<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/34819" type="text/javascript"></script> |
|
ทุกอย่างเป็นเช่นนั้นเอง
ท่านสาธุชนผู้มาร่วมกันบำเพ็ญกุศลในวันขึ้นปีใหม่ในวันนี้ในสถานที่นี้ทั้งหลายอาตมาก็ขอแสดงความยินดีในเบื้องต้นในการมาของท่านทั้งหลายมีความรู้สึกว่าทุกคนจะได้ปรับปรุงทุกอย่างที่ว่าจะขึ้นปีใหม่อีกไม่กี่ชั่วโมงจะขึ้นปีใหม่ก็จะถึงวันที่เราสมมุติกันว่าเป็นวันขึ้
post ครั้งแรก: Wed 30 January 2008, 4:13 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 11 February 2008, 5:49 pm
|
ให้วันขึ้นปีใหม่มีความหมายขอพระธรรมในใจแยบคายเพื่อสำเร็จประโยชน์ตามนั้นเถิดการขึ้นปีใหม่ก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ใช่ปีเก่าเพราะฉะนั้นมันไม่เป็นการซ้ำรอยหรือย่ำเท้าทีเดียวขอให้มันก้าวหน้าไปๆอย่าให้เป็นอันว่าเป็นวงๆซ้ำรอยอยู่ที่นี่ที่เคยกล่าวว่าไอ้เชือกล่ามควายที่เขาขดเป็นวงๆอยู่นั่นเองโยนทิ้งอยู่ที่นั่นเองมันไม่สามารถยืดยาวออกไปไหนได้
เดี๋ยวนี้เราต้องการให้มันยืดยาวออกไปเหมือนกับหลักปักหนทางบอกความยาวของถนนเป็นกิโลเมตรติดต่อกันไปๆมันก็ไปได้เรื่อยๆจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางขอให้การขึ้นปีใหม่เราอย่าได้เป็นเหมือนกับเชือกล่ามควายเราจะกลายเป็นควายกันเสียหมดก็เป็นเหมือนว่าหลักกิโลเมตรที่มันไกลออกไปเพิ่มขึ้นเราก็จะเป็นผู้เดินทางที่เป็นความหมายในพุทธศาสนาที่เดินไปตามลำธารที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ปล่อยถึงจุดหมายคือพระนิพพานสำหรับปีนี้มาคิดว่าจะบอกความเก้าหน้ามากไปกว่าปีก่อนแล้วก็รวบลัดตัดสั้นยิ่งขึ้นทุกทีมันเป็นของง่ายสำหรับท่านทั้งหลายความง่ายนี้อยากจะให้ง่ายมากขึ้นทุกทางคือว่าจะเป็นการศึกษาก็ให้มันง่ายเป็นการปฏิบัติก็ให้มันง่ายการได้รับผลของการปฏิบัติมันก็จะง่ายไปด้วยกันข้อนี้ก็คืออยากจะให้ท่านทั้งหลายมีสิ่งที่เรียกว่าหัวใจของพระพุทธศาสนาอยู่กับเนื้อกับตัวเหมือนกับคนที่เขาชอบแขวนพระเครื่องรางหลายๆคนก็ชอบเอามาแขวนไว้ที่คอมาขอกับอาตมาอยู่บ่อยๆแต่ว่าพระเครื่องรางชนิดนั้นไม่มีให้จะให้พระเครื่องรางอย่างที่เรามีเขาก็ไม่เอาเราจึงให้ได้เฉพาะคนที่รู้จักสิ่งที่จะเป็นเครื่องรางที่จะแขวนไว้ที่คอได้ก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าหัวใจของพระพุทธศาสนา สิ่งที่เรียกว่าหัวใจของพระพุทธศาสนานี้ก็ยังไม่เป็นที่ตกลงกันบางคนชอบอย่างนั้นบางคนชอบอย่างนี้
แต่อาตมาคิดว่ามันควรจะเป็นสิ่งที่กะทัดรัดเหมือนกับว่าพระองค์เล็กๆแขวนไว้ได้ที่คอสะดวกทุกที่ที่ไปอะไรเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาโดยทั่วไปที่ได้ศึกษากันมาจะระบุไปเรื่องอริยสัจ 4 ก็มี 4 ข้อหรือบางคนจะย่นลงมาที่คาถาของพระอัสสะชิ เอตะปัดทะวาเอเห สรุงตะปะตะทาอย่างนี้เป็นต้นมันก็ยังยืดยาวบางคนก็ย่นลงมาเหลือเพียงพระปาติโมกข์นี้มันก็ยังยาวตั้ง 4 บรรทัดอาตมาเคยบอกว่าเราเอาแต่ประโยคสั้นๆเพียงประโยคเดียวว่าสัพเพนารังอานิยะ เวร์ สาระนี่เป็นประโยคสั้นๆประโยคเดียวว่าธรรมทั้งปวงใครไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของตนนี่ก็รู้สึกว่ามันยาวคงไม่มีใครอยากเอาไปแขวนไว้ที่คอเพราะมันยาวรุงรัง
ในวันนี้เฉพาะสิ้นปีนี้ขึ้นปีหน้าก็จะบอกหัวใจของพุทธศาสนาว่าหัวใจที่สั้นที่สุดเหมือนกับพระองค์เล็กๆแขวนไว้ได้ที่คอคำนั้นคือคำว่าตะถาตาถ้าไม่ชอบเป็นบาลีเอา
เป็นไทยว่าเช่นนั้นเองถ้าทุกคนแขวนเช่นนั้นเองไว้ที่คอก็เหมือนได้แขวนพระเครื่องอันศักดิ์ศิษย์ยิ่งกว่าชนิดไหนคุ้มครองได้ทุกอย่างได้หมดและทำให้ก้าวหน้าสูงยิ่งๆขึ้นไปสมกับที่ว่ามันเป็นปีใหม่มันควรจะยิ่งขึ้นไปจะได้พิจารณากันดูต่อไปว่าไอ้เช่นนั้นเองนี่มันจะเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาได้อย่างไรควรจะรู้ว่าคำว่าเช่นนั้นเองมาจากคำบาลีว่าตะถาตา ตะถาตาก็แปลว่าเช่นนั้นเองนี้ก็เป็นหัวใจของพุทธศาสนาถ้าเคยได้ยินได้ฟังมาก็จะรู้ว่าเป็นคำที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่าตะถาคดจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นธรรมชาติก็มีอยู่แล้วว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทุกตัวเป็นทุกข์และธรรมทุกตัวเป็นอนัตตาบางทีพระองค์ก็ตรัสว่าความที่มีสิ่งนี้ๆเป็นปัจจัยสิ่งนี้ๆจึงเกิดขึ้นแล้วก็ตรัสตั้งแต่ปะติจะตุบาทแล้วก็อวิชชาสังขาราเป็นต้นไปจึงจบและก็ทรงสรุปความว่านี่คือความเป็นอย่างนี้ที่เป็นตะถะตานี่เป็น อ๊ะวิตะถะตานี่ความเป็นความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนี้ อนัญยะถะตาไม่เป็นไปอย่างอื่นจากความเป็นอย่างนี้
ธรรมะติถะตานี้เป็นความตั้งอยู่โดยธรรมดา ธรรมะยาตะถะตานี้เป็นธรรมดาตายตัวหรือ อิฐปะติยะตาปะติ จะ สมุก ปา โท เพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้นเป็นการอาศัยซึ่งการเกิดขึ้นดังนี้คำพูดมันหลายคำสั้นๆให้เหลือสั้นเข้ามาก็คือตะถะตาแปลว่าความเป็นเช่นนั้นหรือที่เรียกว่าเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเองทรงแสดงไว้ให้เข้ารัดอนิจจัง ทุกขัง อนัตตามันก็มีทรงแสดงไว้ด้วยปะฐิจะสะมุบาทตลอดสายก็มี ทรงแสดงไว้ด้วยอริยะสัจ 4 ก็มีและที่ทรงแสดงไว้ด้วยอริยะสัจ 4 ท่านกับจะเรียกสั้นเข้ามาอีกว่าตะถาก็แปลว่าเช่นนั้นแสดงด้วยปะฐิจะสะมุบาทท่านใช้คำว่าตะถาตา หรือตะถะตาแปลว่าความเป็นเช่นนั้นขาดไปพยางค์หนึ่งก็ไม่เป็นไรเนื้อความยังเท่าเดิมว่ามันเป็นเช่นนั้นทีนี้ก็มาพิจารนาดูความหมายก็หมายความว่ามันไม่เป็นเช่นนั้นมันไม่ผิดไปจากนั้นก็มันเป็นกฎตายตัวของธรรมดามันเป็นความตั้งอยู่โดยธรรมดาโดยอาศัยสิ่งนี้สิ่งนี้มันเกิดขึ้นดูที่พระไตรรักษ์ก่อนว่าสังขารไม่เที่ยงมันเป็นอนัตตาความไม่เที่ยงมันเป็นเช่นนั้น
มันเป็นทุกข์มันเป็นเช่นนั้นความที่ทันเป็นอนัตตาคือความที่ทันเป็นเช่นนั้นนั้นความเป็นเช่นนั้นคือมันเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาถ้าผู้ใดเข้าใจก็จะเห็นว่าความไม่เที่ยงความเป็นทุกข์มันเป็นอนัตตานี่จำไว้ก่อนว่าความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์เป็นอนัตตาทีนี้ว่าจะพูดถึงเรื่องปะติจะสะมุบาทมันอยู่ที่ว่าอวิชชาให้เกิดสังขาร สังขารให้เกิดวิญญาณ วิญญาณให้เกิดนามรูป นามรูปให้เกิดตัณหา ตัณหาให้เกิดอุปาทาน อุปาทานให้เกิดภพ ภพให้เกิดชาติ ชาติให้เกิดทุกข์ทั้งปวงความเป็นเช่นนั้นเองมันยาวหน่อยมันไล่ติดันไปยาวหน่อยแต่สรุปความแล้วต้องเป็นอย่างนี้ มันเป็นอย่างอื่นไม่ได้นั้นปะติจะสะมุบาททั้งปวงนั้นก็สรุปเหลือได้เป็นคำๆเดียวว่าเป็นเช่นนั้นคือตะถะตาอีกเหมือนกันก็จะดูที่อริยะสัจ 4 ความทุกข์เป็นอย่างนี้เอง ให้เกิดทุกข์เป็นอย่างนี้ ความดับให้เกิดทุกข์เป็นอย่างนี้หนทางแห่งความดับไม่เหลือเป็นอย่างนี้มันชี้ชัดไปอย่างนี้ๆก็หมายความว่ามันเป็นอย่างนี้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ความทุกข์จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้
การเกิดทุกข์จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ความดับทุกข์จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ๆมันจะเป็นแต่เช่นนี้ๆอย่างที่พระองค์ตรัสไว้นั้นจึงเรียกอริยะสัจทั้ง 4 ว่าตะถา หรือตะถะตาด้วยเหมือนกัน ตะถะตาได้แก่พระไตรรักษ์ ได้แก่ปะติจะสะมุบาทได้แก่อริยะสัจ 4 เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วทำไมจะไม่เรียกว่าหัวใจของพระพุทธศาสนาซึ่งสรุปเหลือคำๆเดียวว่าตะถาตาคือความเป็นเช่นนั้นจงจำคำว่าตะถาตาคือความเป็นเช่นนั้นไว้ให้แม่นยำอยู่กับเนื้อกับตัวเหมือนกับเอามาแขวนไว้ที่คออย่างพระเครื่องให้มันคล่องปากคล่องใจว่าตะถะตาเป็นเช่นนั้นจะพูดว่าเป็นภาษาชาวบ้านสักหน่อยว่ามันเป็นเช่นนั้นเองเพื่อเป็นภาษาคนธรรมดามากขึ้นว่าเช่นนั้นเองเอาเช่นนั้นเองมาแขวนไว้ที่คอเป็นพระเครื่องก็จะคุ้มครองทุกอย่างก็จะส่งเสริมให้เจริญก้าวหน้าต่อไปจนถึงมรรคผลนิพพานจะขอบรรยายลักษณะของคำว่าเช่นนั้นเองต่อไปอีกหน่อยคนโง่ย่อมไม่รู้จักความเป็นเช่นนั้นเองผู้มีปัญญาตามหลักพุทธศาสนาเท่านั้นจึงจะเป็นผู้รู้จักความเป็นเช่นนั้นเอง ความเป็นเช่นนั้นเองไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตานี่แหละเช่นนั้นเองกระทั่งเป็นสุนยะตา รวมกับตะถะตาเป็นว่าเช่นนั้นเอง
อนัตตาแปลว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่ตนสุนยะตามันก็ว่างจากความเป็นตัวตนที่จะยึดถือได้เพราะว่ามันเป็นเช่นนั้นเองเพราะว่าธรรมทั้งปวงมันว่างจากตัวตนเช่นนั้นเองๆความที่มันไม่ใช่ตัวตนแล้วมันว่างจากตัวตนนี่มันเป็นเช่นนั้นเองคือตะถะตา ตะถาตา ถ้าชอบคำบาลีก็ว่าตะถาตามาแขวนไว้ที่คอ ถ้าชอบคำไทยก็ว่าเช่นนั้นเองแล้วก็มาแขวนไว้ที่คอ ภาษาจีนก็แปลคำนี้ว่ายู่สี ถ้าใครชอบภาษาจีนก็เอาคำว่ายู่สีมาแขวนไว้ที่คอได้ผลเท่ากันจะว่าเช่นนั้นเองก็ได้ จะว่าตะถะตาก็ได้จะว่ายู่สีก็ได้มันเป็นเช่นนั้นเองนี้
ถ้าแขวนไว้ที่คอมันก็ต้องมีความหมายคิดนึกกันสักหน่อยว่าเกี่ยวข้องอะไรแขวนเฉยๆมันก็ไม่รู้อะไร แต่ถ้ามันแขวนไว้กันลืม แขวนไว้เพื่อระลึกนึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อะไรก็ตามมันก็ได้ประโยชน์เราก็เหมือนกันจะเอาเช่นนั้นเองมาแขวนไว้ที่คอโดยไม่รู้ความหมายมันก็ไม่มีประโยชน์ก็ต้อองเอามาแขวนไว้ในลักษณะที่รู้ความหมายคือใช้ให้เป็นประโยชน์ให้ได้นั่นเองเมื่ออะไรเกิดขึ้นก็เช่นนั้นเองให้มันทันท่วงทีของที่สวยงามทางตาผ่านมามันก็เช่นนั้นเอง ของที่น่าเกียจน่าชังผ่านมามันก็เช่นนั้นเอง แล้วจะเป็นอย่างไรให้ลองคิดดูไม่สวยมันก็เช่นนั้นเองมันก็ไม่รัก
ไม่สวยก็เช่นนั้นเองมันก็ไม่เกียจมันก็ไม่ยินดี ยินร้ายมันเฉยได้มันก็ไม่เกิดปัญหาอุปาทานมันจึงไม่มีความทุกข์นี่มันเช่นนั้นเองมันคุ้มครองไม่ยินดีในส่วนที่ยินดี ไม่ยินร้ายในส่วนที่ยินร้ายนี่จะยกตัวอย่างทางหูมันไพเราะอย่างที่คนเขาสมมุติกันว่าไพเราะคนโง่ๆมันก็ยึดถือตามไปว่าไพเราะมันก็มีสิ่งที่ไพเราะเกิดขึ้นแต่ผู้รู้เขาก็เห็นว่ามันเช่นนั้นเองเครื่องดนตรีอะไรต่างๆที่มันประสานเสียงกันแล้วสมมุติว่ามันไพเราะช่วยให้โง่ให้หลงว่าไพเราะแต่ผู้รู้มันก็ว่าเช่นนั้นเองๆทีที่มันไม่ไพเราะที่มันฟังแล้วรำคาญหูมันก็เช่นนั้นเองอีกเหมือนกันมันประกอบขึ้นด้วยลักษณะอย่างนั้นจึงรำคาญหูก็มันรู้สึกเช่นนั้นเองมันก็ไม่รู้สึกหลงใหลในเสียงที่ไพเราะมันก็ไม่รำคาญในเสียงที่ไม่ไพเราะ ก็อยู่ได้โดยไม่ต้องเป็นโรคประสาทถ้ามันพอใจในส่วนที่มันสวยหรือไพเราะแล้วไม่พอใจในส่วนที่ไม่สวยไม่ไพเราะมันก็ขึ้นๆลงๆ ฟูๆแฟบๆในที่สุดมันก็ต้องวิปริตในทางจิตใจเอาไอ้เช่นนั้นเองมาคุ้มครองไว้อย่าให้มันขึ้นๆลงๆทางจมูกหอมก็เช่นนั้นเองเหม็นก็เช่นนั้นเองถ้าศึกษาวิทยาศาสตร์จะรู้ว่ามันเป็นความต่างกันของไตรมาสตร์ที่มากระทบกันเข้าในจมูกที่ลักษณะหนาหรือบางกว่ากันเท่านั้นถ้าหนาหรือบางพอดีมันก็หอมถ้าหนาไม่พอดีมันก็เหม็นถ้าบางเกินไปมันก็ไม่มีกลิ่นถ้าหอมหรือเหม็นมันก็เช่นนั้นเองมันไม่มีอะไรมาหรอกให้รักที่ว่ามันหอม มันเกียจ มันเหม็นมันก็ปกติอยู่ได้ทีนี้ลิ้นเอาอะไรใส่ปากเคี้ยวมันอร่อยมันก็ยินดีไม่อร่อยมันก็เป็นบ้าเดี๋ยวก็ยินดีเดี๋ยวก็ยินร้ายเดี๋ยวก็ตัดใจ
แต่ถ้ามันรู้ว่าอร่อยมันก็เช่นนั้นเองคือมันพอดีกับประสาทที่มันรับรสมันก็อร่อยมันมากไปหรือน้อยไปมันก็ไม่อร่อยและที่ไม่อร่อยก็คือเช่นนั้นเองที่อร่อยก็คือเช่นนั้นเองมีปัญญากันสักหน่อยก็จะมองเห็นว่ามันเช่นนั้นเองไอ้ทางลิ้น มันก็หมดปัญหาไปไม่มีอร่อยลิ้นมันก็โง่ในความอร่อยความนิ่มนวลมันก็ทำให้รักให้พอใจความยากทำให้รักให้พอใจมันก็ยินดียินร้ายถ้าไม่รู้สึกมันก็เช่นนั้นเองคือมันทำให้ความรู้สึกในผิวหนังรับความรู้สึกมันก็รู้สึกนิ่มนวลของอ่อนของเปียกมันก็ทำให้เกิดความรู้สึกที่มากมันก็รู้สึกนิ่มนวลของแข็งมันก็รู้สึกว่าหยาบมันไม่สบายแล้วก็มองเห็นว่ามันเช่นนั้นเองที่นิ่มนวลชวนสบายมันก็เช่นนั้นเองที่มันกระด้างรำคาญระคายมันก็เช่นนั้นเองมันก็หายโง่อย่างนี้
ทีนี้ความรู้สึกที่มันจะเกิดขึ้นทางใจเสียงอดะไรที่มากระทบใจแล้วทำให้ใจหมุนไปตามสิ่งที่มากระทบนั้นยินดีมั่งยินร้ายมั่งยินดีมันก็เช่นนั้นเองมันก็เกิดความยินดีเช่นนั้นเองตามธรรมดาของคนที่มีอวิชชามันก็ยินดีหรือมันก็ยินร้ายในส่วนที่ยินร้ายยินดีก็คือเช่นนั้นเองยินร้ายก็คือเช่นนั้นเองสรุปแล้วก็รู้ว่ามันเป็นความรู้สึกเท่านั้นจะรู้สึกทางตาว่าแม่คนนี้สวย พ่อคนนี้สวยมันก็คือความรู้สึกเท่านั้นไม่สวยมันก็คือความรู้สึกเท่านั้นที่มองดูมันเป็นเพียงความรู้สึกที่เรารู้สึกทางตาทางลูกตาเห็นเป็นสวยแล้วก็รักเห็นไม่สวยก็เกียจมันเป็นความรู้สึกเท่านั้นถ้าเห็นว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้นมันก็ไม่มีอะไรมันก็เช่นนั้นเองเรื่องทางหูไพเราะไม่ไพเราะ เรื่องทางจมูกหอมหรือเหม็น เรื่องทางลิ้นอร่อยหรือไม่อร่อยทางผิวหนังนิ่มนวลหรือกระด้าง
ถ้ารู้ถึงความเป็นเช่นนี้ความจริงของมันแล้วมันก็เป็นเพียงความรู้สึกที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่กาย ที่ใจว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกว่ามันเป็นเช่นนั้นเองก็เพราะว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้นเพราะฉะนั้นต้องเอาเช่นนั้นเองมาช่วยในทุกกรณีที่ขจัดปัดเป่าในทุกกรณีที่รักที่เกียจให้ยินดีและยินร้ายออกไปเสียให้หมดนี่มันเป็นเรื่องทั่วไปในประจำวันเรายังมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่แล้ววันหนึ่งก็ต้องเห็นรูปฟังเสียงดมกลิ่น ลิ้มรสสัมผัสทางกายคิดนึกทางใจอยู่มากมายหลายสิบ หลายร้อยเรื่องให้มันรู้สึกทันทีด้วยสติว่ามันเช่นนั้นเองๆไม่มีอะไรมาหลอกให้หลงยินดีหลงยินร้ายไม่ให้หลงรักหรือหลงชังได้นี่โดยทั่วไปในชีวิตประจำวันของคนเรามันมีเรื่องทำให้รักและให้ชังพอเช่นนั้นเองได้มันก็ไม่ต้องมีเรื่องรักเรื่องชังมันจึงเฉยได้มันจึงปกติได้มันจึงไม่มีความทุกข์มันก็เฉยไม่ได้มันก็หลงรักที่มันชวนให้รักเมื่อไม่ได้ของนักมันก็พยายามด้วยการกระทำความชั่วทุจริตเป็นอันธพาลเพื่อจะให้ไดเของรักนั้นอาชญากรรมที่เลวร้ายมันก็เกิดขึ้นในหมู่คนเหล่านี้ ในหมู่คนอันธพาลถ้ามันหลงรักมันก็จะเอาให้ได้ หลงเกียจมันก็จะฆ่าให้ตายมันจึงมีอาชญากรรมเลวร้ายทั่วไปทุกหัวระแหงโดยบุคคลที่ไม่มีความรู้ว่าอันนี้มันเช่นนี้เองที่น่ารักก็เช่นนี้เอง ที่น่าเกียจก็เช่นนี้เองทั้งทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ทางรส ทั้งโบสถ์ตะพะทั้งทางธรรมมารมย์เหตุนี้เองเป็นเรื่องคุ้มครองไม่ให้มีกิเลสๆไม่ให้เกิดเวทนาปัญหาอุปาทาน ภพ ชาติที่เรียกว่าปะติจะสะมุบาทเป็นทุกข์ มันมีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ว่าให้มองเห็นชัดลงไปว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้นนี้คนธรรมดาสามัญเป็นปุถุชนมันก็บูชาความรู้สึกทางเพศ เพศตรงกันข้ามบริโภครสของเพศตรงกันข้ามด้วยความหลงใหลบูชา ความหลงใหลในรสของเพศตรงกันข้ามทำให้เกิดเรื่องแทบจะทุกเรื่องในโลกนี้มันเนื่องกันไปจากสิ่งนี้เฉพาะเรื่องก็ได้ เฉพาะคู่เฉพาะคนก็ได้ความไม่รู้จักสิ่งนี้ว่ามันเป็นเช่นนั้นเองมันก็หลงใหล ความรู้สึกในรสทางเพศมีความกระสันรุนแรงผูกมัดจิตใจรุนแรงเห็นเป็นสิ่งประเสริฐเลิศเหนือสิ่งใด
จนกระทั่งว่าทำอะไรไปทุกอย่างทางนี้ก็เพื่อความรู้สึกทางเพศเพื่อจะได้รับรสความรู้สึกที่เกิดจากเพศ
ตรงกันข้ามทุกคนคงรู้จักได้ดีไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากนักมันก็เลยได้เป็นทาส เป็นบ่าว เป็นขี้ข้า เป็นทาสของสิ่งที่ตัวรักคงไม่ได้มองเห็นว่าความรักมันเป็นเช่นนั้นเองเช่นเดียวการเกียจมันก็เป็นเช่นนั้นเองถ้าเห็นเช่นนั้นเองมันก็ไม่ต้องมีอะไรไปรักไปหลง ไม่มีอะไรที่ต้องไปเกียจไปฆ่าเขาตายไม่หึงไม่หวงอะไรทุกอย่างทุกประการเพราะว่ามันเห็นความเป็นเช่นนั้นเองที่เป็นรสสูงสุดในทางเพศอเช่นนั้นเองมันก็แค่นั้นเองมันไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นมันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้นเองความรู้สึกสูงสุดในทางเพศไม่มีใครเก่งพอที่จะมองเห็นว่ามันเช่นนั้นเอง
นั้นคนปุถุชนธรรมดาจึงหลงใหลในความรู้สึกทางเพศแล้วก็มีเรื่องตามมาอีกมากมายและมีปัญหาตามมาอีกมากมายเพราะมันไม่รู้ว่ามันเช่นนั้นเองทีนี้เรื่องที่มันใหญ่ๆหยาบๆมันก็เป็นเช่นนั้นเองเช่นว่าไม่ได้อย่างใจ มันได้กำไรมันก็หลงใหลจะเป็นบ้ามันไม่มองเห็นว่าเช่นนั้นเองเมื่อขาดทุนมันก็เสียใจเหมือนจะเป็นบ้ามันก็ไม่รู้สึกว่ามันเช่นนั้นเองไอ้คนที่มีปัญญาเพียงพอมันก็จะเห็นว่าขาดทุนมันก็เช่นนั้นเองไอ้กำไรมันก็เช่นนั้นเองเขาจึงไม่มีจิตใจที่ขึ้นลงฟูแฟบไปตามนั้นมันก็ปกติมันก็สบายนี้คำว่าเช่นนั้นเองมันมีได้ทั้ง 2 ฝ่ายคือฝ่ายผิดและฝ่ายถูกเราก็รู้ว่าเช่นนั้นเองฝ่ายผิดเราก็ทำเช่นนั้นเองฝ่ายถูกให้มันเกิดขึ้นมันมีกฎของความเป็นเช่นนั้นเองทั้งฝ่ายที่พึงปรารถนาและไม่พึงปรารถนาเราก็ใช้ความเป็นเช่นนั้นเองที่ถูกต้องควรปรารถนาเช่นจะทำไร่ทำนาหาทรัพย์สมบัติมีความเป็นเช่นนั้นเองของการกระทำ
ถ้าทำให้ถูกมันก็ได้มาถ้าไม่ถูกเรื่องเช่นนั้นเองในส่วนนั้นมันก็ไม่ได้มาทีนี้จะถึงคราวที่ที่มันจะเสียไปเพราะความผิดพลาดอย่างำมันก็ไม่ต้องเสียใจเพราะมันเป็นเช่นนั้นเองนั้นจะได้กำไรหรือขาดทุนมันก็ไม่มีอะไรให้เป็นทุกข์หรือว่าผิดปกติถ้ามันขาดทุนมันก็ทำใหม่ได้เพราะมันเป็นเช่นนั้นเองในทางที่ให้ได้กำไรรู้จักใช้ความเป็นเช่นนั้นเองให้ถูกต้องแก่ฝ่ายที่ควรกระทำแม้ฝ่ายที่ไม่ควรกระทำอยากจะรักเสียก็ต้องทำให้ถูกต้องต่อความเป็นเช่นนั้นเองของฝ่ายนั้นนี้ความเป็นเช่นนั้นเองมันเป็นกฎที่สูงสุดเหมือนกับพระเจ้าไอ้ความเป็นเช่นนั้นมันมีกฎสูงสุดเหมือนกับพระเจ้าเราฝืนเราแก้ไขไม่ได้พระพุทธเจ้าก็แก้ไขโจทย์ได้เรารู้จักความเป็นเช่นนั้นเองมันก็จะได้รับสิ่งที่ควรจะได้รับก็อยู่กันเป็นผาสุกความเป็นเช่นนั้นเองมันเป็นสิ่งที่ละเอียดไม่ได้ความหมายขอให้พระเยาว์ศึกษาอย่างนี้ต่อๆไปจนเห็นเป็นอย่างนี้ต่อไปเป็นที่ของพระไตรรักษ์ก็ดีของอิฐทะปัตตะยะตา
ทีนี้จะช่วยเห็นว่ามันเป็นเรื่องตั้งแต่ข้างนอกต่ำๆจนถึงเบื้องกราวที่สูงสุดเราต้องมีอะไรที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงตามธรรมดาของผู้ที่อยู่ที่เราจะตัดจะลีกไม่พร้อมยกตัวอย่างเช่นว่าในทางกายถูกของมีคมบาดหรือว่าจิตใหม่ถูกหนามเกี่ยวไม่มีใครคิดว่ามันเช่นนั้นเองมันนึกว่ากูเจ็บก็จะตายพอรู้สึกว่าความเจ็บปวดมีปัญหาเรื่องอุปาทานที่ยึดถือในเรือมันเกลี้ยงแต่ถ้าใครได้รับมาก็รู้สึกอย่าหนสมสดเป็นธรรมดาเช่นนั้นเองแล้วถ้ามันเกี่ยวเลือดไหลมันก็รู้สึกเจ็บมันเจ็บแล้วก็เช่นนั้นเองมันเป็นเช่นนั้นเองไอ้ที่เจ็บมันเป็นแต่เพียงความรู้สึกเท่านั้นแหละเจ็บๆๆๆๆเป็นแต่เพียงความรู้สึกตามกฎของธรรมดาเท่านั้นแหละควบคุมใจไว้ให้มันหยุดอยู่ที่นี่ว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกและไม่ใช่เรื่องที่ว่ากูจะตายความรู้สึกว่ากูเจ็บกูจะตายมันก็เป็นเพียงเจ็บที่ร่างกายเพราะว่าเราถูกหนามเกี่ยวแต่ถ้ามันโง่มันก็ปล่อยความรู้สึกว่ากูเจ็บกูจะตายนี่คือเกิดอุปาทานยึดตัวกูยึดของกูมันก็เจ็บมากเกี่ยวข้อนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสเป็นอุปมาสำหรับศึกษาจดจำง่ายก็เหมือนกับคนทีแรกมันถูกลูกสอนลูกเล็กๆแทงมันก็เจ็บนิดเดียว
ทีนี้ก็มีลูกสอนดอกใหญ่มาแล้วอาบยาพิษด้วยๆแล้วแทงมันก็เจ็บมากดอกสอนเล็กแทงมันก็ไม่มีความมากถ้าดอกสอนใหญ่แทงมันก็เจ็บมาก มากกว่ากันหลายเท่าก็คือว่าถ้าเรารู้สึกว่าความตายของกูมันก็เจ็บมากนี่คือคนที่มองเห็นว่ามันเช่นนั้นเองมันก็เลยเห็นว่ากูเจ็บกูจะตายมันก็ไม่มีความทุกข์มากเพียงเจ็บก็เพ่งลงไปที่ความเจ็บนี่มันเจ็บนี่มันความเจ็บอย่าให้เลยไปถึงตัวก็กูเจ็บอย่างนี้มันเจ็บๆๆๆเจ็บหนอมันใช้หนอช่วยได้มันก็เจ็บน้อยมันก็ค่อยจางออกๆเจ็บนั้นจะจางออก
ถ้าเรารู้สึกเจ็บเจ็บเท่านั้นเองเจ็บเท่านั้นเองหนอมันก็เจ็บน้อยถ้ามองให้ลึกกว่านั้นนี่มันเพียงรู้สึกเท่านั้นโว้ยเจ็บๆนี่มันเพียงความรู้สึกเท่านั้นความรู้สึกทางกฎเกณฑ์ธรรมชาติธรรมดาเจ็บนี่เป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้นเพราะมันรู้สึกมันจึงเจ็บถ้าเห็นความเจ็บนั้นไม่มีความเจ็บเป็นแต่เพียงความรู้สึกเท่านั้นนี่สติปัญญามันไปได้ถึงอย่างนี้มันมองเห็นเป็นเพียงความรู้สึกของประสาทเท่านั้นแหละมันก็หายเจ็บมันก็เจ็บน้อยจนไม่เจ็บ ขอให้มีปัญญาในชั้นนี้ว่ามันเป็นความรู้สึกสมมุติว่าเราปวดหัวกันดีกว่ามันเป็นกันง่ายๆบ่อยๆทุกคนพอปวดหัวความคิดมันแล่นว่ากูจะตายแล้วได้ยินได้ฟังมาอย่างนี้มันก็เป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้จะต้องตายอย่างนี้ก็ยิ่งเจ็บหนักเข้าและมีทุกข์ทรมานเราปวดหัวรู้สึกว่ามันปวดหัว มันปวดหัวเท่านั้นหนอเพราะอย่าให้เลยมาถึงกูจะตายมันปวดเท่านั้นหนอไอ้ความเจ็บมันจะลดลงไอ้ที่ปวดๆๆๆมันพอรู้สึกเท่านั้นหนอเพราะมันมีความรู้สึกเท่านั้นหนอจึงเห็นว่านี่คือความรู้สึกเท่านั้นหนอๆมันก็เจ็บน้อยลงไปอีกกระทั่งมันไม่เจ็บนี่สติฝึกไว้ดีปัญญาก็มีมากพอสติปัญญามาทันท่วงทีพิจารณาว่านี่มันความเจ็บเท่านั้นหนอแล้วความเจ็บมันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้นหนอแล้วก็จะเห็นว่ามันเช่นนั้นเองก็พอไอ้ความเท่านั้นเองเข้ามาไอ้ความเจ็บมันจะหายไปหมดจิตมันเปลี่ยนไปหมดนี่การข่มขี่ ข่มขี่เวทนาความเจ็บนี่ได้ด้วยใส่ยาขนานเช่นนั้นเองถ้าเช่นนั้นเองเข้ามามันจะไม่มีปัญหาที่ความเจ็บปวดจะไม่มีเรื่องทรมานใจจะไม่ต้องเป็นโรคประสาทจะไม่ต้องเป็นโรคนาๆชนิดที่เขาเป็นกันอยู่เพราะว่ามันทรมานใจแล้วมันก็ต้องเป็นหลายโรคเพราะจิตใจมันทรมานว่ากลัวความวิตกกังวลแล้วมันก็ต้องเป็นโรคกระเพาะ เสียเรื้อรังมันต้องเป็นโรคประสาทนอนไม่หลับโลหิตก็ถอนกำลังไม่สามารถที่จะควบคุมความปกติของร่างกายมันจะเป็นมะเร็งเป็นอะไรก็ได้อย่างน้อยมันใช้น้ำตาลไม่หมดมันก็เป็นโรคเบาหวานนาๆโรคมันก็เกิดขึ้นเพราะจิตมันได้เสียไปด้วยความโง่มันไม่รู้จักความเป็นเช่นนั้นเองนิดเดียวเท่านั้นแหละมันเป็นอย่างนี้เองๆจิตใจมันก็จะคงที่มันจะปกติก็ไม่เกิดโอกาสให้เกิดโรคทางจิตใจโรคทางจิตใจไม่เกิดมันก็เกิดโรคทางจิตใจเราเรียกโรคกระเพาะเสียเรื้อรังว่าโรคเบาหวานโรคความดันสูงนั้นเป็นเรื่องทางกายแล้วก็มองเห็นว่ามาจากเรื่องทางใจที่มาทำเรื่องปกติของภาวะหน้าที่การงานของโลหิตหรือของส่วนต่างๆของโลหิตนั้นเสียไปหมดระบบประสาทก็เสียไปตามอะไรๆก็เสียไปหมดนี่เช่นนั้นเอง
มันจะแก้ได้มันจะไม่ทำให้เกิดความวิปริตในทางจิตอย่างที่ว่ามารและความวิปริตทางกายก็ไม่เกิดขึ้นจึงมีความสุขสบายดีทั้งทางกายและทั้งทางจิตเพราะว่าได้เอาหัวใจของพระพุทธศาสนามาใช้เป็นอย่างดีเป็นยาแก้โรคหรือว่าใช้เป็นเครื่องรางแขวนไว้ป้องกันตัวหัวใจของพระพุทธศาสนาคือตะถะตาหรือเช่นนั้นเองเอามาใช้ในทุกกรณีพอเอามาเช่นนั้นเองแก้ปัญหาได้ทุกกรณีเรื่องโรคภัยไข้เจ็บก็ได้เรื่องปัญหาทางปากทางท้องก็ได้ทางการเมืองก็ได้แต่ถ้าเป็นเรื่องบรรลุมรรคผลนิพพานก็ยังได้ได้ด้วยคำๆเดียวว่าเช่นนั้นเองเพียงแต่ว่าเขาไม่รู้จักเขาไม่เข้าถึงก็ใช้เช่นนั้นเองให้เป็นประโยชน์ได้จึงขอให้ทุกคนสนใจในสิ่งที่เรียกว่าเช่นนั้นเองที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาอะไรเกิดขึ้นก็มีความรู้สึกทันฟันว่าเช่นนั้นเองในที่สุดก็ว่าเรื่องผีหลอกเพราะมันไม่รู้จักเช่นนั้นเองเพราะความรู้สึกถ้ามันรู้มันก็รู้ว่ามันเป็นเช่นนั้นเองของความรู้สึกความโง่ทำให้เห็นเป็นผีหลอกหรือถ้าผีหลอกถ้ามันมีจริงมันก็หลอกจริงก็ยังเช่นนั้นเองแต่ถ้าเราไม่เชื่อว่าผีหลอกจริงมันไม่เชื่อแต่ถ้าเกิดการกลัวผีขึ้นมาก็รู้ว่านี่คือความโง่แสดงบทบาทออกมาแล้วทำให้รู้สึกว่ามันเป็นผีและมันหลอกแต่ถ้ามันรู้จักความเป็นเช่นนั้นเองว่ามันจะต้องเกิดอย่างนี้มันต้องเกิดรู้สึกอย่างนี้มันก็เป็นความรู้สึกมองเห็นว่าเป็นความรู้สึกบ้าๆบอๆชนิดหนึ่งแม้ว่ามันจะมีขนรุกซ่าตามตัวมันก็รู้สึกว่ามันเช่นนี้เองมันเช่นนี้เองเท่านี้เองเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้นไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นมันจะเป็นจะตายเท่าใดมันเป็นความรู้สึกเท่านั้นจงดูให้เห็นว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกรู้สึกทางเวทนาก็ได้รู้สึกทางสัญญาก็ได้แต่ที่มันเป็นกันมากมันรู้สึกทางเวทนาแค่เห็นว่าเวทนามันเป็นอย่างนี้เองตามกฎของปะติจะสะมุบาทมันก็ไม่มีกำลังอะไรไม่มีความหมายอะไรไม่มีฤทธิ์เดชอะไรที่จะทำให้เราเป็นทุกข์หรือเป็นสุขจะเป็นเรื่องทางสัญญาก็เหมือนกันจะเป็นเรื่องทางจิตทางธรรมมารมย์ก็จำได้เหมือนกันขึ้นมามันก็เสียใจหรือร้องไห้กลัวขึ้นมาโง่ๆพอนึกถึงผีมันก็ขนรุกมันจะมีอะไรนี่ความที่มันโง่เกินไปมันไม่รู้ความเป็นเช่นนั้นเองที่คิดว่าสัญญาทำให้เกิดความกลัวขึ้นมาแต่ถ้ามันรู้ถึงหัวใจของธรรมะมันจะรู้ว่าเช่นนั้นเองไอ้กลัวจนขนรุกซ่ามันก็เช่นนี้เอง
มันเป็นความรู้สึกที่มากเกินไปแล้วมันก็เป็นความรู้สึกเท่านั้นนั้นขอให้เอาไปจัดกับเรื่องทุกเรื่องที่มันเป็นความทุกข์ไม่ว่าความทุกข์ชนิดไหนที่บ้านที่เรือนที่วัดเรื่องเล็กเรื่องใหญ่เรื่องทุกเรื่องที่มันเกี่ยวกับมนุษย์เพราะว่าไอ้ความรู้สึกมันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้นเองถ้าเห็นว่ามันเป็นความรู้สึกเราก็ไม่ยินดีในความสุขและไม่เตรียมตัวในเรื่องของความทุกข์คือไม่ยินดียินร้ายในเรื่องของความทุกข์หรือความสุขเดี๋ยวนี้มันโง่เกินไปมันไม่เห็นว่าเช่นนั้นเองจนเกิดปัญหาเกี่ยวกับโรคกระธรรมได้ลาภส่วนลาภ ได้ยศส่วนยศ ได้นินทา ได้ทุกข์ได้สุขกลายเป็นของต่างกันไปได้ลาภก็ยินดีเสียลาภก็ยินร้ายนี้มันบ้าเพราะมันไม่เห็นว่าเช่นนั้นเองก็ต้องเป็นเช่นนั้นเองด้วยไอ้ที่ได้มามันก็คือเช่นนั้นเองด้วยลาภก็เช่นนั้นเองเสียลาภก็เช่นนั้นเองตามกฎของอิธะปัจยะตามันเป็นเช่นนั้นเองและมันเป็นความรู้สึกเท่านั้นเองคือเรารู้สึกว่ามันได้ลาภถ้าเรารู้สึกว่าเราสูญเสียลาภเราก็บ้าไปตามว่าเราเสียลาภแล้วมองว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้นเองเช่นนั้นเอง
แล้วมันก็เป็นอย่างนี้เองในโลกนี้ถ้าเราเห็นอย่างนั้นเองเช่นนั้นเองก็ไม่มีปัญหาเรื่องได้ลาภหรือเสื่อมลาภจะไดยศหรือเสื่อมยศก็เหมือนกันอีกเช่นนั้นเองเข้ามาแล้วมันไม่มีเรื่องได้ยศหรือเสื่อมยศมันเป็นเรื่องหลอกๆเหมือนกันแหละเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้นนี่ไปถือเรื่องความรู้สึกมากเกินไปมันก็มีเรื่องยินดียินร้ายนินทาหรือสรรเสริญก็ลองไปคิดดูซึ่งมันมีมากยากที่จะหลบหลีกถูกนินทาหรือถูกสรรเสริญซะจนเลิศลอยถูกเขาสรรเสริญตัวเราก็ฟุ้งเฟ้อไปถูกเขานินทาก็มาขัดใจโกรธแค้นเหมือนกับคนบ้าได้รับสรรเสริญก็บ้าไปอย่างได้รับนินทาก็บ้าไปอย่างเพราะมันไม่รู้ว่าเช่นนั้นเองคือในโลกต้องเป็นเช่นนี้เองแล้วนินทาก็ขัดกับความรู้สึกสรรเสริญก็จัดว่าความรู้สึกก็เลยเป็นเช่นนั้นเองทั้งสองฝ่ายมันเหมือนกันที่ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง
แล้วเราทำไมไปแยกให้แตกต่างตรงกันข้ามให้รู้สึกว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้นจำไว้ให้ดีว่าอะไรๆเกิดขึ้นก็ให้รู้สึกว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้นหนอมันเป็นเพียงความรู้สึกแห่งจิตเท่านั้นหนอเรื่องดี เรื่องบ้า เรื่องจิตเรื่องสุข เรื่องทุกข์ เรื่องรวย เรื่องจน เรื่องอะไรต่างๆเรื่องมันเป็นเพียงความรู้สึกมันจิตเท่านั้นหนอมันก็หยุดเป็นทุกข์ทันทีนี่ธรรมะที่เป็นสุนยะตา เป็นอนัตตา ตะถาตามันดับทุกข์ได้อย่างนี้ทุกระดับทุกข์เลวๆโง่ๆก็ดับได้ทุกข์สูงสุดระเอียดที่สุดมันก็ดับได้จนกระทั่งบรรลุมรรคผลนิพพานเพราะนั้นอยู่ในโลกนี้เป็นคนธรรมดาสามัญไปทำนาหาปูหาปลาเคยกินไปวันหนึ่งขอให้รู้จักคำว่าเช่นนั้นเองแล้วมันจะไม่มีความทุกข์ถ้าเป็นปัญญาชนมันก็ต้องรู้ให้มันมากขึ้นไปอีกว่ามันเป็นเช่นนั้นเองและไม่มีอะไรที่จะไม่ใช่เช่นนั้นเองถ้าไม่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าต้องตรัสไว้ผิดแน่อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ถูกต้องแล้วมันก็เป็นไปตามนั้นทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นเองไปตามที่เรื่องมันจะเป็นโดยเฉพาะเพ่งเร็งไปเรื่องอิธะปัจยะตา ปะติจะสะมุบาทมันก็ต้องเป็นอย่างนั้นเองฝนออกมาก็ไม่แปลกฝนตกมาก็ไม่แปลกแดดออกมาก็ไม่แปลกแดดไม่ออกก็ไม่แปลกเพราะอิธะปัจยะตาง่ายๆฝ่ายวัตถุต่ำๆ
แต่คนโง่มันก็ยังมีจิตใจหวั่นไหวไปตามที่ฝนตกฝนไม่ตกแดดออกแดดไม่ออกต่างๆนาๆเป็นธรรมชาติธรรมดาซึ่งง่ายๆมันมีจิตใจเปลี่ยนไปขึ้นลงมากจนได้ยินดียินร้ายยินดีก็บ้าชนิดหนึ่งยินร้ายก็บ้าชนิดหนึ่งดีใจก็บ้าชนิดหนึ่งเสียใจก็บ้าชนิดหนึ่งแล้วจะทำให้มันเกิดวิปริตแก่จิตแก่ระบบประสาทด้วยกันทั้งนั้นเรามารู้เรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรทำให้หวั่นไหว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่มันมีอยู่ประจำวันเช่นวันนี้กินข้าวไม่อร่อยมันก็หวั่นไหวในทางที่ไม่อร่อยชักจะเศร้าตอนนี้กินข้าวของมันอร่อยมันก็ยินดีมันโง่เพราะมันไม่รู้จักมันเช่นนั้นเองมันเช่นนั้นเองอร่อยหรือไม่อร่อยก็เช่นนั้นเองคือเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้นและมันต้องเป็นเช่นนั้นเองตรงที่มันอร่อยบ้างต้องมีทั้งอร่อยและไม่อร่อยนั้นในโลกนี้มันต้องมีสิ่งที่เป็นคู่ๆกันอย่างนี้ได้ลาภเสื่อมลาภได้ยศเสื่อมยศได้นินทา ได้สรรเสริญ ได้สุขได้ทุกข์มันมีคู่ตรงกันข้ามนั้นมันกระทบเราอยู่ในโลกนี้เป็นเช่นนั้นเองนี้ถ้ามากระทบกันแล้วมันก็เห็นเช่นนั้นเองก็เป็นเพียงความรู้สึกนี่
ขอให้ช่วยกันเอาไปคิดนึกให้เข้าใจแจ่มแจ้งอยู่ในใจแล้วเอามาแขวนไว้ที่คอมันอยู่กับตัวตลอดเวลานี่เรารู้สึกนึกคิดได้ตลอดเวลาเหมือนแขวนไว้ที่คออาตมาให้พระเครื่องไปแขวนไว้ที่คอทุกคนคือคำว่าเช่นนั้นเองเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาเอาหัวใจของพระพุทธศาสนามาแจกกันเป็นพระเครื่องสำหรับแขวนคอถ้าใครเช่นนั้นเองไม่ได้มันก็คือคนโง่อะไรเกิดขึ้นมันเช่นนั้นเองไม่ได้มันก็คือคนโง่มันเรื่องยินดียินร้ายตลอดเวลานี่เอาไปคอยกำหนดดูตัวเองว่ามันเป็นอย่างไรแล้วก็แจกไปตามตาหูจมูกลิ้นกายใจสบายแต่ตาไม่สบายแต่ตา สบายแต่หูไม่สบายแต่หู สบายแต่จมูกไม่สบายแต่จมูก สบายแต่ลิ้นไม่สบายแต่ลิ้น สบายแต่ผิวหนังไม่สบายแต่ผิวหนัง สบายแต่จิตใจไม่สบายแต่จิตใจทั้ง 6 คู่นี้มันเช่นนั้นเองเหมือนกันหมดเลยที่มันสบายก็เช่นนั้นเองไม่สบายก็เช่นนั้นเองมันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้นมันเอาคำว่าสุขว่าทุกข์ไปทิ้งหมดมันเหลือแต่เช่นนั้นเองที่มันเกิดขึ้นตามกฎเหตุปัจจัยคือกฎแห่งความเป็นเช่นนั้นเองคืออิธะปัจยะตา
อาตมาพูดตั้งหลายครั้งหลายหนแล้วแต่ก็ไม่แน่ใจว่าท่านจะฟังออกหรือจำได้หรือเข้าใจถึงต้องบอกอีกอย่างน่ารำคาญว่าอิธะปัจยะตามันก็คือเรื่องตะถะตาวส่าเช่นนั้นเองอะวิตะถะตาไม่ผิดจากความเป็นอย่างนั้น อนันยะถะตาไม่เป็นอย่างอื่นไปจากความเป็นอย่างนั้นมัดติถะตามันเป็นธรรมดาตั้งอยู่อย่างนั้นธรรมยะดามะตานิถะปัจจะตาคือสิ่งนี้ๆเป็นปัจจัยสิ่งนี้ๆจึงเกิดขึ้นอะไรเกิดขึ้นสวยไม่สวยน่ารักไม่น่ารักน่ายินดีไม่น่ายินดีมันก็เป็นเหตุปัจจัยอย่างนั้นแล้วจึงเกิดขึ้นแล้วก็เป็นเช่นนั้นเองจะไปโง่หลงรักไปโง่ในสิ่งที่มันหลอกให้เกลียดอย่างที่เป็นอยู่ประจำวันมันไม่ปกติมันเหมือนกับถูกตบแก้มซ้ายทีแก้มขวาทีอย่างนี้อยู่ตลอดวันเพราะความที่มันไม่มีหัวใจของพระพุทธศาสนามาคุ้มครอง
ถ้ามีเช่นนั้นเองคุ้มครองมันก็ไม่เป็นอย่างนั้นจะไม่ถูกตบแก้มซ้ายทีแก้มขวาทีอย่างที่เป็นๆกันอยู่นี่คือหัวใจของพระพุทธศาสนาสรุปรวมลงในคำว่าตะถะตาแปลว่าเป็นเช่นนั้นนั้นคำนี้ก็ได้มันเช่นนี้เองก็เหมือนกันแหละเท่านี้เองมันแค่นี้เองความหมายมันอยู่ตรงที่มันไม่แปลกมันเป็นอย่างนี้เองเจ็บไข้มันก็เช่นนี้เองหายมันก็เช่นนี้เองมันไม่ความแปลกอะไรระหว่างเจ็บไข้สบายดีแล้วก็ไม่แปลกอะไรที่มันจะหายหรือมันจะตายเพราะเป็นเช่นนี้เองแต่ละอย่างเป็นเพียงความรู้สึกมองเห็นทุกอย่างมันเป็นความรู้สึกทางหูทางตาทางจมูกทางลิ้นทางผิวหนังทางใจมันไม่มีอะไรมากไปกว่าความรู้สึกมองเห็นว่ามันเป็นความรู้สึกเห็นว่ามันแค่นั้นเองมันเท่านั้นเองอย่าไปโง่หลงยินดียินร้ายพอใจอะไรกับมันทีนี้จะเอาไปประพฤติกันอย่างไรเมื่อต้องทำไร่ทำนาค้าขายทำกิจกรรมต่างๆนาๆก็รู้ว่ามันต้องเป็นเช่นนั้นเองขาดทุนก็เช่นนั้นเองกำไรก็เช่นนั้นเองรู้จักเช่นนั้นเองว่าขาดทุนแล้วมันก็ไม่ขาดทุนอีกต่อไปรู้จักเช่นนั้นเองของกำไรแล้วมันก็มีกำไรได้แต่เมื่อได้กำไรมาแล้วอย่าไปบ้ากับกำไรที่ได้มาให้มองเห็นว่ามันยังเป็นเช่นนั้นเองตามเดิมนี่หัวใจของพระพุทธศาสนามันทำให้ไม่ยึดมั่นในอะไรโดยความเป็นตัวตนและความเป็นของตน
ถ้ามันมีความรู้เช่นนั้นเองอยู่แล้วจิตมันจะว่างคือจิตมันจะไม่ไปจับฉวยเอาอะไรเป็นตนเป็นของตนจิตว่างที่แท้จริงในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้เท่านั้นเป็นจิตว่างของอันธพาลคนอันธพาลเอาไปใช้หาประโยชน์อย่างอันธพาลจิตว่างในพระพุทธศาสนาคือทุกอย่างไม่มีตัวตนไม่ใช่ของตนใช้คำว่าโลกทั้งหมดทุกโลกด้วยเป็นอนัตตาคือไม่เป็นตนไม่เป็นของตนนี่จิตมันก็เห็นความเป็นตนไม่เป็นของตนคือมันเห็นเช่นนั้นเองแล้วมันก็เลยไม่ยึดถือมันยึดถือไม่ไหวมันยึดถือไม่ได้เพราะว่ามันเป็นเช่นนั้นเองจิตมันไม่ยึดถืออะไรมันก็เป็นจิตที่ว่างเพราะมันไม่ยึดถืออะไรจิตที่ว่างมันก็สบายส่วนบุคคลมันก็สบายแล้วมันไม่ไปทำอันตรายใครได้ไม่เอาเปรียบใครได้แล้ว
มันก็สบายด้วยแล้วมันก็สามารถทำประโยชน์ได้ดีเพราะมันเป็นจิตที่ลืมตาจิตที่รู้จิตที่ตรัสรู้จิตที่รู้อย่างถูกต้องมันก็ทำสิ่งที่มีประโยชน์ได้มันได้ผลก็คือว่ามันเป็นสุขนี่คือข้อแรกคนนั้นไม่มีความทุกข์และข้อที่ 2 คนนั้นมันเป็นประโยชน์แก่คนอื่นด้วยเท่านี้ก็พอก็ควรจะพอจะบ้าไปถึงไหนกันนักเมื่อตัวเองก็มีความสุขด้วยและความมีอยู่แห่งตัวเองก็เป็นประโยชน์แก่คนอื่นด้วยแค่นี้ก็ควรจะพอขอกันได้เพียงเท่านี้ทุกคนได้แต่เพียงเท่านี้ถ้าตัวเองมันมีความสุขไม่มีความทุกข์พอใจตัวเองยกมือไหว้ตัวเองได้อยู่เพราะความมีอยู่แห่งบุคคลนั้นทำให้คนอื่นได้รับประโยชน์ตามๆกันไปด้วยก็ควรจะพอแล้วประโยชน์ตนหรือประโยชน์ผู้อื่นมันก็ถึงพร้อมแล้วเพราะมันมีคนที่ไม่เห็นแก่ตัวมันไม่ยึดถืออะไรโดยความเป็นตัวตนของตนที่แท้จริงเมื่อเห็นแก่ตนและเอาเปรียบผู้อื่นเหมือนกับที่เขากำลังรบลาข้าฟันกันในโลกปัจจุบันนี้เวลานี้มันเต็มไปด้วยพิษสงค์ของความโง่ไม่เห็นความเป็นเช่นนั้นเองมันยึดมั่นถือมั่นส่วนใดส่วนหนึ่งถือตัวกูของกูเป็นใหญ่มันต้องการเอาประโยชน์เพื่อตัวกูของกูมันอาเปรียบผู้อื่น


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |