนี้ก็เอาไปคิดเองพูดไม่ต้องเกรงใจว่าพรชนิดนั้นมันเฟ้อเป็นน้ำชาล้นถ้วยอย่าเอาเลยเอาพรที่มันดับทุกข์ได้นี่




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,061 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

รู้จักพระพุทธเจ้าให้มากกว่าก่อนเถิด [41,762]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [519,726]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [370,837]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [274,027]
Global Warming { English } [112,576]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.