คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/34820" type="text/javascript"></script>
เรื่องผัสสะเป็นสิ่งที่ต้องรู้จักและควบคุม
ในการพูดกันครั้งสุดท้ายนี้ ก็ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี ก็จะเป็นการพูดอย่างรวบยอดและอย่างส่งท้ายอย่างสรุปก็ได้แล้วแต่จะเรียก มันเป็นเรื่องสำคัญแน่นอน ซึ่งได้เอามาพูดเป็นเรื่องสุดท้าย สำหรับ มันเป็นหลักการใช้ทั่วไป ตลอดกาลเลยก็ว่าได้ เป็นที่สรุปหมดของทุกเรื่อง
ผู้เขียน: ท่านพุทธทาส ภิกขุ ชมแล้ว: 32,190 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 30 January 2008, 4:43 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sun 24 February 2008, 4:24 pm

หน้าที่ 1 - วิญญาณ

มันก็สรุปอยู่ในเรื่องนี้ มันเป็นเพียงคำพูดคำเดียว  ถ้าเข้าใจถือเอาว่าได้  จะเป็นผลมาก จะมีผลมาก ท่ายลองทายดูว่า จะ จะพูดว่าอะไร จะได้แกะคำว่าอะไร อาตมาเชื่อว่าคงทายผิด  ไม่เชื่อก็ลองทายดูก่อนว่าอาตมาจะพูดว่าอะไร คำเดียวสำหรับหมดทุกเรื่อง  ทายแล้วนะ คำเดียวคำนั้นคือคำว่า ผัสสะ ถูกไหม ใครทายถูกบ้าง คือเรื่องผัสสะเรื่องนี้เป็นเรื่องเป็นเรื่องครอบหมดในบรรดาธรรมะ ธรรมศึกษาธรรมะปฏิบัติ ธรรมมะอะไรก็ตาม  มันไปรวมอยู่ที่คำๆเดียว เหมือนกับเป็นขั้วของเรื่องเป็นต้นขั้วของเรื่อง คือคำว่าผัสสะ  จะมีคำให้ท่องจำง่ายๆ เกี่ยวกับผัสสะ  มีอยู่ว่า  ความทุกข์เกิดที่จิต  เพราะทำทำผิดเรื่องผัสสะ  ความทุกข์จะไม่โผล่


 ถ้าไม่โง่เรื่องผัสสะ  ความทุกข์เกิดไม่ได้  ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ  นั่นมันไปรวมอยู่ที่ผัสสะคำเดียวก็เหลืออยู่แต่ว่ารู้จักหรือเปล่า ว่าไอ้เรื่องผัสสะนั้นคืออะไร  ผัสสะ ผัสสะนี่คืออะไร ที่จริงก็เคยได้ยินได้ฟังอยู่เป็นประจำ แต่จะไม่สนใจก็ได้  คำว่าผัสสะ แปลว่า กระทบ  ความหมายกลางๆ แปลว่า กระทบ ในภาษธรรมะนี้หมายถึง  กระทบทางตา กระทบทางหู กระทบทางจมูก กระทบทางลิ้น กระทบทางผิวหนัง กระทบทางใจเอง รวมเป็น 6 ทาง  ใน 6 ทางนี้เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาเบื้องต้นเบื้องแรกเลยทีเดียว  ผัสสะก็เกิดจากการกระทบ 6 ทางนี้ ถ้าจะเรียนกันอย่างถูกต้องแท้จริง ก็ให้ถือว่า ไอ้ในเรื่องตาหูจมูกลิ้นกายใจมันก็คือ ก ข ก ข ก กา หรือเอ บี ซี ก็ได้ ของพระพุทธศาสนา เรื่องตาหูจมูกลิ้นกายใจ เป็นเรื่องก ข ก กา เคยเรียนทีแรกของพระพุทธศาสนา เพราะมีตาหูจมูกลิ้นกายใจ มันจึงมีผัสสะ มีอะไรมากระทบทางตาก็เกิดการเห็นทางตา มีเสียงมากระทบหู ก็เกิดความรู้สึกทางหู มีกลิ่นมากระทบทางจมูก  ก็รู้สึกทางจมูก รู้กลิ่นทางจมูก มีรสมากระทบลิ้น ก็รู้รสทางลิ้น กระทบผิวหนัง ก็รู้สึกสัมผัสผิวหนัง กระทบจิต ก็รู้สึกที่จิต



 อย่าฟังแต่คำพูดหรือ หนังสือ ทุกคนมีผัสสะอยู่ทุกวันแทบจะตลอดวันไม่ตาก็หูไม่หูก็จมูกลิ้นกายใจมีอยู่  ขอให้ทำความรู้จักกับผัสสะตัวจริงโดยตรงเสียก่อน อย่าสักแต่ว่าเป็นคำพูด  ทีนี้ก็ดูผัสสะว่า มันเป็นจุดรวมของทั้งหมดอย่างไร  เอาตามที่พระพุทธเจ้าตรัส  ชนกกรรม กรรมการกระทำ  มันก็เกิดจากผัสสะ ผัสสะ ผัสสะตอนแรกต้องการอะไรมันก็ทำกรรมอย่างนั้นแหละ แล้วไปสัมผัสอะไรเข้า ถูกใจมันก็จะทำกรรมที่จะเอา  ไม่ถูกใจมันก็ทำกรรมที่มันจะทำลาย  จึงกล่าวได้เป็นขึ้นแรกว่า  ผัสสะให้เกิดการกระทำกรรม กรรมทั้งหลาย กรรมดี กรรมชั่ว ไม่ดี ไม่ชั่ว กรรมทั้งหลายทั้งหมดทั้งสิ้น  เล็ก ใหญ่อะไรก็ตาม  ผัสสะนั้นเป็นต้นเหตุให้กระทำ เราไปผัสสะอะไรเข้าแล้วมันก็รู้สึกค่าของสิ่งนั้นแล้วมันก็อยาก แล้วมันก็ทำ ที่เรียกกันว่า กรรมทั้งปวง  มีผัสสะเป็นปัจจัย นี่จะให้ละเอียดเข้ามาก็ว่าสังขาร สังขาร คือความคิด  การปรุงแต่งทางจิตในรูปจองความคิดเรียกว่า สังขาร เราไปผัสสะอะไรเข้าแล้วเราจะเกิดความคิดเกี่ยวกับผัสสะนั้น เรียกว่า การปรุงแต่งทางจิต คือ สังขารเกิดมาจากผัสสะ  กาม


ทีนี้มาถึงกามแล้วก็กาม อารมณ์กามคือ รูปเสียงกลิ่นรส ที่น่าพอใจ  ในตัวกามเองคือกิเลสที่รักพอใจ  ตำหนักไปในความตริตรึกตำหนัก พอใจตาม ติตรึกๆๆ นั้นนะ คือตัวกิเลสกาม มันต้องมีผัสสะในสิ่งใดที่เป็นที่ถูกอกถูกใจ พอใจเป็นที่ชอบใจมีนก็เกิดความรู้สึกที่เป็นกามภายในและก็แสวงหาเหยื่อของกามภายนอก คือ รูปเสียง กลิ่น รส ที่เป็นที่พอใจ ถ้าไม่มีผัสสะความรู้สึกที่เป็นกามเกิดไม่ได้ ยิ่งพูดแล้วว่ากามทั้งหลายมาจากผัสสะเกิดจากผัสสะ  ทีนี้ที่มันละเอียดมากกว่านั้นว่า เวทนา  เกิดจากผัสสะที่เป็นบทที่ได้ยินได้ฟังกันอยู่แล้วว่า เพราะมีผัสสะมีเวทนา ที่เกือบจะไม่ต้องอธิบายแล้วมั้ง พอมีผัสสะก็มีเวทนา สุขเวทนา ทุกขเวทนา สุขทุขเวทนา ถ้ามีเวทนามันก็มีตัณหา มีความอยากไปตามความหมายของเวทนา  เวทนาพอใจก็อยากได้เวทนาไม่พอใจ ก็อยากฆ่าอยากทำลาย 


เวทนาที่ยังไม่รู้ว่าอะไรก็สงสัยติดพันไปตามเรื่อง  พูดได้ว่าเวทนาทั้งหลายมาจากผัสสะหรือตัณหาทั้งหลายก็มาจากผัสสะ เวทนาคือสิ่งที่เลวร้าย ในทางบังคับมนุษย์ใสหัวใสคอมนุษย์จะไปทำอะไรก็ได้ อย่างมากก็เวทนา ถ้าเวทนาเกิดตัณหา ตัณหามันเป็นเรื่องชักจูงไป ตัณหามาจากผัสสะ  เวทนาก็มาจากผัสสะ สัญญา  สัญญา ความสำคัญว่าอะไรเป็นอะไร สำคัญมันหมายด้วยความจำก็ได้ ความหมายมั่นก็ได้ สัญญาว่าเป็นนั่นเป็นนี่ มันก็มาจากผัสสะ สัญญาว่าสุขก็มาจากผัสสะ ที่พบสุขเวทนา  สัญญาว่าทุกข์ ก็มาจากผัสสะ ที่พบทุกขเวทนา สัญญาว่าผู้หญิง ก็เพราะสัมผัสผู้หญิง สัญญาว่าผู้ชาย ก็เพราะสัมผัสผู้ชาย สัญญาทั้งหลายมีหลายสิบอย่างหลายร้อยอย่างล้วนแต่มาจากผัสสะคอการกระทบ ทีนี้ก็มาถึง ทิฐิ รู้สึกอย่างไร สำคัญมันหมายอย่างไรก็มีทิฐิอย่างนั้น เราสัมผัสสิ่งใดด้วยจิตใจ มันก็เกิดผลสรุปความว่า สิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น  สัมผัสผิดๆ มันก็เกิดขึ้นทิฐิผิดๆ สัมผัสถูกต้อง มันก็เกิดทิฐิถูกต้อง ใจของเราไปสัมผัสสิ่งใดมีผลสะท้อนมาอย่างไร ก็สร้างทิฐินั้นแก่บุคคลนั้นๆ เราสัมผัสคำสอนตายแล้วเกิด แล้วก็มีทิฐิว่าตายแล้วเกิดในตรงกันข้าม ตายแล้วศูนย์


 


เกิดทิฐิว่ามันไม่มีอะไรเลยยังนี้ก็ได้ แล้วแต่ว่าจิตมันไปสัมผัสเข้าที่อะไร ผิดถูกอย่างไร   ทิฐิทั้งหลายที่เรียกว่า 62 ประการล้วนมันมาจากผัสสะ  ชั้นตื้น ชั้นลึก ชั้นละเอียด ชั้นหยาบ ล้วนแต่มาจากผัสสะ  ดูจะไม่มีอะไรเหลือแล้วมั้ง ทีนี้ก็จะสรุปความว่า โลก ทั้งโลก ไม่ว่าโลกไหนโลกข้างนอกโลกข้างในโลกหยาบโลกละเอียดทั้งหมด  ทุกๆโลกมันมาจากผัสสะ


 ถ้าไม่มีผัสสะต่อสิ่งนั้นก็ไม่มีโลก แล้วนี่ตาของเราเห็นอะไร คือเห็นนี่ๆคือโลก ทางตา  หูได้ยินเสียงอะไร ก็คือโลกทางหู จมูกได้กลิ่นอะไร ก็คือโลกทางจมูกรส มีรสอย่างไร ก็คือรสทางลิ้น โลกที่สัมผัสด้วยลิ้น อะไรมากระทบผิวหนัง รู้สึกเป็นโลกที่ผิวหนัง มากระทบผิวหนัง จิตใจรู้สึกอย่างไรก็เป็นโลกที่จิตใจสัมผัส แต่รู้สึกหรือใจสร้างขึ้น  ถ้าไม่มีผัสสะโลกก็ไม่มี ถ้าเราไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจที่จะรู้จักอะไรทั้ง 6 อย่างเหล่านี้ได้มันก็เท่ากับว่าไม่มีนั่นแหละ แต่นี่เพราะมนุษย์มีตาหูจมูกลิ้นกายใจจึงเกิดความรู้สึกสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจก็มีโลกขึ้นมาครบทั้งตาหูจมูกลิ้นกายใจ ถ้ามันไม่มีผัสสะ เพราะมันมันไม่มีอายตนะตาหูจมูกลิ้นกายใจ มันก็ไม่มีผัสสะแล้วโลกนี้ก็ไม่มีแม้ว่ามีอยู่ก็เท่ากับไม่มี เอาละถ้าสมมติว่าใครสักคนหนึ่งยังไม่ตายแต่ว่าตาหูจมูกลิ้นกายใจ


 ทั้ง 6 อย่างของมันทำหน้าที่มันก็คือไม่มีโลกนั้นเอง โลกทั้งหมดทั้งปวงก็มาจากผัสสะ ยังนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า  โลกทั้งปวงมันอยู่ที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ   โลกนรกก็อยู่ที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ โลกสวรรค์ก็อยู่ที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจทุกโลก  โลกทั้งหมดก็มาจากผัสสะ  มีต้นเหตุมาจากผัสสะ


 ข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องเห็นด้วยปัญญา ไม่ใช่อ่านหนังสือนี้มันไม่ถึงตัวจริง ต้องเห็นด้วยปัญญา  ว่าผัสสะให้เกิดกรรม คือการกระทำว่าผัสสะให้เกิดสังขารคือการปรุงแต่งการคิดการนึก ซึ่งเป็นเหตุสำคัญ ผัสสะเป็นเหตุให้เกิดกามเพราะว่ากามมันมีความหมายมีคุณค่า เพราะว่ามันมีผัสสะ  ผัสสะให้เกิดเวทนา  สุข ทุกข์ แล้วก็ผัสสะก็เลยให้เกิดตัณหาไปตามเวทนานั้น ผัสสะให้เกิดสัญญา ความหมั้นหมายอย่างไร หมั้นหมายที่ไหน  หมั้นหมายเมื่อไร มันก็เพราะมีผัสสะ ผัสสะให้เกิดสัญญา  ผัสสะเกิดทิฐิความคิดความเห็นตามที่มันจะสัมผัสได้อย่างไร เหมือนกับตาบอดคำช้างคำถูกตรงไหนมีความคิดว่าช้างมีรุปร่างอย่างนั้นในที่สุดบนโลกทั้งปวงมาจากผัสสะมีการกระทบทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ   ทุกอย่างเนี่ย  สรุปเหลือคำเดียวว่า ผัสสะ ความทุกข์ก็เกิดมาจากผัสสะ ความไม่ทุกข์ก็เกิดมาจากผัสสะที่กระทำถูกต้องจึงให้หลักเกณฑ์ว่าความทุกข์เกิดที่จิต  เพราะทำผิดเรื่องผัสสะ  ความทุกข์จะไม่โผล่ 


ถ้าไม่โง่เรื่องผัสสะ  ความทุกข์เกิดไม่ได้ ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ นี่เรื่องผัสสะคำเดียว แต่มันครอบไปหมดทุกเรื่อง ทีนนี้ที่ต้องดูก็คือ เมื่อมีผัสสะนั้นมันเป็นผัสสะ โง่ หรือเป็นผัสสะ ฉลาด ในขณะแห่งผัสสะนั้น มันมีวิชชาหรืออวิชชา แปลว่า ความรู้แจ้งที่ถูกต้อง วิชชา แปลว่า ไม่มีความรู้แจ้งที่ถูกต้อง  ถ้าในขณะผัสสะ เรามีวิชชาความรู้แจ้งที่ถูกต้องก็เรียกผัสสะนั้นเป็นผัสสะฉลาด เป็นผัสสะลืมตา  แต่ว่าในขณะนั้นมันไม่วิชชาขึ้นเลยมันก็มีโง่ เป็นผัสสะโง่ เป็นผัสสะหลับมันก็ตรงกันข้าม ผัสสะตื่นหรือผัสสะวิชชามันก็ทำถูกต่อไป ถ้าผัสสะอวิชชาโง่มันก็ทำผิดต่อไป ถ้าทำผิดต่อไป มันก็ได้ไปพบกับความทุกข์  ถ้าทำไม่ผิดทำถูกตามเรื่องตามราว แล้วมันก็ไม่เกิดทุกข์เนี่ยจึงบอกว่าความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าไม่โง่เรื่องผัสสะ ลองกลับไปสังเกตดูให้ดีถ้าเราไม่โง่  ในขณะที่เป็นผัสสะแล้วไม่ต้องกลัว  ไม่มีความทุกข์ไหนเกิดขึ้นมาได้ เพราะความฉลาดในขณะสัมผัสแล้วมีผัสสะมันจัดให้ทำถูกให้เป็นไป ถูก เป็นไปอย่างถูกต้อง การกระทำก็ดี การพูดจาก็ดี  การคิดก็ดี  มันถูกไปหมด มันก็เลย ไม่ ไม่เกิดทุกข์ ความทุกข์ไม่มีการจะเกิด เกิดไม่ได้ถ้าเราเข้าใจเรื่องผัสสะอย่างครบถ้วน ก็เลยพูดได้ว่าเป็นเรื่องเดียว คำเดียวเลย  เรื่องเดียว



  นั่นเป็นเรื่องของทั้งหมดแต่มันอาจขยายความออกไปได้ มากเรื่องจนกระทั่งว่าแปดหมื่นสี่พันเรื่องในพระไตรปิฎกมันไปรวมจุดอยู่ที่ผัสสะ  ต้นตอของมันอยู่ที่ผัสสะจะเกิดวิชชาและเกิดอวิชชาก็ต้องเมื่อมีผัสสะ  ถ้ายังไม่มีผัสสะ มันก็ยังไม่มีโอกาสที่จะเกิดวิชชา หรือเกิดอวิชชา หมายความว่าอวิชชาจะปรากฏหรือไม่ปรากฏก็ในเมื่อผัสสะวิชชาจะปรากฏหรือไม่ปรากฏก็ในเมื่อผัสสะ    มันเป็นโอกาส เป็นเวลา เป็นที่หรือ เป็นแดนอะไรก็ตามที่จะให้วิชชาให้อวิชชา แสดงบทบาทออกมา  บางคนอาจจะคิดว่าเราโง่เมื่อใดก็ได้ เราฉลาดเมื่อใดก็ได้  มันไม่ได้หรอก มันจะมีได้แต่เมื่อเมื่อมีผัสสะเท่านั้น   เพราะถ้าไม่มีผัสสะ มันไม่มีเรื่อง  ถ้าไม้มีเรื่องเราก็ไม่รู้สึก ไม่คิดไม่นึกอะไร มันก็โง่หรือฉลาดก็ได้ พอมีผัสสะ มันก็มีเรื่องมีเหตุให้ต้องคิดต้องนึกต้องกระทำต้องอะไรในความผิดถูกมันก็จะเกิดขึ้นที่นี่  ในความรู้หรือความไม่รู้มันก็จะเกิดขึ้นที่นั่น  ในขณะผัสสะ ถ้ามีวิชชามามันก็เป็นผัสสะลืมตา 


ถ้าไม่มีวิชชามา อวิชชามา มันก็เข้าสวมแทน มันก็เป็นผัสสะหลับตา  คือ โง่ คือ มืด คือ บอด  จึงขอให้ทุกคนเข้าใจข้อนี้และรู้ให้ดีว่าเป็นเวลาที่สำคัญที่สุดที่ให้ระมัดระวังอย่าให้เผลอ อย่าให้พลาดได้ พอมีผัสสะให้มีสติ  เพราะว่าสติจะเหตุที่ขนพาเอาวิชชามา  ถ้ามีสติ มันก็จะเปิดโอกาสของอวิชชาที่จะเข้ามาประสมกับผัสสะ เรามีสติให้ทันเวลา เมื่อมีผัสสะ ซึ่งมันก็เร็วมันก็สายฟ้าแลบ สายฟ้าแลบ  ก็ต้องมีสติทันกับเวลา  จงสังเกตดูพอมีอะไรมากระทบ เราไปรู้สึกตัวต่อเมื่อ เรารักเสร็จแล้ว เราโกรธเสร็จแล้ว เราเกียจเสร็จแล้ว เรากลัวเสร็จแล้ว หรือกระทั่งเราไปทำอันตรายเขาเข้าเสียแล้ว มันไม่รู้สึกตัวในขณะผัสสะทันเวลาสายฟ้าแลบ มันมีอวิชชาเกิดขึ้น มีตัณหาเกิดขึ้น มีการกระทำเกิดขึ้นแล้ว แล้วไปรับผลการกระทำแล้วจึงไปรู้สึก ไปร้องไห้เสียใจทีหลัง  เพราะว่ามันควบคุมผัสสะไม่ทัน  การที่ฝึกสติไว้ให้มากให้พอ ให้เร็วมันอาจจะช่วยได้ ไปศึกษาเรื่องฝึกสติ ไว้ให้มากให้เร็ว แล้วจะมาทันในเวลาผัสสะ  ผัสสะนั้น ก็จะเป็นผัสสะของวิชชา  เป็นผัสสะที่ประกอบอยู่ด้วยความรู้อันถูกกต้อง  มันก็ปรุงไปในทางที่ไม่เกิดทุกข์


 ถ้าเราไม่มีสติเลยหมายความว่า ไม่รู้สึกอะไรหรือระลึกอะไรได้เลย  เหมือนกับหลับ หลับหรือ โง่ไปตลอดกาลมันก็ปรุงไปในทางเกิดทุกข์  เนี่ย คือสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ  ธรรมดาสามัญในชีวิตของคนเราทั้งโลก ทั่วโลก ทุกหนทุกแห่ง ทุกโลกด้วยซ้ำในโลกเทวดาก็เหมือนกัน  ถ้าฉลาดไม่ทันเวลาละก็ ก็ต้องเกิดเรื่อง คือเป็นทุกข์ ภาษิตฝรั่งสอนเด็กๆก็เหมือนกันเลย we wife in Thai  ฉลาดทันแก่เวลา  แต่เขาสอนเรื่องอื่นๆต่ำๆแต่มาใช้กับเรื่องสูงสุดในพระพุทธศาสนาก็ได้  คือฉลาดทันเวลาของผัสสะ ก็ควบคุมผัสสะได้ก็เป็นไปแต่ในทางถูกต้อง นี่เป็นเรื่องทั้งหมดเห็นไหม  ทุกเรื่องมันอยู่ที่นี่  ที่เราจะได้ทุกข์  ได้สุข  มันก็อยู่ที่ว่า  ทำผิดทำถูกเกี่ยวกับผัสสะ  ทุกเรื่องมันรวมสรุปได้ว่า  เป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดี  มันก็อยู่ที่ผิดหรือถูก เมื่อผัสสะ 


แต่พูดว่าดีหรือไม่ดีเนี่ย ไม่ค่อยจะปลอดภัยไม่เป็นวิทยาศาสตร์ในทางภาษาพระพุทธเจ้าท่านไม่ค่อยพูดว่าดีหรือไม่ดีท่านไม่พูด ท่านพูดว่า  เป็นทุกข์หรือไม่เป็นทุกข์ ยังนี้แน่นอนกว่า  ชัดกว่า  จะไม่เรียกว่าดีหรือไม่ดี  จะเรียกว่าเป็นทุกข์พวกหนึ่ง ไม่เป็นทุกข์พวกหนึ่ง เป็นทุกข์หรือจะไม่เป็นทุกข์ก็เพราะว่า ทำผิดหรือทำถูกเกี่ยวกับเรื่องผัสสะนี้เอง ของให้มองเห็น เป็นสันฑิฏฏิโก  ไม่ใช่ว่าอ่านหนังสือที่เขาเขียนฟังพูดก็มาพูดอย่างนั้นอย่างนี้ยังไม่เป็นสันฑิฏฏิโก  ต้องไปศึกษา ต้องไปที่เรื่องของมันจริงๆ ผัสสะจริงๆแล้วก็เห็นผัสสะจริงๆ  เห็นการปรุงแต่งของผัสสะจริงๆ ถึงกับสะดุ้ง  เนี่ยเรียกว่า เห็นอย่างเป็นสันฑิฏฏิโกเห็นด้วยความรู้สึกแห่งใจ สัมผัสด้วยใจรู้รสด้วยสิ่งเหล่านั้นเรียกว่าเห็น คือไม่ใช่ดูด้วยตา ดูด้วยตาก็เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่ง แต่ถ้าเห็นในความหมายว่าสันฑิฏฏิโก  อกาลิโก ละก็เรารู้สึกด้วยใจต่อสิ่งนั้นๆ ไปทำความรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าผัสสะกันเถอะทุกๆคน ทุกๆท่าน  ที่แล้วมาตั้งใจว่าไม่เคยสนใจแล้วไม่เคยรู้จักสิ่งที่เรียกว่าผัสสะในลักษณะอย่างนี้ด้วยซ้ำไป  จึงว่าต่อไปนี้ก็ขอให้ทำความรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าผัสสะให้ถูกต้องและให้เพียงพอให้สมบูรณ์ไม่ขาดๆ หย่อนๆ  นั้นใช้ไม่ได้ต้องให้สมบูรณ์ที่เรียกว่าเพียงพอและก็ถูกต้องด้วยทั้งถูกต้องทั้งเพียงพอและก็ใช้ได้  ที่ถูกต้องแต่ไม่เพียงพอ รู้อะไรก็ต้องรู้ให้ถูกต้องและรู้ให้เพียงพอ  นั้นไปรู้จักสิ่งที่มันมีอยู่กับเนื้อกับตัว  ก็ชีวิต  ทุกวัน วันหนึ่งไม่รู้กี่สิบครั้งกี่ร้อยครั้งเดี่ยวก็ผัสสะทางตา ผัสสะ ทางหูแล้วก็เรื่องที่จะมาให้ผัสสะมากมายหลายอย่างหลายสิบหลายร้อยอย่างในชีวิตประจำวันมันก็มีผัสสะหลายสิบอย่างหลายร้อยอย่าง  แล้วก็ผัสสะทุกที โง่ทุกทีใช่ไหม  มันจะเป็นนิสัยแล้ว  ผัสสะทุกทีมันโง่ทุกที วัดวัดด้วยอะไร 


ถ้าไปชอบใจก็โง่  ถ้าไม่ชอบใจก็ไม่โง่ ไม่ชอบใจก็โง่ทำไมจะต้องไปโง่ให้ชอบใจหรือไปโง่ให้ไม่ชอบใจแล้วผัสสะของเราดูเหมือนจะได้ผล  แต่ด้านนี้ไม่ได้ทำให้ฉลาดขึ้น  น้อยครั้งที่จะทำให้ฉลาดขึ้น น้อยครั้งผัสสะที่จะทำให้เราฉลาดขึ้น  ผัสสะมีแต่ทำให้เราชอบใจหรือไม่ชอบใจ จึงขอโอกาสพูดว่า ผัสสะทุกทีก็โง่ทุกที โง่จนเป็นนิสัย  นิสัยที่จะยินดี ยินร้าย  นิสัยที่จะชอบใจ นิสัยที่จะไม่ชอบใจ มันมีเสียแต่อย่างนี้  เช่นนั้นเอง กู ไม่เอากับมึงกูไม่ยินดียินร้ายกับมึงทำไมไม่เกิดผัสสะอย่างนี้บ้าง นี่มันเป็นผัสสะด้วยวิชชาสูงสุดพอศึกษาเรื่องเช่นนั้นเองก็เพียงพอ ในเรื่องอิทธปัจตาศึกษาให้เพียงพอหรือจะเรียกว่าเรื่องคาถาตาก็ได้เรื่องเดียวกันมันจะทำให้ เช่นนี้เอง เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องร้าย เรื่องเสีย เรื่องแพ้ เรื่องชนะ เรื่องขาด ทุนเรื่องกำไร  กี่ร้อยกี่พันเรื่อง มันเป็นกระแสแห่งอิทธปัจตาเช่นนั้นเอง


 ถ้าเราไม่ไปยินดีให้เสียเวลา ไปยินร้ายให้เสียเวลา  ถ้ามันอร่อยที่สุดก็เท่านั้นมัน เช่นนั้นเอง จะไม่ไปยินดีกับมันก็รู้ว่ามันอร่อยก็พอแล้ว ถ้ามันไม่อร่อยก็เช่นนั้นเอง จะไปโกรธขัดใจก็มันเป็นเช่นนั้นเอง   เรื่องเสีย เรื่องแพ้ เรื่องชนะ เรื่องกำไรเรื่องขาดทุนกี่ กี่เรื่อง กี่ กี่คู่ ดูเหมือนในหนังสือจิตวิทยาของพวกฝรั่งเขา เขา รวมๆ เอาไว้เป็นคู่ๆ ที่สำคัญๆประมาณ 37 คู่ ยังไม่หมดหรอก ยังไม่หมด


เขาเอามาแต่ที่น่าสนใจ น่าศึกษา 37 คู่ นับตั้งแต่ เรื่องได้ เรื่องเสีย เรื่องแพ้ เรื่องชนะ เรื่องขาด ทุนเรื่องกำไร เรื่องเสียเกียรติ เรื่องมีเกียรติเป็นคู่ๆๆๆที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่กับมนุษย์ ทุกคู่ มันเรื่อง หลอกให้โง่ ฝ่ายpositive หลอกให้โง่ ฝ่ายpositive  ฝ่ายnegativeหลอกให้โง่ฝ่ายnegative มันมีแต่positiveกับnegativeในความรู้สึกของคนธรรมดามันไม่มีตรงกลาง ไม่มีตรงกลางว่า เช่นนั้นเอง ไม่ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ไม่มีความหมายของpositive กับnegative คนนั้นก็พลอยเป็นคนที่ไม่ยินดีไม่ยินร้ายไปไม่เป็นoptimistเห็นแต่รู้สึกแต่ด้านดีไม่เป็นpessimistรู้สึกแต่ด้านเลว  นั่นก็คือคนโง่  ทั้งคู่ ทั้งพจน์ ทั้งpessimistและoptimistนั่นคือคนโง่ มองไปเห็นด้านเดียวด้านใดด้านหนึ่งว่าดีว่าไม่ดี ว่าชั่ว ว่าดี คนฉลาดก็จะมองเห็นว่าเช่นนั้นเอง


บางทีก็จะมองเห็นว่าไม่มีอะไรทีจะดีโดยส่วนเดียว จะชั่วโดยส่วนเดียวไม่มี เพราะว่าสิ่งเดียวกัน ถ้าเรามองในแง่หนึ่งมันไม่ดี ถ้ามองในแง่หนึ่งมันดีก็มี คือมันมีประโยชน์ก็มี นั้น จะไปบัญญัติมาอะไรดีโดยเด็ดขาดอะไรชั่วโดยเด็ดขาดไม่ถูกแน่   มัน มัน มองด้านเดียวเกินไป  แต่ถ้ามองถูกที่สุด แล้วจะโอ้ มันเช่นนั้นเอง  เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่หลงรักอะไร ไม่ไปหลงเกลียดอะไร  เรียกในภาษาธรรมมะว่า ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย   ธรรมะชั้นละเอียดเรียกว่าไม่มีอพิชชา ไม่มีโทรมนัส ในบาลีสันสูติ ใช้คำคู่นี้ว่าไม่มีอพิชชา ไม่มีโทรมนัส อพิชชา คือ เพ่งเล็งจะเอา ส่วน โทรมนัส คือ คล้อยกลับ ขัดใจ  แห้งใจ  เสียใจ เป็นทุกข์ มันมีอยู่ที่ว่าจะยื่นเข้าไปเอา หรือจะถอยกลับมาเสียใจ คู่ คู่ มันมีอย่างนั้น


 ถ้าเป็นผู้รู้เรื่องผัสสะดี เขาจะไม่รู้สึกอย่างนั้น เขาจะรู้สึกว่าเช่นนั้นเอง  มันมีกฎเกณฑ์ของความเป็นเช่นนั้นเอง ถ้าเราต้องการอย่างไร เราก็ทำให้ถูกเรื่องอย่างนั้น เรื่องเช่นนั้น ของๆเหตุนั้นคือทำให้ถูกกับเรื่องคาถาตาของฝ่ายนั้นและอิทธปัจตาของฝ่ายนั้น ก็จะได้ตามที่จะได้ ทีนี้มันมีอยู่ว่า ได้มาทำไม  ได้มารัก หรือได้มาโกรธ ได้มาเสียใจหรือได้มาดีใจมันก็ไม่ถูก  มันเอาแต่ว่า  มันเป็นประโยชน์ที่ควรจะได้แล้วก็ทำ  มันก็ได้ ถ้าทำถูกตามกฎของอิทธปัจตาแต่ถ้ามันมีผิดผลาดโดยไม่รู้ตัว มันก็ไม่ได้ ก็ไม่เดือดร้อนอะไร มันก็เป็นเช่นนั้นเองเหมือนกันก็ทำใหม่ ก็แก้ไขใหม่ให้ถูกต้องตามกฎของอิทธปัจตามันก็ต้องได้  แต่ว่ามันมีความละเอียด ลึกลงไปอีกทีหนึ่งว่า ไอ้คำว่าได้ ได้เนี่ย ไม่ใช่ความจริงหรอกไม่ใช่ความฉลาด มันเป็นความคิด ของจิตที่ยังมีตัวตน ถ้ามันมีตัวตนแล้วมันจะรู้สึกว่าได้หรือไม่ได้  เรื่องได้หรือเรื่องไม่ได้นี้ใช้ไม่ได้ทั้งนั้นแหละ ยังโง่อยู่ดี มันต้องมีจิตรู้สึกอยู่เหนือความได้หรือความไม่ได้ก็เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง


 ถ้าเราต้องการจะเอามากิน ก็ทำให้ถูกแต่เรื่องที่ได้มาแล้วก็กิน กินแล้ว กินแล้วก็ไม่ต้องมีปัญหาว่าอร่อยหรือไม่อร่อย  ถ้าอร่อยก็เช่นนั้นเองไม่อร่อยก็เช่นนั้นเอง มันได้ประโยชน์ตรงที่กินเข้าไปแล้ว หล่อเลี้ยงร่างกายตั้งอยู่ได้ให้ชีวิตรอดอยู่ได้  เขาจึงมีแต่ปกติ จิตปกติ จิตเป็นกลางๆจิตเป็นปกติ  ไม่มีปัญหายินดียินร้าย  ไม่ต้องเสียใจไม่ต้องดีใจ  ดีใจก็เป็นบ้าชนิดหนึ่ง  เสียใจก็เป็นบ้าชนิดหนึ่งไม่ค่อยดูกันให้ดีๆแล้วก็ชอบดีใจกันนัก หัวเราะจนไม่รู้จะหัวเราะกันยังไง  ก็มันไม่รู้ว่าดีใจนั้นคืออะไรถ้าดูให้ดีก็จะรู้สึกว่าเป็นความกดดันชนิดหนึ่ง มันจึงดีใจๆๆแล้วก็เหนื่อยๆๆก็ดีใจแล้วก็เสียใจความกดดันตรงกันข้ามแล้วก็เหนื่อยๆๆๆแล้วก็เสียใจ ดีใจนักก็กินข้าวไม่ลงเสียใจนักก็กินข้าวไม่ลง นี่เรียกว่ามันบ้าเท่ากันแหละความดีใจหรือความเสียใจอย่าเอากับมันเลย  เอาอยู่ที่ตรงกลางสิมันก็เช่นนั้นเอง ทำไมจะต้องไปดีใจเสียใจ ความหมายที่แปลกออกไปเช่นว่าเกลียดหรือโกรธหรือกลัว คือกลัวยังงี้ก็ไม่ต้องกลัวหรอก


ถ้าผีมันออกมาหน้าตาอย่างไรมันก็เช่นนั้นเอง ตามกระแสพระปัญจตาก็เช่นนั้นเองของผีมันเช่นนั้นเองแล้วจะต้องไปกลัวผีทำไม  ให้ผีที่หน้าเกลียดหน้ากลัวชนิดไหนโผล่มาฉันก็ไม่ได้กลัวหรอกก็มันเช่นนั้นเองมันเป็นอิทธปัจตาในรูปแบบนั้นเองไม่ต้องกลัวดิเนี่ยถ้าว่ารู้ในธรรมะตถาตาหรืออนัตตามันจะไม่กลัวผี ไม่กลัวอะไรทุกอย่างทุกประการไม่เกลียดอะไรไม่กลัวอะไรถ้าถึงที่สุดมันไม่ขยะแขยงอะไรสิ่งที่น่าเกลียดน่าสกปรกขยะแขยงมันก็ไม่มี มันพ้นไปจากความรู้สึกว่าสกปรกหรือสะอาดแต่ยังนี้พูดไปเดี๋ยวจะไม่มีใครเชื่อก็ได้หรือไม่มีใครต้องการก็ได้แล้วมันจะให้โทษก็ได้



เราก็ทำไม่ให้โทษก็แล้วกัน แต่ว่าไม่ได้เกี่ยวว่าสะอาดหรือสกปรกมันจะปล่อยให้สกปรกมันก็เกิดโรคเกิดให้โทษมันก็ทำเพื่อป้องกันในส่วนนั้น จะไม่หลงใหลของคำว่าสะอาดหรือสกปรกสำหรับจะอวดกันเรื่องสวยเรื่องไม่สวยก็เหมือนกันมันไม่ได้อยู่ที่นั่นมันอยู่ที่ไม่เป็นทุกข์ก็แล้วกัน  ไปหลงเรื่องสวยมันก็เป็นทุกข์แบบหนึ่ง ไปหลงเรื่องไม่สวยมันก็เป็นทุกข์แบบหนึ่งที่เรียกมันสัมผัสจิตมันเกิดทิฐิจิตเพราะการสัมผัส ในสิ่งนั้นๆ  ที่เรียกว่า ผัสสะเป็นเหตุให้เกิดทิฐิแล้วก็เป็นทิฐิผิดทั้งนั้นถ้ามันไม่มีวิชชาเข้าไปรวมอยู่ด้วย  เรื่องทุกเรื่องในชีวิตของมนุษย์ตลอดทุกวันทุกเดือนทุกปีทุกที่ทุกหนทุกแห่งมันมีปัญหาตั้งต้นขึ้นมาขาดสิ่งที่เรียกว่าผัสสะ แล้วคนเราก็จะเดือดร้อนด้วยความยินดียินร้าย ความยินดียินร้ายไม่ใช่ความสงบแม้กระทั่งความสุขหรือความทุกข์ก็ไม่ใช่ความสงบ  ถ้าไม่สุขไม่ทุกข์จึงจะเป็นความสงบเหมือนเขาจี้ ข้างซ้ายมันก็จักกะจี้ จี้ข้างขวามันก็จักกะจี้ มันไม่ถูกจี้ให้จักกะจี้จะดีกว่า  เรื่องสุขเรื่องทุกข์นี่มันเป็นเรื่องที่เหมือนกับมาจี้ให้เกิดความรู้สึกใน 2 รูปแบบนั้นเราก็ไม่มีความสุขสงบสุขหรือไม่มีเสรีภาพไม่มีปกติที่จะเป็นตัวของตัวเอง 


มันอยู่ใต้อำนาจของกิเลสของอวิชชาของตัณหาของความโง่ที่มันมาจากผัสสะ เนี่ยคือเรื่องผัสสะคำเดียว ถ้าพูดให้จบแล้วก็คุณไม่ต้องไปกรุงเทพหรอกพูดทั้งเดือนก็ไม่จบ  นี่พูดแต่หัวข้อของมันมันมีอย่างนี้รู้จักสิ่งๆเดียวเท่านั้นละพอ คือผัสสะที่มากระทบเราตลอดเวลาทางตาหูจมูกลิ้นกายใจส่วนมากทั้งหมดนะมันโง่ทุกทีมันมาสัมผัสก็ให้เราโง่ทุกทีคือหลงยินดีหรือหลงยินร้าย 2อย่างไม่มี ถ้าไม่ได้ศึกษามาอย่างเพียงพอไม่รู้ ไม่เอาๆอย่างนั้นเองๆไม่ยินดีไม่ยินร้ายอย่างนี้ได้ก็วิเศษ  เรียกว่าเป็นผู้รู้เท่าทันผัสสะ  ความทุกข์เกิดแก่จิต  เพราะทำผิดเรื่องผัสสะ  ความทุกข์จะไม่โผล่  ถ้าไม่โง่เรื่องผัสสะ  ความทุกข์เกิดไม่ได้  ถ้าเข้าใจเรื่องผัสสะ


  ทีนี้ปัญหาต่อไปอีกหน่อยที่มันเกี่ยวข้องกันมันก็คือว่า ใครเล่าที่จะเป็นผู้รู้  ผู้รู้ รู้เรื่องนี้  ผู้รู้เรื่องผิด รู้เรื่องถูก  รู้เรื่องยินดี รู้เรื่องยินร้าย เพราะว่าจิตมันดวงเดียว จิตไม่ใช่สองดวง ดวงหนึ่งดี ดวงหนึ่งชั่วคอยต่อสู้กันมันไม่ดี  มันมีจิตดวงเดียวบางเวลามันโง่ บางเวลามันฉลาดบางเวลามันดีบางเวลามันชั่วจิตดวงเดียว มันก็มีคนๆเดียว แล้วใครจะเป็นผู้ทำให้ผิดทำให้ถูกหรือจะป้องกันความผิด มันน่าหัว เรื่องนี้มันน่าหัวที่ว่า คนเดียวมันก็เป็นทั้งสองฝ่าย ถ้าทำผิดเป็นทุกข์มันก็จิตดวงนั้นให้ทำถูกเป็นทุกข์มันก็จิตดวงนั้น  ถ้าจิตดวงเดียวนั้นมันจะสามารถถึงขนาดทำถูกไปได้อย่างไร เนี่ยคือการอบรมมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่แรกๆ เราเกิดความรู้สึกผิดเกิดความรู้สึกถูกสลับกันมา แต่รู้สึกเองว่าถ้ามีความรู้สึกถูกมันก็ไม่มีปัญหามันก็สบายดี แต่พอความรู้สึกผิดมันก็ผิดมันเกิดทุกข์ที่จิตดวงเดียวมัน มันค่อยรู้สึกขึ้นมาทั้งสองอย่างความรู้ของจิตเขาเรียกว่าเจสติ ค่อยๆเกิดขึ้นมา อย่างนี้ผิด อย่างนี้ถูก อย่างนี้ผิด อย่างนี้ถูกเรื่อยๆมาเรื่อยๆมา


  จิตที่อยู่ตรงกลางดวงเดียวค่อยๆรู้กันมาทั้งสองอย่าง จนกว่ามันจะฉลาดพอ ที่มันจะดำรงไว้สำหรับที่มันจะให้เกิดแต่ความรู้ถูกฝ่ายเดียวมันเป็นการสร้าง สร้างนิสัย สร้างความเคยชินว่าจะไปทางไหน ไปทางผิดหรือจะไปทางถูก กระทั่งคนพาล อันธพาลเปิดโอกาสให้ฝ่ายผิดเรื่อยไปจนผิดๆเก่งผิดเลว ผิดจนเป็นนิสัยเลย  ถ้าฝ่ายบัณฑิตมันก็ถูกๆๆจนเป็นนิสัยเลย ที่คนธรรมดาบางเวลาจึงเป็นคนพาลบางเวลาจึงเป็นบัณฑิตมันแล้วแต่ว่าจิตมันได้ฝ่ายทางไหนฝ่ายทางพาลหรือบัณฑิตมาเป็นผู้ยึดครองเป็นผู้บัญชาการ  นี่เราจะต้องฝึกจิต ต้องฝึก ไม่ใช่เราที่ไหน


 เราทีนี้คือจิตเมื่อจิตมันรู้อย่างนี้ จิตที่เป็นเรามันก็จะค่อยๆน้อมไปในทางที่ถูกต้องหรือไม่เป็นทุกข์  เกลียดความทุกข์ กลัวความทุกข์ขึ้นมา ละอายต่อความทุกข์ความชั่วขึ้นมามันก็น้อมไปในฝ่ายที่จะเกิดความถูกต้อง จิตชนิดนี้มันก็เดินแต่ในฝ่ายถูกต้องหรือถ้ามันทำผิดผลาดไปมันก็สำนึกตัวเร็ว ทันควันเปลี่ยนทันที สลัดเจตจิตชั่วเจตจิตเลวออกไปจากจิต  เจตจิตดีฝ่ายถูกมันก็เกิดขึ้นมาแทนมันก็กลับถูกทั้งที่ผิดเข้าไปครึ่งหนึ่งแล้วมันยังมีโอกาสกลับมาถูกนี่คือความยากที่สุดของธรรมะของการปฏิบัติธรรมมะเพราะว่ามีจิตดวงเดียวไม่ใช่มีจิตสองดวงที่ไว้ต่อสู้กันเราก็ถือหางไว้ข้างหนึ่ง ตัวเราก็ไม่มีตัวเรามันก็คือจิตนั่นเอง จิตดวงเดียวแสดงละครสองเรื่องพร้อมกันไปอย่างนี้มันยาก


 ถ้าไม่มีการฝึกฝนมาตั้งแต่แรกเกิดแต่อ้อนแต่ออดมันก็ยากที่เป็นไปในฝ่ายถูกต้องโดยส่วนเดียว แต่มันก็เป็นไปไม่ได้หรอกถ้ามันมีแต่ความถูกต้องโดยส่วนเดียวมันก็ไม่รู้จักความผิดผลาด ดังนั้นมันต้องรู้สองอย่างพร้อมๆกันมา ทั้งดี ทั้งชั่ว ทั้งผิด ทั้งถูก ทั้งสุข ทั้งทุกข์คู่ๆๆๆๆกันมา เมื่อมันรู้จักทั้งสองอย่างดีแล้วรู้จักเลือกเองว่าจะเอาแต่ฝ่ายนี้  ทีนี้มันก็รู้จักระมัดระวัง จิตก็มีนิสัยน้อมไปในทางที่จะระมัดระวัง ไม่ปรุงในเจตสิทประเภทเลวร้ายขึ้นมา เนี่ยพูดอย่างนี้เป็นพุทธศาสนา ไม่มีพระเจ้าที่ไหนมาช่วย ไม่มีเทวดาผีสางที่ไหนมาช่วยไม่มีดวงดาวเคราะห์กรรมที่ไหนจะมาช่วย  มันอยู่ที่ผัสสะมันโง่หรือว่าฉลาด จิตที่มันผ่านเวลามานานผ่านชีวิตมานานมันก็คอยรู้ว่าทำอย่างไรมันจึงจะปรุงความรู้สึกที่ฉลาดขึ้นมากลายเป็นจิตที่ฉลาด  เขาวางหลักไว้ให้ว่าจิตที่เป็นกลางๆไม่ใช่ดีไม่ใช่ชั่วไม่ใช่โง่หรือฉลาดแต่มันเป็นสภาพที่รู้ได้รู้ได้เร็วเป็นสิ่งที่รู้ได้รู้ผิดรู้ถูกก็ได้มีคุณสมบัติในตัวของมันเองเพียงว่ารู้เท่านั้น รู้ได้รู้เร็ว รู้เก่งรู้เป็นสายฟ้าแลบเลย รู้ผิดก็ได้รู้ถูกก็ได้ จิตนี้ต้องได้รับการอบรม


 ใครจะมาอบรมมันตัวมันเองอบรมมัน ผู้อบรมกับผู้ถูกอบรมเป็นคนๆเดียวกันเรียกว่าเรื่องดี มาพูดให้คนฟังเขาไม่เชื่อหรอกผู้สอนก็ผู้เรียนคนเดียวกันว่าเรื่องดี จิตเป็นผู้อบรมจิต จิต เป็นทั้งผู้ที่จะรู้สึกและถูกรู้สึกเป็นทั้งผู้สอนและเป็นผู้เรียน ชีวิตแต่วันหลังมันเป็นมาอย่างนั้นมันมีการสอนการเรียนการสอนการเรียนมาด้วยจิตดวงเดียว จิตนี่มันรู้ฝ่ายที่จะดับทุกข์เพิ่มขึ้นๆๆเด็กๆเกิดมามันรู้เมื่อไรละมันไปจับแมลงป่องเล่นก็ได้มันไม่รู้นี่ มันถูกแมลงป่องต่อยเอาหรืออะไรกัดเอามันก็ไม่เอาแล้ว  มันรู้แล้ว มันฉลาดแล้ว เป็นอย่างนี้เรื่อยมาๆจนถึงชั้นละเอียด ชั้นในจิตใจแท้ๆว่าคิดอย่างนี้เกิดขึ้นแล้วกัดทุกที ความคิดอย่างนี้เกิดขึ้นแล้วไม่กัดมันก็เลยรู้จักคิด รู้จักเลือกคิดแต่ในทางที่ไม่กัด 


ทั้งหมดนี้มันรวมอยู่ที่ว่าไอ้ผัสสะที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งมันสอนจิต จิตเรียนสิ่งทั้งปวงโดยทางผัสสะ จิตเรียนโลกทั้งโลกโดยทางผัสสะ จิตเรียนอารมณ์ทั้งหลายโดยทางผัสสะ เกิดผัสสะทีหนึ่งก็มีเรื่องทำผิดมันก็กัดเอา ทำถูกมันก็ไม่กัดจิตมันก็ค่อยฉลาดๆๆขึ้นมาที่จะไม่กัด  ดังนั้นเราจึงเว้นอะไรมาได้มากๆๆพอใช้แต่ยังไม่ถึงที่สุดคืออาจจะเว้นกิเลสเกิดทุกข์ๆได้ดังนั้นจึงต้องมาเรียน  จึงต้องมาศึกษาธรรมะในพระศาสนานี้  เพื่อช่วยให้เข้าที่จะรู้เรื่องละเอียดๆที่พระพุทธเจ้าค้นพบโดยการตรัสรู้และนำมาสอนถ้าเรารู้เองก็ต้องรออีกไม่ไหว นานเกินไป อาศัยการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแล้วก็ได้รับความรู้มาทันทีมาศึกษาเอามาใคร่ครวญให้มันเข้ารูปเข้ารอย ดับทุกข์ได้  จำเป็นที่เราจะต้องเป็นสาวก สาวกแปลว่าผู้ฟังฟังสิ่งที่มีผู้พูดให้ฟังคือพระพุทธเจ้า เป็นสาวกแปลว่าผู้ฟังฟังแล้วก็เอา มามาศึกษาแยกแยะใคร่ครวญเทียบเทียมพอเห็นลู่ทางว่าอันนี้ดับทุกข์ได้น่าจะลองดู  ดับทุกข์ได้จริงและก็เชื่อปฏิบัติได้จริงพระพุทธเจ้าท่านไม่สอนให้เชื่อทันทีสอนสาวกทั้งหลายว่าไม่เชื่อทันทีเอาไปใคร่ครวญด้วยปัญญาอย่างดี  


ตามที่เป็นจริง  ปัญญาเห็นชอบตามที่เป็นจริงเอาไปใคร่ครวญดูก็จะพอมองเห็นอันนี้ ถ้าทำตามเขาแล้วมันจะไม่เกิดทุกข์อันนี้ไปทำเข้าแล้วจะเกิดทุกข์ พอเห็นอย่างนี้ก็ไปลองดูดิไอ้ฝ่ายนั้นมันก็เกิดทุกข์จริงๆเหมือนกันไอ้ฝ่ายหนึ่งมันก็ไม่เกิดทุกข์จริงๆได้เหมือนกันนี้เราก็เชื่อ   นี่คือความรู้ที่ตั้งต้นของผัสสะอันสุดท้ายคือผัสสะของคำสอนของพระพุทธเจ้า   ผัสสะต่อความจริงที่พระพุทธเจ้าได้สอนให้เรียกผัสสะให้เกิดสัมมาทิฐิ ให้เกิดการกระทำที่ดับทุกข์ได้  ให้เกิดทุกอย่างที่เป็นไปในทางฝ่ายดี  ถ้าไม่มีผัสสะในชั้นนี้  มันก็ไม่มีสมาทิฐิ มันก็ไม่มีความแน่นอน แน่ใจหรือต้องการที่จะดับทุกข์ โดยหลักเกณฑ์อันนั้น  เราผัสสะคือสัมผัสและก็สัมผัสด้วยวิชชาจะได้ความรู้ที่ถูกต้องที่ได้สะสมมา ได้เล่าเรียนมา สติเอามาทันเวลา ที่สัมผัส  สัมผัสเมื่อไร  ที่ไหน สติจะต้องเอาความรู้ระลึกให้เป็นความรู้ขึ้นมาให้ทัน  ว่ามัน มันเป็นอย่างไร แท้จริงมันเป็นอย่างไร


  ถ้าสติไม่ระลึกขึ้นมา  ไอ้ปัญญาก็เป็นหมัน เป็นหมันอยู่ก้นบึง ไม่ขึ้นมาช่วยอะไรได้  อย่า อย่าอวดไป ว่าไอ้ความรู้มันจะช่วยได้ มันต้องมีเครื่องให้ระลึกขึ้นมาให้ทันแก่เวลานั้นคือสติ เรามีความรู้มหาศาลแต่เป็นหมันก็ได้ถ้าเราไม่มีสติ เป็นเครื่องช่วยให้ระลึกขึ้นมาได้ทันเวลาครบถ้วนทุกเหตุการณ์  สติมันเป็นผู้ใช้ปัญญา  ผู้ใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์  ถ้าไม่มีสติแล้วความรู้ทั้งหลายก็เป็นหมันนั้นอย่าดูถูกสติ  อาตมาเคยพูดว่า  อะไรมันสำเร็จอยู่ที่สติ พวกฝรั่งบางคนเข้าไปเขียน ล้ออยู่ก็มีด่าว่า พูดโง่ๆอะไรสำเร็จด้วยสติ ก็ได้  เค้ามองกันคนละทาง อาตมามองเห็นว่าถ้าไม่มีสติแล้ว ปัญญาก็ไม่มีความหมายหลอกหรือ  ก็ไม่มีสติเราผัสสะโง่ทั้งนั้นเลย ผัสสะโง่  ผัสสะเอาวิชชาทั้งนั้นเลย  นั้นเมื่อมีสติอยู่ผัสสะมันก็จะเป็นผัสสะลืมหูลืมตา เฉลียวฉลาด จึงว่าเครื่องคุ้มครองป้องกันที่ดีที่สุดนั้นมันจะเป็นสติมากกว่าที่จะเป็นปัญญา ถ้าว่าอย่างไรเสีย ในสติมันก็มีปัญญาอยู่บ้าง  ตามสมควร 


 


 มันก็เป็นความรู้เหมือนกัน เป็นความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด  มันใช้ไม่ได้  หรือเพราะไม่ได้เอามาใช้ระวังให้ดี  คนที่มีความรู้มากท่วมหัวเป็นน้ำชาล้นถ้วยนี้  เขาว่าได้แก่พวกครูบาอาจารย์ พวกครูบาอาจารย์เนี่ย มันใส่อะไรไม่ลงอีกแล้ว มันเป็นน้ำชาล้นถ้วยความรู้มันเลยท่วมหัว เลยไม่มีประโยชน์อะไร  ความรู้ท่วมหู ท่วมตา ท่วมอะไรซะเอง  เนี่ยเพราะมันไม่มีสติ ถ้าไม่มีสติแล้ว ผัสสะมันก็โง่ นะ  ผัสสะผิดเรียกว่า  อวิชชาสัมผัสสะ ผัสสะโง่เรียกว่า อวิชชาสัมผัส   ผัสสะฉลาด เรียกว่า วิชชาสัมผัส  อันหนึ่งขึ้นด้วยคำว่า วิชชาอันหนึ่งขึ้นด้วยอวิชชา ผัสสะโง่  ผัสสะฉลาด  คืออย่างนี้  ผัสสะโง่ก็เรียกว่าทำผิด  ในเรื่องผัสสะความทุกข์  เกิดที่จิตเพราะทำผิดเรื่องผัสสะหรือทำถูกความทุกข์จะไม่โผล่เพราะไม่โง่เรื่องผัสสะที่มีสติตลอดเวลาความทุกข์เกิดไม่ได้ เพราะเข้าใจเรื่องผัสสะ คำเดียวนะ จำไม่ได้ก็แย่มากแล้วพูดคำเดียวแท้ๆว่าผัสสะๆคำเดียวแท้ๆ


พูดส่งท้ายพูดปิดบอดมันนี้ปิดบอดเลิก พูดส่งท้าย พูดสรุป  พูดเป็นเข้มข้นที่สุดเรื่องแต่คำๆเดียวว่า  สิ่งที่ท่านทั้งหลายจะต้องรู้จักและควบคุมได้คือสิ่งที่เรียกว่าผัสสะควบคุมไม่ได้ก็เกิดทุกข์ควบคุมได้ก็ไม่เกิดทุกข์  สติกับปัญญานี้จะควบคุมผัสสะ  สติเป็นผู้ใช้ปัญญา  ปัญญาเป็นเครื่องอุปกรณ์ให้สติมันใช้แล้วก็ควบคุมผัสสะได้  เรามีผัสสะถูกต้อง  และก็ไม่ต้องไปทุกข์เลย  แล้วมันคงจะน่าหัว  ที่เรื่องมันมีเท่านี้แล้ว  เราไปทำมันมากๆๆๆจนศึกษากันกี่ปีก็ไม่จบ ไม่รู้ใครมันบ้าเท่านั้นมีเท่านี้ 


อาตมาบ้า เมื่อได้มาพูดไม่รู้จักจบพูดเรียนๆบ้า ก็ได้เพราะเรียนๆไม่รู้จบทั้งที่เรื่องมันมีนิดเดียวเท่านั้นเอง คือผัสสะคำเดียวก็ควบคุมไปหมดทุกเรื่องเรื่องสุดท้ายมีเท่านี้ ผัสสะคำเดียวพอ  ขอยุตติการบรรยายส่งท้ายหรือว่าปิดประชุมชั่วโมงหนึ่งแล้วพูดเกินชั่วโมงเดี๋ยวเกิดผัสสะร้ายขึ้นมาอีก




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 22 ก.พ. 2551 (21:36)
อืม ใช้เป็นวิทยาทานได้แฮะ
Sirichut B. เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 37 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 147 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,060 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

เรื่องผัสสะเป็นสิ่งที่ต้องรู้จักและควบคุม [32,191]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [519,725]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [370,834]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [274,007]
Global Warming { English } [112,566]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.