<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/34711" type="text/javascript"></script> |
|
หัวข้อธรรมที่ต้องรู้และควรรู้
ท่านสาธุชนทั้งหลายการพูดที่นี่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่เทศนา ปรากถาแต่เป็นการพูดพิเศษส่วนตัวเพื่อมีการเข้าใจบางอย่างให้ท่านทั้งหลายได้ทราบเรื่องที่ต้องรู้แล้ว
post ครั้งแรก: Wed 23 January 2008, 1:48 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 1 February 2008, 10:44 am
|
แต่จะพิจารณาต้องรู้ถ้าไม่รู้มันเดือดร้อนเสียหายควรจะรู้ก็ให้ได้รู้เรื่องที่จะพูดเป็นเรื่องที่ต้องรู้สำหรับพุทธบริษัทเราโดยเห็นว่าท่านทั้งหลายมาจากที่ไกลเหนื่อยมากหิวมากควรจะได้รับประโยชน์อะไรคุ้มค่ากันถ้าไม่อย่างนั้นก็เรียกใช้เวลาไม่คุ้มค่าใช้เงินไม่คุ้มค่าอาตมาผู้เป็นเจ้าของถิ่นก็ต้องรับผิดชอบด้วยเหมือนกันว่าท่านทั้งหลายมาต้องได้รับประโยชน์คุ้มค่า
เพราะฉะนั้นจึงเลือกเอาที่มีประโยชน์คุ้มค่ามาพูดกันเป็นส่วนตัวในฐานะเป็นเพื่อนพุทธบริษัท จะภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาก็เรียกว่าเป็นเพื่อนพุทธบริษัทจะต้องมีสิ่งที่เข้าใจร่วมกันและประพฤติร่วมกันให้สำเร็จประโยชน์แพระพุทธศาสนาที่จะพูดไม่เรียกว่าเทศไม่เรียกว่าปรากถาเป็นเรื่องที่พูดกันภายในขอให้ท่านทั้งหลายตั้งใจฟังให้ดีๆให้สำเร็จประโยชน์เพราะนานๆจะได้มาพูดกันอย่างนี้เรื่องเทศธรรมเนียมปรากถาตามธรรมเนียมหลายร้อยครั้งพันครั้งแล้วก็ยังจับใจความไม่ได้เพราะว่าการพูดอย่างนั้นต้องพูดอย่างระเบียบประเพณีไม่ใช่พูดปรับทุกข์อย่างวันนี้วันจะพูดกันอย่างปรับทุกข์หมายความว่ารับผิดชอบร่วมกันในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าเราจะทำทุกอย่าง

เพื่อตั้งอยู่ได้เจริญอยู่ได้ของพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่คือสิ่งที่จะต้องรับรู้รับทราบ อย่างนี้พระพุทธเจ้าไม่อนุโมทนาแน่แล้วจะสั่นพระเศียรด้วยหมอไม่ให้เทศอาตมาเปลี่ยนมาเป็นพูดดื้อหมอจะพูดเท่าที่รู้ศึกจะพูดได้ถ้าหมดแรงก็หยุดจะพูดได้กี่ข้อก็สุดแท้และมันก็เป็นเรื่องที่เขาเรียกว่าหญ้าปากข้องได้ยินกันมาแล้วแต่ไม่ได้สนใจกูจะพูดเป็นข้อๆท่านทั้งหลายตั้งใจฟังให้ดีจะกำหนดไว้เป็นข้อๆข้อแรก จะพูดถึงเรื่องว่าเราทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นนี่มันก็สวดกันเป็นนกแก้วนกขุนทองกี่ครั้งมันก็ไม่สำเร็จประโยชน์แล้วก็ไม่ได้ผลด้วยเพราะมันไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจเดี๋ยวนี้มันไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจเราเป็นเพื่อนข้อแรกว่าเพื่อนทุกข์ข้อที่ 2 ว่าเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายนี่ขอแยกเป็น 2 ชนิดเป็นเพื่อนทางกายเราทุกคนเกิดแก่เจ็บตายทางกายด้วยกันทุกคนนี่เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายทีนี้ทางจิตใจเราทุกคนก็มีกิเลสเมื่อมีกิเลสก็มีความทุกข์
นี่เราเป็นเพื่อนทุกข์ขอให้มองเห็นว่ามันเป็นอย่างนี้จริงมันเป็นเพื่อนกันอย่างนี้จริงๆให้ความรู้นี้รู้สึกลึกซึ้งไปในจิตใจเขาเรียกว่าใต้สำนึกคือไม่ต้องนึกแต่มันรู้สึกเต็มอยู่ในจิตใจ แล้วข้อนั้นมันจริงมันออกมาเป็นเรื่องจริงมันดีก็ดีจริงชั่วก็ชั่วจริงมันรู้สึกว่าทุกคนเป็นเพื่อนทุกข์ในทางใจและเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายในทางกาย
ถ้าอันนี้มันมีอยู่ในใต้สำนึกมันก็บังคับสิ่งที่ปฏิบัติกันอยู่เป็นไปอย่างถูกต้องจะปฏิบัติต่อคนที่เหนือกว่าเรา เสมอเรา ต่ำกว่าเราเราก็ปฏิบัติเหมือนเขาที่ว่าเป็นเพื่อนทุกข์คือเป็นเพื่อนทั้งทางกาย ทางใจมันยังไม่มากไม่น้อย ไม่สูงไม่ต่ำเป็นไปอย่างพอดีเมตตา กรุณาโดยอัตโนมัติถ้ารู้สึกว่าเป็นเพื่อนมันก็มีเมตตา เมตตาแปลว่าเป็นเพื่อนถ้าใต้สำนึกมันว่าเป็นเพื่อนการกระทำมันก็เป็นเพื่อนนี่ได้ชำระสะสางความข้อนี้ให้กระจ่างว่างก็พิจารณาว่าทั้งหมดคือเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายทั้งหมดทั้งสิ้นที่มีชีวิตเพื่อนมนุษย์ก็ดี เพื่อนสัตว์เดรัชฉานก็ดีทีนี้มันก็เป็นเพื่อนรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์เหมือนกันอย่างนี้ลองคิดดูจิตใจจะเป็นอย่างไร จิตใจก็กว้างขวางครอบงำโลกแผ่เมตตาให้ทั้งหมดเป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายเพียงเท่านี้ก็เหลือหลายนี่เป็นข้อแรกช่วยจำไว้ให้ดีอย่าไปสวดอย่างนกแก้วนกขุนทองมันสำเร็จประโยชน์อย่างนี้มันยังรู้สึกแท้จริงว่าเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายแบ่งเป็นทางใจ และทางกายและไม่มีใครไม่ใช่เพื่อนเป็นเพื่อนแท้จริงตามธรรมชาติแต่รู้หรือไม่รู้มันอีกเรื่องถ้าจิตใจเป็นพุทธบริษัทก็ถูกต้องมันก็ยอมรับความเป็นเพื่อนในลักษณะนี่ไม่ว่าเพื่อนมนุษย์หรือสัตว์เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายก็สบายใจพอใจรู้สึกว่าเป็นความพอใจปลอดภัยแน่ใจศรัทธามันก็นอนหลับข้อแรกว่าเราเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น นี่ข้อ 2เราเป็นสมาชิกอิธะปัจยะตาถ้าฟังไม่ถูกก็แสดงว่าไม่รู้จักหัวใจของพระพุทธศาสนาคือคำสอนของพระพุทธเจ้ามันรวมเรื่องเป็นอิธะปัจยะตา ปติจะสมุบาทเอาคำพูดอิธะปัจยะตาแปลว่ามันมีเหตุมีปัจจัยแล้วต้องไปตามเหตุตามปัจจัยในทุกคน ทุกชีวิต ทุกสังขาร ทุกอัตถภาพคนหรือสัตว์
มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมาแล้วต้องไปตามเหตุตามปัจจัยนั้นๆพุทธศาสนาบางพวกเขาว่าเป็นตามกรรมเก่า บาวงพวกก็ว่าโชคว่าเคราะห์ บางพวกก็ว่าภูตผีปีศาจบังคับให้เป็นอย่างนี้ไม่ใช่พุทธบริษัท แม้แต่เชื่อว่ากรรมเก่าก็ไม่ใช่พุทธบริษัท พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ชัดๆความสุขความทุกข์ไม่ได้เป็นไปตามกรรมเก่าแต่มันเป็นไปตามอิธะปัจยะตาเดี๋ยวถูกสอนว่ากรรมเก่าบ้าง ภูตผีปีศาจบ้างอย่างนี้ไม่ใช่พุทธบริษัท นอนเจ็บเป็นอัมพาตตายลงไปหยกๆนี่ก็ดีเชื่อว่ามันเป็นไปตามกฎของอิธะปัจยะตา ไม่ต้องเชื่อว่าเป็นกรรมเก่าหรือผีปีศาจมันเป็นกฎของอิธะปัจยะตาตามธรรมชาติมันถึงเข้ากับคนนั้นในลักษณะอย่างนั้นมันจึงตาย นอนเจ็บเป็นอัมพาตอย่างนั้น เราเป็นสมาชิกอิธะปัจยะตาด้วยกันทุกคนคำว่าสมาชิกอาตมาว่าเข้าใจง่ายเป็นสมาชิกกรมนั่นกรมนี่ สโมสรนั่น สโมสรนี่เป็นสมาชิกอะไรก็แล้วแต่มันเป็นเรื่องสมมุติตามความสมัครใจก็เป็นสมาชิกกันไปนี่รับไม่ไหว
แต่ว่าโดยธรรมชาติมันเป็นเองเหมือนเราเป็นสมาชิกอิธะปัจยะตาคืออู่ภายใต้กฎอิธะปัจยะตาทุกคนจะอยู่รียกว่าอะธะปัจยะตาหรือปติจะสมบาทมันอาศัยเหตุของปัจจัยทำให้เกิดทุกข์เป็นสุขก็ได้ที่ดีต้องเหนือสุข เหนือทุกข์ดี๋ยวนี้เราหนีคนอิธะปัจยะตาเพราะมันยังไม่เป็นพระอรหันต์เพราะอิธะปัจยะคาไม่มีอะไรปรุงแต่งไม่ได้เดี๋ยวนี้มันเป็นสมาชิกอิธะปัจยะตาบังคับโดยธรรมชาติแต่คนโง่ไม่รู้สึกคนบ้ามันไม่รู้สึกมันยึดเรื่อวงผีสาง เทวดา กรรมเก่า กรรมใหม่อะไรไม่รู้แต่พระพุทธเจ้าเป็นเพราะอำนาจที่เป็นกฎธรรมชาติคืออิธะปัจยะตาคนที่ไม่เคยชินกับคำนี้ต้องจำให้แม่นคืออิธะปัจยะตาๆเรียกอีกชื่อว่าปติจะสมุบาทกล่าว่าผู้ใดเห็นปติจะสมุบาทผู้นั้นเห็นธรรมะ ผู้ใดเห็นธรรมะผู้นั้นเห็นปติจะสมุบาทเมื่อเห็นธรรมะก็เห็นเราเป็นตถาคตอิธะปัจยะตามันออกจะละเอียด
แต่ปัจจัยบางคำไม่ใช่ตัวตนเป็นเพียงนามธรรมเป็นวัตถุสิ่งของมันก็เห็นยากทางจิตใจ แต่ที่มันเป็นสิ่งของมันก็เป็นก้อน เป็นเนื้อเป็นตัวก็เรียกว่าปัจจัยฝ่ายวัตถุปัจจัยทางฝ่ายปัจจัยก็ปรุงแต่งเห็นรูป ฟังเสียงเกิดวิญญาณปัญหา อุปาทานเกิดภพเกิดชาตินี่ฝ่ายจิตใจฝ่ายวัตถุพวกหนึ่งหลวงตาก็พวกหนึ่งกันทั้ง 2ฝ่ายเรียกว่าอิธะปัจยะตามีจิตใจปรุงแต่งแล้วก็ตามเหตุปัจจัยนั้นๆอัตถะภาพชีวิตมันเป็นห่วงขึ้นมาแล้วมันก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยนั้น ตามเหตุตามปัจจัยเรียกว่าอิธะปัจยะตาพูดให้เด็กๆ
ฟังว่าสิ่งนี้เป็นปัจจัยสิ่งนี้เป็นธรรมะสิ่งนี้ดับลงสิ่งนี้ก็ดับลงด้วยปัจจัยทั้งฝ่ายเกิดฝ่ายดับ ความเกิดเกิดมาเป็นฝ่ายเกิดก็ได้ความดับก็ได้นี่มีปัจจัยแล้วก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยนั้นๆทุกคนเป็นสมาชิกปัจจะยะตามโดยธรรมชาติวิเศษไม่ได้ไม่ต้องเสียค่าธรรมะไม่ต้องประชุมมันเป็นโดยธรรมชาติอยู่ในตัวเมื่อเป็นสมาชิกอิธะปัจจะยะตาก็เป็นไปตามกฎที่มารูปหนึ่งก็ร้องไห้ที่มาในรูปหนึ่งก็หัวเราะอย่าต้องร้องไห้มีจิตใจเสมอเป็นสมาชิกอิธะปัจยะตาให้เก่งให้คร่องนี่จะต้องไม่หัวเราะ ไม่ร้องให้ ไม่บวกไม่รบเพราะกูชอบมันก็ต้องเป็นไปตามธรรมชาติอย่าฟูหรืออย่าแฟบรักษาจิตนี่เรียกว่าเป็นผู้รู้ทางอิธะปัจยะตานี่มันเป็นข้อที่ 2 เราเป็นสมาชิกอิธะปัจยะตาตามกฎยิ่งกว่าเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายซะอีกความเป็นสมาชิกอิธะปัจยะตาทั่วถึงๆคนก็เป็น สัตว์เดรัชฉานก็เป็นคือมันเป็นไปตามเหตุปรุงแต่งบางรายก็น่ากลัวเป็นความตายเป็นเรื่องยุ่งยากลำบาก
แต่ถึงอย่างนั้นก็ว่าเมื่อมีกิเลสต้องเป็นปัญหาเดี๋ยวมีความรักรบกวน เดี๋ยวมีเหตุรบกวนความตื่นเต้น ความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์รบกวนความอิจฉาริษยานี่เป็นของธรรมดาที่เป็นไปตามกฎของอิธะปัจยะตาต้องเป็นอย่างนี้ถ้าเก่งให้ดีต้องเชื่อได้ปกติดีว่าอิธะปัจยะตาทำอะไรไม่ได้เจ็บป่วยถึงตายไม่หวั่นไหวผู้ทูนอิธะปัจยะตาควรเป็นให้ได้กันอย่างนี้ที่ว่าปล่อยไปตามเรื่องเห็นอยู่ว่าเดี๋ยวคนนั้นเป้นอย่างนี้คนนี้เป็นอย่างนี้ก็ไปโทษว่ามาเป็นแต่เราเพราะมันไม่เหมือนกันในชาติเดียวเป็นไม่ครบหลายๆชาติก็ครบนี่มันเรื่องที่ 2 เป็นสมาชิกอิธะปัจยะตาอยู่โดนไม่รู้ตัวนี่มันรู้ตัว เป็นสิ่งมีชีวิตมันก็ต้องเป็นสมาชิกอิธะปัจยะตาตามกฎเกณฑ์แห่งอิธะปัจยะตา เรื่องที่ 3 เราเป็นลูกหนี้ของธรรมชาติ คงงงว่าเราไปยืมอะไรธรรมชาติ ตามธรรมชาติมีดินน้ำ ลม ไฟธาตุนาๆชนิดลูกหนี้ของธรรมชาติคือเหมือนยืมมาจากธรรมชาติ ธรรมชาติให้ยืมมาดิน น้ำ ลม ไฟส่วนร่างกาย ธาตุวิญญาณก็จิตใจ ธาตุอากาศพื้นฐานรองรับจิตใจ พื้นฐานธรรมชาติต้องคืนเจ้าของพูดเรื่องธรรมชาติให้ดีซะก่อนทุกส่วนของร่างก่ายเป็นของธรรมชาติ ทั้งโลก ทุกอย่างก็เป็นธรรมชาติข้อหนึ่ง
ข้อที่ 2มันมีกฎของธรรมชาติมันบังคับทั้งหลายอยู่ที่ 3 มันมีหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติมิฉะนั้นจะต้องตาย ปฏิบัติหน้าที่ก็มีเรื่องที่ 4 คือได้รับผลจากธรรมชาติเรื่องของธรรมชาติมี 4ความหมายเป็นธรรมชาติกฎของธรรมชาติที่ประจำอยู่นั้น ว่าหน้าที่ของธรรมชาติผลที่ได้รับจากหน้าที่มี 4ความหมายตัวเรามีธรรมชาติทั้งเนื้อทั้งตัวมันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติเรามีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติทั้งกายทั้งใจถูกต้องตามกฎของธรรมชาติปฏิบัติเสร็จก็ได้รับผล ธรรมชาติมี 4 ความหมายไอ้หน้าที่คือพระธรรม ปฏิบัติให้ถูกต้องแก่ความรอดเรียกว่าหน้าที่ทุกคนรู้จักหน้าที่คือพระธรรมเป็นธรรมชาติในความหมายที่ 3 ปฏิบัติให้ถูกต้องกับธรรมชาติซึ่งมี อยู่ 4ความหมายเราเป็นอย่างนี้
คนอื่นเป็นอย่างนี้ก็เป็นอย่างนี้ทั้งจักรวาลมีธรรมชาติ มีหน้าที่ธรรมชาติ มีหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ มีผลที่ได้รับจากธรรมชาติอยากมีความเจริญเดี๋ยวทำอะไรให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติเกือบจะทุกวันขอพรมันบ้าพวกนี้มันบ้ามันให้พรจนจะเป็นโกดังขอฉัน มีพรที่แท้จริงคือปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องเป็นพรแท้จริงของพระพุทธเจ้าจงทำหน้าที่ทุกหน้าที่ที่เป็นบิดามารดาเป็นลูกเป็นหลานเป็นคนใช้สารพัดหน้าที่แล้วแต่จะเป็นหน้าที่ไหนธรรมชาติบังคับอยู่เมื่อได้ยินธรรมชาติพระพุทธศาสนามันมีอยู่ 4 อย่างมีธรรมชาติ มีหน้าที่ธรรมชาติหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ
มีผลที่ได้รับจากธรรมชาตินี่รู้ธรรมชาติ 4 ความหมายให้ดีๆก็จะเป็นผู้ชนะธรรมชาติ จะเอาชนะต้องใช้ธรรมะทีนี้ข้อ 4ต่อไปว่าเรามีการผูกพันกับธรรมชาติ เหมือนเรายืมของมาใช้แล้วมันเป็นเจ้าของอัตถะภาพร่างกายนี้มันยืมมาจากธรรมชาติ ธรรมชาติให้ยืมมาพัฒนาเอาเองให้ได้ผลตามที่ต้องการได้ทุนรอนมาจากธรรมชาติให้ยืมมาเสร็จแล้วก็ส่งคืนยืมของธรรมชาติมาแล้วมันกบฏมันไม่รู้ว่าตัวกูของกูเนื้อหนังของกู ชีวิตของกูไม่รู้ว่าลืมมาจากธรรมชาตินี่มันเป็นคนหลอกลวงคิดว่าตัวก็เมื่อไรก็ทำเมื่อนั้นคนบัดสัตว์ยืมธรรมชาติมาพัฒนา ยังมีการเฝ้าไฮโลคือไม่ยอมรับว่าไม่ใช่ตัวกูไม่ใช่ของกูนี่รู้ทีว่าเรายืมสิ่งที่เรียกว่าชีวิตต้นทุนมาจากธรรมชาติ พัฒนาอย่าไปหลงใหลว่าตัวกูของกูเมื่อตายก็กลับไปหาธรรมชาติมีการใช้คืนอย่างถูกต้องไม่ยักยอกชีวิตนี้มีธรรมชาติให้ยืมทุนมาค้าขายด้วยชีวิตแล้วก็รู้จักอย่าให้มันเป็นตัวกูของกูเหมือนนกเขา นกเขาบินไปจับต้นไม้ไหนมันอยู่ที่คนเราต้องเป็นอย่างนั้นเป็นตัวกูของกูมันก็เห็นกี่ตัวกิแลสมัยก็เกิดเป็นทุกข์อย่ามีความรู้สึกเป็นตัวกูของกูไม่เห็นแก่ตัวมันก็เบาสบายพัฒนาชีวิตเอาตามต้องการ
เดี๋ยวกลุ้มมีอีกมั้งเอาความสุขสมอย่างไรก็ได้พัฒนาเอาตามใจชอบก็คืนธรรมชาติโดยอัตโนมัติว่ามันตายก็ขอกูทันตายแก่คือว่านี้มันตัวกูของกูไม่เห็นมือนี่ข้อที่ 5 มันเป็นปัญหาเรื่องเพศการสมรสปัญหาเกี่ยวกับเพศมันมีมากทั้งเพศหญิง เพศชายถ้าไปยึดมั่นมันมีปัญหามากยิ่งยากเป็นปัญหาตลอดชีวิตทำธรรมะมากอาจจะไม่เคยได้ยินได้ฟังว่าจิตใจแท้ๆมันเป็นเพศหญิงหรือไม่เป็นเพศชายว่างแต่ว่ามันมีเจตะสิทธิ์พวกหนึ่งเรียกว่าอินทรีย์ที่เป็นหญิงเรียกว่าอิทสินทรีย์ เป็นชายเรียกว่าปุริสินทรีย์ อินทรีย์ที่เป็นเจตะสิทธิ์มันจับที่จิตใจแล้วจิตใจก็จะรู้ว่าเป็นหญิงเป็นชายคุณลองคิดดูเราธรรมดาไม่คิดว่าเป็นหญิงเป็นชาย
แต่ถ้าอินทรีย์ก็คิดว่าเป็นหญิงเป็นชายอวัยวะเพศธรรมชาติให้มาเพื่อเป็นการสืบพันธุ์ไม่ใช่ว่าอำนาจเหนือเมฆให้อวัยวะสืบพันธุ์มาจิตใจนั้นให้เจตสิทธิ์ที่จะรู้ว่าเป็นหญิงหรือเป็นชายมาพออายุสมควรอวัยวะเพศก็ทำหน้าที่ ความรู้สึกว่าเป็นหญิงเป็นชายก็ทำหน้าที่และก็มีปัญหาเกี่ยวกับเพศถ้าเป็นเรื่องสืบพันธุ์ก็ไม่มีปัญหา
แต่ถ้ามันกายเป็นเรื่องกามมารมย์มันมีเรื่องมากมายยิ่งกว่าฆ่ากันตายกามมารมย์มีปัญหามันต้องควบคุมความรู้สึกทางเพศนี้ให้ได้อย่าให้มันรู้สึกว่าเป็นหญิงเป็นชายอย่าโง่เขลาอย่างบ้าหลังให้รู้ความจริงตามธรรมชาติไม่เป็นหญิงไม่เป็นชายต่อเมื่อเจตะสิทธิ์อินทรีย์ครอบงำก็รู้ว่ากูเป็นหญิงหรือเป็นชายกิจกรรมระหว่างเพศได้ก็ต้องมีความรู้สึกอันนี้ถ้าความรู้สึกอันนี้ไม่เกิดมันก็ทำความรู้สึกทางเพศไม่ได้ยุ่งเท่าไรไม่ยุ่งเท่าไรอย่าไห้ความรู้สึกทางเพศมันครอบงำตลอดเวลาแม้ว่าร่างกายจะมีนิมิตเป็นหญิงเป็นชายตลอดเวลานั้นเป็นเรื่องธรรมชาติเพื่อสันติสุข เพื่อความเยือกเย็นจิตใจแล้วจงรู้สึกว่าอยู่เหนือเพศไม่มีความรู้สึกว่าเป็นหญิงเป็นชายคิดดูเมื่อไม่มีความรู้สึกว่าเป็นหญิงเป็นชายมันสบายกี่มากน้อยเป็นหญิงหรือเป็นชายขึ้นมาเมื่อนั้นมันยุ่งยากกี่มากน้อยนี่เป็นความลับทางธรรมชาติ พระอรหันต์หมดความเป็นเพศหญิงเป็นเพศชายก็สบายไปแล้วพวกปุถุชนโง่เขลามันเป็นหญิงเป็นชายมันมากขึ้นมันบ้าไปอีกก็ควรจะรู้ไว้ความรู้สึกทางเพศมันเป็นเรื่องชั่วคราวหลงไปในอิทสินทรีย์ก็เป็นหญิง หลงไปในปุริสินทรีย์ก็เป็นชายก็ยุ่งยากลำบากทางเพศ
ถ้าจิตเราสะอาดเรื่องพวกนี้ก็ครอบงำไม่ได้ก็อยู่เหนือเพศแต่ไม่ใช่กระเทย กระเทยมันอยู่ตรงกลางระหว่างหญิงกับชายแต่นี่มันอยู่เหนือขึ้นไปอีกจิตที่ว่างไม่มีปัญหาทางเพศรบกวนนั่นแหละเหนือความเป็นหญิงความเป็นชายใครทำได้ก็สบายใครทำไม่ได้ก็ตกเป็นทาสทางเพศลำบากไปจนตายต้องฆ่ากันตาย ฆ่าพ่อแม่ตัวเองก็ได้เมื่อความรู้สึกทางเพศบ้าครั่งขึ้นมาที่พูดนี่ก็หมายความว่าอย่าให้ความรู้สึกทางเพศทำอันตรายเรานักรู้จักสลัดปัดเป่ารู้จักจัดเวลาไม่ให้เป็นหญิงเป็นชายมากเราก็สบายดีนี่ความรู้สึกทางเพศก็พยายามรู้สึกเหนือเพศถ้ามีการสมรสก็ว่าสืบพันธุ์ไม่สูญพันธุ์มีลูกหลานออกมามีการสมรสที่ร่างกายไม่ถูกกันก็เป็นการสมรสที่สบายอีกอย่างหนึ่งสมรสทางจิตใจเมื่อมีความรู้ตรงกันมีวิญญาณก็เป็นการสมรสทางวิญญาณอันนี้ไม่ยุ่งยากเรียกว่าสมรสทางจิตทางวิญญาณ
ถ้าเป็นการสมรสทางกายก็ยุ่งเรารู้เรื่องเพศกันไว้ตามสมควรอย่าให้ปัญหาเรื่องเพศข่มเราให้มีเวลาว่างเป็นอิสระอยู่เหนือความเป็นเพศหญิงเพศชายกันบ้างลองไปคิดดูว่าถ้าไม่เป็นหญิงเป็นชายสบายเท่าไรถ้าเป็นหญิงเป็นชายยุ่งยากเท่าไรนี่เอาชนะปัญหาเกี่ยวกับเพศให้ได้แล้วจะได้อะไรมากกว่าธรรมดา
ถ้าฟังไม่ถูกก็เป็นแรดถ้าฟังถูกก็ไม่เป็นแรดนี่มันเป็นคำที่มีอยู่ในบาลีในพระไตรปิฎกชีวิตะสังโวหาระเพราะว่าการค้าขายด้วยชีวิตสังโวหาระเรียกว่าค้าขายที่ทำให้เกิดกำไรที่เราใช้ชีวิตเป็นเดิมพันพูดอย่างเมื่อกี้ค้าขายเกิดผลๆมันมีเป็น 2 ระดับคือทางโลกทางธรรม ทางโลกก็ค้าขายสบายมีหลักทรัพย์ดีมั่นคงก็เรียกว่าเศรษฐกิจการค้าชีวิตในทางธรรมคนแก่คนนั้นก็มอบทรัพย์สมบัติให้ลูกให้หลานเป็นหลักทรัพย์สมบูรณ์แล้วตัวเองก็นุ่งชุดขาวไปนั่งเล่นอยู่ริมรำธารป่าละเหมาะเป็นสุขจบการค้าทางชีวิตแต่ว่ามันเป็นด้านโลกนายคนหนึ่งทำได้อย่างนี้เผอิญไปพบพระพุทธเจ้าเข้าเขาก็คุยอวดพระพุทธเจ้าว่าเขาเป็นผู้สำเร็จชีวิตะสังโวหาระจบหน้าที่ของมนุษย์หน้าที่ของมนุษย์เขาทำเสร็จแล้วพระเจ้าบอกนี่มันรู้แต่เรื่องวัตถุข้าพเจ้าว่ายังไม่เสร็จ
เขาถามว่าไม่เสร็จยังไงพระพุทธเจ้าถามถ้าทรัพย์สมบัตินี้เสียไปแกจะร้องไห้ไหม ลูกตายเมียตายหลานตายแกจะร้องไห้ไหมไอ้นั่นมันนึกได้จริงวะแกยังๆไม่สำเร็จชีวิตะสังโวหาระยังต้องปฏิบัติในส่วนจิตใจให้สูงจนไม่มีความทุกข์ไม่ดีใจไม่เสียใจอยู่สม่ำเสมออย่างนี้ถึงเรียกว่าสำเร็จกิจทางการค้าของชีวิตฟังดูให้ดีหลักของโบราณว่าชีวิตเหมือนการค้า
แต่ถ้าค้าทางจิตทางวิญญาณไม่มีทุกข์ค้าทางโลกียะมีทรัพย์สมบัติที่สุดแต่มีกิเลสมากแต่มันมีเรื่องยุ่งแต่ถ้าค้าสำเร็จทางจิตใจมันมีธรรมะมันหมดกิเลสทุกคนมีการค้าทางชีวิตแต่ไม่รู้ตัว ถ้าเรามีการค้าทางชีวิตเกิดมาจากท้องมารดาแล้วมันก็ต้องทำทุกอย่างให้มันดีที่สุดเท่าที่มนุษย์ควรจะได้แต่ทีนี้มันรู้แต่เรื่องทางวัตถุมีอำนาจวาสนา มีเกียจติยศชื่อเสียงเท่านั้นก็จบแล้วปุถุชนจบการค้าโดยชีวิต
ถ้าปฏิบัติกิเลสให้หมดไปมรรคผลนิพพานเข้ามาแทนนี่การค้าทางจิตใจที่ถูกต้องและสมบูรณ์จึงขอให้มีการค้าทางจิตใจกันบ้างอย่ามีแต่การค้าทางวัตถุทางร่างกายคือทรัพย์สมบัติ เกียจติยศ ชื่อเสียงอำนาจบารมีนั้นเป็นครึ่งหนึ่งของร่างกายแต่ถ้ามีทรัพย์เป็นมรรคผลนิพพานชีวิตจะเย็นไม่กัดเจ้าของ ชีวิตนี้ถ้ายังกัดเจ้าของยังใช้ไม่ได้เดี๋ยวรัก
เดี๋ยวเกลียดชีวิตเยือกเย็นไม่กัดเจ้าของนี่ความหมายนิพพานและไม่อยู่เฉยเป็นประโยชน์ๆกี่ทุกคน 2คำจำให้แม่นว่าชีวิตนี้เยือกเย็นและเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายรู้จักทำการค้าด้วยชีวิตให้ถูกต้องสำเร็จการค้าทางวัตถุและจิตใจเขาก็ได้รับประโยชน์สูงสุดคือนิพพาน นิพพานต้องได้เมื่อชีวิตเป็นๆ ตายแล้วไม่มีประโยชน์อย่าไปเดินตามคนโง่ว่านิพพานได้ตอนตายแล้วมันต้องยังมีชีวิตมันได้รับความสุขเพราะไม่มีกิเลสปรับปรุงทุกอย่างให้ชีวิตเยือกเย็นเป็นประโยชน์จะเป็นทรัพย์สมบัติก็ได้ถ้าปรับปรุงมันก็เป็นประโยชน์ สะดวกสบายได้มีปัญญา มีความรู้ มีทรัพย์สมบัติด้วยชีวิตนี้ก็จะเยือกเย็นเป็นประโยชน์กว้างขวางจึงเรียกสะกิยะธรรมะ
นับตั้งแต่เราเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายเราเป็นสมาชิกอิธะปัจจะยะตาเรายืมชีวิตมาจากธรรมชาติมาพัฒนาเราอยู่เหนือปัญหาเรื่องเพศ เรามีชีวิตโวหาร สังโวหารคือค้าขายชีวิตได้กำไรทางฝ่ายวัตถุ ฝ่ายจิตใจปฏิบัติให้ได้อย่างนี้เขาพูดอีกกี่หมื่นชาติจะได้นิพพานไม่รู้จะพูดทำไมมันต้องได้ตั้งแต่ยังมีชีวิตขอให้รีบปรับปรุงตามมีตามเกิดว่าให้มันมีชีวิตเยือกเย็นเป็นประโยชน์ทันเวลาเอา
ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่สูงขึ้นไป เรื่องที่ 8 คือเรามีความรู้เรื่องสุนยะตา อนัตตาคือเรื่องความว่างจากตัวตนและมิใช่ตัวตน ชีวิตนี้มันเป็นไปตามปัจจัยมันมีตัวตนมันก็บังคับได้อย่าเป็นอย่างนี้อย่าเป็นอย่างนั้นตามใจ
เดี๋ยวนี้มันไม่ได้ตามใจมันเป็นไปตามปัจจัยของมันสัญญาต้องได้อย่างนี้อย่างนั้นความรู้ว่าตัวตนมันเป็นความสำคัญมั่นหมายไม่ใช่เรื่องจริงคำสอนในวันมาฆบูชา มีอยู่ 3ข้อไม่ทำบาป ทำกุศล และก็ทำจิตให้ขาวลอกหลักใหญ่ๆของมาฆบูชา ทำกุศลไม่ทำอกุศลทำจิตให้ขาวผ่องเหนือกุศลและอกุศล อกุศลมันเราไม่ตัดสิ่งที่ควรตัด กุศลตัดสิ่งที่ควรตัดที่เหนือกุศล เหนืออกุศลมันเหนือปัญหาไม่ต้องตัดอะไรถ้าเข้าใจกุศลว่าอย่างนี้ถูกต้องแล้วทีนี้คนไปเข้าใจกุศลว่าร่ำรวยได้อยู่ในสวรรค์อย่างนั้นไม่ใช่กุศล กุศลแปลว่าตัดสิ่งที่ควรตัดสิ่งเลวร้าย อกุศลไม่ตัดสิ่งที่เลวร้ายเหนืออกุศลไม่ต้องตัดพูดง่ายๆว่าเหนือดีเหนือชั่ว เหนือบุญเหนือบาปไม่ได้เรียกว่าจิตหลุดพ้นรู้จักอันนี้ไว้ด้วยถ้าเป็นกุศล อกุศลยังต้องเวียนว่ายในกุศล อกุศล
ถ้าเหนือกุศล เหนืออกุศลโลกุตะระเรียกว่าถึงความขาวรอดที่จริงแปลไม่ถูกแต่เขาแปลกันมาอย่างนี้อาตมาอยากแปลว่าไม่มีสีทำจิตไม่มีสี สุนยะตาแปลว่าความว่างไม่มีตัวตนสภาพโดยแท้มันไม่ได้รู้สึกว่าตัวกูของกูพอคลอดมาจากท้องแม่แล้วมันค่อยๆเกิดความรู้สึกเป็นตัวกูของกูมันก็ไม่ว่างถ้าไม่มีตัวกูของกูมันก็ว่างมันเกิดความคิดเป็นตัวกูของกูเรียกว่าอัตตาทีนี้ผีหลอกไม่ใช่เรื่องจริงเพรามันไม่มีตัวตน
แต่เข้าใจว่ามีตัวตนอัตตาถ้าเอาตามความหมายที่ใช้กันเดี๋ยวนี้รวบรวมมาทั้งหมดใช้ 3 ความหมายอัตตาเป็นตัวตนเป็นวิญญาณตายเกิด ๆเรียกว่าอัตตา อัตตาอีกความหมายหนึ่งในโลกคือของคนนั้น ของคนนี้ชื่อนั้นชื่อนี้ตามกฎหมายสมมุติแต่งตั้งบัญญัติทีนี้อัตตาความหมายที่ 3แปลว่าทำเองไม่ใช่คนอื่นตนเองเป็นที่พึ่งแก่ตนเองไม่ต้องมีตัวตนแต่ว่าอะไรเป็นทุกข์อันนั้นต้องทำเองอนัตตาเป็นทุกข์อนัตตาต้องช่วยตัวเองจะว่าอนัตตาไปสวรรค์ก็ไปเองคำนี้แปลว่าเอง ทำเอง มีเองอัตตาที่ให้โทษคือตัวกูของกูเห็นแก่ตัวพอเห็นแก่ตัวเดกิเลาทุกชนิดมันก็กัดเจ้าของเพราะมันเห็นแกตัวผิดมันก็เอาขอให้ได้ประโยชน์อัตตาตัวร้ายมาจากอวิชชาเป็นกิเลสเป็นเหตุให้เห็นแก่ตัวมันก็เรียกว่าข้าสึกสูงสุดไม่มีอะไรคืออัตตาที่เกิดมาจากความโง่เขลาเกิดมาจากท้องแม่ไม่มีความรู้สึกเป็นอัตตาพอคลอดมาจากท้องมารดาแล้วทารกก็ใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสอารมณ์ ตาเห็นรูป สวยหรือไม่สวย หูได้เสียงเพราะ หรือไม่เพราะ จมูกได้กลิ่น เหม็นหรือไม่เหม็น ลิ้นได้รสอร่อยหรือไม่อร่อยความรู้สึกเป็นเวทนา เวทนาทำให้เกิดตัณหาความอยาก
มีความอยากแรงกล้าเกิดรู้สึกผู้อยากคือตัวกูนี่เป็นอวิชชาอัตตานี่มันผีหลอกเกิดมาจากความโง่ไม่เห็นตามที่เป็นจริงตามธรรมชาติถ้าอร่อยมันก็อยากเอาถ้าไม่อร่อยมันก็อยากทำลายถ้ายังไม่รู้ว่าอยากหรือไม่อยากหลงโง่เท่าเดิมโมหะโง่เท่าเดิมคอยเฝ้ามัวเมาตามเดิมนี่เรียกว่าผีหลอกมันไม่เล่นมันทำให้เกิดความทุกข์ทั้งโลกทุกชาติถ้าเราจะสอนธรรมะแก่ศาสนาอื่นเราก็พูดข้อนี้ว่าคุณมีปัญหาอย่างนี้จึงมีความทุกข์ถ้าอยากดับทุกข์ก็ศึกษาข้อนี้พูดกันได้ระหว่างศาสนา
ทีนี้ถ้าว่าไม่มีอัตตาก็ไม่มีที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ตัวมันก็ไม่เห็นแก่ตัวถ้ามีความรู้สึกว่าอัตตาเป็นตัวกูอันนั้นเป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแก่ตัวมันก็เกิดความเห็นแก่ตัวนี่เป็นปัญหาทั้งโลก โลกกำลังมีปัญหาเดือดร้อนถึงที่สุดเพราะความเห็นแก่ตัวมากขึ้นๆโลกยิ่งเจริญยิ่งเห็นแก่ตัวเพราะโลกสร้างสิ่งที่ทำให้เห็นแก่ตัวมากขึ้นเหมือนจะฆ่าตัวเองเมื่อเห็นแก่ตัวมากขึ้นมันก็เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวมันทำลายธรรมชาติ สร้างมลภาวะ สร้างอุบัติเหตุเผลอเลอชนกันอะไรกันเห็นแก่ตัวก็มียาเสพติดเข้ามา มีโรคร้ายที่สุนัขไม่เป็นเข้ามา มีฆาตกรรมลามกอนาจารตามหน้าหนังสือพิมพ์นี่เพราะเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ตัวมันก็ไม่มีเรื่องเหล่านี้มีตัวมันก็เห็นแก่ตัว มีตัวซึ่งมิใช่ตัวและก็ไม่เห็นแก่ตัวนี่อนัตตาๆอัตตาเรียกว่ามีตัวเต็ม นิรัตตาไม่มะไรเลยนี่อยู่ตรงที่สุดก็อนัตตาตัวซึ่งมิใช่ตัวเป็นของธรรมชาติถ้าอย่างนี้เรียกว่าเป็นหลักพระพุทธศาสนาสอนเรื่องอนัตตาไม่เห็นแก่ตัวมันก็มีเมตตาอัตโนมัติข้อที่ 10 จะพูดว่าเมตตาอัตโนมัติเมื่อไม่เห็นแก่ตัวมันก็รักผู้อื่นเองเห็นแก่ธรรมะมันมีเมตตาโดยอัตโนมัติเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายอย่างแท้จริงอย่ามีตัวกูมันจะเกิดเมตตาโดยอัตโนมัตินี่เป็นข้อที่ 10 ข้อที่11พระพุทธเจ้ามี 2 องค์พระองค์การ พระองค์จิตร่างกายคือพระสิทธะถะลูกพระเจ้าสุโทธนะเดินอยู่ 80ปีแล้วก็ตายนี่พระองค์กายแต่พระพุทธเจ้าพระองค์ จิต หมายถึงจิตที่รู้ความดับทุกข์น่ามีสัก 3 องค์ยิ่งดีพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมคือธรรมะที่ดับทุกข์ได้คืออิธะปัจยะตาพระพุทธเจ้าว่าจะมี 2 องค์ก็ได้ 3องค์ก็ได้
แต่ให้รู้ไว้ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์กายมีการประสูติ มีการตรัสรู้ ปรินิพพานพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมไม่มีประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานเป็นพระพุทธเจ้านิรันดร เรื่องปรงสังขารก็อยากให้สนใจกันบ้างพระพุทธเจ้า อายุ 80 ปีท่านก็ปรงสังขารนิพพานข้อนี้เห็นด้วยไหมแล้วเราจะอยู่เกิน 80 ปียอมรับโรคชรานั้นพระพุทธเจ้าชิงไปเสียก่อนอายุ 80 ปีก็ไม่ต้องรับทุกข์โรคชราอย่างนี้ถูกหรือผิดอยากจะอายุยืนก็ต้องรับโรคชราใครอายุ80ปี 90ปีก็รู้ดีต่อสู้กับโรคชราพระพุทธเจ้าปรงสังขารอายุ 80 ปีไปแล้วไม่ต้องมีความทุกข์กับโรคชราไม่ได้บอกให้ไปฆ่าตัวตายแต่ว่าจะนึกถึงว่าโรคชราเตรียมตัวไว้อย่าต้องเป็นทุกข์กับโรคชรา
ถ้ามันต้องตายเสียก่อนก็อย่าเสียใจอย่ากลัวอาตมาไม่กลัวกลัวมันไม่ได้ตายมันอยู่เกินพระพุทธเจ้ามา 6 ปีขอโทษมีบาปเพราะอายุเกินพระพุทธเจ้าเท่าไรก็รับเท่านั้นพระองค์กายพระองค์จิตก็เป็นไปตามกายแต่พระองค์ธรรมไม่มีประสูติ ตรัสรู้ นิพพานแต่พูดอย่างนี้ไอ้พวกนี้มันบ้ามันทำพิธีวิสาขบูชา อาสาฬหบูชา มาฆบูชามันบ้าโว้ยมันไม่ได้บ้ามันถือพระพุทธเจ้าพระองค์กายมันไม่ได้ถือพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมถ้ามันถือพระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมมันก็ไม่ต้องทำพิธีอย่างนี้
พระพุทธเจ้าพระองค์ธรรมๆไม่ประสูติ ตรัสรู้ นิพพานนี่พระพุทธเจ้า 2องค์ก็มีองค์กายกับองค์จิตเรียกว่าศาสนาพระพุทธเจ้าพระองค์กายนิพพานแล้วก็เหลืออยู่พระพุทธรูปบ้างก็หลงไปตามเรื่องไม่สนใจพระองค์ธรรม เมื่อไม่สนใจพระองค์ธรรมก็ไม่ดับทุกข์พระพุทธเจ้าองค์ที่ดับทุกข์คือพระองค์ธรรม พระองค์กายก็เหมือนคนอื่นให้ตายแล้วก็เผาเหลือแต่พระธาตุเหลือ
แต่พระพุทธรูปตัวแทนเลือกเอาพระพุทธเจ้าเด็กๆ โตแล้ว สูงสุดเลือกเอาแต่เมื่อยังเป็นเด็กโง่ๆอยู่ก็เอาพระพุทธเจ้าองค์กายไปก่อนแล้วค่อยเลื่อนไปตามลำดับถ้าธรรมบรรลุก็เป็นพระพุทธเจ้าเสียเองหมดปัญหาข้อ 12 อยากจะพูดว่าศรัทธาๆมาถึงเรื่องก ข ก กาศรัทธาก็เป็นเรื่องศรัทธาแล้วมีศีลคนโง่มันพูดศรัทธามันไม่ใช่เพถียงเท่านั้นคนโง่มันเชื่ออย่างนั้นศรัทธาคือความแน่ใจว่าถูกต้องมีตั้งแต่เกิดจนตายตั้งแต่เป็นปุถุชนถึงพระอรหันต์เราต้องมีศรัทธาความแน่ใจอยู่ที่บ้านต้องมีศรัทธาสามารถด้วยชีวิตเรามีหลักทรัพย์เพียงพอ บ้านเรือนเราแข็งแรงเรามีศรัทธาเชื่อว่ามันเพียงพอเราจึงนอนหลับถ้าเราไม่เชื่อเราก็นอนไม่หลับศรัทธามันจำเป็นถึงขนาดนี้แน่ใจว่าตัวมีความถูกต้องมีความรอดจากกิเลสเมื่อเห็นชัดว่ารอดศรัทธาจึงมีอย่างแท้จริงเช่นรอดจากโลกศรัทธาในหยูกในยา รอดจากกิเลสพระอรหันต์นี่ศรัทธาสูงสุดต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์ศรัทธาต่อเมื่อกิเลสหมดแล้วดับทุกข์สิ้นเชิงมันตั้งต้นตั้งแต่โง่งมงายอยู่ที่นี่หาสิ่งที่จะเป็นที่พึ่งจะพบว่าศรัทธาเอาตะกุดมาแขวนคอก็ศรัทธาว่าดีแล้วเด็กเล็กๆมันก็ศรัทธาของมัน มีของคลัง อาคมก็ศรัทธามีทรัพย์สมบัติมีอำนาจก็ศรัทธาๆความแน่ใจว่าปลอดภัย
ถ้าไม่มีมันนอนไม่หลับแม้เป็นอย่างไสยศาสตร์มันก็ยังช่วยได้คนที่มันโง่ถ้ามันผิดไสยศาสตร์ก็เป็นศรัทธาของคนโง่ ถ้าเป็นพุทธศาสตร์ก็เป็นศรัทธาของผู้มีปัญญามันก็จำเป็นทั้งนั้น อย่างสุนัขมันศรัทธามันจึงนอนหลับตรงนี้อย่างนี้ศรัทธาตามธรรมชาติเชื่อแน่ว่าปลอดภัยจึงได้นอนหลับถ้าไม่เชื่อว่าปลอดภัยมันก็นอนไม่หลับเชื่อว่าบ้านแข็งแรงจึงนอนหลับจึงพอกพูนศรัทธาให้สูงขึ้นไปศรัทธาในสิ่งที่จะช่วยให้รอด เช่นศรัทธาในทาน ในศีลมันก็หวังจะช่วยให้รอดเราปรับปรุงให้ถูกต้องมันต้องสูงขึ้นมิจิตอิษฉาคือความไม่มีศรัทธาราดมันเสียมันก็มีศรัทธาชีวิตจะค่อยเย็นลงๆ เพราะมีศรัทธาสูงขึ้น
นี่เป็นเรื่องประโยชน์ของศรัทธาให้สูงขึ้นอย่าเป็นเรื่องก ข ก กาตั้งต้นและงมงายอยู่ที่นั่น ข้อที่ 14 ปัญญาพาให้รอดต้องมีปัญญามีความรู้ที่ถูกต้องช่วยให้เกิดความรอดมีพระบาลีปัญญายะบริสุทธิ์สติ บริสุทธิ์เพราะปัญญา ปัญญาคือความรู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ บางทีเรียกว่าโพธิ์เป็นคู่ตรงกันข้ามกับกิเลสเศร้าหมองมืดมัว เมื่อเห็นแจ้งตามที่เป็นจริงมันก็เดินถูกอะไรถูกๆๆปลายทางที่ถูกปัญญาพาให้รอด กำจัดความทุกข์จากกิเลสตัณหาเพิ่มพูนขึ้นไปให้เกิดศรัทธา ปัญญาการใช้กำลังของศรัทธาที่ทำลงไปจริงๆศรัทธาและปัญญาก็เป็นคู่กันอย่างนี้
ข้อ 14มีชีวิตที่ไม่เครียดคับด้วยกิเลส มีอาสะวะก็เครียดคับ มีอนุสัยก็เครียดคับกิเลสทำให้เกิดความเครียดเพราะกิเลส โรพะ ราคะ โมหะ โทสะก็เห็นแก่ตัวให้เกิดความเครียดทั้งนั้นชีวิตจะปกติเยือกเย็นมันก็ต้องว่างจากกิเลสถ้าเครียดมันก็ร้อนตามอำนาจของกิเลส ถ้ามีความเครียดมาเกี่ยวข้องเป็นความเครียดหลายๆระดับก็เป็นโรคประสาท ไม่หายก็เป็นบ้าไปเลยความเครียดจากกิเลสทุกระดับชีวิตไม่เครียดก็ต่อเมื่อไม่มีกิเลสให้เห็นแก่ตัว
ถ้าเห็นแก่ตัวมันก็เครียดไม่ว่าจะเห็นแก่ตัวในลักษณะไหนมันก็เครียดมันก็ทุกข์ชีวิตไม่เครียดเพราะว่าไม่เห็นแก่ตัว ถ้าเห็นแก่ตัวก็เครียด การเกิดมาจากความเครียดต้องหาให้พบต้นเหตุของมันคือความเห็นแก่ตัวอย่างใดอย่างหนึ่งเสมด ข้อ15 เมื่อหมดกิเลสหมดความเครียดแล้วมันก็สงบเย็นเป็นประโยชน์ถารมว่าเกิดมาทำไมก็ตอบว่าเพื่อมีชีวิตเย็นเป็นประโยชน์เท่านั้นพอถ้าเท่านั้นยังไม่พอบ้ามันเย็นๆไม่มีความทุกข์และเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายก็พอเพราะว่านั้นคือนิพพานชีวิตที่เยือกเย็นเป็นประโยชน์มันรู้พระนิพพานมันหมดประโยชน์มันหมดปัญหา มันหมดทุกข์มันยังมีปัญหาไม่มีปัญหาทั้งสุขทั้งทุกข์ขาดทุนเป็นปัญหากำไรก็มีปัญหาอย่างนี้ไอ้ที่เป็นคู่ๆมีปัญหาทั้งนั้นสงบเย็นเรียกว่านิพพานจบเรื่องจบไม่พอแค่นี้ก็บ้าเอาเพียงว่านิพพานอยู่ที่ความเย็นและเป็นประโยชน์นี่เป็น 15 หัวข้อด้วยกันเรียกว่าพระนิพพานนี่อาตมารู้สึกเหนื่อยนึกถึงหมอ หมอสั่งว่าอย่าพูดก็ขอสรุปความว่าท่านทั้งหลายอุตส่าห์มาจากที่ไกลควรจะได้รับประโยชน์อะไรสมกับที่มาเสียเวลา เสียเงินก็ควรจะได้สิ่งที่มีประโยชน์คุ้มค่าอาตมายืนยันว่าถ้าเข้าใจในหัวข้อเหล่านี้ก็คุ้มค่าพูดมาไม่ต้องมากมันอยู่ที่ปฏิบัตินั้นก็พยายามจำไปคิดค่อยๆปฏิบัติเลื่อนชั้นขึ้นไปให้ได้รับประโยชน์ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนาอาตมารับลองว่าถ้าปฏิบัติถูกต้อง 15 หัวข้ออย่างนี้ที่ว่ามาแล้วมันเป็นอย่างนั้นว่าไม่เสียทีที่พบพระพุทธศาสนามันคุ้มค่า ให้แจ่มแจ้งในความจริงเหล่านี้ขึ้นอยู่ในจิตสำนึกต้องการจะใช้มันก็ออกมาคือเก็บไว้ในสันดาร อย่าเก็บไว้ในสมุด
เดี๋ยวมันก็หายชีวิตนี้รอดตัวจากความทุกข์ที่จะเบียดเบียนต่อไปข้างหน้าขอให้มันมีแต่ความถูกต้องๆแล้วมันก็สะอาดขึ้น สูงขึ้น และเป็นประโยชน์จบไปเลยคำว่าชีวิตนี้เยือกเย็นและเป็นประโยชน์
อาตมาขอบคุณท่านทั้งหลายที่อุตส่าห์มาให้อาตมาเป็นคนที่มีประโยชน์ถ้ามันไม่มีใครมาฟังมันก็ไม่เป็นคนมีประโยชน์ขอบใจท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายไม่ต้องขอบใจอาตมา ขอบคุณที่คุณมาทำให้สถานที่นี้มีประโยชน์คนนี้มีประโยชน์ก็หัวเราะคิดอย่างนี้ก็สบายใจดีเดี๋ยวนี้มันนึกถึงหมอลมที่จะพูดมันไม่พอโรคมันยังไม่หาย ร่างกายไม่สมบูรณ์มันขาดลมที่จะพูดแล้วมันก็เลยต้องขอยุติด้วยการเน้นขอร้องจำให้แม่นยำเข้าใจให้ถูกต้องและชำระให้มันสว่างยิ่งขึ้น ให้มันสะอาดยิ่งขึ้น ให้มันสงบยิ่งขึ้น ความสว่างเป็นพระพุทธเจ้า ความสะอาดเป็นพระธรรม ความสงบเป็นพระสงฆ์แล้วขอให้มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์พระองค์จริงสิงสถิตอยู่ในจิตใจเป็นจิตใจที่สว่าง สะอาดสงบตลอดทุกทิพาราตรีกาลเทอญขอยุติการพูดจาฉันญาติ ฉันเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตายหรือเป็นพุทธบริษัทด้วยกันแต่เพียงเท่านี้


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |