คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35247" type="text/javascript"></script>
จิตนี้ประภัสสร
ณ บัดนี้ อาตมาภาพจะได้วิสัชนา ธรรมเทศนา เป็นเครื่องประดับสติปัญญา เป็นอุปมาลำดับต่อจากพระธรรมเทศนา ที่บรรยายแล้วในตอนเย็นธรรมเทศนานี้เนื่องกันอยู่กับเรื่องที่เกี่ยวกับพระอรหันต์ดังที่ได้กล่าวแล้วในธรรมเทศนาครั้งที่ 1 นั้น ในบัดนี้ยังได้กล่าวอีกต่อไป
ผู้เขียน: ท่านพุทธทาส ชมแล้ว: 26,792 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 20 February 2008, 3:19 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 4 March 2008, 10:40 am
สารบัญ

หน้าที่ 1 - การแสดงธรรม

โดยข้อความที่เนื่องกันสำหรับให้ท่านทั้งหลายได้รับประโยชน์ ได้รับความสำเร็จตามความมุ่งหมาย เรื่องของพระอรหันต์เป็นเรื่องที่ทุกคนควรจะทราบด้วยเหตุผลง่ายๆว่าพระอรหันต์เป็นตัวอย่างแห่งบุคคลพูดถึงกันเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์ เราก็จำเป็นที่จะต้องทำตนให้ถึงความเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ จึงตามรอยของผู้พระอรหันต์ถ้าไม่ได้ไปตามรอยนั้นมันก็เดินไปตามนอกลู่นอกทางผิดไปจากที่มนุษย์ควรจะหวัง ควรจะปรารถนาและอาการที่เรียกว่า เทพี ที่ได้เกิดมาก็จะปรากฏ ขอให้ท่านทั้งหลายสนใจฟังให้เป็นอย่างดี อีกประการหนึ่งมีข้อที่ควรจะสังเกตและทำในใจว่าเธอจะต้องมีการฟังที่ดีจึงจะเข้าใจได้ หรือจะรับเรื่องราวอันนี้ไปได้ แล้วก็มีข้อเกี่ยวพันกันมาถึงว่าท่านทั้งหลายมาแต่ที่ไกล เรื่องมาก เหนื่อยมาก แพงมาก ถ้าไม่ได้รับประโยชน์อะไรที่คุ้มค่ากันโดยเป็นความบกพร่องของอาตมาอย่างนี้แล้ว อาตมาเคยใช้คำว่า ยมบาล จะเอาตาย ยมบาลจะเล่นงานจะเอาตาย ถ้าท่านทั้งหลายไม่ได้รับประโยชน์อะไรสมกันกับที่ท่านได้เสียสละมา



ที่นี้ถ้ามันเป็นในทางที่ว่าอาตมาก็ได้พยายามเป็นอย่างยิ่งสุดความสามารถที่จะทำได้แล้ว ในการแสดงธรรม แต่ท่านทั้งหลายไม่ฟังให้ดีแล้วไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยอย่างนี้แล้ว ยมบาลจะลงโทษใครขอให้ลองคิดดูให้ดีๆในการที่ว่าอาตมาจะพ้นจากการเล่นงานของยมบาลมันก็อยู่ที่ท่านทั้งหลายตั้งใจฟังให้ดีนั้นเอง มันก็จะรอดตัวกันไปได้ทั้งสองฝ่าย การที่มาจากที่ไกลและไม่ได้รับประโยชน์อะไรนี้ ถึงแม้ยมบาลจะไม่เล่นงานเอามันก็เสียหายมากพออยู่แล้ว มันกลายเป็นการทำอะไรด้วยอำนาจของอวิชชา ถ้ามาแต่ที่ไกลก็ยิ่งจะต้องสนใจมากเป็นพิเศษให้ได้รับประโยชน์จากการมานี้ อย่างเต็มที่ อาตมาก็พยายามจะสนองความประสงค์อันนี้คือ นึก คิด สังเกต เลือกเป็นหาเรื่องราวที่จะนำมาแสดงนั้นให้อยู่ในวิสัย ที่ท่านทั้งหลายจะรับเอาได้ แต่ต้องเป็นเรื่องที่มีค่า มีคุณค่าต่อกันพอสมควรกัน คือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสำหรับพุทธบริษัทเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งสมควรมีแก่ผู้ที่มีสติปัญญา



 เรื่องชนิดนี้มันก็ไม่ง่ายนักที่จะฟังแล้วเข้าใจจึงต้องร่วมมือกันทั้งผู้แสดงและผู้ฟังทำให้ดีด้วยกันทั้งสองฝ่ายคงจะสำเร็จประโยชน์ได้อย่างน้อยก็พอคุ้มค่านี้เป็นสิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจกันเบื้องต้นว่าผู้ฟังต้องฟังให้ดีจึงจะสำเร็จประโยชน์ถ้าฟังไม่ดีผู้แสดงจะแสดงให้ดีอย่างไรมันก็ไม่สำเร็จประโยชน์ซึ่งเขาเปรียบเทียบว่าเหมือนกับว่า ป่าปี่ให้เต่าฟัง มันก็ไมรู้เรื่องเพื่อให้พ้นโทษอันนี้ก็ขอให้ฟังให้ดี



ให้รู้ลึกธรรมเทศนาเป็นบุพพาลำดับ ที่สืบต่อธรรมเทศนาที่แสดงแล้วในตอนเย็นที่แสดงในหัวข้อ พระอรหันต์อย่าลืม อย่าลืมพระอรหันต์ เราจะพยายามนึกถึงพระอรหันต์ให้มาก ถือเอาพระอรหันต์เป็นแบบอย่าง แบบอย่างตามพระอรหันต์ถ้าทำได้อย่างนี้ก็มีประโยชนอื่น แต่ถ้ายังไม่เข้าใจก็ทำไม่ได้ ที่จริงได้แสดงสิ่งที่ควรได้แสดง ควรจะทำอย่างไรจึงจะได้รู้จักพระอรหันต์หรือว่าจะเดินตามพระอรหันต์ได้ ในตอนนี้อาตมาอยากจะแสดงโดยใจความสำคัญว่า เราจะต้องศึกษาเรื่องของพระอรหันต์จากภายในจิตใจของเราเองเรื่องต่างๆที่จะทำให้เราเข้าใจเรื่องของพระอรหันต์นั้น



ขอให้อ่าน ขอให้ค้น ขอให้ศึกษาจากเรื่องภายในโดยตรงไม่ได้เพียงแต่อ่านหนังสือ ไม่ได้เพียงแต่ฟังเทศน์ที่มีผู้แสดงให้ฟังแต่ต้องการจะให้ศึกษาจากข้างใน หรืออ่านหนังสือเล่มใน หรือว่าฟังเสียงจากข้างในนั้นมีความเข้าใจเกิดขึ้นจากการศึกษาภายในนี่แหละจึงจะสำเร็จประโยชน์ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งใจฟังให้ดีว่าเราจะศึกษาเรื่องของพระอรหันต์จากภายในนั้นจะทำได้อย่างไร



 ในชั้นแรกก็จะต้องพูดว่าการศึกภายนอกจากหนังสือหรือจากการฟังธรรมนี้ ก็จำเป็นเพราะว่ามันเป็นแนวให้ศึกษาจากภายในถ้าไม่เคยได้ยินฟังมาก่อนบ้างแล้วก็ไม่อาจจะศึกษาจากภายใน ถ้าท่านทั้งหลายลองคิดด้วยตนเองสังเกตดูความรู้สึก  ความนึกคิดของตัวเองก็จะรู้ได้ว่าไม่มีทางที่จะศึกษาจากภายในได้ตามลำพังตนเอง ต้องศึกษาตามแนวตามที่ได้ยินได้ฟังจากภายนอก



จากภายนอกก็คืออ่านหนังสืออันนี้ก็เรียกว่า ภายนอก ได้ฟังเทศน์ก็เรียกว่าจากภายนอก หรือใครจะสอนสั่งแนะนำอย่างไรก็เรียกว่า ภายนอก ถ้าได้ฟังเรื่องจากภายนอกศึกษาจากภายนอกก็มาพอสมควรแล้ว ก็เป็นแนวสำหรับให้ศึกษาจากภายใน เดี๋ยวนี้อาตมาถือว่าศึกษาภายนอกนั้นที่เราได้กระทำมาแล้วกี่ปี ได้กระทำแล้วมากี่สิบปี ที่สวนโมกข์แห่งนี้สิบปีก็พยายามอย่างเต็มที่มีการแสดงธรรมที่เรียกว่าเป็นการศึกษาจากภายนอก น่าจะถือว่าเป็นการมากพอแล้วที่ท่านทั้งหลายสามารถศึกษาจากภายใน จึงขอให้ประมวลความรู้ต่างๆที่ได้รับจากภายนอกนั้นใช้ในการศึกษาจากภายใน



 ซึ่งในวันนี้อาตมาจะได้กล่าวโดยเฉพาะศึกษาถึงเรื่องพระอรหันต์จากภายใน หลักจากศึกษาจากภายนอกมาพอสมควรแล้วที่นี่คำว่าศึกษาจากภายในให้คือน้อมจิตให้ศึกษาจากภายในตัวในชีวิตในเรื่องของตนเองหรือเรื่องของผู้อื่นที่มันเหมือนกับของตนเองคือว่ามันมีอยู่มากมายเพราะเรื่องของมนุษย์ทั้งหลายนั้นก็ตรงกัน ถ้าเรารู้เรื่องอยู่ในจิตใจของเราได้ดีมันก็อาจรู้เรื่องที่อยู่ในจิตใจของคนทั้งหลายได้เพราะว่ามันมีมากเรื่องที่ตรงกันนี่ก็ถือว่าเป็นการศึกษาจากภายในด้วยเหมือนกันที่ว่าศึกษาจากภายในนั้นของให้น้อมระลึกคิดถึง เรื่องทารกเกิดมาเดี๋ยวนี้มีคนเทศน์แข่งแล้วเทศน์ไปให้จบสิ



พุทธบริษัทเรายังมีมรรยาทเลวเทศน์แข่งกับพระบนอามาต เมื่อคราวก่อนไล่ไปพวกหนึ่งแล้ววันนี้ก็จะมีมาอีก อาตมาจะบอกท่านทั้งหลายว่าให้ศึกษาจากภายในคือดูในตัวคนถ้าเป็นมนุษย์นี้ต้องตั้งต้นมาแต่ที่เป็นทารกอยู่ในครรภ์ ทารกอยู่ในครรภ์เติบโตขึ้นมาอย่างไร



 ในทางกายและทางใจขอให้ศึกษาที่นั้นให้เป็นอย่างดีจะรู้ธรรมะจริง แล้วรู้เรื่องทารกคือตัวเราเองพอสมควรเราสังเกตเห็นทารกหรือเด็กที่เป็นทารกอยู่เดี๋ยวนี้ก็พอจะให้ความรู้จากเรื่องนี้ได้ไม่ว่าจะศึกษามาจากทารกมาเป็นจุดตั้งต้นนับตั้งแต่ว่า เด็กอยู่ในท้องมารดามีอะไรบ้างหรือว่าไม่มีอะไรขอให้สนใจในส่วนนี้ว่าเด็กอยู่ในท้องมารดามันยังไม่มีการเกิดในทางจิตใจมันมีการเกิดแต่ทางร่างกายถึงแม้ว่าเด็กอยู่ในท้องจนจะคลอดอยู่แล้วมันเป็นเด็กที่โตเต็มที่มันก็มีการเกิดแต่ทางกายยังไม่มีการเกิดในทางใจ เพราะว่าจิตใจยังคิดลึกอะไรไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันคิดลึกในเรื่องตัวกูในเรื่องของกูนี้ไม่ได้จึงไม่เกิดกิเลส ตัณหาอุปปาทาน นี้เรียกว่ามันไม่มีการเกิดในทางใจ มีแต่ทางเกิดในทางกาย



 ที่มีถ้ามันคลอดมาจากท้องแม่แล้วเดี่ยวนี้หรือหลายชั่งโมง หรือเป็นวัน หรือหลายวันแล้วถ้ามันยังคิดอะไรไม่ได้ในทางของกิเลส ตัณหาอุปปาทานแล้ว แต่ว่าเด็กคนนี้ยังไม่มีการเกิดทางจิตใจ แม้ว่ามีการเกิดทางกายคลอดออกมาจากท้องแม่มานอนแว้วๆอยู่ ภาษาคนก็ว่าเกิดแล้วเกิดแล้วมันเกิดในภาษาคนทารกว่าเกิดแล้วแต่ภาษาธรรม  ธรรมะถือว่าไม่เกิดยังไม่เกิดความรู้สึกตัวกู หรือของกูได้ มันเกิดความรู้สึกว่าตัวกูหรือของนี้ได้ก็ต่อเมื่อไรนี้เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณากันอย่างละเอียด



ขอให้สนใจในข้อนี้ได้เกิดมาจากท้องแม่แล้ว นอนอยู่ในเบาะแล้วก็มีทางเกิดในทางกายแต่ไม่มีการเกิดในทางจิต มันยังไม่มีปัญหาอะไรเลยมีคิดลึกไม่ได้เพียงแต่รู้สึกได้บ้างตามธรรมชาติแต่มันคิดนึกอะไรไม่ได้เพราะว่าไอ้ส่วนที่คิดนึกนั้นมันยังไม่ทำหน้าที่ บางทีมันลงไปถึงส่วนที่ได้รับอารมณ์มันก็ทำหน้าที่มันรับสัมผัสไม่ได้น่าจะสัมผัสได้แต่น้อยเกินไป ยังไม่ทำให้เกิดความนึกคิดอย่างนี้ในภาษาธรรมะในชั้นลึกก็ต้องพูดว่า ธาตุทั้ง 4 ยังไม่เกิด อนัตตยะทั้ง 6 ก็ยังไม่เกิด ทั้ง 5 ก็ยังไม่เกิดท่านทั้งหลายต้องฟังให้ดีๆ อาตมาได้ทนในท้องแม่หลายชั่งโมง หรือ หลายวันแล้วแต่ถ้าไม่ยังไม่รู้สึกอะไรได้นึกอะไรไม่ได้ในทางตัวตนก็ถือว่ายังไม่เกิดมันมีธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วแต่มันยังไม่ทำหน้าที่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ยังไม่ทำหน้าที่ เป็น  อนัตตยะ  อนัตตยะไม่ยังไม่ทำหน้าที่ตอบรับอารมณ์    อนัตตยะ ก็ยังไม่เกิดแม้ว่าเด็กนั้นมีตาแล้ว มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย แล้ว อนัตตยะ ก็ยังไม่เกิด เกิดในที่นี้เกิดในทางธรรมในภาษาธรรม ตา หู จมูก ลิ้น กาย



 เกิดแล้วในทางภาษาคนอย่างที่พูดคนเค้าเห็นมีตา หูจมูก ลิ้น กายแล้วเด็กๆนี่ แต่ในทางภาษาธรรมมันยังเพราะว่ามันยังไม่ทำหน้าที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนั้นมันยังไม่ได้ทำหน้าที่จึงถือว่ายังไม่เกิดเด็กทารกนี้ยังไม่เกิดขันธ์ทั้ง 5 คือรูปของมันที่เป็นตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ยังไม่ทำหน้าที่ เวทนา วิญญาณก็ยังไม่ทำหน้าที่ทางเวทนาก็ยังไม่มีตามความหมายคำว่าเวทนา คือสัญญา สังขารมันก็เลยยังไม่มีมีไม่ได้ เรียกว่า ขันธ์ 5 ยังไม่มี



 เด็กเกิดออกมาแล้วเพราะว่ามันยังไม่ทำหน้าที่ไม่ได้ทำตามหน้าที่ของ ขันธ์ 5 อาตมาพูดอย่างนี้ช่วยจำไว้ด้วยที่อื่นเค้าคงไม่สอนอย่างนี้ แล้วเค้าก็หาว่าผิด การพูดอย่างนี้มันผิดเค้าจะพูดว่ามันผิด อาตมาก็ยังยืนยันกับท่านทั้งหลายว่าเป็นอย่างนี้ อย่างนี้แหละมันถูก โดยให้สังเกตเด็กทารกที่ยังไม่รู้สึกเต็มที่ในทางนึกคิดในทางไม่เรียกว่าเกิด มันยังไม่รู้ว่าเกิดยังไม่รู้สึกว่าเป็นตัวฉัน เข้าเวทนาสังขารยังไม่เกิดอย่างสมบูรณ์แบบ ที่ชั้น1ก่อน ที่นี่ก็มีคำสำคัญอยู่ว่า เด็กคลอดออกมาแล้วนี้ มันไม่มีรู้ธรรมะอะไรเลย อย่างที่ภาษาบาลีบอกว่าทารกนั้นไม่มีการรู้ วาโทพิมุก มีความรู้เรื่อง ปัญญาพิมุก ไม่สามารถควบคุมให้เกิดกิเลสไม่รู้เลยที่นี้เด็กก็โตมา 4 วัน 5 วัน 7วัน 10 วัน หรือกี่วันไม่สามารถจะพูดหรือกำหนดได้เด็กโตพอแล้ว ตา รูปจักดูรูปดีแล้ว หูก็ฟังเสียงดีแล้ว จมูกรู้กลิ่นดีแล้ว อย่างนี้ก็ได้รับอารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย  เด็กนั้นรู้สึกได้ว่าเป็นอย่างไร   รูปเป็นที่พอใจหรือไม่ เสียงเป็นที่พอใจหรือไม่ กลิ่นเป็นที่พอใจหรือไม่  รสเป็นที่พอใจหรือไม่ เดี๋ยวนี้มันรู้แล้ว  มันไม่ได้เพียงแต่ว่าเลือดของแม่ถ่ายไปเลี้ยงเด็กทารกทางสายสะดื้อ



 เดี่ยวนี้ไม่กลายเป็นว่าเด็กมันรับอาหารโดยตรงทางปาก รับกินอาหารทางปากเองรู้สึกรสอาหารทางปากเองจึงรู้จักว่าอร่อย หรือไม่อร่อยทางอาหารนั้น อาหารทางตาสวยหรือไม่สวย หรืออาหารทางหูไพเราะหรือไม่ไพเราะ เดี๋ยวนี้เด็กรู้จักรส ของเสียงคือเสียงที่ไพเราะหรือเสียงที่ไม่ไพเราะเช่นเสียงขับกล่อมของผู้ที่ร้องเพลงกล่อม จมูกก็รู้สึกกลิ่นแล้วว่ากลิ่นนี้ถูกใจหรือไม่ถูกใจ หอมหรือเหม็น ผิวหนังก็รู้สึกแล้วว่าอ่อนละมุนสิ่งที่มากระทบนี้อ่อนละมุนหรือว่าแข็งกระด้างหรือแหลมคม



 เดี๋ยวนี้เด็กเขามีความเจริญขึ้นมาจนถึงรู้อารมณ์อย่างนี้แล้ว แล้วมันก็ไม่เหมือนกับเด็กที่อยู่ในท้องหรือว่าเด็กที่เพิ่งคลอดออกมาหยกๆ เดี๋ยวนี้เด็กสามารถรับอารมณ์แล้ว คือว่าธาตุทั้ง 4 มันปรุงกันขึ้น สูงขนาดขึ้นมาเป็นอายะตนะ ตาม หู จมูก ลิ้น กาย  รู้สึกต่ออารมณ์ได้ คล้ายกับคนทั่วไปแล้วที่อายะตนะ ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือว่าด้วยก็เกิดขึ้นพอที่จะทำหน้าที่เหมือนคนธรรมดาทั่วไปได้แล้ว ที่นี้ว่ารูปทำหน้าที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย



 สำหรับระงับอารมณ์ มันก็เรียกว่ารูปขันธ์เกิดแล้วได้กระทบอารมณ์แล้วก็เกิดวิญญาณขันธ์รู้แจ้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เมื่อวิญญาณขันธ์เกิดแล้วมันก็เพิ่งเกิดเดี๋ยวนี้มีการกระทบทางอายะตนะมีวิญญาณขันธ์แล้วมันก็มี ตัสสะ ซึ่งทำให้เกิดเวทนาขันธ์ มีเวทนาที่น่าพอใจ ตามความรูสึกของเวทนา เดี๋ยวนี้เด็กมีเวทนาขันธ์แล้ว เวทนาขันธ์เกิดขึ้นกับเด็กแล้ว เด็กจึงรู้สึกสำคัญมั่นหมายในเวทนาขันธ์ที่เป็นสุข หรือ เป็นทุกข์เป็นต้น อันนี้เรียกว่าสัญญาขันธ์ได้เกิดแล้ว



 เมื่อสัญญาขันธ์เกิดได้ในระดับนี้มันก็เกิดสังขารขาร เด็กนั้นจะมีความรู้สึกนึกคิดได้ตามความสำคัญมั่นหมายในสิ่งที่น่ารัก น่าพอใจ น่าอร่อย น่าไม่อร่อย มันก็มีความสุขคิดนึกได้  เด็กเริ่มมีความคิดนึกได้แม้จะไม่มากมายก็เรียกว่าสัญญาขันธ์ได้เกิดขึ้นแล้ว เดี๋ยวนี้เด็กทารกน้อยๆของเรา



แม้จะนอนเบาะอยู่ มันก็มีธาตุ 4 ที่ทำงานเป็นแล้ว เรียกว่าเกิดแล้ว มีอายะตนะที่ทำงานได้เรียกว่าเกิดแล้ว มีขันธ์ที่ทำหน้าที่ เรียกว่ามีเบญจขันธ์ที่เกิดแล้ว นี้มันเกิดขึ้นมาอย่างนี้ แต่ว่าเด็กยังไม่มีความรู้เรื่อง เจโตวิมุก หรือ ปัญญาวิมุก อยู่นั้นเอง มันเมื่อเกิดเวทนาเป็นต้นขึ้นมาเด็กก็ไม่รู้จักนึกคิดไปในทางที่เกิดกิเลสเพราะว่าเด็กเขาไม่รู้เรื่องของเจโตวิมุก ที่จะระงับความรู้สึกเลวร้ายนั้นได้อันนั้นเสียด้วยอำนาจจิต และเด็กนั้นก็ไม่มีความรู้สึกทางปัญญาที่จะระงับความรู้สึกอันเลวร้ายนั้นเสียด้วยอำนาจแห่งปัญญา



 นี่พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าทารกนั้นมีความรู้ในเรื่อง เจโตวิมุก ปัญญาวิมุก เด็กทารกชนิดนั้นจะมีความรู้เรื่องปัญญาวิมุก เจโตวิมุกนั้นได้อย่างไร เพราะว่าเดี๋ยวนี้แม่แต่คนแก่ หัวหงอกแล้ว มันก็ยังไม่มีความรู้นี่จะเอาอย่างไร เด็กทารกนี้จะมีความรู้เรื่องเจโตวิมุก ปัญญาวิมุกอย่างไรกันได้จึงไม่สามรถระงับอารมณ์ร้ายที่เกิดขึ้นทางเวทนาเป็นต้นอย่างให้ปรุงเป็นกิเลส คำพูดเนี่ยน่าอัศจรรย์ที่สุด มีความหมายที่สุด เพราะว่าเด็กเกิดมาจากท้องมารดาจนโตใหญ่แล้วมันก็ยังไม่มีความรู้เรื่องที่จะระงับความรู้สึกที่ยู่ในจิตใจเสียด้วยสมาธิ หรือ ด้วยปัญญา เด็กไม่มีความรู้เรื่องเจโตวิมุกที่ไม่สามารถจะดับอารมณ์ร้ายของมันได้หรืออำนาจจิต หรือำนาจสมาธิได้เด็กไม่มีความรู้เรื่องปัญญาวิมุกที่จะดับอารมณ์ร้ายของมันเสียได้ด้วยเรื่องของปัญญานี่คือความหมายของคำว่าทารกน้อยๆนั้นไม่มีความรู้เรื่องเจโตวิมุก ปัญญาวิมุก ถ้าไม่มีใครสอนได้แล้วมันก็ไม่ได้ติดมาแต่ในท้อง แต่ว่าที่อื่นพวกอื่นมาแต่ในท้องได้



 แต่เท่าที่อาตมาเรียนมาจากพระบาลีโดยตรงเป็นอย่างนี้ว่าอย่างนี้เป็นไปไม่ได้ ที่เด็กจะเกิดมาด้วยบุญ ด้วยบาป เกิดมาด้วยกุศล หรือมาด้วยอกุศลก็ตาม ทารกไม่มีความรู้เรื่อง เจโตวิมุก ปัญญาวิมุก ที่จะดับอารมณ์ร้ายเกิดขึ้นได้ ดังนั้นเด็กก็ต้องปล่อยจิตให้ดำเนินไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน ที่เกิดการปรุแต่งตามลำดับโดย นัยยะ ที่เรียกว่า ประจิตสะอุบาท



 แม้จะเป็นขนาดน้อยๆ ยกตัวอย่างทางตา หรือ ยกตัวอย่างทางลิ้นจะฟังง่ายกว่า เด็กได้กินนมสัมผัสกับน้ำนมด้วยลิ้น เกิดจากสุวิญญาณ มีผัสสะทางลิ้น หรือเกิดเวทนา ทางลิ้นคือน้ำนมนั้นอร่อยเป็นต้น เด็กก็ต้องรู้สึกอร่อยเพราะเขาไม่มีความรู้อะไรที่จะไปรู้สึกได้ก็ต้องรู้สึกอร่อย พออร่อยก็เป็นเวทนาที่เป็นสุข มันก็ชอบมันก็เกิดตัณหาเรื่อยๆไปในความอร่อยนั้นมันก็จะต้องพูนขึ้นเป็นความอยากในความอร่อย และในความคิดกูอยาก กูอร่อย กูได้ของอร่อยตามความอยาก




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 11,245 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

จิตนี้ประภัสสร [26,793]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [537,259]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [398,123]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [415,926]
Global Warming { English } [159,153]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.