<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35244" type="text/javascript"></script> |
|
การศึกษาและการรับปริญญาพระพุทธศาสนา
ท่านที่เป็นครูบาอาจารย์ นักเรียน นักศึกษาทั้งหลาย ขอแสดงความยินดีที่ให้การขวนขวาย เพื่อมาสู่สถานที่นี้ เพื่อศึกษาสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ เลยคิดว่า จะพูดเรื่อง การศึกษาเกี่ยวกับการรับปริญญา พูดกันให้ชัดเจน ให้ถี่ถ้วน สักครั้งหนึ่ง แยกพูดเป็น 2 เรื่อง
post ครั้งแรก: Wed 20 February 2008, 11:42 am ปรับปรุงล่าสุด: Tue 26 February 2008, 11:05 am
|
ที่นี้ความลับยังมีต่อไปอีกที่จะต้องมองให้เห็นว่า ถ้าว่าเราบังคับกิเลสได้ กิเลสมันจะเกิดแล้วบังคับไม่ให้มันเกิด สำหรับความโลภมันจะเกิด มันควรจะเกิดความโลภ แล้วบังคับไว้ได้ไม่ให้เกิดความโลภที่หนึ่งมันก็ลดอนุสัยที่สะสมไว้แต่ก่อน อนุสัยที่จะโลภที่สะสมไว้มาก ๆ มันจะลดลงไปหนึ่ง ลดลงไปหนึ่ง ลดลงไปหนึ่ง ทุกคราวที่บังคับกิเลสได้ นี่เรื่องความโกรธก็เหมือนกัน เมื่อมันจะโกรธ มันจะโกรธอย่างยิ่ง มันจะบังคับไว้ได้ ไม่ให้มันโกรธ มันก็ลดความเคยชินที่จะโกรธ จนหน่วยหนึ่ง ลดอนุสัยสำหรับจะโกรธ จะหน่วยหนึ่ง โง่ก็เหมือนกัน ไม่โง่ซักทีหนึ่ง ก็ลดอนุสัยความโง่ไว้หน่วยหนึ่ง มันก็มีอนุสัยน้อยลง น้อยลง
ถ้ามันอย่างนี้ ไอความเคยชินที่จะโลภ จะโกรธ จะหลง ในสันดาน มันก็ลดลง ลดลง ลดลง แล้วมันก็ลดลง แล้วก็ไม่มีที่จะไหลออกมา ถ้าเผอิญกระทำไปจนถึงที่สุด มันหมดอนุสัย หมดที่อาสวะที่จะไหลออกมา มันก็ไม่มีกิเลสอะไรที่จะออกมาอีก ก็เป็นบุคคลพิเศษ เรียกว่าผู้หลุดพ้น เป็นพระอรหันต์ ไม่มีอนุสัยที่จะเกิดกิเลส ไม่มีอาสวะที่จะเป็นกิเลส ที่จะไหลออกมา มันก็สิ้นกิเลส สิ้นอาสวะ ความซึ่งความเคยชินที่จะเกิดกิเลส นี่เรื่องมากมายอย่างนี้ สำหรับตัวท่านก็จะต้องดูให้เห็น ที่จะศึกษา ศึกษา สิกขา ก็ต้องดูให้เห็นซึ่งตัวเองอย่างนี้ เป็นเรื่องของกิเลส ทีนี้ไอเรื่องที่จะต้องศึกษาเพื่อตนเอง นั่นก็คือว่า การที่จะควบคุมไม่ให้โกรธ ไม่ให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลงนี้ ก็มีการศึกษานี้ ส่วนหนึ่งซึ่งจะต้องปฏิบัติ ที่จะปฏิบัติศีลได้เป็นนิสัย ปฎิบัติศีลให้ได้เป็นศีลสิกขา มันก็ทำให้โกรธ มันก็ทำให้เกิดกิเลส

...................... ศึกษาเรื่องสมาธิกับจิต ไว้ได้ตามที่ต้องการ มันก็จะเกิดกิเลสได้ยากเข้า ถ้ามันเกิดเวทนาแล้ว มันจะเกิดกิเลส ถ้ารู้เท่าทัน บังคับจิตได้ มันก็ไม่เกิด นี่เรียกว่า จิตสิกขา ทีนี้ก็มีปัญญาที่จะรู้ รอบคอบทั่วถึง ควบคุมมันไว้ให้ได้ มันก็เกิดไม่ได้ยิ่งขึ้น ในศีลสิกขาก็ดี จิตสิกขาก็ดี ปัญญาสิกขาก็ดี มันก็ล้วนแต่จะป้องกันไม่ให้เกิดกิเลส แม้การเกิดครั้งแรก แม้การที่จะเพิ่มอนุสัย มันก็ไม่มี นี่การศึกษาในทางธรรมมันเป็นอย่างนี้ ศึกษาให้รู้จักธรรมชาติ ทุกอย่าง ทุกประการที่ตั้งอาศัย ปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลงอยู่ภายในอรรถภาพหรือชีวิตนี้
ทีนี้เมื่อศึกษาได้อย่างทั่วถึงอย่างนี้มันก็ปรุงได้ ควบคุมไม่ให้เกิดกิเลส แล้วก็ลดอนุสัย อาสวะก็สิ้นไป มันก็ไม่มี พอมาถึงขั้นนี้ มาถึงขั้นที่ว่า รู้เท่าทัน ควบคุมได้ มันอาจจะเกิดกิเลสได้จนอนุสัยสิ้นไป อาสวะก็ไม่มี นี่คือรับปริญญา นี้เป็นตอนที่รับปริญญา ปริญญาว่าราคะภะโย การสิ้นไฟแห่งราคะ โทสะภะโย ปริญญาว่าการสิ้นไปแห่งโทสะ โมหะภะโย ปริญญาว่า การสิ้นไปแห่งโมหะ คำว่าปริญญานี้เป็นความรู้แจ้ง ประจักษ์แก่ใจ ภายในใจว่ามันเป็นอย่างนี้ ว่าความสิ้นราคะเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ ความสิ้นแห่งโทสะเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ ความสิ้นแห่งโมหะเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ รู้จักในใจอย่าง
.......ทราบด้วยดี ทีนี้เราไม่รู้นี่ ได้แต่ฟังเค้าว่า อ่านหนังสือมีแต่เรื่อง ไม่รู้จักด้วยใจจริง อย่างนั้นมันยังไม่ใช่ปริญญา ปริญญาต้องเห็นด้วยใจจริง รู้สึกด้วยใจจริง ว่าเป็นความสิ้นไฟแห่งราคะ โทสะ โมหะอย่างไร นี้คือรับปริญญา พวกเราที่เรียนหนังสือ เรียนวิชารับปริญญาแผ่นกระดาษ แล้วก็ทำพิธีกันใหญ่โต ขนเอาพ่อแม่ไปร่วมดูด้วย เป็นสิ่งวิเศษ ประเสริฐสูงสุด มันก็เป็นปริญญาของชาวบ้าน แต่ปริญญาของพระพุทธเจ้านั่นกระทำจนรู้สึกด้วยตนเองว่า ราคะไม่มี โทสะไม่มี โมหะไม่มี ถ้าถึงขนาดนี้ก็เรียกว่าเป็นพระอรหันต์ แต่พระอรหันต์ไม่ต้องการให้เอาปริญญากระดาษมาเขียนว่าเป็นพระอรหันต์ ไม่ต้องการรับแผ่นกระดาษที่ลงชื่อให้ว่าเป็นพระอรหันต์ แต่รู้สึกด้วยตนเองว่าราคะไม่มี โทสะไม่มี โมหะไม่มี ถ้าไม่ถึงขนาดที่เรียกว่า สิ้น หมดสิ้น สิ้นเชิง สิ้นไปเป็นบางส่วน เขาเรียกโดยชื่อที่ลดหลั่งกันลงมา เช่นเป็น อนาคามี เป็นปฏิทาคามี เป็นโสดาบัน โสดาบันพูดถึงกระแสแห่งปริญญา ก็ยังไม่ได้รับปริญญา
.......ก็ถึงกระแสแห่งกัน แห่งปริญญา แห่งการรอบรู้ พระโสดาบันนี่ละกิเลส ละอนุสัยได้ตามสมควร แต่ไม่หมดสิ้น ชั้นแรกเรียนปริญญา แล้วก็ละได้มากขึ้นไปกว่านั้นอีก เรียกว่า ปฏิทาคามี ละได้มากไปกว่านั้นอีก เรียกว่า อนาคามี ละสุดท้ายก็เรียกว่า พระอรหันต์ รายละเอียดมีอยู่ในหนังสือหนังหา ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ไปหาอ่านดูได้ แล้วมันก็มากเป็นกรรมทูต
...................มันพูดไม่ไหว แต่ขอให้รู้เป็นหลัก เป็นหลัก เป็นเกณฑ์ไว้ว่า เรานี้เกิดมาจากท้องบิดามารดา แล้วก็มีร่างกาย มีชีวิตออกมาเป็นทารกออกมา นี้ยังไม่มีปัญหา เพราะจิตยังคิดนึกอะไรไม่ได้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ยังไม่ทำงาน แต่พอออกมาจากท้องแม่เป็นเวลาอันสมควรแล้ว ก็เกิดความรู้สึกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจเองได้ มันจะเริ่ม เริ่มปัญหา เริ่มต้นของปัญหา เด็กทารก ซึ่งไม่เคยได้มีปัญหา อยู่ในท้องไม่มีปัญหา คลอดมาวันแรกก็ยังไม่มีปัญหา แต่พอมันเจริญ เจริญ เจริญขึ้น ระบบประสาทเจริญขึ้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีระบบประสาทที่เจริญขึ้น
ที่มันได้เห็นรูปทางตา ได้ยินเสียงทางหู ได้กลิ่นทางจมูก ได้รสทางลิ้น ได้สัมผัสผิวหนังทางผิวหนัง ได้รู้สึกคิดนึกเรื่องในทางจิตใจด้วยใจ ทีนี้จะมีปัญหา ก็ปัญหาอย่างที่ว่า นี่เป็นครั้งแรกของทารกนี้ เค้าได้รับความรู้สึกที่อร่อย เช่น จะต้องนึกถึงที่ว่ากินนมแม่ก่อน กินนมแม่รู้สึกอร่อย แล้วก็รู้สึกเรื่องไม่อร่อย รู้สึกว่าได้มากพอตามที่ต้องการ ได้ไม่มากพอตามที่ต้องการ อย่างนี้เป็นต้นมันก็เกิดความรู้สึกเป็นเวทนา เป็นพอใจหรือไม่พอใจ ที่ไม่ได้ดั่งใจมันก็โกรธ
มันก็ร้องจ้าไป ถ้าได้อย่างพอใจมันก็สงบสติ เด็กเติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ จนสมบูรณ์ทางอายตนะ สมบูรณ์ทางอายตนะด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำหน้าที่ได้เต็มที่ ได้เต็มที่ เรื่องที่จะรักมันก็มีถึงที่สุด เรื่องที่จะโกรธมันก็มีถึงที่สุด เรื่องที่จะรู้สึกถึงอะไร ๆ มันก็มีถึงที่สุดในตัวตน ในตัวคน ในตัวเรา ในคนเรามีการเกิดขึ้นอย่างนี้ มีการปรุง ปรุงแต่ง ปรุงแต่ง ปรับปรุง ปรุงแต่งกันอย่างนี้ จนกระทั่งมาเป็นตัวเราในบัดนี้ มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ไวต่อความรู้สึกคิดนึก ปรุงแต่งเป็นกิเลสได้เหมือนกับสายฟ้าแลบ ก็ควรจะรู้เรื่องนี้ด้วยการศึกษา ศึกษาด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ศึกษาทางศีลโดยสรุปความ
แล้วก็มีความเป็นอยู่ที่ถูกต้อง สำหรับจะมีจิตถูกต้อง จะมีสมาธิถูกต้อง มีสมาธิศึกษา มีจิตถูกต้อง มีปัญญาถูกต้อง สำหรับจะศึกษา สอดส่องดูลงไปในระยะที่กล่าวมาแล้ว มีปัญญาเพียงพอแล้วก็มองเห็นสิ่งเหล่านี้อย่างที่ว่ามา ปัญญาที่ได้มาอบรมมาดี เพียงพอแล้วก็ได้เห็นซึ่งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เห็นเรื่องรูป เสียง กลิ่น รส
............... กรรมารมณ์ เห็นเรื่องมาถึงกันเข้าแล้วเกิดวิญญาณ เมื่อวิญญาณทำหน้าที่อยู่ก็เรียกว่า ถักษะ ครั้นมีถักษะแล้วก็มีเวทนา เห็นด้วยปัญญา เห็นด้วยปัญญาทุกขั้นตอน เกิดเวทนาแล้วจะเกิดปัญญาหรือสังขาล หรือว่าเกิดปัญญาแล้วก็จะเกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ เป็นภพ เป็นชาติไป ก็แล้วแต่จะมอง ทุกวันนี้ให้มองหมดดั่งที่กล่าวนี้ ถ้ามองเป็นขันธ์ 5 แค่ 5 อย่าง ก็อาจจะเห็นเป็นขันธ์ 5 ถ้ามองเป็นสาย เป็นปฏิจักษุบาท เป็น 11 อย่าง 12 อย่าง มันก็เป็นปฏิจักษุบาท มีรายละเอียดตามเรื่องนั้น ๆ ซึ่งจะหามาศึกษาดูได้ 
ในวันนี้เพียงแต่บอกให้รู้ว่ามันเป็นอย่างนี้ มันมีหลักการ หลักเกณฑ์อย่างนี้ ถ้าเราศึกษารู้ความจริงอันนี้ หรือธรรมชาติอันนี้ แล้วก็ควบคุมไว้ได้ แล้วก็ควบคุมไว้ได้จนไม่เกิดกิเลส กิเลสมันก็หมด ก็ได้รับปริญญา ปริญญาของพระพุทธเจ้า ปริญญามี 3 อย่าง ปริญญาคือความสิ้นแห่งราคะ ปริญญาคือความสิ้นแห่งโทสะ ปริญญาคือความสิ้นแห่งโมหะ เรื่องมันก็จบ ตั้งต้นด้วยความโง่ ความไม่รู้อะไร ได้รับอารมณ์แล้วก็ปรุงแต่งเป็นกิเลส เกิดกิเลสเป็นทุกข์ทรมานอยู่เป็นเวลานาน เป็นระยะยาว จนกว่าจะโชคดี รู้สึกคิดนึกได้ ได้ยินได้ฟังคำสอนของพระอริยเจ้า เอามาศึกษา เอามาปฏิบัติ รู้เรื่องนี้โดยแท้จริงแล้วควบคุมไว้ได้แล้วมันก็เปลี่ยน
นี่แหละมีการเปลี่ยน เปลี่ยนจากการที่จะไหลไปหาความทุกข์ มันจะหยุดที่จะไม่ไหลไปหาความทุกข์ นี่มันเป็นวิวัฒนาการทางจิตใจอันประณีต อันละเอียด อันสุขุมอย่างยิ่ง ถ้าได้พูดนี่เป็นเรื่องหัวใจของธรรมะล้วน ๆ เรื่องปลีกย่อยทั้งหลายไม่ได้เอามาพูด พูดแต่เรื่องที่มันเป็นหลักเกณฑ์ ที่เป็นชิ้น เป็นอันอย่างยิ่ง ว่ากันเป็นอย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้ ถ้าจะศึกษาพุทธศาสนาหรือพระธรรมในพุทธศาสนา แล้วก็ต้องศึกษาเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สิ่งแรกที่จะต้องศึกษา ศึกษาถึงรูป เสียง กลิ่น รส
................ อารมณ์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 อย่างนี้อยู่ข้างในตัวเรา ส่วนรูป เสียง กลิ่น รส ประทะ อารมณ์ อยู่ข้างนอกตัวเรา ทีนี้มันเป็นคู่ ๆ กัน จับคู่กันทีไรแล้วมันมีเรื่อง เช่น ตาจับคู่กับรูป เกิดวิญญาณ เกิดถักษะ เกิดเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทานและเป็นทุกข์ เสียงจับคู่กันกับหู เกิดวิญญาณ เกิดถักษะ เกิดเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทานและเป็นทุกข์ กลิ่นจับคู่กับจมูก เกิดวิญญาณ เกิดถักษะ เกิดเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทานและเป็นทุกข์ รสจับคู่กันกับลิ้น เกิดวิญญาณ เกิดถักษะ เกิดเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทานและเป็นทุกข์ กาย ผิวกายที่เต็มไปด้วยระบบประสาทนี่จับคู่กันกับสิ่งที่มากระทบกาย เกิดวิญญาณ เกิดถักษะ เกิดเวทนา เกิดตัณหา เกิดอุปาทานและเป็นทุกข์ ทีนี้ใจมันมาทีหลัง หลังจากที่มันได้รู้สึกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายมากพอแล้ว เป็นอารมณ์ในอดีต เอามาเป็นอารมณ์ของใจ เช่น เวทนาต่าง ๆ ที่เคยสัมผัสรู้สึกมาแล้วแต่ต้น นี้มันเป็นอารมณ์ของมโนวิญญาณ หรือ ถักษะทางมโน มีเวทนา มีตัณหา มีอุปาทาน แล้วก็เป็นทุกข์ ในเรื่องมันมีอยู่อย่างนี้
แล้วก็มีเพียงเท่านี้ด้วย เรื่องจริง เรื่องแท้ เรื่องสำคัญที่สุดของธรรมะมีเพียงเท่านี้ ในเรื่องปลีก เรื่องฝอย เรื่องย่อย พูดให้มันมากเรื่องไป ก็เป็นภูเขาเหล่ากา จะไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าพูดเรื่องนรก เรื่องสวรรค์ เรื่องตายเกิด ตามไม่เกิด เกิดเป็นอะไร เกิดเป็นยังไง เรื่องกรรม เรื่องอะไรมากมาย มันไม่ต้อง ถ้าว่าจะดับทุกข์แล้วก็มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญาเพียงพอ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ อายตนะภายใน เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็อายตนะภายนอก รูป เสียง กลิ่น รส
........... อารมณ์ เกิดวิญญาณ เกิดถักษะ ตอนนี้มีสติ มีปัญญา โดยสตินำมาอย่างถูกต้อง ได้รับเวทนาแล้วก็ไม่จูงเป็นปัญหาใด ๆ ก็ไม่เกิดอุปาทานและไมเกิดทุกข์ เรื่องมันก็มีเท่านี้ ทีนี้เรามาสอนกันในเรื่องปลีกย่อย เรื่องฝอยมากเกินไป จนไม่ได้มารู้เรื่องหัวใจหรือเรื่องแท้จริงนี้ ศึกษาพระพุทธศาสนามาจนแก่จะเข้าโรงอยู่แล้ว ก็ยังไม่รู้เรื่องอันแท้จริงของธรรมะที่แท้จริง ของพุทธศาสนาที่แท้จริง ตัวอย่างเช่นว่า อยากจะทำบุญให้ทาน อยากไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ในวิมาน แล้วก็หารู้ไม่ว่า ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ในวิมานนั่นนะ มันก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้สัมผัสอารมณ์ ได้รู้สึกต่ออารมณ์แล้วก็เป็นทุกข์ เกิดกิเลสตัณหาเช่นเดียวกันนี้
นี่มันเสียเวลาอย่างนี้นะ ไม่เจาะจงลงไปที่เราจะดับทุกข์ยังไง อ้อมค้อมไปว่าจะมีความสุขสนุกสนานเบิกบานบันเทิงอย่างไรในสวรรค์ชั้นนั้น ในสวรรค์ชั้นนี้ ในพรหมโลกชั้นนั้น ในพรหมโลกชั้นนี้ ซึ่งเขาก็ว่าดี ดี แต่เรื่องเสียเวลานั้น ได้เนิ่นช้าแก่การจะดับทุกข์ ดังนั้นวันนี้จึงพูดแต่เพียงว่า ศึกษาแล้วก็รับปริญญา อย่าให้เรื่องมันมากไปกว่า 2 เรื่องนี้ ศึกษาซึ่งตนเอง ดูตนเอง แล้วก็เห็นซึ่งตนเอง โดยตนเอง เพื่อตนเอง รู้เรื่องที่เป็นตนเองทั้งภายในทุกอย่าง ทุกประการแล้ว ก็รู้จักควบคุมไม่ให้เกิดกิเลส ไม่เกิดกิเลสก็ไม่เกิดทุกข์ ไม่เกิดกิเลส จนกิเลสหมดสิ้นไปทั้งกิเลสและทั้งความเคยชินของกิเลส เหมือนกับได้รับปริญญา เป็นผู้สิ้นราคะ เป็นผู้สิ้นโทสะ เป็นผู้สิ้นโมหะ นี่ปริญญา เรื่องมันมีอยู่เท่านี้
แล้วเป็นอันว่า วันนี้ได้พูดเรื่อง สรุปให้มันสั้นที่สุดของเรื่องทั้งหมด ทั้ง 84,000 ขันธ์ กี่ปีเมื่อไหร่ถึงจะหมด ไม่รู้จักจบหรอก ไม่รู้จักจบมันก็พูดอย่างนี้แหละ พูดกันชั่วโมงเดียวก็จบ เห็นมั้ย เอาล่ะ เป็นอันว่า ขอให้กำหนด จดจำไอเรื่องที่เป็นหลัก เป็นเกณฑ์ เป็นความลับของธรรมชาติ แล้วก็มีอยู่เพียงเท่านี้ รู้เรื่องการปรุงแต่งในภายใน ที่ตั้งต้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้เกิดกิเลสและความทุกข์ ทีนี้ก็รู้จักทำให้มันเกิดสติปัญญา มัวแต่กระทบกันกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ควบคุมไว้ให้ได้ แล้วไม่เกิดกิเลส ไม่เกิดเป็นทุกข์ เรื่องมันจบ ขอให้ทุกคนกำหนด จดจำ ไอเรื่องที่เป็นหัวใจของเรื่อง หัวใจของเรื่องคือ หัวใจล้วน ๆ ไม่มีฝอย
............. มันมีเพียงเท่านี้ แล้วก็พยายามทำ ปฏิบัติให้ได้ตามหลักเกณฑ์อันนั้น ควบคุมกิเลสไม่ให้เกิด ก็ไม่มีอนุสัย สำหรับจะเกิดกิเลสต่อไปข้างหน้า หรือว่าถ้ามันมีกิเลส มีอนุสัยมาแล้วตั้งแต่เล็ก เพราะเราไม่รู้เรื่องอะไร ตั้งแต่เล็กมันมีแล้ว ต่อไปนี้ก็ควบคุม อย่าให้เกิดกิเลส โลภะก็ดี โทสะก็ดี โมหะก็ดี อย่าให้เกิดกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วมันจะลดอนุสัยที่สะสมมาไว้แต่แรกเกิด นี่เรียกว่าอนุสัยมีแล้ว มากพออยู่แล้วในสันดาน อาสวะไหลออกมาอยู่เรื่อย ๆ ทีนี้มาตั้งต้นว่าจะระวังไม่ให้เกิดกิเลสเมื่อมันควรจะเกิด
ระวังได้ทีหนึ่งมันก็ลดอนุสัยได้หน่วยหนึ่ง ระวังไม่โลภทีหนึ่งก็ลดราคานุสัยได้หน่วยหนึ่ง ระวังไม่ให้โกรธทีหนึ่งก็ลดปฏิทานุสัยได้หน่วยหนึ่ง ระวังไม่ให้โง่หลงทีหนึ่งมันก็ลดอวิชชานุสัยได้หน่วยหนึ่ง มันก็ลด ๆ ๆ ๆ จนกระทั่งว่ามันหมด รับปริญญา ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถึงกับรับปริญญา มันก็ยังเป็นผลดี คือ มีความทุกข์น้อยกว่าธรรมดา มันไม่ทุกข์มากเต็มที่เหมือนกับที่ว่าไม่มีการประพฤติ ไม่มีการศึกษา ไม่มีการรู้จักควบคุมเอาซะเลย เอาล่ะเป็นอันว่าคงจะเข้าใจเรื่องการศึกษาและผลสุดท้ายคือการรับปริญญาของพระพุทธเจ้าตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา จำเอาไป แต่สำหรับเครื่องกำหนด กฎหมาย ใช้เป็นหลักสำหรับประพฤติปฏิบัติอยู่ตามสมควรแก่อรรถภาพของตน ของตน มันจะมีผลคือ ลดความทุกข์ ลดกิเลส แล้วก็ลดความทุกข์
ถ้าตั้งใจทำ ตั้งใจทำให้มันจริง ๆ ถึงที่สุด มันก็ถึงที่ว่าสิ้นกิเลส สิ้นความทุกข์โดยประการทั้งปวงได้ เป็นยอดสูตร ถ้ายังไม่ถึงยอดสูตรก็ยังมีกิเลสและความทุกข์น้อยมาก น้อยจนไม่ค่อยจะมีเนื้อหาอะไร การบรรยายนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว หวังว่าจะจดจำเอาไปเป็นเงื่อนต้น เป็นเงื่อนต้น เพื่อศึกษาให้ ย้ายออกไปกันครบถ้วน สิ้นเชิง


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |