คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35244" type="text/javascript"></script>
การศึกษาและการรับปริญญาพระพุทธศาสนา
ท่านที่เป็นครูบาอาจารย์ นักเรียน นักศึกษาทั้งหลาย ขอแสดงความยินดีที่ให้การขวนขวาย เพื่อมาสู่สถานที่นี้ เพื่อศึกษาสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ เลยคิดว่า จะพูดเรื่อง การศึกษาเกี่ยวกับการรับปริญญา พูดกันให้ชัดเจน ให้ถี่ถ้วน สักครั้งหนึ่ง แยกพูดเป็น 2 เรื่อง
ผู้เขียน: ท่านพุทธทาส ชมแล้ว: 26,929 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 20 February 2008, 11:42 am ปรับปรุงล่าสุด: Tue 26 February 2008, 11:05 am

หน้าที่ 1 - การศึกษาและการรับปริญญา

ท่านที่เป็นครูบาอาจารย์ นักเรียน นักศึกษาทั้งหลาย ขอแสดงความยินดีที่ให้การขวนขวาย  เพื่อมาสู่สถานที่นี้  เพื่อศึกษาสิ่งที่เรียกว่า  ธรรมะ  เลยคิดว่า จะพูดเรื่อง  การศึกษาเกี่ยวกับการรับปริญญา  พูดกันให้ชัดเจน ให้ถี่ถ้วน  สักครั้งหนึ่ง  แยกพูดเป็น 2 เรื่อง  คือ  การศึกษาและการรับปริญญา ในพระพุทธศาสนา



  พูดอย่างนี้ก็แปลกสำหรับคนทั่วไป  อาจจะคิดไปในทางที่ว่าแกล้งพูด  โยกโย่ ที่เขาบอกว่าเป็นการพูดตรงตามเรื่องที่มีอยู่ในพระบาลี  คือมีทั้งการศึกษาและมีทั้งการรับปริญญา  หมายความว่า  บุคคลศึกษาตามหลักพระพุทธศาสนาครบถ้วนแล้ว  ปฏิบัติถึงที่สุดแล้ว  ก็มีการรับปริญญา  ยิ่งถ้าไม่ค่อยได้ฟัง  ก็จะบอกว่า ให้ฟัง  บอกให้ฟังว่า  พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า  พระภิกษุทั้งหลาย  ปริญญามีอยู่  3  อย่าง  3  อย่าง  คืออะไร  3  อย่างคือ  ความสิ้นราคะ  ความสิ้นโทสะ  ความสิ้นโมหะ



  นี้คือ ปริญญา 3  โดยท้าวเงื่อนก็พอจะมองเห็นแล้วว่า  เมื่อได้ศึกษาในศีลสิกขา  จิตตะสิกขา  ปัญญาสิกขา    ถึงที่สุดด้วยการปฏิบัติ  เพราะคำว่าสิกขาหรือศึกษาแนวทางธรรมะทั้งหลายต่าง ๆ  โดยการปฏิบัติเป็นตัวการศึกษา  เมื่อศึกษาศีล  สมาธิ  ปัญญา  ครบถ้วนแล้ว  ถึงจะมีผลแห่งการปฏิบัติ  คือ ความสิ้นไฟแห่งราคะ  ความสิ้นไฟแห่งโทสะ  ความสิ้นไฟแห่งโมหะ  ที่เรียกว่า ปริญญานั่นเอง  ขอให้ทราบท้าวเงื่อนโดยย่อของเรื่องอย่างนี้ก่อน  เห็นว่าควรเอามาพูดสำหรับนักศึกษา  ครูบาอาจารย์  ที่มีการศึกษาและมีการรับปริญญา ทีนี้ก็จะรู้ว่า  น่าจะมีชื่อเรียกเหมือนกัน  แต่ตัวจริงนั้นไม่ได้เหมือนกัน  เรื่องการศึกษาของชาวโลกก็เป็นอย่างหนึ่ง  การศึกษาทางธรรมะในพระพุทธศาสนาก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง การรับปริญญา แผ่นการกระดาษที่รับกันตามแบบชาวโลกนั่นมันก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง  การรับปริญญาทางธรรมในพระพุทธศาสนาก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง  และเราจะได้เปรียบเทียบกันดู  จะพูดถึงคำว่าการศึกษาก่อน  ที่ท่านทั้งหลายศึกษากันในชั้นต้น  ก็เรียนหนังสือ  เรียนอักษรศาสตร์  แล้วก็เรียนวิชาชีพโดยเฉพาะ  เฉพาะวิชา  เมื่อจบการศึกษาก็จะได้รับปริญญา  การศึกษานี้มันก็มีแต่เรื่องเรียนหนังสือ  แล้วก็เรียนวิชาชีพ แล้วมันก็จบ  ส่วนการศึกษาในทางธรรมะนั้น  ให้ถือเอาคำพูดคำนี้เป็นหลัก  คือคำว่า  สิกขา  ในภาษาบาลี  หรือว่าศึกษาในภาษาสันสกฤต   หรือว่าศึกษาในภาษาไทย  ออกเสียงเพี้ยนกันบ้าง  แต่เป็นคำเดียวกัน  เอาคำบาลีเป็นหลักว่า สิกขา  แล้วคำว่าสิกขานี้ประกอบขึ้นด้วยคำ  สะ กับ อิจถะ  สะ  คำหนึ่ง  อิจถะ  คำหนึ่ง  สะ  แปลว่า  เอง  เอง  เองในทุกความหมาย  คำว่าอิทถะ อิทถะนี่แปลว่า  เห็น  ที่นี้รวมกันเป็น  สิกขา  สะ  อิทถะ  รวมกันเป็นสิกขะ  ออกเสียงเป็น สิกขา  เป็นรูปศัพท์ที่เป็นอิทถีลิง  มันก็แปลความหมายได้หลายทาง  เช่นว่า  เห็นซึ่งตนเอง  มีแต่ได้  เห็นโดยตนเอง  มีแต่ได้  เห็นเพื่อประโยชน์แก่ตนเอง  มีแต่ได้  แล้วยังได้มากกว่านี้อีก  เอาแค่สามความหมายนี้ก็พอ  เห็นซึ่งตนเอง 



นี้ก็พิจารณาดูว่าเห็นอะไร  สิ่งที่สมมติเรียกกันว่า  ตนเอง  นั้นก็คือ  อรรตภาพนี้  ซึ่งมีทั้งร่างกาย  มีทั้งจิตใจ  ที่รวมเรียกว่า  ชีวิต  ชีวิต  เห็นซึ่งตนเอง  ก็คือเห็นตัวเอง  เห็นชีวิตของตัวเอง  มองดูลงไปที่ตัวเอง  แล้วก็เห็นตัวเอง   คนไม่เคยศึกษามันก็มองเห็นยาก  ว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง  มองดูตัวเองก็เห็นแต่ร่างกาย  ไม่รู้สึกจิตใจได้บ้าง  ว่ามันคิดนึกอะไรได้



  แต่ตอนแรกไม่ได้เห็นส่วนที่ลึกกว่านั้น  มีการปรุงแต่งต่าง ๆ นานา  ภายในร่างกายนี้  เห็นซึ่งตนเองพิศจารนัยกันโดยละเอียดแล้วก็จะมีว่า  เห็นว่า  ตัวเองประกอบอยู่ด้วยธาตุดิน  ธาตุน้ำ  ธาตุไฟ  ธาตุลม  ธาตุอากาศ  ธาตุวิญญาณ  รวมเป็น  6  อย่าง  6  ประการด้วยกัน คือ  6  ธาตุ  เห็นจริงยิ่งขึ้นไปอีก  จะเห็นว่าไอที่มันเป็นรูปธรรม  คือ  ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ นั้น  ประกอบกันขึ้นเป็น เนื้อหนังร่างกาย  เป็นตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ก้อนลูกตาพร้อมทั้งประสาทตา  นี่มันก็เป็นวัตถุ  ประกอบขึ้นด้วยดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  นี้ คือการปรุงแต่งอย่างหนึ่ง  หูประกอบด้วยประสาทหู  ที่นี้มันก็เป็นส่วนของดินน้ำลมไฟประกอบกันขึ้นเป็นระบบหู  จมูกก็เหมือนกันพร้อมทั้งประสาท  อาศัยดินน้ำลมไฟ  ประกอบกันเป็นระบบจมูก  ลิ้นก็เอาอาศัยดินน้ำลมไฟ  ประกอบกันเป็นระบบลิ้น  กาย  ผิวหนังทั่วไปทั้งกาย อาศัยดินน้ำลมไฟ  ประกอบกันเป็นกาย  เป็นร่างกาย  เป็นผิวหนัง  ทั่วไปทั้งกาย  นี่คือการปรุงแต่งในอรรถภาพนี้  ที่นี้ส่วนจิตหรือใจ  ที่ประกอบไปด้วยวิญญาณธาตุ



  วิญญาณธาตุเป็นระบบที่รู้สึกได้ในทางฝ่ายจิตใจหรือฝ่ายนามธรรม  นี้เป็นระบบพิเศษ  5  อย่างขั้นต้น  คือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  นั้นเป็นฝ่ายกายหรือฝ่ายวัตถุ  จิตใจ  หรือมโน  เป็นฝ่ายนามธรรม  ที่ประกอบกันเข้าเป็นอรรถภาพนี้  ส่วนอากาศธาตุ หรือที่ว่าง  หมายถึงว่า  มันมีที่ว่างอยู่เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งด้วย  และสิ่งต่าง ๆ ก็อาศัยอยู่ในที่ว่างนั่นเอง  มีที่ว่างร่างกายนี้มันก็มีอยู่ได้  ถ้าไม่มีที่ว่างร่างกายนี้มันจะอยู่ได้กับอะไร  ร่างกายทั้งหมดก็ต้องอาศัยอยู่ธาตุว่างหรือความว่าง  ที่ว่าง   ในจิตมันก็อาศัยอยู่ในธาตุว่างอันละเอียด  แล้วก็มีอยู่เป็นระบบจิต  นี้แปลว่า  ธาตุที่รวมกันเป็นกายและเป็นใจนั้น ตั้งอาศัยอยู่บนธาตุว่าง



  ถ้าใจคำว่าว่าง  ทั่วไปทั้งสากลจักรวาล  มันมีส่วนที่เป็นที่ว่าง  ในส่วนที่เป็นความว่าง  แล้วก็ไอ้สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นวัตถุสิ่งของใด ๆ ที่อาศัยอยู่ในที่ว่างอันนั่น  ถือว่าไอความว่างเป็นเครื่องรองรับ และรองรับทั้งหมด  สิ่งต่าง ๆ ตั้งอยู่บนความว่าง  บนธาตุว่าง  ความว่างเป็นที่รองรับสิ่งทั้งปวง  นี่จะเห็นว่ามันประกอบกันอยู่ลักษณะอาศัยซึ่งกันและกันอยู่อย่างนี้  ที่นี้เรามองซึ่งตนเอง  มองตัวเอง  มองซึ่งตัวเองถึงอรรถภาพนี้  ชีวิตนี้  ร่างกายยาวประมาณวาหนึ่ง  แล้วก็ยังมีชีวิตเป็น ๆ อยู่นี้  ก็มองดูที  อรรถภาพนี้  ก็จะมองเห็นอย่างที่กล่าวมาแล้วว่าประกอบอยู่ในธาตุดิน  ธาตุน้ำ  ธาตุไฟ  ธาตุลม  ธาตุอากาศ  ธาตุวิญญาณ  ประกอบกันอยู่อย่างเหมาะสมจนทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้  ส่วนกายนั้นเป็น  5  ระบบ  คือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ที่สำหรับจะรู้สึกอารมณ์มากระทบ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  ระบบจิต  ระบบใจ  ระบบมโน  นี้  เราจะรู้สึกด้วยความรู้สึกที่เกิดขึ้นทางจิต  นี่คือว่า เห็นซึ่งตนเอง  เห็นซึ่งตนเอง 



ขอให้ทุกคนมองซึ่งตนเอง  แล้วก็เห็นซึ่งตนเอง  ว่าประกอบกันอยู่อย่างนี้  มีการปรุงแต่งอยู่ในลักษณะอย่างนี้  ด้วยเหตุด้วยปัจจัยทุกอย่างทุกประการ  ที่ทำให้มีลักษณะเป็นของเป็น  มีชีวิต และมีกาย  แล้วมันยังสามารถที่จะรับอารมณ์ทุกอย่างที่จะมีให้ในโลกนี้  ได้แก่  รูป  ซึ่งจะรู้สึกได้ด้วยตา  เสียงที่จะรู้สึกได้ด้วยหู  กลิ่นซึ่งจะรู้สึกได้ด้วยจมูก  รสซึ่งจะรู้จักได้ด้วยลิ้น  และโกถะภะที่จะกระทบผิวหนังอันจะรู้สึกได้ด้วยระบบประสาทของผิวหนังทั่วไปทั้งกาย  นี้มองดูในส่วนที่เป็นรูปธาตุ  หรือฝ่ายตายอย่างนี้  แล้วก็มองฝ่ายที่เป็นจิต  เป็นวิญญาณ  หรือเป็นน้ำ  จะเห็นว่ามีจิต  แล้วแต่จะเรียกเป็นวิญญาณธาตุ  เป็นวิญญาณธาตุกันอยู่  เมื่อทำหน้าที่คิดหรือนึก  ก็เรียกว่า  จิต  เมื่อทำหน้าที่รู้สึกก็เรียกว่ามโน  ส่วนคำว่าใจ นั่นเป็นภาษาไทย  เล็งถึงมโน  เมื่อดูซึ่งตนเอง  จะเห็นซึ่งตนเอง  ว่าประกอบกันอยู่ด้วยส่วนประกอบเหล่านี้  ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ  ที่พึงจะมี  จนกล่าวได้ว่ามันเป็นสิ่งที่มีชีวิต  เป็นตัวชีวิตดำรงอยู่นี้เรียกว่าเห็นซึ่งตนเอง  ดูที่ตนเองแล้วเห็นซึ่งตนเอง  โดยลักษณะง่าย ๆ เบื้องต้น



 ที่นี้ก็ดูต่อไปให้ละเอียด ให้ลึกซึ้งลงไป ว่ามันยังมีกลไกซับซ้อนกันอยู่หลายชั้น  พูดเรื่องตาก่อน  ตาเป็นอวัยวะในระบบประสาทสำหรับเห็นได้  แล้วข้างนอกก็มีลูก  มีลูกต่าง ๆ  พอเข้ามากระทบตา  คือว่าไอลูกกับตาน่ะ ถึงกันเข้ามันก็เกิดวิญญาณทางตา  คือวิญญาณธาตุ  ทำหน้าที่ของวิญญาณทางตา  เรียกว่าวิญญาณทางตาหรือจักษุวิญญาณ  นี้เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง  ตาเห็นลูกเกิดจักษุวิญญาณคือการเห็นแจ้งในทางตา  นี้ขั้นตอนหนึ่ง  เมื่อวิญญาณธาตุทำหน้าที่เป็นวิญญาณทางตา เห็นรูปอยู่อย่างนี้ก็เรียกว่าถักษะ  ถักษะ แปลว่า กระทบ  ก็คือว่าวิญญาณธาตุ  วิญญาณทางตากระทบกันกับลูก  รู้สึกอยู่หรือเห็นอยู่  เรียกว่าอักษะ  มันก็เป็นถักษะทางตา



 นี้ก็ต้องดูให้เห็น ซึ่งเป็นส่วนของตนเอง  เมื่อมีอักษะอย่างนี้แล้ว ก็เกิดความรู้สึกออกมาเป็นเวทนา  เช่นว่า  รูปนั้นสวย ถูกใจ  ก็เกิดความรู้สึกพอใจ  ถ้ารูปนั้นไม่สวย ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความพอใจ  มันก็ไม่พอใจ  หรือถ้าไม่มีความหมายในสองอย่างนั้น  มันเฉย ๆ มันก็เป็นกลาง ๆ อยู่  ก็เรียกว่า  มิใช่พอใจหรือมิใช่ไม่พอใจ  ก็เรียกว่า อทุกขมาสุข  ถ้าพอใจก็เรียกว่า  สุขเวทนา  ถ้าไม่พอใจก็เรียกว่า  ทุกขเวทนา  ถ้าว่าไม่เป็นทั้งสองอย่างก็เรียกว่า  อทุกขมาสุขเวทนา  เวทนาจะเกิดขึ้นทุกคราวที่มีการสัมผัส  นี้ก็คือตัวเรา  คือเรื่องในตัวเรา  คือลักษณะการปรุงแต่ง  ปรุงแต่งอยู่ในตัวเรา  เรียกว่า  ตอนนี้เรียกว่า เวทนา



  เมื่อความรู้สึกที่เป็นเวทนาเกิดขึ้นอย่างนี้แล้ว  มันก็มีความรู้สึกต่อไป  คือสำคัญหมั้นหมาย  สำคัญหมั้นหมายว่าเป็นเวทนาเช่นไร  มีอะไร  เป็นอย่างไร  เป็นสุข  เป็นสุขก็เรียกว่าสุขสัญญา  สำคัญหมั้นหมายว่าสุข  เป็นทุกข์ก็เรียกว่าทุกขสัญญา  สำคัญหมั้นหมายว่าเป็นทุกข์  อทุกขมาสุขสัญญา สำคัญหมั้นหมายว่าไม่เป็นสุขไม่เป็นทุกข์  มีความรู้สึกว่าเป็นสัญญาอย่างไร  เพราะมันเคยเกิดขึ้นและรู้สึก เกิดขึ้นและรู้สึกมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก



 มันจึงจำได้ว่าอย่างนี้คือสุขสัญญา  อย่างนี้ ทุกขสัญญา  รวมความว่า  ความจำได้ว่ามันเป็นอะไร  และหมั้นหมายว่ามันเป็นอะไร  นี้ก็เรียกว่า  สัญญา  สัญญาเป็นสิ่งที่มีอยู่ในอรรถภาพนี้  ในร่างกาย  ในชีวิตนี้  ทีนี้เมื่อสัญญาถึงที่สุดแล้ว  ก็ปรุง คิดนึกขึ้นมา  จะทำอะไรกับสิ่งเหล่านั้น  เป็นความคิดนึก เรียกว่า สังขาล  ถ้ามีความหมั้นหมายว่าสวย  ความคิดนึกก็ปรุงขึ้นมาเป็นความคิดว่าจะเอา  ถ้าไม่สวยก็ปรุงความคิดนึกขึ้นมาว่าจะไม่เอา หรือจะทำลายเสีย  ถ้ามันไม่เป็นทั้งสองอย่าง คือมิใช่สวยหรือมิใช่ไม่สวย  มันก็ยังสงสัย ข้องใจอยู่นั่นเอง  นี้เรียกว่าเป็นสังขาล  ที่นี้สิ่งที่เรียกว่า สังขาลนี้มีหลายขั้นตอน  มีความอยากจะได้ที่มันสวย  น่ารัก น่าพอใจ  มีความอยากที่จะทำลายเสีย  ซึ่งส่วนที่ไม่น่ารัก ไม่น่าพอใจ  ความอยากมันก็ได้เกิดขึ้น  ความอยากนี้ก็เรียกว่าเป็นสังขาลเหมือนกัน  ถ้าความอยากเป็นไปถึงที่สุดแล้ว  มันก็ปรุงต่อไปอีก



 ปรุงให้เกิดความรู้สึกสำคัญหมั้นหมายว่ามีตัวเรา  มีตัวกู  ซึ่งเป็นผู้อยาก  แล้วก็อยากจะเอามาเป็นของกู  เรียกว่า ปรุงถึงที่สุดจนเป็น อุปาทาน  เป็นอุปาทาน  รวมอยู่ในคำว่า สังขาล 5   แปลว่าถ้าแจกเป็นห้า  คือ  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาล วิญญาณนั้นมันก็มีเพียง 5  แต่ถ้าเกิดแจกไปให้มันมาก  เป็นแบบ 70 กว่าบาท  มันก็แจกไปได้ถึง  11  อย่าง  12  อย่าง  แต่เรื่องนั้นไม่เป็นไร



  เอาแต่เพียงว่ามันปรุงอย่างไร  รู้สึกอย่างไร  นับตั้งแต่ตาเห็นลูก  มันก็ปรุงจักษุวิญญาณเกิดขึ้น  วิญญาณ  จักษุวิญญาณทำหน้าที่อยู่  สิ่งที่เรียกว่า ถักษะก็เกิดขึ้น  ถักษะเกิดขึ้นแล้วก็ปรุงให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเวทนา  เป็นสุขหรือเป็นทุกข์  เวทนาเกิดขึ้นแล้วก็ปรุงให้เกิดความรู้สึกเป็นสัญญา  สำคัญหมั้นหมายว่าอย่างไร  ว่าสุขสัญญา  ว่าทุกขสัญญา  แล้วแต่ว่ามันจะรู้สึกคิดนึก  ถ้าเป็นสัญญาอย่างนี้แล้วมันก็ปรุงต่อไปเป็นสังขาล  คือความคิดนานาประการ  โดยสมควรแก่สัญญานั้น  จนคิดว่าจะได้  เกิดความอยากขึ้นมาว่าจะได้  ความอยากนี้เป็นปัญหา



 มีปัญหาถึงที่สุดอย่างนี้แล้วก็ปรุง  ไอ้ความรู้สึกว่าตัวกูเป็นผู้อยาก ซึ่งเรียกว่า อุปาทาน  มันจะมีความรู้สึกว่าตัวกู  หรือของกู ตามสมควรแก่กรณี  เมื่อเกิดความรู้สึกเป็นตัวตนเช่นนี้  ความโง่เขลา  อะไร ๆ ก็เอาเข้ามาเป็นตัวตน  มันก็เป็นของหนัก  หนักใจ  จิตใจนั่นเอง  เหมือนกับว่าเราจับเอาอะไรขึ้นมาหิ้วไว้  ถือไว้  ชูไว้  มันก็เป็นของหนัก  ถ้าเป็นของหนักนั่นเรียกว่าเป็นความทุกข์  อย่างนี้มีอยู่ในตนเอง  ในตัวเอง ก็มองดูให้เห็นซึ่งตนเอง  เห็นซึ่งตนเอง  ดูซึ่งตนเอง  เห็นซึ่งตนเอง  นี่เรียกว่า  สิกขา  ศึกษา  ศึกษา  ศึกษาตนเอง  เห็นอะไร ๆ ที่มีอยู่ในตนเอง  ถึงเรื่องตา อย่างที่ว่ามาแล้ว  เรื่องหูก็เหมือนกันอีก  เมื่อเสียงมันถึงกันเข้ากับหู  ก็เกิดการได้ยินทางหู  เรียกว่า วิญญาณทางหู  วิญญาณทางหู  รู้สึกต่อเสียงนั่นอยู่ด้วยหู  ด้วยระบบหู  ก็เรียกว่า  ถักษะทางหู  ถักษะก็เกิดเวทนา  สุขหรือทุกข์  เกิดเวทนาแล้วค่อยเกิดสัญญาสำคัญหมั้นหมายว่าเป็นอะไร  แล้วก็เกิดสังขาลความคิด  ว่าเราอยากจะเอา  เราอยากจะได้  อยากจะได้สิ่งที่น่าพอใจ



 อยากจะทำลายที่มันไม่น่าพอใจ  เมื่อความอยากนี้เป็นไปถึงที่สุดแล้ว  ก็คือมีความรู้สึกว่ามีตัวตน  มีตัวกูผู้อยาก  อย่างนี้เหมือนกับเรื่องตากับรูป  เรื่องหูกับเสียงก็เหมือนกัน  เรื่องจมูกกับกลิ่น  ลิ้นกับรส   กายกับสิ่งที่มากระทบกายก็เหมือนกัน  มีหลักเกณฑ์อันเดียวกัน  นี้เรียกว่าที่เป็นของอยาก  ทางรูปธรรมทางกาย  มีอยู่  5  ชุดด้วยกัน  มีอยู่ในตนเอง ในส่วนจิตลึก ๆ เข้าไป  เพราะว่ามันได้อารมณ์  เช่นมีสัญญาแล้วก็มีเวทนาเป็นต้น  มโนหรือใจสัมผัสในเวทนา  แล้วก็รู้สึกเป็นเวทนาอันใหม่ขึ้นมาอีก  แล้วก็เกิดสัญญา  เกิดสังขาลอย่างเดียวกันอีก  มากมายถึงขนาดนี้นะที่เรียกว่า ศึกษา



  ศึกษาเกี่ยวกับในเรื่องของตน  ในภายในของตน  นี่ดูซิศึกษานี้เป็นอย่างไร  มันต่างกันลิบ กับศึกษาในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย  เรียนอักษรศาสตร์  เรียนวิทยาศาสตร์  เรียนวิชาชีพ  มันคนละแบบ  แต่เรียกว่าศึกษาเหมือนกัน  นี่เป็นการศึกษาซึ่งตนเอง  ดูแล้วก็ติตนเอง  แล้วก็เห็นด้วยตนเอง  ตนเองต้องศึกษาเอง  อย่างนี้ก็เห็นซึ่งตนเอง  และการเห็นนี้ก็เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ  แล้วแต่มันจะเกิด  ก็แต่ตนเอง  คำว่า  ศึกษาหรือสิกขา  จึงมีความหมายได้รอบครบถ้วนอย่างนี้  ดูที่ตนเอง  เห็นซึ่งตนเอง  แล้วก็การเห็นด้วยตนเอง  ตนเองนะ  มาดูแทนไม่ได้  แล้วสิ่งเหล่านี้ถ้าทำไปแล้ว  มันมีผลแก่ตนเอง  คำว่า สิกขา  ศึกษา  มีความหมายอย่างนี้  ที่นี้เมื่อได้มองเห็นว่า  เกิดกิเลส  เกิดความอยาก



  เกิดความยึดถือว่าตัวตนขึ้นมาแล้วมันเป็นความทุกข์  ก็ศึกษาถึงอาการที่เป็นทุกข์  ศึกษาถึงลักษณะที่เป็นความทุกข์  จนพบรายละเอียดอีกมากมาย  โดยย่อก็เช่นว่า เห็นได้ว่า  พอมีความรู้สึกที่เป็นความอยาก  หรือที่เรียกว่าตัณหาเกิดขึ้น  มันก็มีอุปาทาน  จับฉวยเอาสิ่งต่าง ๆ มาเป็นของตน  เป็นของหนัก  แล้วก็เป็นทุกข์  เป็นตัณหา  เป็นอุปาทานไม่ให้เกิดทุกข์  เรียกทีเดียวว่าตัณหาให้เกิดทุกข์ก็ได้เหมือนกัน  แล้วแต่จะพิจารณากันอย่างหยาบ ๆ หรืออย่างละเอียด  เดี่ยวนี้เห็นว่าเพราะมีตัณหา  ถึงมีทุกข์โดยผ่านทางอุปาทาน  มีตัวตน  รู้สึกมีตัวตนแล้วอะไร ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับตนก็กลายเป็นเรื่องเกี่ยวกับตน  ยึดถือเอามาเป็นของตน  เช่นมีความรู้สึกว่าได้อะไรไป  เสียอะไรไป  มีความรู้สึกต่อเนื่องกันไปถึงว่า  เป็นผู้แพ้  เป็นผู้ชนะ  เป็นผู้ได้  เป็นผู้เสีย  หรือแม้ที่สุดแต่ว่าอาศัยการที่เป็นตามธรรมชาติ  เนื่องอยู่ในอรรถภาพนี้  เช่น  ความแก่  ความเจ็บ  ความตาย  เป็นต้น  ก็ล้มเอามาว่าเป็นของตน  ความเกิดเป็นของตนก็มีปัญหา  ยุ่งยากลำบากแก่ความเกิด  ความแก่เอามาเป็นของตนก็เกิดปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับความแก่ 



ความเจ็บเอามาเป็นของตน  ก็เกิดปัญหายุ่งยากกันเกี่ยวกับความเจ็บ   ความตายซึ่งเป็นของธรรมชาติ  ตามธรรมดา  ก็เอามาความตายของตน คือของจิตที่มันโง่  คำว่าตนในที่นี้  คือ จิตที่มันโง่ไปเองว่าเป็นตัวตน  ความตายก็เป็นของตน  เดือดร้อนอยู่มากมายหลายขั้นตอนที่เกี่ยวกับความเกิด  ความแก่  ความเจ็บ  ความตาย  นี่มันมีอยู่ในอรรถภาพนี้  ในชีวิตนี้  เราศึกษา ศึกษา ตรงลงไปในอรรถภาพนี้  ร่างกายนี้  ซึ่งยาวเพียงสักวาหนึ่งนี้  มันก็มีอะไรอยู่มากมายอย่างนี้  จะศึกษาให้รู้จัก ให้ทั่วถึง  โดยเฉพาะที่มันเกี่ยวกับเรื่องความทุกข์



  ที่มันให้เกิดรู้สึกว่าเป็นทุกข์  ก็ต้องศึกษากันอย่างละเอียด  ทีนี้ก็ทบทวนโดยย่อทีว่า  ในกรณีของตาเป็นตัวอย่าง  ตาเห็นรูป  แล้วก็เกิดจักษุวิญญาณ  เกิดวิญญาณทางตา  วิญญาณทางตาทำหน้าที่อยู่  เรียกว่า  ถักษะทางตา  ถักษะทำหน้าที่ให้  ถักษะแล้วก็ให้เกิดความรู้สึกที่เป็นเวทนา  รู้สึกพอใจ ไม่พอใจ  เป็นสุขหรือเป็นทุกข์  เวทนานี้ค่อยเกิดความอยาก  ความต้องการนั่นแหละคือกิเลส  เมื่อเวทนานั่น  น่ารัก น่าพอใจ  ก็เกิดความอยากจะได้  นั่นล่ะคือความโลภ  หรือว่า ราคะ  ความตระหนัก  พอใจ  นี่เป็นกิเลส  ถ้าว่ามันไม่ปลง  ความพอใจหรือว่าไม่พอใจ  มันก็เกิดกิเลส คือ โทสะ  โกรธ  ประทุษร้าย  เรียกว่าโทสะบ้าง  เรียกว่า โกธะ บ้าง  ถ้าว่าไม่ชัดลงไปว่า  น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ  มันก็เกิดความสงสัย  ความมัวเมา  พัวพัน  สงสัย  ว่าจะเป็นตัวตน  หรือจะเป็นอะไร  เป็นอย่างไรอยู่  นี่เรียกว่า กิเลส  คือ โมหะ  โลภะ  หรือ โทสะ  หรือ โมหะ  มันเกิดขึ้นได้ในใจอย่างนี้  ศึกษาให้ละเอียด  ชัดเจนว่ามันเกิดอย่างไร  โลภะ  ราคะ  เกิดอย่างไร  โทสะหรือโกธะ เกิดอย่างไร  โมหะเกิดอย่างไร  ในเมื่อเกิดกิเลส  เกิดกิเลสอย่างนี้แล้วก็เป็นความทุกข์  ทีนี้มันยังมีละเอียดลึกซึ้งมากไปกว่านั้นอีก  เกิดกิเลสครั้งหนึ่ง  เป็นทุกข์ก็เป็นไปเถอะ  แต่ว่าเกิดกิเลสขึ้นมาครั้งหนึ่งนั่นน่ะ  มันสะสมความเคยชินที่จะเกิดกิเลสเช่นเดียวกันนั่นแหละ



  .........  ครั้งหนึ่งหรือหน่วยหนึ่งด้วย  เรียกว่า อนุสัย  กิเลสเกิดขึ้นอย่างไร  แล้วมันก็สร้างอนุสัย คือความเคยชินที่จะเกิดอย่างนั้นไว้ในสันดาน  เกิดความโลภครั้งหนึ่งมันก็สะสมความเคยชินที่จะโลภต่อไปข้างหน้าเข้าไว้หน่วยหนึ่ง  ส่วนนี้เรียกว่า อนุสัย  ถ้าเกี่ยวกับความโลภเรียกว่า  ราคานุสัย  ถ้าเกี่ยวกับความโกรธ เรียกว่า ปฎิภานุสัย



 ถ้าเกี่ยวกับความโง่  ความล้ม ก็เรียกว่า  อวิชชานุสัย  นี่ลึกลับซับซ้อนอย่างยิ่งในชีวิตนี้  กับภาพในสังขาล ในร่างกายนี้  ซึ่งมีทั้งกายและใจนี้  เรื่องลึกลับซับซ้อนอย่างนี้  อนุสัยคือความเคยชินที่จะเกิดกิเลสอย่างนั้นอีก  นี้พอเกิดกิเลสครั้งที่สอง ก็เพิ่มอนุสัยเข้าไว้อีกทีหนึ่ง 



ครั้งที่สาม  ที่สี่  ที่ห้า  ก็เพิ่มอนุสัยไว้ทุกทีที่เกิดกิเลส  เพิ่มความเคยชินที่จะเกิดกิเลสไว้มากเข้า  มากเข้า  ไอความกดดันที่จะดันออกมันก็มีมาก  มันก็มีมาก  ส่วนนี้เรียกว่า  อาสวะ  อาสวะที่ไหลออกมาเป็นกิเลส ตามชนิดของมัน  จะมีความโลภแล้วก็มีอนุสัยแห่งความโลภ  เรียกว่า  ราคานุสัย  อนุสัยนี้มีมากเข้า  มากเข้า  ทำให้ดันออกมันก็มีมากเข้า  มันจึงง่าย  ง่ายนิดเดียวที่จะเกิดความโลภ  เราจึงเกิดความโลภได้ง่ายที่สุด  เกิดความโกรธได้ง่ายที่สุด  เกิดความโง่ ความหลง ได้ง่ายที่สุด  เพราะว่าเก็บกักอนุสัยไว้ในสันดานมากนั่นเอง




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,063 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

การศึกษาและการรับปริญญาพระพุทธศาสนา [26,930]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [519,730]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [370,839]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [274,075]
Global Warming { English } [112,602]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.