<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35193" type="text/javascript"></script> |
|
มาฆบูชา ตำนานวันสำคัญเมื่อครั้งพุทธกาล
วันบุญที่จะมีการเวียนเทียนที่วัด วันที่คืนนี้พระจันทร์วันเพ็ญลอยเด่นเต็มดวง วันที่ตัวเลขในปฏิทินเป็นสีแดงถ้าตรงกับวันศุกร์ก็ดีจะได้หยุดยาวเสียสามวันไปเลย รึคุ้นๆว่าเป็นวัน จาตุรงคสันนิบาติ อย่าให้วันมาฆบูชาต้องถูกจดจำอย่างลางเลือน
post ครั้งแรก: Mon 18 February 2008, 1:55 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 3 March 2008, 10:59 am
อยู่ในส่วน: ศาสนา
|
มาฆะ มาฆบูชา รู้กันว่าวันเพ็ญเดือนสาม คนไทยน้ำใจงาม วันเพ็ญเดือนสามมาทำบุญกัน จาตุรงคสันนิบาต วันประหลาด มหัศจรรย์..... หลายคนรู้จักวันมาฆบูชาในแบบเพลงนี้ และเพียงเท่านี้
ก่อนพุทธศก 45 ปี ครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรูพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ใต้ร่มไม้อัสสัตถพฤกษ์ (ต้นศรีมหาโพธิ์) ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม หลังจากที่พระองค์ประทับเสวยวิมุติสุขเป็นเวลา 7 สัปดาห์ ( 7 แห่ง แห่งละ 7 วัน) พระองค์ได้แสดงธรรมครั้งแรกโดยโปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพารา ซึ่งก็คือวันอาสาฬหบูชานั้นเอง จากนั้นทรงเสด็จออกสั่งสอนเพื่อประกาศพระศาสนา และโปรดเวไนยสัตว์ต่อไป
เมื่อทรงเสด็จพุทธดำเนินไปยังเมืองราชคฤห์เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ทรงเห็นว่าชฎิลสามพี่น้องเป็นที่เคารพของพระเจ้าพิมพิสารและชาวเมืองราชคฤห์ หากทำให้บุคคลผู้เป็นหัวหน้าคนเหล่านี้นับถือพระองค์ได้ บุคคลอื่นๆ ย่อมจะดำเนินรอยตาม ก็จะเป็นการง่ายในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป จึงทรงโปรดแสดงธรรมแก่บรรดาชฎิลเหล่านี้ พร้อมทั้งบริวารอีก 1000 คน ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วพระองค์จึงได้ประทานอุปสมบทให้เป็นภิกษุ เมื่อพระเจ้าพิมพิสารมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พระองค์ได้ทรงหลั่งน้ำจากพระเต้าทองถวายป่าไผ่ที่อยู่นอกเมือง ให้เป็นที่ประทับของพระพุทธองค์และภิกษุสาวก นับว่าป่าไผ่แห่งนี้เป็น วัดแห่งแรก ในพระพุทธศาสนา โดยมีชื่อว่า พระเวฬุวันวิหาร
นับแต่ตรัสรู้ พระองค์มีพระอรหันต์สาวกกว่า 1,300 รูป และได้ทรงส่งพระสาวกเหล่านี้ออกเผยแผ่พระพุทธศาสนายังแว่นแคว้นต่าง ๆ ส่วนพระองค์ประทับอยู่ ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร
ครั้นถึงวันเพ็ญเดือน 3 เหล่าพระสาวกที่ได้ส่งไปจาริกเผยแผ่พระพุทธศาสนาในครั้งนั้น ได้เดินทางกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ ที่ประทับของพระองค์ โดยมิได้นัดหมาย จำนวนถึง 1,250 รูป โดยพระภิกษุสาวกที่มาประชุมกันนั้นล้วนเป็นพระอรหันต์อันประกอบด้วย คณะของพระคยากัสสปเถระ พระนทีกัสสปเถระ และพระอุรุเวลกัสสปเถระ รวม 1,000 รูป และคณะของพระสารีบุตรเถระกับพระโมคคัลลานะเถระ อีก 250 รูป การประชุมครั้งนี้นับว่าเป็นการประชุมใหญ่ มีชื่อเรียกว่า "มหาสันนิบาต"

ที่มา Raghu Rai
สาเหตุส่วนหนึ่งของการมาชุมนุมของเหล่าพระสาวกโดยมิได้นัดหมายกันนั้น เนื่องมาจากภิกษุเหล่านี้เคยเป็นพราหมณ์มาก่อน โดยวันนี้ศาสนาพราหมณ์จะถือว่าเป็นวันสำคัญที่เรียกว่าศิวาราตรี คือการลอยบาป และประกอบพิธีสักการะบูชาพระเป็นเจ้า ซึ่งพราหมณ์ในสมัยนั้นก็จะต้องมีการมาพบปะกันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้อาจทำให้พระสาวกของพระพุทธเจ้า คิดกันว่าน่าจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า จึงเป็นเหตุให้เกิดสิ่งอัศจรรย์อันประกอบด้วยองค์ 4 เหล่านี้ขึ้น
1. พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า
2. พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็นผู้ได้อภิญญา 6 คือหูทิพย์ ตาทิพย์ ระลึกชาติได้ แสดงฤทธิ์ได้ รู้จักกำหนดใจผู้อื่น และทำอาสวะกิเลสให้สิ้นไป
3. พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป ต่างมาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้มีการนัดหมาย
4. พระจันทร์เต็มดวงเสวยมาฆฤกษ (วันเพ็ญกลางเดือน 3)
คำว่า มาฆบูชานั้น ย่อมาจากคำว่า"มาฆบุรณมี" แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญเดือนมาฆะของอินเดีย วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 คือราวเดือนกุมภาพันธ์ของไทย แต่ถ้าปีใดมีเดือน อธิกมาส คือมีเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 หรือประมาณเดือนมีนาคม ถือเป็น "วันจาตุรงคสันนิบาต" แปลว่า การประชุมอันประกอบด้วยองค์ 4
นอกจากจะเป็นวันสำคัญที่มีการแสดงโอวาทปาติโมกข์อันเป็นแก่นหลักธรรมของพุทธศาสนาแล้ว วันนี้ยังเป็นวันปลงอายุสังขาร ของพระพุทธองค์ คือการที่พระองค์ตั้งพระทัยว่า "ต่อแต่นี้ไปอีก 3 เดือน เราจักเสด็จดับขันธปรินิพพาน" การปลงอายุสังขาร ตรงกับวันมาฆบูชาในปีที่พระพุทธองค์มีพระชนมายุ 80 พระชันษา
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม โอวาทปาติโมกข์ ในวันนี้ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เพราะหลักธรรมนี้ได้ครอบคลุมถึง จุดหมาย หลักการ และวิธีการ ของพระพุทธศาสนา
จุดหมาย กรุงราชคฤห์นับว่า เป็นเมืองใหญ่มีหลากหลายลัทธิ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในระยะแรกๆนั้น จึงต้องทรงประกาศแนวทางของพุทธศาสนาให้มั่นคง เพื่อให้พระภิกษุสาวกได้ยึดเป็นหลัก นั้นคือ
หลักการ ข้อนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักอันเป็นแก่นของพระพุทธศาสนาทีเดียว เพราะเป็นหลักธรรมที่ครอบคลุมเนื้อหาของพระพุทธศาสนาไว้ได้ครบถ้วน ซึ่งคนทั่วไปมักจะคุ้นเคยกับข้อนี้ อันประกอบด้วย
1. ไม่ทำความชั่วทั้งปวง เว้นจากความชั่วด้วยกาย วาจา ใจ
2. การทำกุศลให้ถึงพร้อม
3. ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส
วิธีการ สุดท้ายทรงได้วางหลักปฏิบัติตัวสำหรับพระภิกษุสงฆ์ ได้แก่
1. ไม่กล่าวร้ายใคร
2. ไม่ทำร้ายคือไม่เบียดเบียนผู้อื่น
3. สำรวมในปาติโมกข์คือดำรงตนอยู่ในวินัยให้ดี
4. บริโภคใช้สอยปัจจัยสี่อย่างพอดี
5. ยินดีพอใจในที่อันสงัด คืออยู่ในสถานที่ที่สงบและมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
6. บำเพ็ญเพียรฝึกจิตให้สงบ
มาฆบูชาในประเทศไทย
วันมาฆบูชาในประเทศไทยนั้น เกิดขึ้นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดให้มีพระราชพิธีมาฆบูชาขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2394 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และได้ถือปฏิบัติสืบมาจนถึงทุกวันนี้
สำหรับในปี 2551 วันมาฆบูชาตรงกับวันที่ 21 กุมภาพันธ์ เนื่องจากต้องใช้พื้นที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง จัดสร้างพระเมรุมาศ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จึงต้องย้ายสถานที่จัดงานมาฆบูชามาจัดที่ อาคารลุมพินีสถานสวนลุมพินี ระหว่างวันที่ 17 -21 กุมภาพันธ์ และ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ระหว่างวันที่ 19-21 กุมภาพันธ์
ในวันมาฆบูชา ตอนเช้าพุทศาสนิกชนจะไปทำบุญ ตักบาตร ฟังเทศน์ที่วัด ตอนค่ำจะมีการนำดอกไม้ธูปเทียนมาเวียนเทียนที่วัด ในการเดินเวียนเทียน จะกระทำ 3 รอบ โดย "เวียนแบบทักขิณาวัฏ" คือการเวียนไปทางขวา
ในรอบที่ 1 ให้รำลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า โดยภาวนาคาถา บทอิติปิโส ภควาฯ ไปจนจบ เพื่อให้จิตมีสมาธิ
ในรอบที่ 2 ให้รำลึกถึงคุณพระธรรม โดยภาวนาคาถา บทสวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโมฯ ไปจนจบ
ในรอบที่ 3 ให้รำลึกถึงคุณพระสงฆ์ โดยภาวนาคาถา บทสุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆฯ ไปจนจบ
สำหรับวันพระที่เป็นวันสำคัญทางศาสนาเป็นพิเศษนั้น มีอยู่ 3 วัน คือวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันอาสาฬหบูชา ซึ่งมีผู้เปรียบเทียบทั้งสามวันนี้ว่า
วันวิสาขบูชาถือเป็นวันพระพุทธเพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ
วันอาสาฬหบูชาถือเป็นวันพระธรรมเพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาเป็นครั้งแรก
ส่วนวันมาฆบูชานี้ ถือเป็นวันพระสงฆ์เพราะเป็นวันที่พระสงฆ์มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายเพื่อรับฟังพระธรรมที่มีชื่อว่าโอวาทปาติโมกข์ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง
เมื่อศาสนาพุทธถูกบิดเบือนมากขึ้น คนทั้งหลายห่างธรรม ในเวลานี้หลักธรรมที่เรารับรู้ รวมทั้งปรัชญาแนวคิดในการช่วยให้พ้นทุกข์นั้น เรากำลังมาถูกทางกับใบไม้เพียงกำมือเดียวที่พระพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมสั่งสอนไว้หรือไม่ .....บุญรักษากันนะคะ
ขอบคุณสำหรับบทความที่ดีและส่งเสริมศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม ทั้งนี้เพื่อความสงบสุขของสังคมครับ
บทความนี้ดีมาก ส่งเสริมพระพุทธศาสนา แจ่ม ๆ = ))


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |