คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35069" type="text/javascript"></script>
เอช ทู โอ และ วงจรปฏิจจสมุปบาท
"ปฏิจจสมุปบาท" แปลว่าธรรม (สรรพสิ่ง รูปธรรม นามธรรม ใดๆ ก็ตาม) อันอิงอาศัยกันเกิด โดยไม่ได้มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นอย่างเดี่ยวๆ....
ผู้เขียน: ลานวัดลานวิทย์ โดยนักทัมวิจัย ชมแล้ว: 50,199 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 12 February 2008, 5:58 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 4 March 2008, 7:24 pm

หน้าที่ 1 - เอช ทู โอ และ วงจรปฏิจจสมุปบาท

ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพฯ (JSTP) กับวิชาการ.คอม


ทีมา : จุลสารสนุกวิทย์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 15 เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2550


โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน
( Junior Science Talent Project : JSTP )


สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
111 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120
http://www.nstda.or.th/jstp






ลานวัดลานวิทย์


โดยนักทัมวิจัย 


สวัสดีครับเพื่อนๆ ห่างหายกันไปนานสามเดือน กลับมาพบกันอีกครั้งในลานวัดลาน-วิทย์ บล็อกโหมด (blog mode) ครับ เพื่อนๆ อย่าว่ากันนะครับ หากลานวัดลานวิทย์ตอนนี้มีแต่น้ำไม่ค่อยมีเนื้อ?! ทำไมเหรอครับ ก็เพราะเรื่องที่เราจะพูดในวันนี้เกี่ยวข้องกับน้ำ หรือเฮชทูโอหรือที่ออกเสียงว่า วอเทอร์ (water) ในภาษาอังกฤษนั่นเอง


เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมได้มีโอกาสชมรายการโทรทัศน์ย้อนหลังผ่านอินเตอร์เน็ต รายการกบนอกกะลา ซึ่งเป็นสารคดีที่พาผู้ชมสืบเสาะหาต้นตอของสิ่งต่างๆ หรือประเด็นที่หยิบขึ้นมาในสัปดาห์นั้นๆ อย่างตอนที่ผมดู เขาว่ากันด้วยเรื่อง น้ำประปาครับ พิธีกรก็เอาเลยครับ บุกไปถึงโรงผลิตน้ำประปาแห่งแรกของประเทศไทย แล้วยังพาไปปู้น... ขึ้นเขาที่จังหวัดเชียงใหม่ ไปดูตาน้ำที่เป็นแหล่งกำเนิดของน้ำดิบที่นำมาผลิตน้ำประปา แต่จากที่เล่ามานี้นะครับ พอจะนึกออกไหมครับว่า แล้วน้ำที่มันผุดมาจากตาน้ำปุดๆ นี่ มันมาจากไหน แล้วก่อนหน้านั้นมันมีที่มาอย่างไร พอพูดถึงตรงนี้ ก็หนีไม่พ้นเลยครับ เรื่องวัฏจักรน้ำ


ภาพที่ 2 วัฏจักรน้ำ ในประเทศเขตหนาวแหล่งน้ำจากยอดเขาอาจเป็นก้อนน้ำแข็งที่ละลายตัวลง แต่ในประเทศไทยจะเป็นตาน้ำที่ไหลออกมาจากดินที่มีความชุ่มชื้น

หากเรียนมัธยมต้นผ่านมาแล้ว ก็อาจจะยังจำได้ชัดเจน หรือเลือนราง ไม่ว่ากันครับ เรามาทบทวนกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อสักครู่ ผมหยุดไว้ตรงที่ตาน้ำ ซึ่งน้ำที่ผุดออกมาคงไม่ได้เกิดจากใครแอบเอาสายยางต่อไปสอดไว้ (ขำไหมครับ -*-) สูงสุดยอดดอยขนาดนั้น คงไม่มีใครจะหอบเอาน้ำขึ้นไปใส่แท็งก์ต่อสายยางได้อย่างแน่นอน มันจะเป็นอะไรไปเสียไม่ได้นอกจากฝนครับ ไม่ใช่ ฝน ธนสุนทร ด้วย (ขำอีกรอบ) แต่เป็นฝนที่ตกพรำๆ จากเมฆฝน เมื่อความชื้นซึมผ่านดิน ก็ถูกซึมซับเอาไว้ด้วยต้นไม้ ซึ่งสุดท้ายก็หลั่งไหลออกมาเป็นน้ำที่ผุดออกจากตาน้ำจากหลายตารวมกันเข้า ก็กลายเป็นสาย เป็นลำธาร เป็นน้ำตกเป็นแม่น้ำ ให้เด็กกระโดดเล่นที่จังหวัดตาก ให้แม่ค้าล้างผักที่นครสวรรค์ ก่อนจะถูกดูดมาทำน้ำประปาที่กรุงเทพฯ


มันไม่ใช่แต่เท่านั้นสิครับ หลังจากที่ผ่านกระบวนการทำให้เป็นน้ำประปา เฮชทูโอ เหล่านี้ ก็ยังถูกดันผ่านท่อ ไปออกที่ปั๊มน้ำมันของตาแช่ม เข้าสู่ระบบ ล้างรถอัตโนมัติ น้ำที่ชะล้างทำความสะอาดรถ ก็ไหลลงท่อระบายน้ำต่อ สู่แม่น้ำเจ้าพระยา น้ำบางโมเลกุลโชคดี ที่ถูกดูดกลับไปทำน้ำประปาใหม่ (อื่ม) แต่อีกหลายโมเลกุลก็ไหลไปตามยถากรรม จนในที่สุด ก็ลงสู่อ่าวไทย การผจญภัยของน้องน้ำ ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อโดนแสงแดดแผดเผาเข้า น้ำบางส่วนที่เคยมีสถานะเป็นของเหลวสุดจะทานไหว สุดท้ายระเหยกลายเป็นไอน้ำในอากาศ และในที่สุด ก็จับตัวกันเป็นก้อนเมฆ น้องน้ำดีใจใหญ่ได้ขึ้นสู่ที่สูงอีกครั้ง แต่หลังจากผ่านลมพัดพาไปสองสามวัน ในที่สุด สูงสุดคืนสู่สามัญ หยดน้ำก็พรำลงบนดินอีกครั้ง แต่ดินที่นี่มันคุ้นๆ เหมือนที่ที่เคยจากมา ถูกต้องครับ น้องน้ำได้กลับมาสู่ยอดดอยแห่งเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์ เชียงใหม่อีกครั้ง แล้วก็ดูดซับไหลไปออกที่ตาน้ำตามเดิม


การผจญภัยของน้องน้ำในฉบับย่อก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ จริงๆ แล้ววัฏจักรน้ำ ซับซ้อนกว่านี้มากครับ น้ำอาจจะไม่ได้ไปออกบ้านตาแช่ม แต่ไปออกบ้านเจ๊เกียวกลายไปเป็นน้ำในหม้อก๋วยเตี๋ยว ก่อนจะถูกดื่มกินด้วยนายดำ แล้วระเหยเป็นไอน้ำผ่านออกมาทางลมหายใจออก แล้วไปรวมกับเมฆฝนก็เป็นได้ใครจะรู้ ทางเลือกของน้องน้ำมีมากมาย แต่วิถีแห่งน้ำฉบับย่อนี้ ก็ได้ให้คำตอบแก่คำถามที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นว่า น้ำจากตาน้ำมาจากไหน ถูกต้องครับ มาจากฝน แล้วก่อนที่จะเป็นฝนมันก็เป็นน้ำดีมาบ้าง น้ำเสียบ้าง น้ำในห้วยหนองคลองบึงบอระเพ็ดบ้าง หลากหลายชะตาชีวิต ซึ่งไล่ไปมาก็เวียนวนไม่พ้นวัฏจักรของน้ำนี่เอง ซึ่งหากน้องหนึ่งจะตอบคุณครูหน้าชั้นว่าน้ำปุดที่ตาน้ำ มาจากเมฆฝน หากเป็นเช่นนั้น น้องสองก็คงจะไม่ผิดเช่นกันหากจะตอบว่ามาจากน้ำประปาบ้านตาแช่ม


ลักษณะการเกิดวนเวียนกันเป็นวัฏจักรแบบนี้ มีอยู่รายล้อมตัวเราเต็มไปหมด หรือแม้กระทั่งที่เกิดในตัวเราเอง ไม่ว่าจะเป็นวัฏจักรของคาร์บอนดังที่ได้เคยกล่าวมาแล้วในตอนก่อนๆ การหมุนเวียนของสารตัวกลางในวัฏจักรเครปแห่งกระบวนการหายใจระดับเซลล์ วงจรการอัดระเบิดของเครื่องยนต์สี่จังหวะการหมุนเวียนของเงินในตลาดที่อัฐยายอาจจะซื้อขนมยายเข้าในสักวัน ซึ่งหลายครั้งก็เหมือนจะเดาไม่ออกว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนอะไร อย่างวงจรชีวิตของไก่และไข่ เป็นต้น หากเราจะฟันธงลงไปว่าอะไรเกิดจากอะไรแล้ว เราอาจจะถูกเถียงต่อได้ แต่ที่แน่ๆ เราอธิบายได้ว่าสมาชิกต่างๆ ที่ปรากฏในวงจร ต่างล้วนแล้วแต่อาศัยกันเกิด ถ้าไม่มีไก่ ไข่ก็เกิดไม่ได้ และในทางกลับกันถ้าไม่มีไข่ จะให้ไก่งอกออกมาจากกอไผ่ก็คงจะไม่เข้าที และการอิงอาศัยกันเกิดนี้ อาจจะสรุปออกมาเป็นกฎของธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่ากฎแห่งการอาศัยกันเกิด ซึ่งในเรื่องนี้เอง ก็ได้ถูกกล่าวเอาไว้ในพระพุทธศาสนา ในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท (ในที่สุดก็วกเข้าเรื่องพุทธได้ซะที - -“)



ภาพที่ 3  ตัวอย่างวงจรวัฏจักรคาร์บอน ที่แต่ละขั้นตอนต่างอิงอาศัยกันเกิดอย่างเกี่ยวเนื่องกัน


"ปฏิจจสมุปบาท" แปลว่าธรรม (สรรพสิ่ง รูปธรรม นามธรรม ใดๆ ก็ตาม) อันอิงอาศัยกันเกิด โดยไม่ได้มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นอย่างเดี่ยวๆ ปฏิจจสมุปบาทอาจจะตีออกได้เป็นสองประเด็นนะครับ คือ ปฏิจจสมุปบาทที่หมายถึงอาการสิบสองประการอันอิงอาศัยกันเกิดเป็นวงจรแห่งความทุกข์ ซึ่งมักจะถูกอธิบายจากความไม่รู้แจ้งในธรรมชาติของสรรพสิ่ง คืออวิชชา จนนำไปสู่ชรามรณะ แล้วกลับวกกลับไปสู่อวิชชาใหม่ (สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสือเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท สำหรับคนรุ่นใหม่ ของพระภาสกร ภูริวฑฺโน (ภาวิไล) หรือในอีกประเด็นหนึ่งคือหมายถึงสภาพธรรมชาติทั้งหลาย อันมีการอิงอาศัยกันเกินเป็นปกติ โดยไม่ได้มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งผุดขึ้นอย่างเป็นอิสระ ประเด็นหลังนี่เองครับ ที่ครอบคลุมไปถึงวัฏจักรของน้ำวัฏจักรของคาร์บอน และวงจรต่างๆ ที่ได้กล่าวมาเมื่อสักครู่นี้


เพื่อนๆ อาจมองเห็นว่ามีปรากฏการณ์ต่างๆ มากมายที่รอบล้อมและฝังอยู่ในตัวเราที่มีลักษณะเป็นวัฏจักร ตามหลักปฏิจจสมุปบาท แต่หากมองให้ดีแล้ว ไม่ว่าเพื่อนๆ จะยกอะไรขึ้นมาก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของจับต้องได้ หรือเป็นนามธรรมที่มองไม่เห็น ล้วนแล้วแต่หลีกไม่พ้นปรากฏการณ์ตามหลักปฏิจจสมุปบาททั้งสิ้น หมู เห็ด เป็ด ไก่ แม้แต่ตัวเราเอง ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นตัวของผมเอง หากไม่มีเนื้อหนังที่ประกอบขึ้นมาเป็นตัวผม ผมก็จะไม่สามารถมานั่งเล่าเรื่องอยู่ตรงนี้ได้ แต่ก่อนที่จะมาเป็นตัวผม ก็ต้องมีพ่อแม่ที่ให้เลือดเนื้อเชื้อไข แต่หากแม่ของผมเกิดมาไม่ทันนัดเพราะมัวแต่ทำผมนานเกินไป แม่ก็อาจจะไม่ได้เจอกับพ่อ และถ้าช่างทำผมเกิดมือช้า แม่ผมก็คงจะทำผมเสร็จไม่ทัน แต่หากวันนั้นช่างที่ทำผมไม่ได้รับการฝึกฝนมาจากสถาบันสอนทำผมที่มีชื่อเสียง ช่างก็คงจะไม่มือเร็วเช่นนี้ เป็นต้น เพื่อนๆ ลองหยิบยกประเด็นอะไรก็ได้ขึ้นมาสิครับแล้วลองไล่ดู จะเห็นว่าไม่มีอะไรเลยที่ไม่อิงอาศัยสิ่งอื่นเกิด และสิ่งที่ยกขึ้นมาก็จะเป็นต้นตอของการเกิดสิ่งอื่นๆ ต่อไปได้อีกด้วย


พูดมาถึงตรงนี้ สิ่งหนึ่งที่เพื่อนๆ อาจมองเห็นคือ แท้จริงแล้วธรรมะในพระพุทธศาสนา ก็คือการอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างมีเหตุผล อย่างยอมรับความเป็นจริง ซึ่งมีส่วนคล้ายกับวิทยาศาสตร์ เพียงแต่ความมุ่งหมาย วิธีการ และอื่นๆ อาจจะต่างกันไป แต่ที่เด่นชัดคือพระพุทธศาสนาเน้นลงไปที่เรื่องของใจ เพราะแนวคิดของพระพุทธศาสนาคือ สุขหรือทุกข์ตัวแปรเพียงตัวเดียวที่สำคัญคือ ใจเท่านั้น ความสุขที่เกิดจากการปรนเปรอภายนอก ที่ใครดลบันดาล ที่ต้องเติมให้เต็มนั้น เป็นความสุขชั่ววูบและไม่อิ่ม



ต้องขออภัยเพื่อนๆ ที่เข้าไปชมสเปส (space) ของนักทัมวิจัยด้วยนะครับ ที่แทบจะยังไม่ได้อัพเดทข้อมูลอะไรข้างในเลย ตอนนี้ค่อนข้างยุ่งด้วยครับ แต่อย่างไรก็จะพยายามเอาสิ่งที่น่าสนใจตามสไตล์ของผมเองเพิ่มเข้าไปนะครับ เพื่อนๆ สามารถเพิ่มคอนแท็กไว้ได้นะครับที่สเปสของผมครับ http://nak-dham-wijai.spaces.live.com/ หรือหากจะอีเมลล์คุยกัน มีข้อติชมใด หรือเพิ่มรายชื่อเพื่อนในเอ็มเอสเอ็นเพื่อดูการอัพเดทสเปสก็ทำได้ครับ ตามที่อยู่อีเมลล์นี้ nak-dham-wijai@hotmail.com ขอพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระอริยสังฆคุณ




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


จุลสารสนุกวิทย์
(http://www.nstda.or.th/jstp)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 1,160 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 5 เดือน
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 101 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

เอช ทู โอ และ วงจรปฏิจจสมุปบาท [50,200]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [537,173]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [397,985]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [414,262]
Global Warming { English } [158,401]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.