นาโนเทคโนโลยี ; ถึงในเมืองไทยจะเริ่มช้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเสียเปรียบ

ถึงเวลาหรือยังที่จะบอกว่าโลกเข้าสู่ยุคของนาโนเทคโนโลยี

นาโนเทคโนโลยี ; ถึงในเมืองไทยจะเริ่มช้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเสียเปรียบ


นอกจากชาเขียว และไวท์เทนนิ่งที่เป็นกระแสฮิตติดลมบนไปแล้วนั้น อีกกระแสที่ได้ยินจนคุ้นหูไม่แพ้กันนั้นก็คือ “นาโนเทคโนโลยี” ถ้าจะให้ชวนคุยถึงนาโนเทคโนโลยีในวันนี้ คงต้องขอข้ามที่จะมาแนะนำว่าเจ้านาโนเทคโนโลยี มันคืออะไรกันหรือ? เพราะเชื่อว่ามาจนถึงวันนี้ จากสื่อต่างๆเราคงไม่ต้องเสียเวลาแนะนำตัวเจ้าเทคโนโลยีตัวนี้อีกแล้ว แต่เอ...แต่ถ้าใครแอบลืมไปแล้ว รึว่าตกกระแสจริงๆ อย่าทำงงไป สามารถเข้ามาทำความรู้จักกับนาโนเทคโนโลยีนี้ได้ที่บทความ นาโนเทค คืออะไร ลองคลิ๊กไปอ่านกันได้ที่นี่จ๊ะ

หากต้องการรู้ลึกถึงบรรยากาศของนาโนฯ ว่าตอนนี้เป็นอย่างไร ไปถึงไหนแล้ว เชื่อว่าการได้สัมภาษ์ ดร.สิรพัฒน์ ประโทนเทพ นักวิจัยบุคลากรศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ นักวิจัยคนสำคัญท่านหนึ่งในวงการนาโนเทคโนโลยีในบ้านเรา จะทำให้เราได้รู้ข้อมูลต่างๆอย่างจุใจดีทีเดียว


ตอนนี้ความเปลี่ยนแปลที่เกิดขึ้นถึงเวลาหรือยังที่เราจะบอกว่าโลกเข้าสู่ยุคของนาโนเทคโนโลยี?

ดร.สิรพัฒน์ : เทคโนโลยีตอนนี้เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่เราต้องเข้าใจในอะไรมากขึ้นและลงลึกไปจนถึงระดับโมเลกุล ระดับของอะตอม ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีในชั้นสูง มันอาจจะเป็นเทคโนโลยีดั้งเดิมก็ได้ ก็เรียกได้ว่าเทคโนโลยีทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องยา เสื้อผ้า รวมทั้งสีทาบ้าน เริ่มจากการที่ต้องอาศัยความเข้าใจในรายละเอียดในโครงสร้างระดับอะตอม แต่ในปัจจุบันเราต้องสามารถควบคุมจัดการโครงสร้างอะตอมและโมเลกุลเพื่อให้เกิดคุณสมบัติใหม่ๆในผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันมากเรื่อยๆ ก็ถือได้ว่าทุกคนเริ่มเข้ามาสู่นาโนเทคโนโลยี

นาโนเข้ามาใกล้ชิดในชีวิตประจำวันของเราขนาดไหนแล้ว หรือความจริงนั้น ส่วนใหญ่ยังเป็นไปได้เพียงในห้องทดลอง?

ดร.สิรพัฒน์ : จริงๆแล้วผลิตภัณฑ์บางตัวที่ได้ออกมาก็มีบ้างแล้ว บางตัวที่เริ่มใช้เป็นอนุภาคนาโนอย่าง อนุภาคไทเทเนียมไดออกไซด์ หรือการเคลือบผิวความบางระดับนาโนเมตร อย่างการที่เราควบคุมคุณสมบัติพื้นผิวได้ จะทำให้เปียกน้ำหรือไม่เปียกน้ำ ตัวเซ็นเซอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในไมโครชิพ ซึ่งตอนนี้ก็มีขนาดเล็กลงไปในระดับนาโนเมตรแล้ว

นาโนเทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทที่พอจะให้เรามองเห็นได้ชัดๆทางด้านไหนคะ?

ดร.สิรพัฒน์ : บางอุตสาหกรรม เขาเป็นนาโนเทคโนโลยีอาจมานานแล้ว แต่เราไม่รู้เท่านั้นเอง อย่างเครื่องสำอาง หรือยา เขาทำมาก่อนตั้งนานแล้ว โดยมีการวิจัยกันมานาน ถึงควบคุมขนาดอนุภาคให้ได้ในระดับนาโนเมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพหรือได้คุณสมบัติใหม่ๆ

ส่วนอุตสาหกรรมอื่นๆนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแบบเก่ามากกว่า เช่น การเคลือบผ้า เคลือบผิวต่างๆ และคอมโพสิต คือพวกวัสดุผสม เช่น พลาสติกผสมดินเหนียวเพื่อให้มันแข็งแรงขึ้น หรือเก็บกักก๊าซได้มากขึ้น

นาโนเทคโนโลยีมีข้อเสีย หรือที่ทำให้ยังต้องมีความหวาดระแวงบ้างหรือเปล่า?

ดร.สิรพัฒน์ : ก็เหมือนกับทุกเทคโนโลยี แต่เพราะความไม่เข้าใจ คนไม่เข้าใจว่านาโนคืออะไร ความไม่เข้าใจก็เปรียบเหมือนความมืด ทำไมคนเราถึงกลัวความมืด แต่ถ้าเข้าใจแล้วก็เหมือนทุกเทคโนโลยี ซึ่งขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ทางดีหรือไม่ดี ทุกอย่างมันก็มีทั้งดีและไม่ดี

แต่จริงๆแล้วนาโนเทคโนโลยี แค่เป็นเพียงการศึกษา ที่เราศึกษาในระดับที่ลึกลงไปเท่านั้นเอง
ตัวอย่างที่มีคนมองนาโนเทคโนโลยีในด้านที่น่ากลัว ก็มีอย่างนวนิยาย ที่เขามีสร้างเรื่องในลักษณะเป็นเชื้อโรค ที่พอสังเคราะห์ออกมา เป็นอนุภาคหุ่นยนต์นาโน แล้วมันหลุดออกไป เราควบคุมไม่ได้ เหมือนไดโนเสาร์หลุดจากแล็ป แต่จริงๆแล้วในเรื่องนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเรามีความเข้าใจจริงๆ ก็จะรู้ได้ว่านิยายทั้งเรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้เลยในทางวิทยาศาสตร์

ทิศทางนาโนเทคโนโลยีในอนาคต

ประเทศไหนนับว่าเป็นผู้นำด้านนาโนเทคโนโลยี?

เด่นๆก็อาจจะเป็นอเมริกาเพราะป็นประเทศที่ใหญ่ แต่ถ้ารวมทั้งทวีป ก็ต้องยกให้ทางฝั่งยุโรป ซึ่งมีหลายประเทศ และพัฒนาไปค่อนข้างสูง ส่วนญี่ปุ่นก็พัฒนาไปล่วงหน้าแล้ว เช่น ทางเทคโนโลยีด้านอิเล็กทรอนิกส์
แต่ถ้าถามว่าใครเป็นผู้นำบ้าง ก็ต้องแล้วแต่ด้านสาขา เพราะนาโนเทคโนโลยีนี่มีหลายสาขามาก กว้างมาก ทั้งฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ไปถึงทางเภสัชฯ เพราะเทคโนโลยีนี้เอาไปใช้ได้หลายๆอย่าง

อาจารย์มองทิศทางนาโนเทคโนโลยีในอนาคตไว้ว่าอย่างไรบ้าง?

ตอนนี้เริ่มมีผลิตภัณฑ์นาโนออกมาแล้ว แต่คงยังเป็นในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเดิม

แต่ถ้าจะรอให้เกิดเป็นเทคโนโลยีใหม่นั้น อย่างพวกอิเล็กทรอนิกส์บนแผ่นพลาสติกยังต้อรออีกสักประมาณ 5 ปี แต่ถ้าชั้นสูงจริงๆงอย่างยารักษามะเร็ง คิดว่าคงต้องรออีกราวๆ 10 ปี

การพัฒนาในบ้านเรา ถ้าเทียบกับบรรยากาศโลก เราอยู่ในระดับไหน?

สำหรับประเทสไทยนั้นของเราเพิ่งเริ่ม แต่ประเทศชั้นนำเค้าเริ่มมาสักเกือบ 20 ปีได้แล้ว แต่เราเพิ่งเริ่มได้ไม่เกิน 5 ปี เพิ่งมาตื่นตัวในระยะไม่นานนี้เอง

แต่เริ่มช้าไม่ได้แปลว่าเสียเปรียบมากนักนะ เพราะว่าเราได้เห็นแล้วว่าจากประสบการณ์ของคนอื่นทิศทางไหนไปได้ไปไม่ได้อย่างไร เขาลองผิดลองถูกมาแล้ว เราก็เริ่มจับมาทางการใช้ประโยชน์ได้เลย ซึ่งประเทศทางเอเชียส่วนใหญ่นั้นจะเน้นไปทางประยุกต์ นำของมาใช้เลย

บทบาทของรัฐบาลต่อนาโนเทคโนโลยีเป็นอย่างไรบ้าง?

เหมือนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั่วไป ซึ่งรัฐบาลก็ได้ผลักดันพอสมควร แต่จะเน้นนาโนเทคโนโลยีมากหนเพราะเห็นว่าเทคโนโลยีใหม่ มีการสนับสนุนทั้งทางงบประมาณ ทุนวิจัยต่างๆ ไม่ใช่แค่ให้ทางศูนย์นาโนเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่รวมถึงสถาบันให้ทุนวิจัยอื่น ซึ่งมีทั้งทุนวิจัยและทุนการศึกษามากพอสมควร

แล้วตอนนี้นักวิจัยในบ้านเราทำไรกันอยู่บ้าง?

ตอนนี้ทั้งประเทศก็ทำกันอยู่หลายเรื่อง และเรื่องหลักๆตอนนี้จากการที่ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างได้มาร่วมกันทำแผนกลยุทธ์ มีอยู่ 6 ด้านคือ

ด้านแรก เป็นเรื่องเซ็นเซอร์ เช่น เพื่อตรวจจับเชื้อโรค หรือตรวจวัดโมเลกุลและสารเคมีต่างๆ

ด้านที่สอง เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น อุปกรณ์ไดโอดเปล่งแสงจากสารอินทรีย์ (Organic Light Emitting Diode หรือ OLED)

ด้านที่สาม เป็นพวกระบบอนุภาคนำส่งยา สำอาง โดยการใช้อนุภาคขนาดนาโนเมตรควบคุมกลไกปลดปล่อยยาบนผิวหนัง หรือในร่างกาย

ด้านที่สี่ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และแผ่นกรองสาร ส่วนใหญ่พวกนี้เป็นการวิจัยทางเคมีคล้ายแบบดั้งเดิม แต่เราพยายามควบคุมให้มันดีขึ้น ด้วยการคัดเลือกขนาด ควบคุมให้มันเกิดปฏิกิริยากับสารที่ต้องการได้ดีขึ้น หลักการโดยง่ายๆ ก็เช่น ยิ่งเล็กก็ยิ่งจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้านที่ห้า เป็นด้านการเคลือบผิวบางในระดับนาโนเมตร เพื่อจะเปลี่ยนคุณสมบัติ เช่น จากเปียกให้ไม่เปียกน้ำ โดยการเคลือบวัสดุที่มันไม่ชอบน้ำลงไปก็จะทำให้ไม่เปียกน้ำ หรืออย่างกระจกที่ทำความสะอาดตัวเอง วิธีก็จะเคลือบผิวที่กลับกันกับอย่างแรก คือเคลือบตัวที่มันชอบน้ำมากๆ พอเวลาฝนตกมันก็จะชะล้างตัวเองให้สะอาด ไม่เป็นฝ้า เอาไปใช้ทำให้กระจกข้างของรถยนต์ใสอยู่ตลอดได้

สุดท้ายก็ด้านคอมโพสิต คือสารประกอบหรือสารผสม เช่น พลาสติกผสมวัสดุที่มีความเหนียวความแข็งแรงมาก อย่างท่อคาร์บอนนาโน ก็จะเพิ่มความแข็งแรงให้กับพลาสติก

ทางด้านอุตสาหกรรมของเอกชน มีส่วนในการพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีอย่างไรบ้าง?

มีหลายบริษัทที่เริ่มตื่นตัว พยายามที่จะใช้เทคโนโลยีนี้มากขึ้น ช่วงแรกๆก็มีคำโฆษณาเกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยีออกมามาก ทั้งที่จริงและไม่จริง แต่จะเป็นเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ตอนนี้ในไทยก็เริ่มเรียนรู้ว่าจะใช้เทคโนโลยีนี้อย่างไร ก็มีหลายที่ที่เริ่มเอาไปประยุกต์ใช้ และก็มีหลายบริษัทที่มีความร่วมมืออยู่กับทางกลุ่มนักวิจัยที่ศูนย์นาโนฯเหมือนกัน

นาโนเทคโนโลยีในเมืองไทย

ตอนนี้บุคลากรของเราถือว่าพร้อมหรือเปล่า มีเพียงพอไหม?

ก็มีมากพอสมควร เพราว่ามีบุคลากรทางวิทยาศาสตร์สาขาดั้งเดิม ซึ่งหลายท่านได้เบนความสนใจมาทางนาโนเทคโนโลยีมากขึ้น เพราะว่าเป็นงานที่ค่อนข้างใหม่และเขาสามารถได้ผลงานตีพิมพ์หรือเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆด้วย

แต่ว่าจำนวนจริงๆในแต่ละสาขา ถ้าถามว่าพอไหม นาโนมันเทคโนโลยีนั้นกว้างมาก คำตอบก็คือยังไม่พอ เรามีจำนวนในหลักร้อย ในขณะที่ต่างประเทศนั้นเป็นหลักพันถึงหลักหมื่น

ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคขัดขว้างการพัฒนานาโนเทคฯ ในประเทศไทยมีออะไรบ้างคะ?

อย่างด้านอุตสาหกรรม ถ้าเราวิจัยไกลเกินไปก็จะเชื่อมโยงกันไม่ได้ เพราะการที่จะเอามาใช้ในอุตสาหกรรม ต้องใช้ระยะเวลาที่จะทำให้เอามาใช้ได้จริง คุ้มค่าในการลงทุน

ส่วนเรื่องอื่น ก็คือเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ขณะนี้เราก็มีตามที่เป็นไปตามสภาพ พวกเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ระดับนาโนเมตรในประเทศเราก็มีมากขึ้น แต่ถ้าไม่มีเงิน ทุกอย่างมันก็หยุดชะงัก ช่วงนี้รัฐบาลก็สนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีพอสมควร แต่ถ้าเทียบกับต่างประเทศ ก็ถือว่าค่อนข้างน้อยอยู่

ในระยะใกล้ๆนี้ เราจะมีนาโนเทคโนโลยีอะไรออกมาใช้บ้างคะ?

ทางศูนย์เองก็มีไปโชว์เวลาจัดงานต่างๆ ก็จะมีพวกเสื้อผ้าที่เคลือบวัสดุนาโน เช่น อนุภาคที่ช่วยดักจับกำจัดเชื้อโรค ส่วนใหญ่ก็เป็นเทคโนโลยีเดิมที่มีใช้กันแพร่หลายแล้ว แต่ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตไปบ้างเพื่อให้เราสามารถควบคุมโครสร้างในระดับนาโนเมตรให้ได้ คุณสมบัติใหม่ๆในสิ่งของในชีวิตประจำวัน น่าจะเป็นอะไรที่ออกตัวมาได้ก่อน และบางอย่างก็เริ่มๆมีออกมาจำหน่ายในท้องตลาดบ้างแล้ว

กระแสนาโนเทคโนโลยีในตอนนี้ อย่างที่เห็นในโฆษณา ไม่ทราบว่าเป็นประโยชน์ของนาโนเทคโนโลยีจริงๆ หรือเพียงอาศัยกระแสเท่านั้น?

ก็ใช่ มีเหมือนกัน เราก็ต้องระวังไว้ด้วย บางที่เขียนโฆษณาว่าใช้เทคโนโลยีนาโน แต่มันไม่ใช่ เพราะเขายังไม่เข้าใจเลยว่านาโนเทคโนโลยีคืออะไร แต่ก็ใส่คำว่านาโนเข้าไปเพื่อตามกระแส หรือเพื่อการโฆษณา

พอเป็นเรื่องใหม่ เลยยังไม่มีเครื่องตรวจเช็ค เพื่อวิเคราะห์ว่าเป็นนาโนเทคโนโลยีจริงหรือเปล่า แต้ถ้ามีวิธีการตรวจ ก็ยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายมารับรอง

ถ้าจะถามว่ามีวิธีการตรวจอย่างไร ก็คือค่อนข้างลำบาก เราก็คงต้องดูว่าคุณสมบัติ ที่เขาอ้างมานั้นว่าทำได้จริงรึเปล่า คำว่านาโนฯที่จริงนั้นไม่สำคัญ ต้องดูว่าทำได้จริงตามที่เขาอ้างหรือเปล่า อย่างครีมที่บอกว่าทาครั้งเดียวอยู่ได้ทั้งวัน เราต้องดูว่าจริงแล้วอยู่ได้นานขนาดไหน เสื้อผ้าที่อ้างว่าฆ่าชื้อโรคนี้ต้องตรวจว่าฆ่าได้มากน้อยแค่ไหน

แนะแนวสำหรับเด็กๆที่สนใจอยากเรียนนาโนเทคโนโลยี

สำหรับเด็กๆที่สนใจอยากเรียนนาโนเทคโนโลยี อยากให้อาจารย์ช่วยแนะนำด้วยค่ะ

การเรียนนาโนเทคโนโลยีโดยตรงตงจะลำบาก เพราะว่านาโนฯมันกว้าง เพราะฉะนั้นต้องถามว่านาโนฯสาขาอะไร เพราะไม่สามารถเรียนทุกอย่างที่เป็นนาโนเทคโนโลยีได้ทั้งหมด

แต่ว่าจริงๆแล้ว ถ้าถามว่าจะเรียนอะไร ก็แนะนำว่า เรียนอย่างที่ตัวเองชอบ เพื่อให้พื้นฐานมันแน่นหลังจากนั้น ค่อยปรับงานที่เราจะทำสนใจศึกษาหรือทำวิจัยไปในด้านนาโนเทคโนโลยี ตัวอย่างทางเคมี ก็เช่น การศึกษาการสังเคราะห์อนุภาคเล็กขนาดนาโนเมตร ทุกสาขาก็จะมีงานที่เป็นส่วนสาขาของนาโนฯทั้งนั้น เพราะโดยหลักการแล้ว นาโนฯ คือการศึกษาอะไรที่ละเอียดลึกลงไปในระดับอะตอม และสามารถหาวิธีการควบคุมมันได้

สมมุติว่าเวลาที่เสื่อผ้าเรามันสีด่างไป เราก็ไปดูว่ามันเป็นเพราะอะไร โครงสร้างโมเลกุล อะตอมนี่เปลี่ยนไปอย่างไร เปลี่ยนโครงสร้าง คุณสมบัติไปอย่างไร โดยใช้ความรู้ทั้งทางฟิสิกส์ เช่น โมเลกุลสารเคมีดูดซับพลังงานของแสงแล้วสลายตัวได้อย่างไร หรือทางเคมี เช่นจะทำสังเคราะห์สีย้อมให้ทนทานมากขึ้นได้อย่างไร หรือทางชีววิทยาอาจจะดูว่าเป็นได้หรือไม่ที่สีจะด่างไปเพราะจุลินทรีย์ และทางวิศวกรรมอาจจะไปดูว่ากระบวนการย้อมสีในโรงงานต้องปรับปรุงอย่างไรให้สีติดทนมากขึ้น






สำหรับอาจารย์ อยากให้ทิศทางของนาโนเทคฯในบ้านเรา เป็นอย่างไร มีอะไรที่อยากให้มันเกิดขึ้นบ้างคะ

สำหรับไทยเรานั้น เรามีทุนน้อยเมื่อเทียบกับประเทศชั้นนำ จึงอยากให้การวิจัยเน้นเป็นในทางที่ก่อเกิดประโยชน์จริง เรื่องของเงินสนับสนุนก็ถือว่าเป็นไปตามสภาพ เพราะประเทศเราก็ไม่ได้รวยมาก ในระดับนี้ที่เป็นช่วงเริ่มต้นก็ถือว่างบประมาณต่างๆเหมาะสมอยู่ แต่ในระยะยาวถ้าจะให้เกิดผลจริงๆ ก็ต้องลงทุนอีกมากเหมือนกัน

แต่มีเรื่องหนึ่งที่ประเทศเรายังขาดแคลนอย่างมาก ไม่เฉพาะแต่ทางนาโนฯเท่านั้นแต่รวมไปถึงทุกสาขาด้วย ก็คือ การสร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรายังต้องนำเข้าจากต่างประเทศแทบทั้งหมด ถ้าเราสามารถสร้างและซ่อมแซมเครื่องมือเองได้จะเป็นจุดเริ่มของการวิจัยที่จะนำไปสู่อุตสาหกรรมหลายๆอย่าง กำลังคนทางด้านเทคนิคและเครื่องมือทั้งระดับวิศวกรลงทำงานได้จริงๆและระดับช่างเทคนิค จึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากต่อการพัฒนานาโนเทคโนโลยีและเทคโนโลยีอื่นๆของประเทศโดยรวม

อีกอย่างเพราะนาโนฯ เป็นสาขาที่กว้าง จึงอยากที่จะให้เกิดความร่วมมือทางการวิจัย อย่างเวลาอยากได้ผลิตภัณฑ์อะไรสักอย่าง นักวิจัยคนหนึ่งอาจจะศึกษาหัวข้อหนึ่งที่จะเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์นั้น มีการทำงานร่วมกัน จะต้องร่วมมือกันหลายส่วนเพื่อผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ตั้งเอาไว้ ซึ่งตรงนี้จะมีความสำคัญมาก ก็เลย อยากให้มีการร่วมมือกันอย่างจริงจัง

เมื่อยืนยันแล้วว่า ถึงแม้เราจะเริ่มช้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเสียเปรียบ อีกทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐเองก็ดูจะให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากพอสมควร ยิ่งถ้าเด็กไทยในวันนี้ก้าวเข้ามาเป็นแรงเสริมที่ดีในวันข้างหน้า เห็นที่อนาคตนาโนเทคโนโลยีในบ้านเรารุ่งแน่ๆ “ฟันธง !”

tags :

บทความอื่นๆ

​รู้จักเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2557 : อิซามุ อะคาซากิ

​รู้จักเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2557 : อิซามุ อะคาซากิ new post

อิ่วจาก้วยนะ ไม่ใช่ปาท่องโก๋

อิ่วจาก้วยนะ ไม่ใช่ปาท่องโก๋

ลักษณะเสียงร้องของทารก..สิ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้อย่างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ตลอดของการมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ลักษณะเสียงร้องของทารก..สิ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้อย่างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ตลอดของการมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

เติมทรายแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ปัญหาภัยพิบัติที่วิกฤตที่สุดของประเทศไทย!!!

เติมทรายแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ปัญหาภัยพิบัติที่วิกฤตที่สุดของประเทศไทย!!!

ห้องเรียนกลับด้าน ผังการเรียนรู้ผสานโซเชียลมีเดียและอินโฟกราฟฟิค ศาสตร์การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

ห้องเรียนกลับด้าน ผังการเรียนรู้ผสานโซเชียลมีเดียและอินโฟกราฟฟิค ศาสตร์การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21