วิชาการ.คอม - คู่มือรับมือซับไพร์มฉบับชาวบ้าน (ท้าวความซับไพร์ม (Sub-Prime)) (สบู่แตกฟอง) (วิธีการแก้ปัญหาของภาครัฐ) (วิธีรับมือเบื้องต้น) (เศรษฐกิจพอเพียงคือคำตอบ) วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/34760" type="text/javascript"></script>
คู่มือรับมือซับไพร์มฉบับชาวบ้าน
บทความนี้เป็นบทความต่อจากตอนที่แล้ว ที่ได้กล่าวถึงวิกฤติการณ์ซับไพร์ม (Sub-Prime) ที่ได้เริ่มจากสหรัฐอเมริกาและลามไปทั่วโลกแบบไฟลามทุ่ง ไม่เว้นแม้แต่ชาวไร่ชาวนาในบ้านเรา ซึ่งบทความตอนนี้นำเสนอคู่มือรับมือวิกฤติซับไพร์มฉบับชาวบ้าน
ผู้เขียน: ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ ชมแล้ว: 45,470 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sat 26 January 2008, 10:20 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 30 January 2008, 11:52 am

หน้าที่ 1 - ท้าวความซับไพร์ม (Sub-Prime)

จากบทความที่แล้วที่ผมได้มีโอกาสเขียนเรื่อง ซับไพร์มพ่นพิษ หยุดเศรษฐกิจโลก (ผู้อ่านโปรดอ่านก่อนนะครับ ถ้ายังขาดความเข้าใจเรื่องซับไพร์ม (Sub-Prime) ว่ามันคืออะไรกันแน่ โดยไปที่ลิงค์ http://www.vcharkarn.com/varticle/34617) เลยมีผู้อ่านหลายท่านอยากจะทราบว่าเราจะรับมือกับมันอย่างไรกันดีในฐานะชาวบ้านตาดำๆ ผมจึงขอโอกาสเขียนความเห็นที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย เผื่อท่านผู้อ่านจะนำไปพิจารณาได้


 


ก่อนอื่นขอท้าวความเล็กน้อยเกี่ยวกับหนี้ชั้นสองประเภทอสังหาริมทรัพย์หรือที่เรียกกันว่าซับไพร์ม (Sub-Prime) ที่ถือกำเนิดในสหรัฐอเมริกา คือตราสารหนี้ที่บริษัทหรือสถาบันการเงินออกมาเพื่อรองรับคนอยากกู้เงินซื้อบ้านหรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แต่ไม่ผ่านการพิจารณาของสถาบันการเงิน เนื่องจากสถาบันการเงินดูแล้วว่าไม่น่าจะมีปัญญาผ่อนจ่ายหนี้ได้ เนื่องจากรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วไม่มากพอ จึงได้ออกตราสารหนี้ (พูดแบบภาษาชาวบ้านคือสัญญาเงินกู้) มาเพื่อหานักลงทุนเอาเงินมาให้บุคคลที่อยากกู้เหล่านี้ได้มีช่องทางในการนำเงินออกไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยบริษัทที่ออกตราสารหนี้ทำการชักหัวคิว ซึ่งหากถามว่าทำไมถึงมีคนให้กู้ โดยผ่านการซื้อซับไพร์ม เนื่องมาจากที่ดินซึ่งเป็นหลักประกันของตราสารหนี้นี้ได้มีราคาพุ่งแบบจรวดทุกปี ซึ่งมากกว่าราคาที่ทำการกู้ยืมกันผ่านซับไพร์ม ซึ่งผู้ให้กู้คิดสาระตะแล้ว ยิ่งกว่าคุ้ม ถ้าลูกหนี้เกิดเบี้ยวขึ้นมา เราก็ได้ที่ดินมาขายต่อในราคาที่สูงกว่า


 


ซึ่งตราสารหนี้ประเภทซับไพร์ม จึงกลายเป็นที่หมายปองของนักลงทุนทั้งหลาย แถมคนซื้อยังเอาไปออกลูกออกหลานด้วยการเอาเจ้าซับไพร์ม ไปเป็นหลักทรัพย์ในการขอกู้จากที่อื่นเพื่อนำเงินมาหมุน ซึ่งแต่ละท่านก็นำไปหมุนออกซับไพร์มกันแบบลูกโซ่ไปเรื่อยๆ โดยลูกหลานของตราสารหนี้ที่กระจายออกไปนี้ชะตาแขวนอยู่กับที่ดินผืนเดียวกัน เพราะเชื่อว่ายังไงราคาที่ดินก็ยังจะพุ่งปรู๊ดปร๊าดไปเรื่อยตามความต้องการของตลาด แถมคนอเมริกันบางคนยังเอาที่ดินที่เคยกู้จากธนาคารไปเปลี่ยนสภาพเจ้าหนี้ (Re-Finance) เป็นกู้เป็นประเภทซับไพร์มแทนเพราะว่าจะได้วงเงินเพิ่มเอาเงินออกมาซื้อสินค้าอื่นมาใช้งาน เช่น รถยนต์ ทีวีจอแบน ฯลฯ



หน้าที่ 2 - สบู่แตกฟอง

ทีนี้ถึงกาลสบู่แตก เนื่องมาจากว่าทุกคนในโลกย่อมมีวงเงินการกู้หนี้ยืมสินที่จำกัด การกู้หนี้ยืมสิน และใช้เงินเกินตัวเป็นนิสัยที่ติดตัวของคนอเมริกัน แต่ที่อยู่กันได้ เพราะทุกคนในโลกเชื่อมั่นในธนบัตรอเมริกัน ที่พิมพ์ออกมาได้ไม่จำกัด ไม่ต้องมีทองคำหนุนหลัง ซึ่งการใช้เงินในอนาคตของอเมริกันชน ได้มาถึงเพดานทำให้ไม่สามารถเอาเงินในอนาคตมาหมุนต่อได้อีกแล้ว ทำให้การชำระหนี้ซับไพร์มได้หยุดไปด้วย (จริงๆ แล้วถึงไม่มีวิกฤติซับไพร์ม ก็อเมริกาก็ตายอยู่ดี แต่ตายช้าหน่อยเท่านั้นเอง) ก็เกิดความโกลาหลกันขึ้น เพราะหลายคนใช้ที่ดินผืนเดียวกันในการนำเงินออกมาใช้ เรื่องของเรื่องคือมีหลายสถาบันการเงินก็ลงทุนในซับไพร์มด้วย ก็เกิดอาการขาดทุนทำให้ต้องกันสำรองชดเชยการขาดทุน และเพิ่มมาตรการในการปล่อยกู้ให้ยากขึ้น ทำให้สภาพคล่อง และอำนาจซื้อในระบบก็จะหยุดชะงัก


 


ที่ซับไพร์มลามมาถึงเมืองไทย และทั่วโลก (โดยเฉพาะประเทศคู่ค้ารายยักษ์ของสหรัฐ เช่น จีน และญี่ปุ่น) ก็คือสหรัฐเป็นลูกค้ารายใหญ่ของประเทศต่างๆ ถ้าลูกค้ารายใหญ่ของเราถังแตก ก็แปลว่าเค้าไม่มีเงินซื้อของเรา (ซึ่งจีนและญี่ปุ่นทำมาโดยตลอดคือการปล่อยเงินกู้ให้สหรัฐผ่านการซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน เพื่อพยุงถังที่ใกล้แตกให้ยังมีกำลังซื้อต่อไป เป็นการซื้อเวลาเพื่อให้อเมริกาผ่าตัดตัวเอง ดีกว่าปล่อยให้ล้มทีเดียว) ทำให้ผู้ส่งออกของเราเกิดภาวะชะงัก ไม่ลงทุนเพิ่มแถมยังจะปลดคนออกจากงาน และซื้อของจากเกษตรกรไปเป็นวัตถุดิบน้อยลง ซึ่งการปลดคนแบบนี้ก็กระทบไปกับผู้ขายของ เช่น น้าสมศรีที่ขายไก่ย่าง ลุงสมชายที่ขายเสื้อยืด ฯลฯ และกระทบชิ่งไปยังผู้ผลิตรายอื่นที่ผลิตของขายในประเทศ และไปยังลูกจ้างของผู้ผลิต ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านไปไล่ดูจะพบว่ามันกระทบมาถึงท่านด้วย เนื่องจากธุรกิจของท่านหรือบริษัทที่ท่านทำงานอยู่จะมีคนซื้อของน้อยลง แล้วท่านจะมีโบนัสปีนี้เหรอครับ



หน้าที่ 3 - วิธีการแก้ปัญหาของภาครัฐ

ตอนนี้รัฐบาลอเมริกัน และธนาคารกลางของอเมริกันก็วิ่งพล่าน เพราะกำลังซื้อหด ก็ต้องใช้วิธีการลดดอกเบี้ยให้คนมีกำลังซื้อมากขึ้น (ลดดอกเบี้ยแปลว่าให้คนขาดแรงจูงใจในการออมเงิน และให้เอาเงินออกไปใช้ รวมไปถึงการสร้างแรงจูงใจให้คนลงทุนมากขึ้น) แถมรัฐบาลอเมริกันยังจ่ายเงินภาษีคืนให้ประชาชนเอาไปใช้กัน โดยหารู้ไม่ว่าวิธีการที่ทำนี้อาจจะเป็นการซ้ำเติมวินัยการใช้เงินของคนในประเทศ เพราะปัญหาต้นตอของงานนี้ก็คือการขาดวินัยการใช้เงินที่มากเกินตัว ซึ่งหวังว่ารัฐบาลไทย คงจะไม่บ้าจี้ลอกนโยบายอเมริกามาแบบทื่อๆ นะครับ


 


อนึ่งน่าแปลกว่าปัญหาซับไพร์มของอเมริกาเหมือนกับปัญหาต้มยำกุ้งของเราเมื่อตอนปี 2540 คือมาจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ซึ่งสหรัฐอเมริกาอยู่ข้างหลัง ดันให้เราขึ้นดอกเบี้ย กับเพิ่มภาษี แต่ทำไมที่อเมริกาถึงทำกลับกัน


 



 


กลับมาที่บ้านเรา ตอนนี้วิกฤติซับไพร์มกำลังจะลาม โดยเฉพาะหลายสถาบันการเงินได้สะสมตราสารหนี้ประเภทซับไพร์มไว้ ซึ่งพร้อมจะกลายเป็นกระดาษทุกเมื่อ ผมเชื่อว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องทำไม่ใช่การลดภาษีเพื่อสร้างกำลังซื้อในการกระตุ้นเศรษฐกิจตามสหรัฐอเมริกา เพราะว่าวิธีลดภาษีไม่ได้แก้เรื่องวินัยการใช้เงินของประชาชนในระยะยาว แต่ควรจะเป็นการลงทุนในโครงการที่มีประโยชน์ และลดต้นทุนของประชาชนในระยาว เช่น พัฒนาการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมขนส่ง ฯลฯ ซึ่งการลงทุนเหล่านี้เป็นการกระจายรายได้ให้กับประชาชนต่อเป็นทอดๆ อีกด้วย



หน้าที่ 4 - วิธีรับมือเบื้องต้น

ทีนี้กลับมาที่เรื่องของหัวข้อเราในการเตรียมตัวรับมือกับซับไพร์มฉบับชาวบ้าน ที่ต้องมีผลกระทบ และเดือดร้อนจากการกระทำของคนรวย นายทุน หรือนายธนาคาร เหมือนตอนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งหลายคนตอนนี้ตื่นตระหนก กำเงินแน่น และเก็บเงินในในกระเป๋า แต่บางท่านยังไม่รู้ตัว และยังถามว่าซับไพร์มมันคืออะไร ไม่เห็นเดือดร้อนอะไร เพราะว่ารวยอยู่แล้ว (แบบนี้ก็ไม่ว่ากันครับ) วิธีการรับมือแบบง่ายๆ คือการปรับรูปแบบการดำเนินชีวิตเล็กน้อย โดยไม่ต้องรับประทานอาหารให้น้อยลงดังนี้นะครับ


 


1.      เริ่มจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของครัวเรือน เพื่อหาว่าตกลงเรามีรายจ่ายอันไหนที่ไม่จำเป็น ถ้าไม่มี ก็หาทางหารายได้มากขึ้น เช่น ทำงานพิเศษในวันหยุด


2.      พยายามซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือมีเจ้าของเป็นคนไทยให้มากที่สุด (แต่ถ้าสินค้าแพงกว่าก็พิจารณาเป็นรายๆ ไปนะครับ) อันนี้อาจจะมองว่าไปกีดกันการค้าต่างประเทศ แต่เราจำเป็นต้องปั๊มหัวใจผู้ประกอบการคนไทยก่อน ถ้าธุรกิจของคนไทยล้ม เศรษฐกิจประเทศเราก็ล่มสลายของจริง


 




หน้าที่ 5 - เศรษฐกิจพอเพียงคือคำตอบ

ส่วนข้อต่อไปนี้ผมขอลอกบางส่วนมาจากบทความเก่าของผมเองที่เขียนเมื่อปีที่แล้ว (โดยไม่มีการตัดต่อ) “ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก” (http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?aid=332) ที่ผมเชื่อว่าเข้ากับวิกฤติซับไพร์มปีนี้ ดังต่อไปนี้ครับ




1.      รู้จักใช้เงินในการเลือกรับประทานอาหารในราคาที่ควรจะเป็น เช่น ไก่ทอด KFC กับไก่ทอดของไทยตามร้านทั่วๆ ไป จริงอยู่ครับว่ามันเป็นไก่ทอดเหมือนกัน ขนาดก็เท่ากัน แต่ราคามันห่างกันลิบ ทานไก่ KFC แล้วทำให้เงินมันเหลือน้อยกว่าทานไก่ทอดธรรมดา ทำให้เหลือเงินไปซื้อของใช้จำเป็นอื่นๆ น้อยลงไปอีก เหลือเงินออมน้อยลง เวลาเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาชีวิตก็ลำบาก และเป็นทุกข์ ในและมีผลกระทบในภาพรวมคือถ้าทุกคนกินแต่ไก่ KFC เงินออมของทั้งระบบก็จะน้อยลง ทำให้การขยายการลงทุนในประเทศก็จะทำได้ยาก เนื่องจากเงินออมในธนาคารมีน้อยไม่พอให้ระดมทุน ต้องไปกู้ยืมเงินจากต่างประเทศเข้ามาอีก ประเทศก็ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เงินบาทก็จะอ่อนค่าลงตามทฤษฎี อีกอย่างครับกินไก่ KFC 100 บาท เงินเข้าคนไทย 30 บาท เข้ากระเป๋าฝรั่งไป 70 บาท ซึ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์ เงินไหลออกนอกประเทศอีก




2.      เลือกใช้ของที่ต้องการในราคาพอเหมาะ เช่น รถยนต์ เป็นตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดครับ ระหว่างรถเบนซ์กับรถญี่ปุ่นที่ผลิตในประเทศไทยซึ่งเป็นรถยนต์เหมือนกัน วิ่งได้เหมือนกัน แต่คนส่วนใหญ่อยากจะเลือกรถเบนซ์เพราะแสดงสถานะทางสังคมว่าเรามีเงิน แต่หลายคนคงจะทราบว่ารถยนต์เป็นสินทรัพย์ที่เสื่อมมูลค่าลงทุกวันตามสัดส่วนเวลา และมีอายุการใช้งาน ดังนั้น ณ วันที่เราขายรถยนต์ ราคาของรถยนต์ราคาแพงก็จะมีมูลค่าลดลงมากกว่า ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าบำรุงรักษาและค่าซ่อม ที่หลายคนใช้รถแพงๆ ตระกูลยุโรปก็โดนศูนย์บริการปล้นแบบไม่ปราณี เพราะช่างซ่อมชาวบ้านทั่วไปก็ซ่อมไม่ได้ ต้องเข้าศูนย์เฉพาะเพื่อเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ผลิตในต่างประเทศเท่านั้น หลายคนยังคงไม่ทราบว่าประชาชนในประเทศที่เราเห่อรถแพงๆ ของเค๊า เค๊ากลับไม่เห็นความสำคัญของการแสดงสถานะทางสังคมด้วยรถยนต์เท่ากับบ้านเรา แต่เลือกใช้รถยนต์ที่คุ้มค่าในราคาเหมาะสม ผลกระทบอื่นๆ ก็จะคล้ายๆ กับข้อ 1 ท่านก็ลองคิดนะครับว่าซื้อรถเบนซ์มาขับกับซื้อรถผลิตในประเทศแล้ว โดยภาพรวมคนไทยจะได้ประโยชน์จากเงินที่ท่านจ่ายมากน้อยต่างกันเพียงใด สินค้าหลายอย่างมันแพงเกินราคาก็เพราะเราจ่ายค่าทรัพย์สินทางปัญญา หรือค่าลิขสิทธิ์มากกว่าต้นทุนของสินค้าเองซะอีก




3.      บริโภคสินค้าด้วยเงินออม เราจะเห็นว่าคนในบ้านเรากลับไปบริโภคสินค้าด้วยเงินกู้ เช่น กู้เงินไปซื้อโทรทัศน์ มือถือ กระเป๋าหลุยส์ ฯลฯ แล้วสิ้นเดือนก็ต้องมาเป็นทุกข์ผ่อนชำระกันศีรษะโตเป็นแถบ ลักษณะนิสัยแบบนี้เรียกว่าใช้เงินกันเกินตัว ซึ่งกำลังเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นมะเร็งร้ายที่กำลังจะลามทำให้เศรษฐกิจอเมริการะเบิดในอีกไม่ช้านี้ หลักการคือเราต้องเข้าใจก่อนว่าการบริโภคกับการลงทุนนั้นต่างกัน เช่น ถ้าท่านซื้อมือถือมาเพื่อมาใช้ในวิชาชีพแล้วมันจะทำเงินกลับมาให้ท่าน นั่นเรียกว่าเป็นการลงทุน แต่ถ้าท่านไม่มีกิจอันใดที่จะใช้ แต่ซื้อมาเพราะว่าคนอื่นเค๊าก็มีกัน อันนั้นก็เรียกว่าการบริโภค อะไรที่เป็นการลงทุนมันย่อมมีผลตอบแทนคืนมา (แม้ว่าจะสินค้านั้นจะมีมูลค่าเสื่อมถอยทุกวัน) แต่การบริโภคนั้น สินค้าที่ท่านซื้อมาบริโภคมันก็จะมีค่าเสื่อมถอยลงทุกวัน โดยไม่มีผลตอบแทนคืนมา ถ้าท่านบริโภคสินค้าด้วยเงินกู้กันเยอะๆ ทั้งประเทศมันก็จะมีผลกระทบทำให้ท่านไม่สามารถจะมีเงินไปลงทุนได้ เพราะเงินกู้ของท่านที่สามารถจะกู้ไปลงทุนได้ถูกจัดลงในโควต้าของเงินที่ท่านกู้ออกมาบริโภคไปแล้ว ท้ายสุดก็ต้องไปกู้ยืมเงินจากต่างประเทศเข้ามาอีกประเทศก็ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เงินบาทก็จะอ่อนค่าลงตามทฤษฎี




4.      ใช้เงินในสิ่งที่มีประโยชน์เป็นรูปธรรมเท่านั้น ตัวอย่างที่ผมจะยกตัวอย่างได้ง่ายๆ คือ การส่ง SMS เข้ารายการโทรทัศน์ต่างๆ เท่าที่ผมทราบ มีแต่ประเทศกำลังพัฒนา และประชาชนไม่มีความคิดเท่านั้นที่จะนิยมส่ง SMS เข้ารายการโทรทัศน์มากมายแบบประเทศไทย อย่างผมนั่งดูโทรทัศน์ ผมก็สงสัยว่าคนที่ส่ง SMS เข้าไปจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง สรุปก็คือได้แต่ความสะใจ ไม่มีประโยชน์ในทางรูปธรรมอะไรเลย บางคนส่ง SMS เดือนนึงหลายหมื่นบาท แต่ไม่รู้ว่าส่งไปทำไม ซึ่งเป็นการใช้เงินที่ควรจะออมอย่างไม่ถูกเรื่องเท่าไหร่นัก ซึ่งจริงๆ ผมคิดว่า คณะกรรมการ กสช. ควรจะเข้ามากำกับดูแลในส่วนนี้อย่างจริงจัง เพื่อผลประโยชน์ของคนในชาติ




5.      ส่งเสริมการซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศ ซึ่งคนไทยเราอาจจะมีจิตสำนึกในเรื่องนี้ค่อนข้างน้อยไปบ้าง หากท่านสังเกตุว่าทำไมหลายๆ ชาติที่เจริญมักจะเป็นชาติที่มีความเป็นชาตินิยมสูงมาก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน จีน ทั้งนี้เนื่องมาจากสินค้าแบบเดียวกันคนในชาตินั้นจะเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศของเขาก่อน ทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศได้มีโอกาสทดลองตลาด ปรับปรุงสินค้า และสะสมเงินทุน ไปทำเรื่อง R&D ต่อยอดไปได้ แต่ถ้าคนไทยเรานิยมซื้อของต่างชาติมากกว่าของที่ผลิตในประเทศ เงินก็จะไหลออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก เหมือนน้ำที่แห้งเหือดไปจากสระน้ำ แทนที่คนไทยจะได้ประโยชน์จาก Multiplier Effect หรือตัวคูณของการใช้เงินต่อไปเป็นทอดๆ ในระบบเศรษฐกิจของเราเอง แต่เงินกลับไหลออกนอกประเทศ คนไทยก็ได้แต่ค่าแรงในการขายของเท่านั้น สินค้ายี่ห้อดังๆ ของโลก เช่น LG, Samsung, Haier, TCL, Huawei ก็โตมาจากตลาดในประเทศก่อนทั้งนั้น ไม่มีใครกระโดดออกไปนอกประเทสแล้วโตเลย อย่างของไทยสมัยก่อนก็มีโทรทัศน์ยี่ห้อธานินทร์ แต่ตอนนี้ก็หายไปจากตลาดแล้ว เพราะคนไทยไม่สนับสนุน




6.      งดอบายมุข อันนี้ง่ายที่สุดครับ แต่เป็นปัญหาที่ฝังลงรากลึกสุดของสังคมไทย เพราะหวยทั้งบนดิน ใต้ดิน มันโผล่ออกมยุบยับมาก ขนาดจะดูฟุตบอลโลก หนังสือพิมพ์บ้านเราก็ยังมีราคาต่อรองให้อีก คือไม่ว่าจะเป็นอบายมุขประเภทไหน ก็ทำให้เราไม่มีเงินออมทั้งนั้นครับ พอไม่มีเงินออม ท้ายสุดก็ต้องพึ่งเงินกู้มาบริโภคกันอีก




7.      รู้จักลงทุนในสิ่งที่มีประโยชน์ และได้ความรู้ เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ห้ามให้เราไม่ใช้เงินนะครับ เพียงแต่ว่าใช้เงินให้เกิดประโยชน์กับตัวเรา เช่น การลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม การลงทุนเพื่อให้เกิดความรู้เพิ่มขึ้นจากการซื้อหนังสือที่มีประโยชน์มาอ่าน ไปฟังสัมมนา ไปทัศนาจร ไปดูงาน ฯลฯ




 




ข้างต้นคงเป็นแนวคิดที่ทุกท่านสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ครับ


 


=======================================



 


เกี่ยวกับผู้เขียน



 


ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ เป็นนักวิชาการอิสระ และผู้ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ ดร. วรัญญู จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ (ทศ. 106) ปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (วศ. 34) ปริญญาเอกสาขา Computational Mechanics จาก Imperial College มหาวิทยาลัยลอนดอน ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษในหลายมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เช่น หลักสูตร MBA จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศยาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร และหลักสูตรปริญญาโท สาขาบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นต้น



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 27 ม.ค. 2551 (15:40)
ขอบคุณสำหรับอีก 1 บทความดี ๆ ครับผมเห็นด้วยกับการแก้ปัญหาจากต้นเหตุอย่างมากครับ
Timestopper_STG เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1848 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 283 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 18 ก.ย. 2551 (22:28)

2. พยายามซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือมีเจ้าของเป็นคนไทยให้มากที่สุด (แต่ถ้าสินค้าแพงกว่าก็พิจารณาเป็นรายๆ ไปนะครับ) อันนี้อาจจะมองว่าไปกีดกันการค้าต่างประเทศ แต่เราจำเป็นต้องปั๊มหัวใจผู้ประกอบการคนไทยก่อน ถ้าธุรกิจของคนไทยล้ม เศรษฐกิจประเทศเราก็ล่มสลายของจริง

อยากขอคำปรึกษา ดร. ค่ะว่าทำอย่างไรผู้ประกอบการคนไทยโดยเฉพาะโชว์ห่วยทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด จะสู้ราคาสินค้ากับห้างค้าปลีกต่างชาติ เช่น เทสโก้โลตัส คาร์ฟูร์ บิ๊กซี ได้คะ เพราะในเมื่อทุกวันนี้ราคาสินค้าในโลตัสถูกกว่าราคาที่บริษัทเจ้าของสินค้าขายให้ร้านค้าโชว์ห่วยด้วยซ้ำค่ะ ทุกวันนี้ร้านค้าโชว์ห่วยต้องไปซื้อของในโลตัสมาขายต่ออีกทีนะคะ ระบบการค้าปลีกในประเทศไทยมันใกล้อวสานแล้วค่ะ ลำพังแค่เพียงกำลังของร้านค้าท้องถิ่นแต่ละร้านจะไปสู้อะไรกับห้างใหญ่ต่างชาติได้คะ เงินลงทุนต่างชาติหลัก ร้อยล้านพันล้าน ร้านค้าท้องถิ่นต้องเป็นหนี้แบงค์กี่ชาติจะได้เงินเยอะอย่างนั้นมาลงทุนบ้าง การซื้อสินค้าจากผู้ผลิต ห้างต่างชาติก็มีจำนวนคำสั่งซื้อสูงมากเป็นหลักหมี่นหลักแสนโหล/หีบ/ลัง แล้วร้านค้าท้องถิ่นจะมีปัญญาที่ไหนไปซื้อของเยอะยะอย่างนั้นเพื่อที่จะได้ต้นทุนเท่ากับที่โลตัสได้ เพื่อจะได้มาขายแก่ผู้บริโภคเท่ากับโลตัสได้
        แต่ที่น่าอดสูใจและสิ้นหวังที่สุดก็คือ คนไทยด้วยกันเองก็ไม่สนับสนุนร้านค้าของคนไทย นิยมเข้าห้างฝรั่งเพราะของถูกกว่า มีให้เลือกเยอะกว่า ร้านใหญ่กว่า แอร์เย็นกว่า ไปแล้วเท่ห์ ใครไม่ไปแล้วเชย ปลูกฝังค่านิยมเทิดทูนสินค้า+ห้างฝรั่งให้กับลูกหลานตั้งแต่ยังพูดไม่ได้เดินไม่เป็น ปัญหาระดับมหภาคอย่างนี้จะอาศัยแค่ให้ร้านค้าโชว์ห่วยรู้จักปรับตัว แข่งขันกับห้างต่างชาติให้ได้ (อย่างที่ภาครัฐพูดอยู่ประจำ) มันจะสู้ได้ยังไง เปรียบเหมือนกับเอาเด็กทารกไปต่อยมวยกับไมค์ ไทสัน
      สิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ ก็คือความจริงใจและซื่อสัตย์ของผู้นำประเทศที่ต้องมีนโยบายควบคุมราคาสินค้าเพื่อให้แข่งขันได้ ควบคุมการขยายสาขาของห้างต่างชาติ ปลูกฝังค่านิยมกินของไทย ใช้ของไทย ช่วยคนไทย ฯลฯ แต่ความเป็นจริงก็คือผู้มีอำนาจกลุ่มเดียวที่รับเงินจากห้างต่างชาติเป็นค่าปิดปาก จ้างให้เป็นง่อย ให้ตาบอด ให้ปัญญาอ่อน สมองพิการ จะได้ไม่ต้องทำสิ่งที่ควรทำสิ่งที่ถูกต้องได้ ทำได้แต่เพียงสิ่งที่จะเอื้อประโยชน์ต่อห้างต่างชาติได้เท่านั้น ร้านค้าท้องถิ่นจึงเป็นผู้รับกรรมแต่เพียงผู้เดียว จนไม่รู้แล้วว่าผู้นำประเทศไทยเป็นคนไทยหรือเป็นต่างชาติกันแน่
        เพราะในประเทศอังกฤษเองยังมีกฎหมายควบคุมราคาสินค้าเพื่อการแข่งขันได้ ควบคุมการขยายสาขาของห้างขนาดใหญ่ เพื่อช่วยเหลือให้ร้านค้าขนาดเล็กสามารถแข่งขันได้ เห็นได้ว่าผู้นำอังกฤษยังรักประเทศของตัวเอง คิดช่วยเหลือร้านค้าของคนอังกฤษทุกชนชั้น เพื่อให้เศรษฐกิจของอังกฤษเจริญเติบโตต่อไปได้ ขอโทษเถอะถ้าฟังดูแรงเกินไปถ้าจะพูดว่า
       "ขนาดสุนัขมันยังรักเจ้านายของมันเอง"
แล้วผู้นำประเทศหรือผู้ที่ได้รับอำนาจของประชาชนคนไทยไว้ใจมอบให้ ถึงได้ไม่รักประเทศไทย ไม่รักคนไทยด้วยกันเอง กลับเอาอำนาจที่ได้จากคนไทย มาเข่นฆ่า คนไทยอย่างไร้ศีลธรรม จริยธรรม ไร้ความเป็นคนเยี่ยงนี้ เพียงเพื่อเศษเงินเล็กๆน้อยๆจากพวกฝรั่งที่มากอบโกยเงินของคนไทยไปเสวยสุข พัฒนาบ้านเมืองของมัน.

  ขอไว้อาลัยให้กับ ธุรกิจค้าปลีกของคนไทย และอีกหลายอาชีพ หลายธุรกิจของคนไทย ที่จะล้มตายลง และในที่สุดประเทศไทยก็ต้องตายลงไปด้วยเช่นกัน
      เมื่อไรคนไทยจะตาสว่าง และช่วยกันทำในสิ่งที่ถูกต้องเสียที เพียงแค่คุณคนไทยแต่ละคนที่บอกว่ารักชาติ อย่าให้เป็นเพียงแค่ลมปาก ต้องมีความคิดและปฎิบัติตัวแบบคนรักชาติด้วย พวกเราคนไทยต้องช่วยกัน ปลูกฝังค่านิยม สอนลูกสอนหลาน "ให้กินของไทย ใช้ของไทย อุดหนุนคนไทย ส่งเสริมสินค้าไทย" ประเทศไทยเจริญแน่นอน

ด้วยความเคารพอย่างสูงและอยากเห็นคนไทยช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน

        


lillylynn4 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


Dr Yu
(ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 11,847 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 2 ปี
แบ่งปันความรู้ 106 ครั้ง
ได้รับดาว 209 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

หางาน - สมัครงาน
งานคุณภาพจากบริษัทชั้นนำของไทย
www.JobTH.com

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   ทีมการตลาด
คุณอันนา : 086-4907585
คุณนัชชา : 086-4907600
คุณกนกแก้ว: 089-8613727
สำนักงาน :   02-5832802 ,0847619653
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.