<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35064" type="text/javascript"></script> |
|
วาเลนไทน์ ประวัติความรักอันแสนเศร้าที่ทำให้คนทั้งโลกสุขใจ
ย่างเข้าเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากจะมีเทศกาลตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน ที่ส่งความสุขกันตั้งตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว ยังมีเทศกาลส่งความสุขมอบความรักรอทุกท่านในช่วงกลางเดือนอีกด้วย ท่านทราบไหมว่ากว่าจะมาเป็นเทศกาลส่งความรักอย่างที่เราๆรู้จักกันดีว่า วันวาเล
post ครั้งแรก: Tue 12 February 2008, 2:17 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 14 February 2008, 5:04 pm
อยู่ในส่วน: พักผ่อนหย่อนใจ
|
ย่างเข้าเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากจะมีเทศกาลตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน ที่ส่งความสุขกันตั้งตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว ยังมีเทศกาลส่งความสุขมอบความรักรอทุกท่านในช่วงกลางเดือนอีกด้วย ท่านทราบไหมว่ากว่าจะมาเป็นเทศกาลส่งความรักอย่างที่เราๆรู้จักกันดีว่า วันวาเลนไทน์นั้น ประวัติความเป็นมาช่างน่าขื่นขมจนทำให้ต้องมาเผยแพร่เพื่อจะได้รำลึกถึง นักบุญวาเลนไทน์ (Saint Valentine) ที่สร้างตำนานความรักให้กับผู้คนทั้งโลกกัน
ตำนานของวันวาเลนไทน์ได้มีประวัติว่า ในคริสต์ศตวรรษที่ 3 ซึ่งอยู่ใน สมัยกษัตริย์ Claudiusที่ 2 แห่งกรุงโรม ในสมัยนั้นกษัตริย์ Claudius ออกกฎห้าม ให้มีการแต่งงานในเมืองของพระองค์ เพราะกษัตริย์ทรงต้องการทำศึกสงครามทรง ต้องการให้ผู้ชายทุกคนไปเป็นทหาร พระองค์เชื่อว่าถ้าไม่มีการแต่งงานผู้ชายจะสน ใจกับการรบมากขึ้น ระหว่างอยู่ในคุกมีคู่แต่งงานที่ท่านเคยทำพิธีให้หลายคู่ลอบไปเยี่ยมเยียนท่าน อย่างสม่ำเสมอ และที่นั่นท่านยังได้รู้จักกับหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกสาวของผู้คุม เธอมักมาพูดคุยกับท่าน และบอกท่านเสมอ ๆ ว่า การกระทำของท่านถูกต้องแล้ว นักบุญวาเลนไทน์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ในปี 296 A.D. ในคุกแห่งนั้น เอง ก่อนตายท่านได้ฝากโน๊ตสั้น ๆ ถึงเพื่อนของท่าน และลงท้ายว่า "Love from your Valentine ส่วนอีกตำนานหนึ่งได้กล่าวถึงประวัติวาเลนไทน์ไว้ว่า มีผู้นำคริสตชนคนหนึ่งชื่อ วาเลนตินัส เขาเป็นคนที่มีความรักและความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์มาก โดยทุกๆ วันเขาจะแอบนำอาหารและของใช้ที่จำเป็นไปวางไว้ประตูหน้าบ้านของคนยากจนโดยไม่ให้คนเหล่านั้นรู้ ซึ่งในสมัยนั้น ศาสนาคริสต์ยังไม่เป็นที่ยอมรับในจักรวรรดิโรมัน และถือว่าใครที่นับถือศาสนาคริสต์จะมีความผิดร้ายแรงมาก พวกคริสตนชนจึงถูกข่มเหงและทารุณกรรมอย่างหนักเพื่อบังคับให้เลิกเป็นคริสต์ ใครที่ไม่ยอมเลิกนับถือคริสต์จะถูกทรมานและฆ่าทิ้ง วาเลนตินัส ก็รวมอยู่ในกลุ่มขบวนการถูกขู่เข็ญและทรมานบังคับให้เลิกนับถือศาสนาคริสต์ แต่เขาไม่ยอมจึงถูกจับเข้าคุกในข้อหาเป็นคริสตชน
รุ่งขึ้นของเช้าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 วาเลนตินัสก็ถูกนำไปตัดศีรษะและเอาศพไปฝังไว้ที่เฟลมิเนี่ยนเวย์ ซึ่งภายหลังมีการสร้างโบสถ์หลังใหญ่คร่อมสุสานของเขาไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงชีวิตและความรักอันยิ่งใหญ่ของเขา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนทั่วประทับใจกับความรักของเขาจึงยึดถือเอาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น วันวาเลนไทน์ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Saint Valentines Day หรือ Valentine s Day หรือ วันแห่งความรัก ซึ่งต่อมาได้นิยมแพร่หลายไปทั่วยุโรปและอเมริกา และเข้ามาในทวีปเอเชีย และประเทศไทยด้วย ส่วนสาเหตุที่ดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์สำหรับวาเลนไทน์นั้น มีเหตุมาจากในศาสนาคริสต์เชื่อกันว่า ในสมัยที่พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขนอยู่นั้น พระโลหิตได้ไหลหยดลงบนต้นหญ้ามอสส์และได้บังเกิดเป็นต้นกุหลาบที่มีดอกสีแดงสด จึงมีการเรียกขานกุหลาบชนิดนี้ว่า "กุหลาบมอสส์" นอกจากนี้ยังมีการสู้รบกันระหว่าง 2 ตระกูลใหญ่ คือราชวงศ์ยอร์ค ซึ่งใช้สัญลักษณ์เป็นดอกกุหลาบขาว และราชวงศ์แลงแคสเตอร์ ใช้ดอก บางตำนานนั้นได้กล่าวถึงดอกกุหลาบไว้ว่าด้วยความที่กุหลาบมีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้ว จึงทำให้ความสวยงามของดอกและกลิ่นอันชวนพิสมัยของราชินีแห่งดอกไม้นี้ เป็นที่เลื่องลือมาช้านาน และล้วนกล่าวถึงความงามเป็นสื่อที่แสดงถึงความสุข ความมีไมตรีจิต ความน่ารักความสวยงาม การบูชา และการเกี้ยวพาราสี ดังนั้น กุหลาบจึงเป็นเสมือนตัวแทนแห่งความรัก และความอมตะ จนมีตำนานกล่าวขานกันต่าง ๆ นานา ตั้งแต่สมัยกรีก ตำนานเล่าว่า "คลอรีส" เทพธิดาแห่งดอกไม้ ได้บันดาลให้ร่างของนางไม้กลายเป็นกุหลาบ และยกให้เป็นราชินีของดอกไม้ จากนั้นต่อมาก็มีการมอบดอกกุหลาบแก่ "อีรอส" ลูกชาย ซึ่งเป็นเทพแห่งความรัก โดยในประเทศไทยนั้นไม่ทราบแน่ชัดว่า มีกุหลาบมาตั้งแต่สมัยใด หากแต่มีการบันทึกของราชทูตฝรั่งเศส ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ว่าได้เห็นดอกกุหลาบอยู่ในกรุงศรีอยุธยา และอีกหลายแห่งที่ปรากฎหลักฐานว่า มีกุหลาบเข้ามาเมืองไทยแล้วก็คือ กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ที่ได้กล่าวถึงความงามของดอกกุหลาบไว้ด้วย นอกจากนั้นยังมีเรื่องราวเล่าขานถึงความงดงามของดอกกุหลาบไว้โดยปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์ ของพระมหาธีราชเจ้า รัชกาลที่ 6 ในเรื่อง "มัทนะพาธา" หรือ "ตำนานดอกกุหลาบ" ซึ่งได้ปรากฏชัดว่าดอกกุหลาบได้กลายเป็นดอกไม้ที่นิยมไปทั่วโลก ซึ่งหากเราจะแปลความหมายจากสีของดอกกุหลาบแล้วนั้นจะพบว่าแต่ละสีมีความหมายที่แตกต่างกันไปดังนี้
นอกจากนี้ ยังมีดอกไม้อื่นๆ ที่ถูกมาใช้แทนความหมายแห่งความรักนั้นก็คือ
และดอกไม้ที่เห็นได้ทั่วไปในประเทศไทยเช่น ดอกทานตะวัน นั้น ก็ยังนิยมนำมามอบเพื่อแสดงความรักต่อกัน โดยหมายความว่าเป็นความรักแบบคลั่งไคล้ ความรักแบบบูชา แต่สำหรับชาวตะวันตก ดอกทานตะวันจะหมายถึงความเข้มแข็งอดทน จึงสามารถใช้แทนความรักที่ต้องฝ่าฟันกว่าจะได้ความรักมา
ประวัติวาเลนไทน์ของแต่ละประเทศก็จะมีเรื่องราวตำนานที่แตกต่างกันออกไป รวมทั้งประเพณีปฏิบัติจากเดิม พอถึงวันวานเลนไทน์ก็มีช่อดอกกุหลาบมามอบให้แก่คนที่คุณรัก ต่อมา ดอกกุหลาบที่เป็นช่อก็กลายเป็นดอกกุหลาบก้านยาวซึ่งมีราคาแพงนำมามอบเป็นของขวัญแก่กัน วาเลนไทน์ปีนี้นอกจากจะมีดอกไม้ที่สวยงามแล้ว ทางวิชาการดอทคอมขอแนะนำว่าในภาวะเศรษฐกิจที่ทุกคนต้องประหยัด ทุกท่านลองส่งการ์ดที่ตนเองทำพร้อมกับของขวัญเล็กๆน้อยๆส่งอวยพรคนที่คุณรัก รับรองว่าผู้ที่ได้รับต้องดีใจมากกว่าได้รับดอกกุหลาบดอกเดียวแต่ราคาหลายพันเป็นไหนๆ |
วาเลนไทด์ต้องเอาดอกหน้าวัวให้กัน
ขอชมสักนิด
ว่าคุณ ศิริรัตน์ ศรีสมบัติ ได้ทำประโยชน์ให้แก่สังคมปัจจุบันอย่างแท้จริง
เพราะสังคมสมัยนี้รู้จักคำว่า รัก ยังไม่ดีพอ
ใครมีความรู้เรื่องรักทุกแง่ทุกมุมทุกเหลี่ยมกรุณานำเผยแผ่...
เผื่อกันอีกนะครับ


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |