ชายผู้คิดค้นระบบปฏิบัติการลีนุกซ์

Torvalds กับชีวิตที่เรียบง่าย

Linus Torvalds ชายผู้คิดค้นระบบปฏิบัติการลีนุกซ์


ในระหว่างการติดต่อขอสัมภาษณ์ Mr. Linus Torvalds ครั้งนี้เขาได้ ส่ง e-mail มาบอกผมก่อนว่า จริงๆแล้วเรื่องของเขา ไม่มีอะไรน่าสนในนักและผมคงจะต้องเบื่อหน่ายที่จะต้องพูดคุยกับเค้าแน่ๆ เขาบอกใน e-mail ว่าถ้าผมสัมภาษณ์เขาผมจะต้องคิดว่า “หลังจากดื่มกาแฟหมดไป 6 แก้ว Linus ก็ยังไม่มีเรื่องอะไรน่าสนใจเลย นี่เขาจะทำอะไรต่อไปในอนาคตล่ะ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเลย แล้วเขาก็ขึ้นรถขับกลับบ้านสบายอารมณ์ (ให้ตายเถอะ ถ้าผมมีรถแบบนี้ ผมจะไม่ทำตัวอืดอาดยืดยาดแบบนี้หรอก) ” ชายผู้คิดค้นระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ ผู้นี้พูดถึงตัวเองว่า เขาก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดาที่พอจะหาเงินได้มากพอจะซื้อที่พักบนเนินเขาเหนือเมืองซาน โจเซ่ ได้ก็เท่านั้นเอง

Torvalds มีชีวิตประจำวันที่เรียบง่าย เขาและภรรยาชื่อ Tove แต่งงานกันมาแล้ว 9 ปี อาศัยอยู่ในบ้านที่แบ่งชั้นล่างเป็นสำนักงานชื่อ Open Source Development Lab เป็นสำนักงาน ที่ได้รับเงินสนับสนุนและดำเนินงาน เพื่อพัฒนาระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ ห้องทำงานนี้เป็นห้องที่อยู่ริมทางเดินเล็กๆ ที่คั่นระหว่างบ้านของเขาและบ้านข้างๆ ในห้องเต็มไปด้วยหนังสือเกี่ยวกับ ลีนุกซ์ ที่เขาเคยอ่านจริงๆ เพียงไม่กี่เล่ม วันหนึ่งในต้นเดือนกรกฏาคม เขาชวนผมมาที่นี่ ซึ่งถือเป็นที่ทำการอย่างเป็นทางการที่แรกของ OSDL และพอเริ่มคุยกันได้ไม่นานเขาก็ขอตัวเอาขยะไปทิ้งเพราะภรรยาบอกว่ามันเริ่มส่งกลิ่นเหม็น พอกลับมาคุยกันต่อได้อีกสักพัก เขาก็ต้องไปดูแลอาหารกลางวัน ให้กับลูกสาวสามคน คนโตอายุไม่เกิน 8 ปีทั้งสามคนดูเป็นเด็กที่ร่าเริงแจ่มใสทีเดียว

Torvalds ในวัย 33 ดูเป็นคนสบายๆ ผมสีน้ำตาลปกคลุมตาสีฟ้าและใบหน้าที่อ่อนโยน มีจมูกใหญ่และกรามเป็นสัน เขามีรอยยิ้มที่สดใสอยู่เสมอเป็นรอยยิ้มที่สามารถโฆษณายาสีฟันได้เลยทีเดียว เขาแต่งตัวง่ายๆ เหมือนจะไปเล่นเทนนิสในตอนเช้า สวมกางเกงขาสั้นสีขาว ถุงเท้าสีขาว สวมเสื้อโปโลสีขาวของ ลีนุกซ์ ที่ทำมาสำหรับแจก เป็นเสื้อที่เขาใส่เป็นครั้งคราว

[[254]]


ห้องทำงานเล็กๆของ Torvalds นี้เองคือกองบัญชาการหลักของระบบปฏิบัติการที่มีผู้ใช้มากกว่า 18 ล้านคนทั่วโลก ชายที่พูดถึงตัวเองว่าเป็นเพียงคนธรรมดาๆ นี่เองที่ได้รับยกย่องจากคนมากมายในฐานะ ที่เป็นเหมือนประหนึ่งนักรบผู้กล้าหาญ ในโลกแห่งเทคโนโลยี ที่กล้าท้าทายอำนาจของบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ และฉลาดมากพอที่จะเอาชนะ จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ ที่จะศึกษาว่าเขาทำได้อย่างไร

ย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่ Torvalds อายุเพียง 21 ปี ครอบครัวมีฐานะไม่ดีนัก Torvalds อาศัยอยู่กับแม่ในอพาตเมนต์ในเมืองเฮลซิงกิ เขาได้สร้างพื้นฐาน ของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นระบบที่เรายังคงพบได้ใน โปรแกรมคอมพิวเตอร์เก่าๆ และได้เชิญชวนให้ โปรแกรมเมอร์ที่สนใจ เข้ามาช่วยพัฒนาระบบนี้ โดยผ่านทางอินเตอร์เนต มีคนนับหมื่นทั่วโลกให้การตอบสนอง จึงอาจเป็นไปได้ว่า ลีนุกซ์ คือโครงการความร่วมมือที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

[[253]]


การทำงานอย่างต่อเนื่องกว่า 12 ปี ทำให้ระบบปฏิบัติการนี้ได้รับการพัฒนาจนมีประสิทธิภาพสูง และมีความคล่องตัว สามารถจะใช้ได้จริงกับผลิตภัณฑ์ ต่างๆ ในตลาดเช่นเครื่องเล่น Tivo โทรทัศน์ตั้งโต๊ะ หรืออุปกรณ์พกพา เช่น โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น และที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นก็คือการที่ ลีนุกซ์ กำลังเติบโตในตลาดการสร้างคอมพิวเตอร์แม่ข่ายของระบบอินเตอร์เนตและเน็ตเวิร์ค ต่างๆ Goldman Sachs ได้เผยผลการศึกษาภายใต้ชื่อ ‘Fear the Penguin’ จากผลการศึกษานี้ Goldman Sachs ได้ให้ข้อสรุปว่า ไม่ช้าก็เร็ว ลีนุกซ์ จะเข้ามาแทนที่ ยูนิกซ์ ซึ่งในปัจจุบันเป็นระบบปฏิบัติการที่ใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจาก ลีนุกซ์ เป็น software ที่สามารถดาวโหล์ดมาใช้ได้ฟรีจากอินเตอร์เนต และมีผู้คนทั่วโลกเข้ามาดาวโหล์ดไปใช้ผ่านเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพต่างกัน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะวัดอัตราความเร็วที่แน่นอนในการดาวโหล์ด แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่า ลีนุกซ์ เป็นการปฏิวัติทาง software ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมา

สิ่งที่ทำให้ ลีนุกซ์ กลายเป็นระบบปฎิบัติการที่ประสบความสำเร็จ

สิ่งที่ทำให้ ลีนุกซ์ กลายเป็นระบบปฎิบัติการที่ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ก็เพราะมีทีมงานโปรแกรมเมอร์ ที่ทำงานด้วยใจรักมากกว่าทำเพื่อธุรกิจ และที่สำคัญเป็นเพราะตัว Torvalds เอง เขาคือผู้ริเริ่มสร้าง ลีนุกซ์ และยังคงเป็นผู้ตัดสินใจกำหนดทิศทางของ ลีนุกซ์ ในปัจจุบัน Torvalds ได้ชื่อว่าเป็น “นักเผด็จการใจดีแห่งโลกของ ลีนุกซ์” เคล็ดลับไม่ได้อยู่ที่ ความสามารถอันยอดเยี่ยมในทางเทคโนโลยี แต่กลับเป็นบุคลิกอันเรียบง่าย Torvalds เป็นผู้นำที่ลูกน้องให้ความศรัทธา ผมได้มีโอกาสติดต่อทาง e-mail กับผู้ที่ได้ร่วมงานกับ Torvalds เพื่อสอบถามถึงประสบการณ์ในการร่วมงานกับชายผู้นี้ หนึ่งในนั้นคือ Cliff Miller ผู้ร่วมพัฒนา ลีนุกซ์ ในยุคต้นๆ ได้กล่าวถึง Torvalds ว่า “เขาอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่”

กว่าสิบปีที่ผ่านมามีผู้พัฒนา software หลายรายที่เสนอผลงานของตัวเองให้ผู้ใช้สามารถดาวโหล์ดไปใช้ได้ฟรีจากอินเตอร์เนต ตัวอย่างเช่น Apache เป็น software ที่ใช้ในเครื่องแม่ข่ายที่ส่งข้อมูลใน website เข้าสู่ระบบอินเตอร์เนต กว่าสองในสามของเครื่องแม่ข่ายทั่วโลกใช้ software นี้ มันถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มโปรแกรมเมอร์อิสระ ที่ไม่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากหน่วยงานใด ภาษา Perl หรือที่รู้จักกันในนาม ท่อส่งอินเตอร์เนต ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของ software ที่ยังประโยชน์ให้แก่ผู้สร้าง website เป็นอย่างมาก อีกตัวอย่างหนึ่งคือ Sendmail เป็น software ที่ใช้ในการส่ง e-mail ทั่วโลก ลีนุกซ์ ก็เหมือนกับ software ต่างๆ เหล่านี้ คือได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านทางอินเตอร์เนตโดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานเดิม

Software เหล่านี้ถูกพัฒนาขี้นจนมีประสิทธิภาพที่น่าทึ่งแต่ไม่มีใครเลยที่จะประสบความสำเร็จได้มากเท่ากับลีนุกซ์ ความสำเร็จส่วนหนึ่งเป็นเพราะลีนุกซ์ทำหน้าที่เป็นระบบปฏิบัติการของ software ทั่วโลก เปรียบได้กับเครื่องดนตรีควบคุมจังหวะหรือกีต้าร์นำในวงดนตรี ถึงแม้ระบบปฏิบัติการลักษณะเช่นนี้จะไม่ได้มีเพียงลีนุกซ์เจ้าเดียวแต่ก็ไม่มีใครที่จะประสบความสำเร็จได้เท่า Cliff Miller บอกกับผมว่าสิ่งที่ทำให้ลีนุกซ์ประสบความสำเร็จได้มากขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะเพียงเพราะความสามารถในทางเทคโนโลยี ไม่ใช่เพราะแนวทางการพัฒนา และไม่ใช่เพราะการมีใบอนุญาติ แต่เป็นเพราะ ความสามารถของ Torvalds Linus นั่นเอง คนทั่วไปอาจจะมอง Torvalds ต่างไปจากตัวตนจริงที่เขาเป็น เช่น อาจจะมองว่าเขาเป็นคนไม่สนใจเงินทอง เป็นคนเกลียดระบบนายทุน และต่อต้านไมโครซอฟ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เป็นความจริงเลย คนที่ทำงานใกล้ชิดกับ Torvalds ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Torvalds คือแรงผลักดันที่สร้างให้เกิดสังคมโปรแกรมเมอร์ และผู้ที่คลั่งใคล้ในอินเตอร์เนต เข้ามาร่วมกันพัฒนา software ภายใต้แนวทางของเขา ให้ไปสู่จุดสุดยอด ทำให้คู่แข่งที่มีกำลังทางเศรษฐกิจ เช่น ไมโครซอฟ และ ซัน ไมโครซิสเต็ม ต้องสะเทือน

บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้เฝ้าจับตามองลีนุกซ์ จึงไม่น่าประหลาดใจว่าทำไมผู้บริหารระดับสูงของไมโครซอฟ จึงมองว่าลีนุกซ์ เป็นคู่แข่งสำคัญ หากจะดูจากราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็จะเห็นว่า ราคาหุ้นของลีนุกซ์ สูงขึ้นเรื่อยๆ บริษัทคอมพิวเตอร์อย่าง ออราเคิล, ไอบีเอ็ม และ อินเทล เป็นสามบริษัทที่ผนึกกำลังกันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเพื่อรักษาเสถียรภาพของตนในตลาดหลักทรัพย์ วอล สตรีท ไว้ให้ได้ สำหรับ บริษัท ซัน ซึ่งไม่ค่อยเต็มใจกับการเข้าร่วมกับ ลีนุกซ์ ในช่วงแรกๆ ก็ต้องประสบกับภาวะราคาหุ้นที่หล่นวูบในตลาดหลักทรัพย์

เผชิญกับอุปสรรคอันยิ่งใหญ่

แม้ลีนุกซ์จะได้รับชัยชนะในหลายๆด้าน แต่ก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ เพราะลีนุกซ์ กำลังถูกฟ้องร้องทางกฎหมายด้วยข้อหาที่ว่าเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการละเมิดสิทธิทางปัญญาอย่างกว้างขวาง เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัท เอส ซี โอ กรุ๊ป ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองยูทาร์ เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ กล่าวโทษ ไอบีเอ็ม ที่ยอมให้ผู้ใช้หลายพันราย เปลี่ยนจาก ระบบ ยูนิกซ์ ไปใช้ระบบ ลีนุกซ์ ผู้บริหารของ เอส ซี โอ กรุ๊ป กล่าวหาว่า การที่ลีนุกซ์ ใช้ระบบ Open Source Code ที่คนทั่วไปสามารถเข้ามาดูโครงสร้างพื้นฐานของระบบและนำมาใช้ได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทอื่นที่พัฒนาระบบของตัวเองและจดลิขสิทธิ์ทางปัญญา วิธีการดำเนินงานของลีนุกซ์ จะสนับสนุนให้เกิดการคัดลอกผลงานทางปัญญา Darl McBride ผู้บริหารระดับสูงของ เอส ซี โอ กรุ๊ป กล่าวในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า “เราจำเป็นจะต้องย้อนกลับไปพิจารณาการดำเนินงานด้วยวิธี Open Source Code เพราะทำให้ผู้อื่นเช่นบริษัทของเราไม่ได้รับการป้องป้องสิทธิทางปัญญา” ในการยื่นฟ้องต่อบริษัท ไอบีเอ็ม ครั้งนี้ เอส ซี โอ กรุ๊ป ได้จ้างทนายมือหนึ่งอย่าง David Boies ผู้เคยเป็นทนายแก้ต่างให้กับรัฐบาลในคดีที่สู้กับบริษัทไมโครซอฟ และเคยเป็นทนายแก้ต่างให้ นาย Al Gore ในการต่อสู้คดีในศาลฏีกากับประธานาธิบดี Gorge W. Bush ในคดีนี้ เอส ซี โอ กรุ๊ป กล่าวหาว่า Torvalds เป็นผู้นำที่สนับสนุนให้เกิดการละเมิดกฎหมาย และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ถูกฟ้องให้ชดใช้ค่าเสียหายแต่เขาก็ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองให้ได้ Torvalds ไม่เคยคิดจะก้าวเข้าสู่สนามแข่งขันประดิษฐ์ซอฟแวร์เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง แต่เขาก็ก้าวเข้ามาแล้วโดยไม่ตั้งใจ และตอนนี้เขารู้สึกทั้งภาคภูมิใจกับความสำเร็จและโกรธเคืองที่งานชิ้นสำคัญในชีวิตถูกโจมตี อย่างไรก็ตามเขาได้กลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการพัฒนา software ด้วยวิธีการที่เรียกว่า Open Source Code ดังนั้น เอส ซี โอ กรุ๊ป จึงต้องหาทางกำจัด Torvalds กล่าวอย่างหงุดหงิดว่า “ผมเสียเวลามากมายไปกับการที่จะต้องมานั่งคุยกับทนายและยังจะต้องมาคิดเรื่องสิทธิทางปัญญาอีก”

Torvalds ในความนักการฑูตมากกว่าเป็นนักปกครอง


ตั้งแต่สมัยแรกๆที่เริ่มทำงาน Torvalds เรียกทีมงานของเขาว่า ทีมผู้รักษาระบบ ซึ่งก็คือกลุ่มโปรแกรมเมอร์ที่ต่างคนก็ต่างมีความชำนาญในคนละลักษณะ เช่นบางคนอาจจะชำนาญในระบบเครือข่าย หรือบางคนอาจจะชำนาญในเรื่องการจัดการระบบ จนกระทั่งปัจจุบัน คนเหล่านี้ทำงานของตนเองและช่วยตรวจสอบงานของคนอื่นๆ ในส่วนที่ตนเองมีความชำนาญ Alan Cox หนึ่งในทีมงานที่ผมมีโอกาสได้ติดต่อด้วยทาง e-mail กล่าวว่าไม่มีใครมีตำแหน่งอย่างเป็นทางการจริงๆ ในลีนุกซ์ ตัว Alan Cox เองมีหน้าที่รับผิดชอบในชั้นของระบบปฏิบัติการที่เชื่อมต่อกับ disk drives หลักง่ายๆ ในการทำงานของ Torvalds คือเขาจะถามความเห็นจากสมาชิกคนอื่นๆ เพื่อช่วยในการตัดสินคุณภาพงานของแต่ละคนและโปรแกรมเมอร์เหล่านี้ก็จะรู้สึกว่าตนเองได้รับความสำคัญ ปัจจุบันนี้ Torvalds มีทีมงาน 12 คนที่จะช่วยเขาตัดสินใจกำหนดความเป็นไปของลีนุกซ์ รูปแบบใหม่ที่กำลังสร้างขึ้น Alan Cox ยังกล่าวอีกด้วยว่า Torvalds ไม่ได้ไว้ใจคนทุกคนเท่ากัน คนที่ร่วมงานกันมานานหลายปีมักจะได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจมากกว่า แต่กับบางคน Torvalds จะพิจารณางานอย่างถี่ถ้วน ซึ่งอาจเป็นเพราะเขายังไม่มั่นใจในการออกแบบหรือการวางสัญลักษณ์ และเพราะแต่ละคนก็จะมีข้อด้อยของตนเอง ดังนั้นการทำงานด้วยระบบ Open Source Code ผ่าน อินเตอร์เนต จึงเป็นข้อดีที่ทำให้คนอื่นๆ สามารถเข้ามาดูรูปแบบงานที่เราทำและช่วยแสดงความคิดเห็นได้



ทีมงานนี้คือกลุ่มคนที่กระจายอยู่ในที่ต่างๆ และจะมาพบปะกันปีละครั้งเพื่อรับทราบเป้าหมายและทิศทางของการพัฒนาระบบปฏิบัติการ Andrew Morton เป็นหนึ่งในทีมงานที่รับผิดชอบในส่วนประกอบหลักของลีนุกซ์ มาตั้งแต่ปี 2000 กล่าวว่า Torvalds คือผู้กำหนดปรัญชาและแนวทางการพัฒนาระบบ พวกเราที่เหลือก็จะทำงานโดยยึดแนวทางนี้เป็นหลัก Torvalds จะเป็นผู้ตัดสินใจในขั้นสุดท้ายแต่ก็ไม่เคยใช้อำนาจบังคับลูกน้องเลย



เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Torvalds ได้ขอให้ Andrew Morton เป็นเหมือนหมายเลขสองในการพัฒนาลีนุกซ์ ทำให้ Andrew Morton ตัดสินใจยุติบทบาทหลายปีในฐานะหัวหน้าทีมพัฒนา software ของ นอร์เทล เน็ตเวิร์ค เพื่อมารับผิดชอบการพัฒนา ลีนุกซ์ เวอร์ชั่น 2.6 ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ปลายปีนี้ ถึงแม้ Andrew Morton จะถือเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงของ ลีนุกซ์ เวอร์ชั่น 2.6 แต่โปรแกรมเมอร์บางคนก็ยังเคยชินกับการส่งงานให้ Torvalds โดยตรงซึ่ง Torvalds ก็พิจารณางานเหล่านั้นเองโดยไม่ผ่าน Andrew Morton ซึ่งสำหรับ Andrew Morton แล้วนั่นก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด



Andrew Morton กล่าวถึง Torvalds ว่า เขาเป็นคนที่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะแสดงความเห็นและเมื่อไหร่ควรจะนิ่งเฉย เขาอาจจะโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อนกับลูกทีมของตนเองในเรื่องที่เกี่ยวกับเทคนิค แต่เมื่อไหร่ที่รู้ตัวว่าตัวเองผิดพลาดก็จะกล้ารับว่าตัวเองพลาด ยิ่งไปกว่านั้นเขารู้จักการวางตัวเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเมื่อลูกน้องเกิดความขัดแย้งกันเอง เขากล่าวว่า “ผมมีทีมงาน 15 คนที่โต้เถียงกันเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ร่วมกัน ดีกว่าที่จะมีลูกน้อง 15 คนที่แตกเป็นสองฝ่าย ต่างฝ่ายก็คิดว่าตัวเองถูกแล้วก็ไม่พูดกัน” ในบางครั้งที่เกิดปัญญา Torvalds จะยังไม่ตัดสินใจ จนในที่สุดก็จะหาทางออกที่ดีได้ หรือบางครั้งปัญหาก็คลี่คลายไปได้ด้วยตัวของมันเอง



ในอีกแง่หนึ่ง Torvalds ดูจะเป็นนักการฑูตมากกว่าเป็นนักปกครอง เป็นผู้มีอิทธิพลในการต่อต้านสงครามทางเทคโนโลยี มีกลุ่มคนที่พยายามยุยงให้เขาพยายามเอาชนะไมโครซอฟให้ได้ แต่ Torvalds กล่าวว่า “นั่นคือสิ่งที่ บริษัท Oracle และ บริษัท ซัน พยายามทำ และเมื่อไหร่ที่คุณคิดวาดภาพความสำเร็จของคุณมากกว่าการคิดสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดี เมื่อนั้นคุณแย่แน่”


tags :

บทความอื่นๆ