วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/34760" type="text/javascript"></script>
คู่มือรับมือซับไพร์มฉบับชาวบ้าน
บทความนี้เป็นบทความต่อจากตอนที่แล้ว ที่ได้กล่าวถึงวิกฤติการณ์ซับไพร์ม (Sub-Prime) ที่ได้เริ่มจากสหรัฐอเมริกาและลามไปทั่วโลกแบบไฟลามทุ่ง ไม่เว้นแม้แต่ชาวไร่ชาวนาในบ้านเรา ซึ่งบทความตอนนี้นำเสนอคู่มือรับมือวิกฤติซับไพร์มฉบับชาวบ้าน
ผู้เขียน: ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ ชมแล้ว: 44,825 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sat 26 January 2008, 10:20 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 30 January 2008, 11:52 am

หน้าที่ 1 - ท้าวความซับไพร์ม (Sub-Prime)

จากบทความที่แล้วที่ผมได้มีโอกาสเขียนเรื่อง ซับไพร์มพ่นพิษ หยุดเศรษฐกิจโลก (ผู้อ่านโปรดอ่านก่อนนะครับ ถ้ายังขาดความเข้าใจเรื่องซับไพร์ม (Sub-Prime) ว่ามันคืออะไรกันแน่ โดยไปที่ลิงค์ http://www.vcharkarn.com/varticle/34617) เลยมีผู้อ่านหลายท่านอยากจะทราบว่าเราจะรับมือกับมันอย่างไรกันดีในฐานะชาวบ้านตาดำๆ ผมจึงขอโอกาสเขียนความเห็นที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย เผื่อท่านผู้อ่านจะนำไปพิจารณาได้


 


ก่อนอื่นขอท้าวความเล็กน้อยเกี่ยวกับหนี้ชั้นสองประเภทอสังหาริมทรัพย์หรือที่เรียกกันว่าซับไพร์ม (Sub-Prime) ที่ถือกำเนิดในสหรัฐอเมริกา คือตราสารหนี้ที่บริษัทหรือสถาบันการเงินออกมาเพื่อรองรับคนอยากกู้เงินซื้อบ้านหรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แต่ไม่ผ่านการพิจารณาของสถาบันการเงิน เนื่องจากสถาบันการเงินดูแล้วว่าไม่น่าจะมีปัญญาผ่อนจ่ายหนี้ได้ เนื่องจากรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วไม่มากพอ จึงได้ออกตราสารหนี้ (พูดแบบภาษาชาวบ้านคือสัญญาเงินกู้) มาเพื่อหานักลงทุนเอาเงินมาให้บุคคลที่อยากกู้เหล่านี้ได้มีช่องทางในการนำเงินออกไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยบริษัทที่ออกตราสารหนี้ทำการชักหัวคิว ซึ่งหากถามว่าทำไมถึงมีคนให้กู้ โดยผ่านการซื้อซับไพร์ม เนื่องมาจากที่ดินซึ่งเป็นหลักประกันของตราสารหนี้นี้ได้มีราคาพุ่งแบบจรวดทุกปี ซึ่งมากกว่าราคาที่ทำการกู้ยืมกันผ่านซับไพร์ม ซึ่งผู้ให้กู้คิดสาระตะแล้ว ยิ่งกว่าคุ้ม ถ้าลูกหนี้เกิดเบี้ยวขึ้นมา เราก็ได้ที่ดินมาขายต่อในราคาที่สูงกว่า


 


ซึ่งตราสารหนี้ประเภทซับไพร์ม จึงกลายเป็นที่หมายปองของนักลงทุนทั้งหลาย แถมคนซื้อยังเอาไปออกลูกออกหลานด้วยการเอาเจ้าซับไพร์ม ไปเป็นหลักทรัพย์ในการขอกู้จากที่อื่นเพื่อนำเงินมาหมุน ซึ่งแต่ละท่านก็นำไปหมุนออกซับไพร์มกันแบบลูกโซ่ไปเรื่อยๆ โดยลูกหลานของตราสารหนี้ที่กระจายออกไปนี้ชะตาแขวนอยู่กับที่ดินผืนเดียวกัน เพราะเชื่อว่ายังไงราคาที่ดินก็ยังจะพุ่งปรู๊ดปร๊าดไปเรื่อยตามความต้องการของตลาด แถมคนอเมริกันบางคนยังเอาที่ดินที่เคยกู้จากธนาคารไปเปลี่ยนสภาพเจ้าหนี้ (Re-Finance) เป็นกู้เป็นประเภทซับไพร์มแทนเพราะว่าจะได้วงเงินเพิ่มเอาเงินออกมาซื้อสินค้าอื่นมาใช้งาน เช่น รถยนต์ ทีวีจอแบน ฯลฯ




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 27 ม.ค. 2551 (15:40)
ขอบคุณสำหรับอีก 1 บทความดี ๆ ครับผมเห็นด้วยกับการแก้ปัญหาจากต้นเหตุอย่างมากครับ
Timestopper_STG เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1841 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 282 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 18 ก.ย. 2551 (22:28)

2. พยายามซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือมีเจ้าของเป็นคนไทยให้มากที่สุด (แต่ถ้าสินค้าแพงกว่าก็พิจารณาเป็นรายๆ ไปนะครับ) อันนี้อาจจะมองว่าไปกีดกันการค้าต่างประเทศ แต่เราจำเป็นต้องปั๊มหัวใจผู้ประกอบการคนไทยก่อน ถ้าธุรกิจของคนไทยล้ม เศรษฐกิจประเทศเราก็ล่มสลายของจริง

อยากขอคำปรึกษา ดร. ค่ะว่าทำอย่างไรผู้ประกอบการคนไทยโดยเฉพาะโชว์ห่วยทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด จะสู้ราคาสินค้ากับห้างค้าปลีกต่างชาติ เช่น เทสโก้โลตัส คาร์ฟูร์ บิ๊กซี ได้คะ เพราะในเมื่อทุกวันนี้ราคาสินค้าในโลตัสถูกกว่าราคาที่บริษัทเจ้าของสินค้าขายให้ร้านค้าโชว์ห่วยด้วยซ้ำค่ะ ทุกวันนี้ร้านค้าโชว์ห่วยต้องไปซื้อของในโลตัสมาขายต่ออีกทีนะคะ ระบบการค้าปลีกในประเทศไทยมันใกล้อวสานแล้วค่ะ ลำพังแค่เพียงกำลังของร้านค้าท้องถิ่นแต่ละร้านจะไปสู้อะไรกับห้างใหญ่ต่างชาติได้คะ เงินลงทุนต่างชาติหลัก ร้อยล้านพันล้าน ร้านค้าท้องถิ่นต้องเป็นหนี้แบงค์กี่ชาติจะได้เงินเยอะอย่างนั้นมาลงทุนบ้าง การซื้อสินค้าจากผู้ผลิต ห้างต่างชาติก็มีจำนวนคำสั่งซื้อสูงมากเป็นหลักหมี่นหลักแสนโหล/หีบ/ลัง แล้วร้านค้าท้องถิ่นจะมีปัญญาที่ไหนไปซื้อของเยอะยะอย่างนั้นเพื่อที่จะได้ต้นทุนเท่ากับที่โลตัสได้ เพื่อจะได้มาขายแก่ผู้บริโภคเท่ากับโลตัสได้
        แต่ที่น่าอดสูใจและสิ้นหวังที่สุดก็คือ คนไทยด้วยกันเองก็ไม่สนับสนุนร้านค้าของคนไทย นิยมเข้าห้างฝรั่งเพราะของถูกกว่า มีให้เลือกเยอะกว่า ร้านใหญ่กว่า แอร์เย็นกว่า ไปแล้วเท่ห์ ใครไม่ไปแล้วเชย ปลูกฝังค่านิยมเทิดทูนสินค้า+ห้างฝรั่งให้กับลูกหลานตั้งแต่ยังพูดไม่ได้เดินไม่เป็น ปัญหาระดับมหภาคอย่างนี้จะอาศัยแค่ให้ร้านค้าโชว์ห่วยรู้จักปรับตัว แข่งขันกับห้างต่างชาติให้ได้ (อย่างที่ภาครัฐพูดอยู่ประจำ) มันจะสู้ได้ยังไง เปรียบเหมือนกับเอาเด็กทารกไปต่อยมวยกับไมค์ ไทสัน
      สิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ ก็คือความจริงใจและซื่อสัตย์ของผู้นำประเทศที่ต้องมีนโยบายควบคุมราคาสินค้าเพื่อให้แข่งขันได้ ควบคุมการขยายสาขาของห้างต่างชาติ ปลูกฝังค่านิยมกินของไทย ใช้ของไทย ช่วยคนไทย ฯลฯ แต่ความเป็นจริงก็คือผู้มีอำนาจกลุ่มเดียวที่รับเงินจากห้างต่างชาติเป็นค่าปิดปาก จ้างให้เป็นง่อย ให้ตาบอด ให้ปัญญาอ่อน สมองพิการ จะได้ไม่ต้องทำสิ่งที่ควรทำสิ่งที่ถูกต้องได้ ทำได้แต่เพียงสิ่งที่จะเอื้อประโยชน์ต่อห้างต่างชาติได้เท่านั้น ร้านค้าท้องถิ่นจึงเป็นผู้รับกรรมแต่เพียงผู้เดียว จนไม่รู้แล้วว่าผู้นำประเทศไทยเป็นคนไทยหรือเป็นต่างชาติกันแน่
        เพราะในประเทศอังกฤษเองยังมีกฎหมายควบคุมราคาสินค้าเพื่อการแข่งขันได้ ควบคุมการขยายสาขาของห้างขนาดใหญ่ เพื่อช่วยเหลือให้ร้านค้าขนาดเล็กสามารถแข่งขันได้ เห็นได้ว่าผู้นำอังกฤษยังรักประเทศของตัวเอง คิดช่วยเหลือร้านค้าของคนอังกฤษทุกชนชั้น เพื่อให้เศรษฐกิจของอังกฤษเจริญเติบโตต่อไปได้ ขอโทษเถอะถ้าฟังดูแรงเกินไปถ้าจะพูดว่า
       "ขนาดสุนัขมันยังรักเจ้านายของมันเอง"
แล้วผู้นำประเทศหรือผู้ที่ได้รับอำนาจของประชาชนคนไทยไว้ใจมอบให้ ถึงได้ไม่รักประเทศไทย ไม่รักคนไทยด้วยกันเอง กลับเอาอำนาจที่ได้จากคนไทย มาเข่นฆ่า คนไทยอย่างไร้ศีลธรรม จริยธรรม ไร้ความเป็นคนเยี่ยงนี้ เพียงเพื่อเศษเงินเล็กๆน้อยๆจากพวกฝรั่งที่มากอบโกยเงินของคนไทยไปเสวยสุข พัฒนาบ้านเมืองของมัน.

  ขอไว้อาลัยให้กับ ธุรกิจค้าปลีกของคนไทย และอีกหลายอาชีพ หลายธุรกิจของคนไทย ที่จะล้มตายลง และในที่สุดประเทศไทยก็ต้องตายลงไปด้วยเช่นกัน
      เมื่อไรคนไทยจะตาสว่าง และช่วยกันทำในสิ่งที่ถูกต้องเสียที เพียงแค่คุณคนไทยแต่ละคนที่บอกว่ารักชาติ อย่าให้เป็นเพียงแค่ลมปาก ต้องมีความคิดและปฎิบัติตัวแบบคนรักชาติด้วย พวกเราคนไทยต้องช่วยกัน ปลูกฝังค่านิยม สอนลูกสอนหลาน "ให้กินของไทย ใช้ของไทย อุดหนุนคนไทย ส่งเสริมสินค้าไทย" ประเทศไทยเจริญแน่นอน

ด้วยความเคารพอย่างสูงและอยากเห็นคนไทยช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน

        


lillylynn4 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


Dr Yu
(ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 10,673 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 2 ปี
แบ่งปันความรู้ 104 ครั้ง
ได้รับดาว 208 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.