คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35245" type="text/javascript"></script>
การสังคมคืออะไร
แด่ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลายในการบรรยายประจำวันเสาร์เป็นครั้งที่3 แห่งภาค วิสาขบูชาในวันนี้นั้นอาตมาก็จะได้กล่าวเรื่องอะไรเป็นอะไรในทัศนะของพุทธบริษัทต่อไปตามเดิมในวันนี้จะได้กล่าวในข้อว่า
ผู้เขียน: ท่านพุทธทาส ชมแล้ว: 27,352 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 20 February 2008, 12:44 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 29 February 2008, 9:54 am
สารบัญ

หน้าที่ 1 - ทัศนะของพุทธบริษัท

  การสังคม  ในครั้งที่1 ได้กล่าวถึงการศึกษาว่าเป็นอะไรในทัศนะของพุทธบริษัท  ในครั้งที่ 2 ได้กล่าวถึงการงานว่าเป็นอะไรฐานะในทัศนะของพุทธบริษัท  ท่านทั้งหลายต้องสนใจในคำที่ว่าในทัศนะของพุทธบริษัท หมายความว่า เราจะมองดูสิ่งนั้นๆตามทัศนะของพระพุทธศาสนาซึ่งพุทธบริษัทได้พากันถือเป็นหลักอยู่  ส่วนพวกอื่นหรือทัศนะของพวกอื่นจะเป็นอย่างไรนั้นก็ตามใจเขา เราจะต้องรู้ตามพุทธบริษัทเพื่อให้สำเร็จประโยชน์ตามที่พุทธบริษัทต้องการอย่างครั้งที่ 1 ได้พูดถึงการศึกษาว่าการศึกษาคืออะไรในทัศนะของพุทธบริษัทในครั้งนั้นก็สรุปใจความได้ว่า คือสิ่งที่ทำความก้าวหน้าอย่างถูกต้อง



เพื่อมนุษย์ได้สิ่งที่ดีที่สุดในทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา  ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ามีคนหลายพวกให้ความหมายของการศึกษาไว้เป็นอย่างอื่นกระทั่งว่าการศึกษานี้เพื่อประชาธิปไตยอย่างนี้เป็นต้น  และก็เห็นกันอยู่แล้วว่าการศึกษาในความหมายอย่างนั้นได้ทำให้เกิดอะไรขึ้นมาในโลกนี้  การศึกษาที่ไม่มีจุดมหมายไปที่สิ่งที่ควรจะเป็นจุดหมายจะทำให้ประชาชนผู้ได้รับการศึกษานั้นๆเป็นอย่างไรดังนี้เป็นต้นเราต้องการให้การศึกษาเป็นสิ่งที่ทำชีวิตนี้ให้ก้าวหน้าจนเต็มตามความหมายของคำว่าชีวิตซึ่งแสดงอยู่แล้วในตัวว่าเป็นมนุษยือย่างเต็มตามความหมายของคำว่ามนุษย์ได้ด้วยการศึกษานั้นเอง ที่เรียกว่ามองตามทัศนะของพุทธบริษัท



 ในเรื่องที่ 2 คือ เรื่องการงานเราก็มองตามทัศนะของพุทธบริษัทมองเห็นว่าการงานนั้นเป็นตัวความก้าวหน้าในทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการของมนุษย์เรามนุษย์เรามีความก้าวหน้าเป็นสู่จุดหมายของการเป็นมนุษย์ด้วยสิ่งที่เรียกว่าการงานดังนั้นจึงเป็นสิ่งสูงสุดเป็นสิ่งที่ถ้าพูดตามโวหารธรรมดาอีกอย่างหนึ่งก็จะพูดว่าเป็นสิ่งที่น่ารักน่าพอใจที่สุดไม่ควรจะผิดพริ้ว หรือเห็นเป็นการงานน่าเบื่อหน่ายพุทธบริษัทที่มีธรรมะตามแบบของพุทธบริษัทจะมองเห็นการงานเป็นการปฏิบัติธรรมมะอยู่ในตัวการงานที่สูงสุดเท่าไร ยิ่งมีธรรมะสูงสุดอย่างนั้นและมีธรรมมะครบถ้วนมากยิ่งๆขึ้นไป จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความเป็นมนุษย์ นี่ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเรามองอะไรในทัศนะของพุทธบริษัทนั้น มันต่างจากการมองคนอื่นอย่างไรดังนี้เป็นต้น ณ บัดนี้ เราจะได้พูดกันถึง สิ่งที่เรียกกันว่า สังคม ต่อไป และเป็นการมองตามทัศนะของพุทธบริษัทอีกอย่างเดียวกัน ท่านทั้งหลายรู้จักคำว่า การศึกษา และรู้จักคำว่า การงาน และรู้จักคำว่าการสังคมมาแล้วไม่มากก็น้อยและจะมองเห็นว่าเป็นคำธรรมดาสามัญที่เราใช้พูดกันอยู่ทั่วไป



 แต่มันยังมีปัญหาอยู่ว่าเราเข้าใจสิ่งเหล่านั้นเต็มตามความหมายของคำคำนั้นหรือแล้วหรือยังเราได้ใช้สิ่งเหล่านั้นให้แก่ความเป็นมนุษย์ของมนุษย์ที่สุดแล้วหรือยังเมื่อเรายังไม่ได้รับประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นอย่างเต็มที่มันก็ไม่ต้องโทษใครนอกจากจะโทษความไม่รู้ ไม่เข้าใจของตนของตนนั้นเองโดยเฉพาะพุทธบริษัทยังมีลู่ทางที่ลึกซึ้งตามความหมายของคำว่าพุทธบริษัทซึ่งแปลว่า สังคมของบุคคลผู้รู้บริษัทก็แปลว่า พวกที่นั่งกันอยู่รอบๆอุดมคติย่างเดียวกันตามตัวหนังสือนั้นเรียกว่าบริษัทแปลว่านั่งกันเป็นวงรอบๆ รอบอะไรรอบสิ่งที่ตนชอบจึงถือว่าเป็นสิ่งสูงสุดในลักษณะที่เป็นอุดมคติเมื่อเรารวมกันถืออุดมคติอย่างไรอย่างหนึ่งรวมกันก็เรียกคนกลุ่มนั้นว่าเป็นบริษัท  เดี๋ยวนี้เรามีพระพุทธเจ้าเป็นอุดมคติเหมือนตัวเรานั่งแวดล้อมองค์พระพุทธเจ้าอยู่จึงเรียกตัวเราเองว่าเป็นพุทธบริษัท  พระพุทธเจ้าเป็นคนผู้ที่ประกอบไปด้วย ปัญญา ทรงทราบทุกสิ่งทั้งปวงที่เป็นจริง  แล้วก็ทรงสอนบริษัทให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องต่อสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นตามที่เป็นจริงจึงได้เว้นจากโทษและได้รับประโยชน์ตามที่ควรจะได้รับมากถึงที่สุดอย่างไรเดี๋ยวเราจะมองกันลงไปถึงสิ่งที่เรียกว่าการสังคม ซึ่งจะให้พูดอย่างภาษาธรรมดาๆก็เรียกว่า การคบหาสมาคม ในฐานะที่เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์เช่นเดียวกับสิ่งที่เรียกว่า การศึกษา และการงานเป็นต้นเราจะมองดูตามตัวหนังสือหรือตามตัวพยัญชนะก่อนคำว่า สังคม ที่เป็นภาษาบาลีตามตัวหนังสือก็แปลว่า ไปด้วยกัน ถ้า ถือว่ามาจากคำว่า สมาคม ก็แปลว่า มาร่วมกัน มารวมหัวกัน คิดตามตัวหนังสือ



 ถ้าถือความหมายของตัวหนังสือนั้นๆก็หมายความถึงการที่เกี่ยวข้องกัน หรืความสัมพันธ์กันนั้นเอง  บางที่เราก็เรียกว่า สหาย ซึ่งแปลว่า ไปด้วยกัน หรือเรียกว่า มิตรภาพ ภาวะแห่งการเป็นมิตรนี่คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า สังคม หรือสมาคม เมื่อท่านทั้งหลายได้ยินคำว่าเกี่ยวข้องกันหรือมาด้วยกันไปด้วยกัน กระทำร่วมกัน ก็ย่อมจะมองเห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ได้กระทำกันอยู่ เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องรับรู้คือต้องทำและต้องทำให้ถูกต้องและสมบูรณ์ถ้าไม่มีการกระทำก็เป็นการขัดขวางต่อความเป็นอยู่หรือความเป็นไปของมนุษย์เราเมื่อต้องทำก็ต้องทำให้ถูกต้องตามความจริงหรือตามสัจธรรมของคำคำนี้และไม่เพียงแต่บางส่วนจะต้องทำให้ถูกต้องจนสมบูรณ์ด้วย



ดังนั้นเราควรจะเข้าใจเรื่องนี้ให้ครบถ้วนให้สมบูรณ์แต่ความหมายทั้งหมดตามที่ทราบและตามที่ควรจะทำได้อย่างไรถ้าพูดกันในฐานะที่เป็นสัจธรรมก็จะพูดได้ว่าการสังคมกันนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์จะหลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นสิ่งที่จะต้องทำเพื่อความอยู่เป็นผาสุกมีความเจริญยิ่งๆขึ้นไปของหมู่มนุษย์นั้นเองแต่ถ้าพูดในฐานะที่เป็นธรรมสัจจะก็พูดถึงกริยาอาการที่จะต้องทำคือจะทำอย่างไรถึงจะต้องได้ประโยชน์ตามความหมายที่จะทำนั้นๆว่ามันเป็นสิ่งที่จะต้องทำและก็จะทำอย่างไรจึงจะได้รับผลตามความมุ่งหมายอันนั้นในที่นี่เราจะมองดูตัวการคบหาสมาคมด้วยการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างนี้ว่ามีความจำเป็นสำหรับมนุษย์เราอย่างไร



ข้อนี้ควรจะดูให้ลึกซึ้งลงไปถึงธรรมชาติอันสูงสุด และแม้แต่ธรรมชาติอันสูงสุดก็มีความหมายแห่งการเกี่ยวข้องกัน หรือที่เรียกว่า สังคมกันคือเป็นไปด้วยกันหรือมาด้วยกันตามความหมายของคำนั้นๆที่ว่าธรรมชาติอันสูงสุดนี้ก็อยากจะให้ดูให้ดีถึงส่วนใหญ่ที่สุดก่อนที่เรียกกันว่าระบบจักรวาลหนึ่งๆซึ่งมีดวงอาทิตย์เป็นประธานและก็มีดวงดาวฤกษ์ต่างๆแวดล้อมดวงอาทิตย์อยู่ได้พระเคราะห์ต่างๆแวดล้อมดวงอาทิตย์อยู่เป็นดวงจันทร์โลกนี้ดาวพฤหัส ดาวอังคาร ดาวพระพุธ ดาวอะไรก็ตามซึ่งได้ยู่กันเป็นระบบต่อไปด้วยกัน ผูกพันกันอยู่ด้วยอำนาจของอะไรก็เหลือที่จะมองเห็นหรือเข้าใจได้อย่างง่ายๆจึงได้พูดว่าด้วยอำนาจดึงดูดของกันและกันมีดวงอาทิตย์นั้นเป็นประธานทำให้ดาวพระเคราะห์เหล่านั้นอยู่รอบๆดวงอาทิตย์เป็นกลุ่มหนึ่งเหมือนครอบครัวหนึ่งไม่เคยทอดทิ้งจากกันเลยและยังมีการสัมพันธ์กันยิ่งไปกว่านั้นก็คือระหว่างจักรวาลโดยถือว่าสุริยะจักรวาลนี้มีมากอยู่กันเป็นระเบียบอย่างนี้จนเขียนเป็นแผนที่ลงไปได้เลยว่ามีระบบไหนอยู่กันอย่างไรเป็นการสัมพันธ์กันอย่างน่าประหลาดด้วยอำนาจของอะไรก็บอกไม่ได้ใครถือพระเจ้าก็บอกอำนาจของพระเจ้า   ถ้าถือธรรมชาติเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็บอกเป็นอำนาจของธรรมชาตินั่นเองส่วนเราพุทธบริษัทนี้ก็บอกว่าเป็นไปตามธรรมชาติของกฎของธรรมที่เรียกว่าอริยะศันตาเป็นต้น เป็นประธานด้วยอำนาจของกฎ อริยะศันตา ทำให้สิ่งทั้งหลายนั้นเป็นอยู่และเป็นไปในลักษณะอย่างนี้เมื่อมองดูการสังคมหรือสมาคมกันของดวงดาวทั้งหลายในสุริยะจักรวาลกลุ่มๆหนึ่งแล้วก็เป็นของน่าอัศจรรย์หรือประมาณมีอำนาจเหนือประมาณจึงทำให้มองถึงสืบไปได้การสัมพันธ์สืบข้องกันอย่างนี้เป็นเจตนารมณ์ของธรรมชาติ



แม้ว่า จะไม่มีความรู้สึกคิดนึกแต่ก็มีอำนาจอันใดอันหนึ่งซึ่งทำให้เกี่ยวข้องกันสัมพันธ์กันในลักษณะสังคมกันเป็นอำนาจอันเฉียบขาดของธรรมชาติและเราจะหลีกเลี่ยงอำนาจอันนี้ได้อย่างไรสัตว์ทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในโลกที่เป็นส่วนน้อยๆที่หมุนอยู่รอบดวงอาทิตย์สังคมอยู่กับดวงอาทิตย์ในลักษณะอย่างนี้เราจะต้องมีกฎเกณฑ์อันเดียวกันนั้นคือการสังคมกันเกี่ยวข้องระหว่างสิ่งที่สังคมกันทั้งในส่วนใหญ่ส่วนย่อยทั้งในส่วนภายในและภายนอกทั้งโดยร่างกายและจิตใจซึ่งถือเสียได้ว่าเราไม่สามารถจะละเว้นกันได้เกี่ยวข้องกันหรือการสังคมนั้นได้ในชั้นแรกนี้ก็ให้ถือได้ว่าการที่จะเกี่ยวข้องกันสังคมกันนั้นเป็นกฎของธรรมชาติอันเด็ดขาดซึ่งจะไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้จึงได้แต่การตั้งหน้าศึกษาความรู้ความเข้าใจให้สำเร็จประโยชน์ในส่วนที่เป็นธรรมสัจจะคือการจะสังคมกันได้อย่างไร



ต่อไปที่นี่จะดูให้เข้าอาตมาในหมู่มนุษย์ในโลกนี้เราจะเห็นได้ว่าการสังคมนั้นเป็นสิ่งที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้และการสังคมกันนั้นเองที่ทำให้ต้องเกิดระบบหรือระเบียบเกี่ยวกับการสังคมเช่นระบบการเมืองเป็นต้นนี้ก็มีขึ้นมาเพื่อการที่มนุษย์จะได้สังคมกันอย่างมีประโยชน์ที่เป็นภายในประเทศหนึ่งๆก็ดีเกี่ยวข้องระหว่างประเทศนอกประเทศก็มีหรือจะต้องเกี่ยวข้องกันไปทั้งโลกก็ดีอย่างนี้ก็มีถ้าทำถูกก็ดีไปถ้าทำผิดก็เกิดผลร้ายมนุษย์กลัวเกิดผลร้ายจึงทำให้มีความถูกต้องในระบบการเมืองอย่างทีใครๆก็เห็นกันอยู่ว่าเรื่องของการเมืองนี้พ้นไปจากเรื่องของสังคมตามจะเป็นสังคมเรื่องสังคมใหญ่จึงเห็นได้ว่าการสังคมกันก็เป็นต้นตอของระบบการเมืองเป็นเหตุให้มีระบบการเมืองขึ้นมาสำหรับถือปฏิบัติกันในหมู่ชนนั้นๆที่ถ้าจะมองดูกันตามแง่ของศาสนาในทางศาสนาก็มีบทบัญญัติมากมายหลายอย่างหลายประการด้วยกันทุกศาสนาที่ให้สังคมอยู่กันเป็นผาสุก



ขอให้พยายามศึกษาศาสนาอื่นดูบ้าง ไมควรแต่จะศึกษาแต่พระพุทธ ศาสนาของเราเอง ถ้าอย่างนั้นก็จะพบแต่อย่างหนึ่งว่า ศาสนาเกิดขึ้นมาในโลกนี้ก็เพราะสังคมในที่นั้นๆ ปั่นป่วนไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสงบสุขทั้งทางกายและทางจิตใจคือไม่เอื้อเฟื่อเผื่อแผ่สังเคราะห์กันรักใคร่กัน ไม่มีเมตตากรุณากัน พระศาสดาจึงเป็นผู้ให้กำเนิดศาสนานั้นๆ จึงได้บัญญัติบทธรรมะของศาสนาขึ้นเมื่อประชาชนเหล่านั้นพวกยังโง่เขลาเกินไปบางศาสนาพระศาสดาจะต้องใช้อำนาจกำลัง บังคับประชาชนเหล่านั้น ให้รับเคารพบทบัญญัติเหล่านั้นเพื่อจุดที่แท้ก็เพื่อประโยชน์แก่สังคมนั้นนั่นเอง ขอให้มองเห็นและถือเป็นหลักได้ว่าพระศาสดาในทุกศาสนาไม่ได้ทำไปเพื่อประโยชน์ของตนเอง ไม่เพื่อสูบเลือดสังคมหรือประชาชน แต่กลับทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือสังคม   หากแต่ว่าถ้าความโง่ของประชาชนมีมากเกินไปก็ต้องบังคับกันบ้างในฝ่ายพระพุทธศาสนานี้ไม่มีความจำเป็นถึงอย่างนั้นได้แต่อาศัยการชี้ชวน การสั่งสอนให้มีแต่ความรู้สึกเมตตากรุณายินดีที่จะทำหน้าที่ ที่จะสงเคราะห์ซึ่งกันและกันสร้างสังคมให้อยู่กันเป็นผาสุกโดยให้อุดมคติสูง ต่ำต่างๆกัน แล้วแต่การตรัสรู้ของพระศาสดาองค์นั้นๆจะเห็นว่าจะว่างอุดมคติรวบยอดกับเรื่องนี้ไว้ว่าอย่างไรอย่างในพระพุทธศาสนาเรามีอุดมคติให้ลึกซึ้งถึงที่สุดว่าสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย



ล้วนแต่เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น ให้ขยายวงให้กว้างไกลออกไปถึงนอกวงของมนุษย์ไปถึงวงของสัตว์เดรัจฉาน ว่าเป็นสิ่งที่มีชีวิต ที่เป็นเพื่อน เกิด แก่เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เท่านั้นยังไม่พอให้ถือไกล ไปถึงว่า  แม้หญ้าบอนทั้งหลาย พฤกษาชาติทั้งหลาย ธรรมชาติทั้งหลายที่มีชีวิตก็ควรนับถือว่าเป็นสิ่งที่มีชีวิตเป็นสิ่งที่ควรจะถือว่าเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน บทบัญญัติจึงมีสำหรับ  ภิกษุ หรือ บรรพชิตนั้นๆ จะไม่ต้องทำลายพฤกษาชาติ



อย่างนี้ก็มี ทั้งนี้ก็จะเพื่อปลูกฝั่งอุดมคติที่มีสูงสุดที่ว่าที่มีชีวิตนี้มีเพื่อนกัน ให้มีความรู้สึกสังคมกันก็จะเป็นไปด้วยความไม่เบียดเบียนแต่จะเป็นไปเหมือนประพฤติปฏิบัติต่อกันและกันในฐานะที่เป็นมิตร ในที่สุดบทบัญญัติเหล่านี้ ก็มาอยู่ในรูปที่ปฏิบัติกันอยู่จนชิน จนเป็นวัฒนธรรมของมนุษย์ผู้มีการศึกษาดี มีการอบรมดี ถือหลักการไม่เบียดเบียนเป็นใหญ่ โดยให้ยอมรับโดยทั่วๆไปว่าเราจะอยู่คนเดียวตามลำพังไม่ได้ นี่แหละขอให้พิจารณาดูให้ดี ในข้อที่ว่าสิ่งที่มีชีวิตนี้มันอยู่ตามลำพังคนเดียวหรือตัวเดียวไม่ได้ มันมีอะไรอยู่หลายอย่างหลายประการที่ธรรมชาติกำหนดมาในตัวแล้วว่าจะต้องอาศัยซึ่งกันและกัน



แม้ที่สุดจะอยู่รอดด้วยการมีอาหารกินก็ยังต้องเนื่องอยู่ด้วยกันและกันในกรณีที่ตนเองไม่ช่วยตนเองได้ต้องมีผู้ช่วยเหลือด้วยความเห็นอกเห็นใจกันกิริยาอาการอย่างนี้สังเกตุได้แม้ในหมู่สัตว์เดรัจฉานมีความเป็นอยู่ที่รวมกันร่วมกันเป็นฝูงอย่างนี้มีความปลอดภัยกว่าที่จะแยกกันอยู่เหมือนกับช่วยกันระมัดระวังอันตรายช่วยกันป้องกันอันตราย ช่วยกันต่อสู้อันตราย จึงเกิดมีระบบสังคมต่างๆขึ้น แม้ระบบเดรัจฉานแม้แต่ต้นไม้นี้ก็เถิดถ้าเรามองดูสักนิดเราก็จะเห็นว่าการที่เราจะร่วมอยู่กันอยู่กลุ่มนั้นต้านทานอัตรายเช่นพายุเป็นต้นได้ดี หรือว่ามันจะเก็บความชื่นอาหารหรือน้ำได้ดีกว่าที่เป็นต้นโดดเดี่ยวไกลๆเราจึงเห็นป่าไม้หนาแน่นอยู่กันอย่างปลอดภัยอย่างเจริญงอกงามกว่าต้นไม้ที่จะอยู่ตามลำพังได้หรือโดดเดี่ยวอย่างนี้เรียกว่ามันรวมอยู่ในกฏเกณฑ์ที่เรียกว่า อยู่ตามลำพังคนเดี่ยวไม่ได้เกิดเป็นธรรมเนียมเกิดเป็นวัฒนธรรมประจำสิ่งที่มีชีวิตขึ้นมาเองกล่าวคือการสังคมกันนั้น



ถ้าจะมองดูให้ชัดลงไปอีกถึงระบบต่างๆที่สังคมกันนี้อย่างน้อยก็จะมองเห็นได้ว่าระบบแคบๆและระบบที่กว้างขวางการสังคมกันแต่ภายในครอบครัวอย่างนี้เรียกว่ามันแคบการสังคมนอกครอบครัวออกไปจนไม่มีขอบเขตอย่างนั้นเรียกว่ามันเป็นระบบที่กว้างขวางและมีความจำเป็นที่กระทำให้ถูกต้องด้วยกันทั้งนั้น ถ้าท่านทั้งหลายไม่เข้าใจความหมายของคำว่า สังคม  อาจจะไม่มองเห็นการไม่สัมพันธ์กันในครอบครัวก็เป็นการสังคม เพราะว่าภาษาไทยที่เราใช้กันอยู่นี้มันดิ้นได้หรือกำกวมถ้าจะเอาความหมายที่แน่นอนก็ถือว่าถ้ามันมากกว่าหนึ่งคนแล้วก็มีทางที่ใช้ว่าสังคมได้ สำหรับการกระทำต่อกันหมายความว่าถ้ามันมากกว่าหนึ่งคนแล้วก็มีโอกาสหรือลู่ทางที่สังคมถึงมีการสังคมกันได้แม้ในครอบครัว



 การที่ผู้หญิงกับผู้ชายจะสมรสแต่งงานกันก็เป็นจุดตั้งต้นของสังคมครอบครัวจะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องและจะต้องมีบุตรมีหลานเพิ่มจำนวนมากขึ้นก็เป็นสิ่งที่ต้องกระทำให้ถูกต้อง แม้พระพุทธองค์จะไม่ได้เป็นนักสังคมสงเคราะห์แต่ก็ทรงบัญญัติเกี่ยวกับธรรมะของสังคมในครอบครัวนี้ไว้อย่างละเอียดละออ ซึ่งท่านทั้งหลายก็เคยได้ยินได้ฟังมาเป็นอันว่าพระศาสดาที่สอนธรรมะสูงสุดเป็น โคตระ ก็ทรงชี้แจ้งเกี่ยวกับธรรมะขั้นพื้นฐานก็เกี่ยวกับสังคมทั่วไป



 สำหรับประชาชนเหล่านั้นได้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องเป็นพื้นฐานให้ได้เสียก่อน จึงจะมีความก้าวหน้าสูงขึ้นไป ในธรรมะที่เป็นระดับ โคตระ เราจะถือว่าอันนี้เป็นวัฒนธรรมพื้นฐานกล่าวคือการประพฤติต่อกันและกันให้ถูกต้องในทางสังคม ถึงจะดูต่อไปอีกสักหน่อยหนึ่งว่าขอบเขตของสังคมในหลายๆระดับนั้นมันมีอยู่อย่างไรตอนนี้ของให้ใจในที่กล่าวมาแล้วว่าแม้พืชอันพฤกษายังมีการสังคมสัตว์เดรัจฉานยังมีการสังคมคนหรือระบบมนุษย์นี้ก็มีระบบการสังคมที่ดีหรือสูงขึ้นไปกว่านั้นมาก



ถึงแม้ธรรมชาติทั้งหลายก็ยังมีการสังคมอย่างที่กล่าวถึงเป็นอันแรกว่าในระบบสุริยะจักรวาลหนึ่งๆดวงอาทิตย์และดาวพระเคราะห์ทั้งหลายอยู่กันอย่างสังคมไม่เคยแยกจากกันไม่เคยแวงการเกี่ยวข้องกันยังมีการสัมพันธ์กัน ในระหว่างดาวพระเคราะห์หนึ่งๆก็ยังมีระบบสังคมอย่างว่าดวงอาทิตย์มีต่อโลกอย่างไรหรือดวงจันทร์มีต่อโลกนี้อย่างไรดวงอาทิตย์เป็นตัวแม่ยกเว้นเสียก็ได้ตัวลูกๆอย่างดวงจันทร์กับโลกก็มีความสัมพันธ์กันอย่างไร



 ท่านทั้งหลายก็มีความประหลาดใจที่ความสัมพันธ์เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ จนเราสามารถว่างระบบปฏิทินได้เป็นการถาวรเป็นการล่วงหน้าและยังมีอิทธิพลต่อกันและกันถ้าว่าปราศจากซึ่งดวงจันทร์แล้วในโลกนี้ก็จะไม่มีน้ำขึ้นหรือน้ำลงดังนี้เป็นต้น หรือถ้าปราศจากอะไรบ้างอย่างแล้วก็จะไม่มีฤดูกาลอย่างนี้เป็นต้นมีความสำคัญต่อการเป็นอยู่หรือการรอดอยู่ได้ของสิ่งเหล่านี้ก็คือการสัมพันธ์อย่างถูกต้องของธรรมชาตินั้นเอง



สรุปใจความว่าแม้แต่ธรรมชาติเองแท้ๆก็ต้องสัมพันธ์กัน คนก็ต้องสัมพันธ์กัน สัตว์ก็ยังจะต้องสัมพันธ์กัน พืชพรรณพฤกษาก็ยังต้องสัมพันธ์กัน การที่จะต้องสัมพันธ์กันเราจึงเรียกว่า สังคม หรือการคบหาสมาคม ก็เลยมีการต่อเนื่องกันรายละเอียดทั้งหมดนี้บอกให้ถึงสัจธรรมคือความจริงหรือบอกเป็นกฎเกณฑ์เป็นหลักที่มีอยู่ในสิ่งเหล่านี้ที่ก็จะบอกดูกันในสิ่งที่เป็นธรรมสัจจะคือการประพฤติที่จะต้องกระทำกันต่อไปเมื่อมีกฎเกณฑ์อันตายตัวให้ถูกต้องมันก็มีความถูกต้องกันอย่างไรความถูกต้องนี้เป็นสิ่งที่ถกเถียงกันนักในหมู่นักภาษาศาสตร์หรือนักปรัชญาจนไม่รู้จะเอาความถูกต้องที่ไหนมีเหตุผลทางตรรกษะก็ดี ทางนะยะหรือทางปรัชญาก็ดีล้วนแต่ค้านได้ ส่วนพุทธบริษัทเราจะถือทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักคือการแสดงความมีประโยชน์เห็นได้ชัดว่านี้คือความถูกต้อง ประโยชน์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อตนเองหรือประโยชน์ต่อผู้อื่นหรือประโยชน์ทั้งสองฝ่ายก็ตาม



ถ้าสิ่งใดทำเกิดประโยชน์การกระทำนั้นเรียกว่าถูกต้องไม่ต้องพิสูจน์ทางกรรตะวิทยาหรือปรัชญาให้เสียเวลาหรือการตายตัวลงไปว่ามีความเป็นประโยชน์ก็ถือว่าถูกต้อง ใครต้องประพฤติให้มันถูกต้องและสำเร็จประโยชน์ในการสังคมกันของมนุษย์นั้น การที่จะประพฤติให้สำเร็จประโยชน์การสังคมกัน ข้อแรกที่สุดให้ระลึกถึงอุดมคติของพุทธบริษัทข้อแรกหรือข้อใหญ่ที่สุดกว้างขว้างที่สุดถือหลักเกณฑ์ที่ว่าถือว่ามนุษย์ สัตว์ทั้งหลายที่เกิดแก่ เจ็บตาย เป็นเพื่อนกันทั้งสิ้นเดี๋ยวนี้เราจะเห็นว่ากันอย่างนั้นคือไม่ถือตามศาสนาต่างๆที่เคยสั่งสอนไว้ว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นบางศาสนาก็ใช้คำว่า เป็นพี่น้องกันเหมือนกับว่าเกิดมากับบิดามารดาเดียวกันในพุทธศาสนาเราให้ความหมายเป็น เพื่อน



ในฐานะที่เป็นเพื่อนที่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีการปรุงแต่งมาตามกฎเกณฑ์แห่งพิริยะปัตตา  ด้วยกันเป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ ด้วยกายด้วยกันเพราะต้องเป็นอย่างเดียวกันเพราะมีปัญหาเหมือนกันจึงไม่มีจิตใจที่จะเบียดเบียนกันหรือทำลายกันมีแต่จะช่วยกันดังนี้ทุกศาสนาก็สอนให้มีความหมายอย่างนี้โลกสมัยหนึ่งก็เคยยึดหลักเกณฑ์ดังนี้



 ในสมัยนั้นคนในโลกมีความเห็นแก่ตัวน้อย เพราะสิ่งที่มายั่วให้ชั่วก็มีน้อยเดี๋ยวนี้และโลกนี้มีสิ่งที่ยั่วให้คนเห็นแก่ตัวมากยิ่งขึ้นจนเกินประมาณ สิ่งที่ยั่วให้เห็นแก่ตัวนั้นก็คือสิ่งที่ให้ความเอร็ดอร่อยเป็นสุขเวทนาทางเนื้อทางหนังนั้นเอง สุขเวทนาทางเนื้อหนังครอบงำจิตใจคนผู้ใด บุคคลผู้นั้นก็จะเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นเท่านั้นยิ่งมีสิ่งที่ยั่วความสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังมาขึ้นเท่าไรก็จะยิ่งเพาะปลูกความเห็นแก่ตัวในจิตใจของคนเรามากขึ้นเท่านั้นนี่คือเหตุปัจจัยขั้นพื้นฐานที่ทำให้คนเห็นแก่ตัวมากเพิ่มขึ้นเรียกสั้นๆว่า สุขเวทนา ทางเนื้อหนังเป็นเครื่องสร้างความเห็นแก่ตัวเมื่อโลกยิ่งเจริญเท่าใด สิ่งปัจจัยเหล่านี้ขึ้นมาคนในโลกก็หลงใหลในเหตุปัจจัยนั้นก็เห็นแก่ตัวมากขึ้น ยิ่งมีคนจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งทำให้รู้สึกว่าตัวจะไม่ได้ จะไม่พอใช้ก็จะยิ่งแข่งขันกัน แย่งชิงกัน จนไม่มีเวลาจะนึกถึงผู้อื่น



 นึกถึงเรื่องของตัวก็ยังไม่พอยิ่งนึกถึงการแข่งขันขันแย่งชิงกันแล้วก็ยังไม่พอจึงไม่นึกถึงแก่ใคร จึงไม่มีเวลานึกถึงจิตใจของผู้อื่นจึงมีความเห็นแก่ตัวกันมากขึ้นของให้พิจารณาดูเถอะว่าการสังคมกันนั้นจะเป็นอย่างไรถ้าคนมีอายุซัก 70-80ปี ก็จะมองเห็นว่าเมื่อก่อนนี้มนุษย์จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันซักเท่าไรต่อเพื่อนบ้านเรือนเคียง แต่เดี๋ยวนี้มนุษย์ต่อเพื่อนบ้านเรือนเคียงกันซักกี่มากน้อยจะเห็นได้ชัดว่ามันแตกต่างกันมากเพียงชั่วอายุคน หรือทันตาเห็นของเพียงแค่ชั่วอายุคนเดียว พร้อมกันก็จะมองเห็นด้วยความเจริญก้าวหน้าตามแบบใหม่ที่ทำให้คนหลงใหลเอร็ดอร่อย สวยงามซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนาทางเนื้อหนังทำให้เกิดความรู้สึกไม่พอแก่ตนเองทั่วไปจึงไม่มีส่วนเหลือสำหรับไปช่วยผู้อื่นหรือเอื้อเฟื้อเจือจางผู้อื่น  ทำให้ความหมายของคำว่าเป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันนั้นสูญหายไปแทบหมดสิ้น เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยได้ยินได้ฟังคำว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่เหมือนกับสมัยบิดามารดาปู่ย่า ตายาย ที่จะได้ยินได้ฟังคำนี้บ่อยๆ นั้นแหละถือเป็นเครื่องวัดที่แน่นอนว่าสังคมได้เปลี่ยนไปอย่างไรโดยทางจิตใจ ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ว่าเราเป็นเพื่อนกัน ถือว่าเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตายด้วยกัน



 เดี๋ยวอยู่กันด้วยความรู้สึกที่ว่า ตัวใครตัวมันด้วยโอกาสให้ใครทำด้วยความพอใจตัวเองได้เต็มที่ในก็คือประชาธิปไตยอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกันนั่นแหละแต่ขอให้คิดให้ดีว่า ประชาธิปไตยสำหรับเอาเปรียบกันนั้นมันจะมีประโยชน์ต่อสังคมอย่างไรทำไมเราจึงไม่มีประชาธิปไตยขนาดที่เรียกว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิดแก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นแล้วประพฤติอนุโลมให้คล้ายกันอย่างนี้ ความเห็นแก่ตัวเป็นต้นเหตุของความทุกข์ในทุกๆประการ



ทุกๆความหมายทำตัวให้บุคคลนั้นต้องเป็นทุกข์ถึงที่สุดด้วย ให้เกิดกิเลสที่แผดเผาบุคคลนั้นนั่นเองเป็นข้อแรกก่อนแล้วก็จะกระทบกระเทือนออกไปถึงคนข้างเคียงทำให้ผู้อื่นต้องกลายเป็นทุกข์ด้วยท่านก็ไม่พยายามที่จะแก้ปัญหาด้วยการทำลายความเห็นแก่ตัวแต่ได้ให้มากให้ยิ่งๆขึ้นไปจึงไม่มีความประพฤติที่จะกระทำที่เหมาะสมที่มนุษย์จะได้มีการสังคมกันอย่างที่เรียกว่าเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย วิธีการที่ประพฤติปฏิบัติตามพระพุทธศาสนานั้นที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีอยู่ว่าถ้าเห็นว่าดีกว่าเราหรือเก่งกว่าเราสามารถกว่าเราก็ให้เคารพเชื่อฟังเค้าเอาแบบอย่างเค้า ไม่ต้องไปอิจฉาริษยาเค้า มีพวกหนึ่งถ้าเห็นว่าเลวกว่าเราต่ำกว่าเราหย่อนสมรรถภาพกว่าเราก็ให้ช่วยเหลือเค้า ให้สงสารเค้า อีกพวกหนึ่งถ้าเห็นว่าเสมอกันเท่าๆกันก็ควรจะรักใคร่กลมเกลียวกันในฐานะที่เป็นผู้เสมอกันถ้าเรียกสั้นๆว่าถ้าดีกว่าเราก็เคารพนับถือเค้า



 ถ้าเลวกว่าเราก็ช่วยเหลือเค้า ถ้าเสมอภาคกับเราก็เป็นเพื่อนกันนี้เป็นหลักธรรมะในพระพุทธศาสนาทีพระบรมศาสดาได้ตรัสไว้จึงเห็นได้ว่าเราไม่มีทางที่จะอิจฉาริษยาเราไม่มีทางที่จะเฉยเมยทอดทิ้งกัน ก็เลยประพฤติตามหลักเกณฑ์ที่ว่ามานั้น และก็จะสร้างสังคมอันใหม่ขึ้นมามีแต่มิตรสหายในส่วนเดียวไม่มีศัตรูมีแต่พวกผู้ที่ชอบช่วยเหลือซึ่งกันและกันสุดแต่สังคมนี้จะเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้ทั้งโลกเค้าขึ้นกันอย่างนี้หรือป่าวมีข้อที่ควรสังเกตอยู่ข้อหนึ่งคือคำๆหนึ่งซึ่งเป็นชื่อของพระพุทธเจ้าแห่งศาสนาที่จะมาถึงในอนาคตที่เรียกว่า พระศรีอริยเมตไตย คำว่า เมตไตย นั้นมีความหมายถึงความเป็นมิตร อริยเมตไตย คือความเป็นมิตรอย่างประเสริฐสูงสุด หมายความว่ามีความประเสริฐสูงสุด  ในทางความเป็นมิตรกันเมื่อศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ในมาถึงโลกนี้ก็คงมีลักษณะตามชื่อนั้นว่าการเป็นมิตรกันอย่างประเสริฐสูงสุดถึงสุดจึงเป็นเบื้องหน้าซึ่งก็ต่างกับสมัยปัจจุบันนี้ซึ่งมนุษย์ไม่มีความเป็นมิตรกันอย่างสูงสุด คือไม่ได้ถือความเป็นมิตรกันอย่างสูงสุดนั้นถึงจุดที่มุ่งหมาย ถ้าว่าการศึกษาและการอบรมหรือหน้าที่การงานที่เราประพฤติกระทำกันอยู่ไม่ได้เล้งถึงจุดหมายปลายทางอันนี้เลย



 ล้วนแต่สร้างการแข่งขันกันและกัน ถ้าเขาดีกว่าเราก็อิจฉาริษยากันจะทำร้ายเค้าเสีย ถ้าเขาอ่อนแอกว่าเราก็จะเอาเปรียบเขาทำนาบนศรีษะเขาด้วยซ้ำ ถ้าเสมอกันก็มุ่งหวังทำร้ายกันให้พ่ายแพ้กันไปเสีย ฝ่ายหนึ่งอย่าให้มาเป็นผู้ขัดขวางความประสงค์ของตน



 ทุกอย่างจึงเป็นไปด้วยความเบียดเบียนโดยส่วนเดียว ศาสนาสอน พระศรีอริยเมตไตย นั้น แสดงถึงความหมายของสังคมที่ขึ้นถึงความหมายสูงสุดของความเป็นมนุษย์คือ ความเมตตา ความอารีย์ ความรักใคร่กัน เป็นสังคมที่ประเสริฐที่สุด ซึ่งหวังกันอยู่อย่างนี้ด้วยกัน ทุกๆระบบของศาสนาในพระพุทธศาสนาก็มี พระศรีอริยเมตไตย ที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่ในศาสนาพรามณ์ หรือฮินดู ก็มีพระเจ้าอีกองค์หนึ่งมาในรูปแบบเดียวกัน ในศาสนาคริสเตียนก็มีพระศาสดาอีกองค์หนึ่งก็จะมาแต่พวกคริสเตียนถือกันว่าพระเยซูเป็นพระศาสดาองค์นั้น ตอนนี้ก็มีความสมจริงอยู่มาก เพราะพระเยซูก็ได้สอนธรรมะเกี่ยวกับเมตตากรุณานี้ถึงขนาดสูงสุด



แต่พวกยี่ก็ไม่ยอมรับเพื่อพระเยซูยังไม่ใช่ศาสดาองค์นั้นเขารอไปต่อก่อน ถ้าเรามองดูตามพระเยซูก็เป็นพระศาสดาที่อุบัติขึ้นเพื่อสอนความรักความเมตตาอย่างแท้จริงมีคำกล่าวของท่านเปรียบเทียบว่าเมื่อก่อนนี้เขาสอนกันว่าให้กระทำต่อศัตรูอย่างศัตรู ให้กระทำกับมิตรอย่างมิตร เดี๋ยวเราสอนว่าให้กระทำกับศัตรูอย่างมิตรคือไม่มีศัตรูไม่มีความคิดว่าจะฆ่าเขา เพียงแต่มีความคิดว่าจะฆ่าเขาก็ให้ถือว่ามีความผิดบาปเท่ากับไปฆ่าเขาแล้วอย่างนี้เป็นต้นเมื่อเขาตบหน้าเราข้างหนึ่งยินดีให้เขาตบอีกข้างหนึ่งคือจะไม่โกรธเขา ถ้าเขาขโมยเสื้อไปแล้วก็จะไม่โกรธเขาจะเอาผ้าห่มตามไปให้เขาอีกอย่างนี้เป็นต้น ล้วนสั่งสอนเพื่อความมีมิตรภาพอันสูงสุดด้วยเหมือนกัน   ขอให้สังเกตดูว่าพระศาสดาทุกศาสนามุ่งหวังอย่างนี้ที่ควรจะถือปฎิบัติกันอย่างยิ่ง สำหรับทุกคน ก็เช่นที่พระเยซูก็สอนไว้ ถึงแม้แต่พระศาสนาในขงจื้ออย่างนี้ก็สอนไว้การที่จะจุดธูปเทียนบูชาพระหรือออกนามของพระเจ้านั้นให้สำรวจสักก่อนว่าในจิตใจกำลังโกรธหรือเกลียดใครอยู่ หรืออิจฉาริษยาใครอยู่ถ้ารู้สึกว่ามีการโกรธกันอยู่กับเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องคนใดก็รีบกลับไปบ้านไปทำความตกลงทำความเข้าใจให้เป็นมิตรที่ดีต่อกันและกันเสียก่อนเราค่อยจึงกลับมาที่วัด ที่โบสถ์ ที่จะมาจุดเทียน จุดธูป มาร้องว่า นะโมตะสะ ภะคะวะโต หรือพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 1 มี.ค. 2551 (23:05)


จิงไจ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 915 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 22 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 11,266 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

การสังคมคืออะไร [27,353]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [537,322]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [398,268]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [417,287]
Global Warming { English } [159,814]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.