คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35253" type="text/javascript"></script>
จิตวิทยาในพระพุทธศาสนา
คำว่าจิตวิทยานี่มันกว้าง มันกว้างจนไม่รู้จะเอายังไงกันแน่ ธรรมชาติของจิตเป็นอย่างไร รู้เรื่องธรรมชาติของจิตเป็นอย่างไร นี่ก็เรื่องจิตวิทยา
ผู้เขียน: ท่านพุทธทาส ชมแล้ว: 35,489 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 20 February 2008, 5:20 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 7 March 2008, 10:45 am
สารบัญ
หน้า : 1 จิต
หน้า : 2 ไม่มีโง่ไม่มีฉลาด

หน้าที่ 1 - จิต

จะใช้ประโยชน์มันได้สักเท่าไหร่มันก็เป็นจิตวิทยา จะใช้มันอย่างไรก็เรียกว่าจิตวิทยา จะอบรมมันอย่างไรก็เรียกว่าจิตวิทยา ลึกที่สุดจะมีจิตอยู่ในสภาพเช่นไรก็จิตวิทยา มันกว้าง นี่จะเอาจิตวิทยานี่ไปรับใช้อะไร ไปรับใช้อะไร เอาความรู้ทางจิตวิทยาไปใช้เพื่อประโยชน์อะไร ไปรับใช้อะไรก็เรื่องจิตวิทยา เราเอาไปรับใช้การบ้านการเมืองหรือว่าจะทำดับทุกข์ของตนโดยเฉพาะ พุทธศาสนานี้มันก็มีจิตวิทยาแต่ในแง่ที่จะดับทุกข์เท่านั้นแหละว่าจริงๆ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าพูดแต่เรื่องทุกข์กับดับทุกข์เท่านั้น เดี๋ยวนี้ก็ตาม แต่ก่อนโน้นก็ตาม เดี๋ยวนี้ก็ตาม พูดแต่เรื่องทุกข์กับดับทุกข์ ก็หมายความว่า การจะพูด จะรู้ จะใช้จิตวิทยา รู้ทุกข์กับดับทุกข์ จะไปใช้ประโยชน์อะไรนอกเหนือออกไปเป็นเรื่องอาชีพ เป็นเรื่องการงาน เป็นเรื่องอะไรอีกไม่มี รู้เรื่องจิตวิทยา รู้เรื่องของจิตในทุกแง่ทุกมุม ที่จะเป็นประโยชน์แก่การดับทุกข์ แล้วก็ดับทุกข์ได้ในที่สุด เนี่ยแหละจิตวิทยา


เดี๋ยวนี้จิตวิทยาเอาไปใช้กันต่ำมา เอาไปใช้หลอกลวง จิตวิทยามีความหมายก็ใช้ต้มคน หลอกลวงคน กลางถนนเรื่องเป็นอย่างนี้จิตวิทยา มันก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตจริงๆ ด้วยเหมือนกันนั่นแหละ ทายใจเขาถูก พูดจาดักคอเขาถูก หลอกลวงเค้าเอาไปได้ ไอ้เนี่ยก็เป็นจิตวิทยาอย่างนี้ ไม่ดับทุกข์ แล้วเพิ่มความทุกข์ จิตวิทยาสร้างปัญหา จิตวิทยาที่จะดับปัญหาก็ต้องมีอยู่ส่วนหนึ่ง หรือฝ่ายหนึ่ง พูดกันเฉพาะจิตวิทยาในพุทธศาสนา มันก็มีเฉพาะว่าจะใช้จะทำจิตอย่างไรให้อยู่เหนือความทุกข์ จะทำจิตอย่างไรให้อยู่เหนือความทุกข์ จะไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างในทางอื่นนั้นก็ไม่ได้สนใจ สนใจแต่ว่าจะให้มันอยู่เหนือความทุกข์


จิตเป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง เรียกได้ว่ามีในสิ่งที่มีชีวิต สิ่งที่มีชีวิตก็มีสิ่งที่เรียกว่าจิตติดมาแต่เดิมๆ แล้วก็ยังไม่มีกิเลส ยังไม่มีความทุกข์ ถือว่าเด็กในท้องมารดาไม่มีกิเลส ไม่มีความทุกข์ ไม่มีการคิดปรุงแต่งอะไร ก็เรียกว่ายังสะอาดหรือว่ายังไม่มีกิเลส บางคนเขาจะพูดว่ามีกิเลสมาแต่ชาติก่อน แต่เราไม่ถืออย่างนั้น เรียกว่าจิตแท้ๆ ล้วนๆ นั้นเป็นประภัสสร ใช้คำว่าประภัสสร ไม่ให้มีกิเลส แต่แล้วมันก็ค่อยๆ ถูกกิเลสทำให้หมดประภัสสรมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ บางทีก็เรียกว่าจิตเดิม จิตเดิมคือก่อนที่จะมีกิเลสเรียกว่าจิตเดิม เอาเป็นจิตของเด็กในท้อง คลอดออกมาใหม่ๆ ก็ได้ยังมีจิตเดิม ต่อจากนี้มันก็ถูกปรุงออกไป ออกไป เป็นจิตใหม่มากมาย ไกลออกไปๆ พอเด็กคลอดมาตาหูจมูกลิ้นกายใจเริ่มทำหน้าที่ รับอารมณ์เข้าไปทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ รับเข้าไปนั้นไม่ใช่รับเข้าไปเฉยๆ มันก็ไปปรุงแต่งไปทำให้ชอบหรือไม่ชอบ ยินดีหรือยินร้าย แล้วแต่ว่าอารมณ์นั้นเป็นอย่างไร ที่นี้เด็กก็เริ่มรู้จัก รู้สึก รู้จักความยินดียินร้าย ชอบหรือไม่ชอบ บวกหรือลบ อารมณ์ความรู้สึกที่เป็นบวกหรือเป็นลบมันก็เริ่มรู้จักๆ ความคิดมันก็ค่อยๆ งอกงามออกไป ไกลออกไป พอมันไม่ชอบมันก็เป็นทุกข์ พอมันชอบมันก็เป็นสุข ไอ้ความทุกข์หรือความสุขเป็นเพียงความรู้สึกธรรมชาติ ตามธรรมชาติ เกิดมาจากอารมณ์ที่มาแวดล้อม ที่มากระทบ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น พอมันเกิดความรู้สึกสุข ทุกข์ก็ตามมา มันเกิดความรู้สึกต่อไปว่ากูเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ หรือความสุขหรือความทุกข์นั้นเป็นของกู เนี่ยรู้ไว้เถอะว่ากู ตัวกู ความรู้สึกเป็นตัวกู หรือกิเลสที่มันเพิ่งมี แต่ก่อนนี้จิตประภัสสรล้วนๆ ไม่มีความรู้สึกสุขทุกข์ เรายังไม่รู้ แต่พอคลอดออกมาจากท้องแม่มันก็มีโอกาสจะรู้ ครั้งแรกมันก็จะรู้เรื่องทางลิ้น กินนม ความพอใจหรือความไม่พอใจก็มี ไอ้เรื่องตาเห็นนั่น หูฟังเสียงนี่ ก็มีเริ่มมีทุกผู้ ทุกอายตนะ คือตาหูจมูกลิ้นกายใจ เพราะมีหกอย่างนี้มันจึงมีความหมายขึ้นมา โลกจึงมีความหมายขึ้นมา ถ้าอย่ามีตาหูจมูกลิ้นกายใจเสีย โลกนี้ก็ไม่มีเหมือนกับไม่มี เท่ากับไม่มี ตาหูจมูกลิ้นกายใจเนี่ยในบาลีเรียกว่าสิ่งสำคัญ อินทรีย์ อินทรียะ อินทรียะ ก็สิ่งเป็นใหญ่ คือสิ่งมีอำนาจ เป็นตาหูจมูกลิ้นกายใจ

ถ้าอย่ามีหกอย่างนี้มันก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็คล้ายกับก้อนหินก้อนดินทั่วไป พอมีตาหูจมูกลิ้นกายใจ ทารกคลอดออกมาก็เริ่มรู้สึกทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ความคิดปรุงแต่งก็เกิดขึ้นตามสิ่งที่มากระทบให้อารมณ์แก่เขาเป็นบวกหรือเป็นลบ คือพอใจหรือไม่พอใจ ถ้ามันเป็นบวก พอใจ มันก็ปรุงไปอย่างนึง ปรุงให้พอใจ ปรุงให้รู้สึก กระทั่งเป็นกิเลส เป็นโลภะ เป็นราคะ ที่ไม่พอใจที่มันไม่ถูกใจก็ปรุงไปทางนึง ตรงกันข้าม ให้มันเกิดโทสะ โกรธะ เป็นยินร้าย เป็นความยินดียินร้าย ที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องมีใครทำให้หรอก มันเกิดขึ้นมาตามธรรมชาติของจิตของสิ่งที่มีชีวิต ทีนี้มันก็มีความเคยชินมากขึ้นๆ ที่จะเป็นอย่างนั้นมากขึ้นๆ หนามากขึ้นๆ จนเป็นกิเลสเหนียวแน่น เราก็อยู่ด้วยการปรุงแต่งของสิ่งเหล่านี้มาจากภายนอก พัฒนามาเป็นสิ่งภายใน คือเป็นกิเลสแล้วก็ถูกปรุงแต่งด้วยสิ่งภายในนี้อีกที เดี๋ยวความรักก็มารบกวน ความโกรธก็มารบกวน ความโง่ ความหลงก็มารบกวน ในสามอย่างนี้แยกแตกเป็นลูกๆ ออกไปมากมายแล้วก็เข้ามารบกวนแทรกแซงในจิตใจ ตัวแม่มันก็เรียกว่าโลภะ โทสะ โมหะ ลูกของมันออกไปมากมายหลายสิบอย่าง พ้นแต่อย่างเดียวเท่านั้น เข้ามาก็ปรุงแต่ง เพราะไม่รู้ถึงที่สุด มันจึงรักที่มันน่ารัก จึงโกรธที่มันน่าโกรธ เกลียดที่น่าเกลียด กลัวที่น่ากลัว ตื่นเต้นที่มันน่าตื่นเต้น มันเป็นอย่างนี้ พอถูกปรุงก็เหมือนกับว่าถูกจับเชิด หรือเหมือนกับว่าตบ ต่อย ตบ เหมือนกับเตะตะกร้อ ไปทางนั้นที ไปนี้ที ไปทางนั้นที จิตมันถูกปรุงด้วยสิ่งที่เข้ามารอบด้าน หาความสงบสุขไม่ได้ เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น จิตคนธรรมดาก็ดี จิตเทวดาก็ดี มีจิตที่ถือกันว่าเป็นอย่างเดียวกัน คนจนก็ดี คนรวยก็ดี คนโง่ก็ดี คนฉลาดก็ดี จิตมันถูกปรุงแต่ง ปรุงแต่ง ปรุงแต่ง มีผลของการปรุงแต่งนั้นต่อไปอีก


ผลนั้นก็ยังปรุงแต่งต่อไปอีกเรื่อยๆ ที่เรียกว่าปฏิจสมุทบาท มีผลต่อไปเรื่อยๆ จิตคนเป็นอย่างนี้ ตามปกติเป็นอย่างนี้ เป็นเปลือกกล้วยอยู่ในความรู้สึกบวก ลบ บวกปรุงไปอย่าง ลบปรุงไปอย่าง แล้วก็ปรุงต่อๆ กันไป ก็ไม่พ้นที่จะเรียกว่าบวกหรือลบ ถ้าไม่อย่างงั้นก็ไม่รู้ว่าอะไรไม่เป็นบวกไม่เป็นลบก็โง่ หลง สงสัยอยู่อย่างนั้น สงสัยอยู่ โมหะ เป็นเรื่องสงสัย ไม่รู้ก็เต็มไปด้วยความสงสัย ทำไม่ถูก ไม่รู้ ไม่แน่ใจ เป็นอย่างนี้มากเข้าๆ ๆ จนรู้สึกว่าไม่ไหว อย่างนี้มันไม่ไหว ถือเป็นธรรมดา จึงมีคนคิดค้นหาที่จะไม่ต้องเป็นอย่างนี้ เพื่อจะมีจิตที่จะไม่ต้องเป็นอย่างนี้ ค้นพบว่าทำอย่างไรจิตจะไม่เป็นอย่างไร แล้วก็ทำอย่างนั้นจนจิตไม่เป็นอย่างนั้น จนจิตไม่ถูกปรุงแต่งต่อไป เป็นยอดสุดของการคิดค้นคือเป็นพระอรหันต์ เรื่องมันก็จบ จิตไม่ถูกปรุงก็ไม่มีความทุกข์โดยประการทั้งปวง อยู่กับร่างกายนี้ไปจนกว่าจะแตกดับ พอหมดเหตุก็ดับ ทุกข์ ความทุกข์ไม่มี นี่เป็นเรื่องสั้นๆ เรื่องมีเท่านั้นเรื่องสั้นๆ เท่านี้ จิตเกิดออกมาจากท้องไม่รู้อะไร หลงบวกหลงลบๆ จนเกิดความทุกข์มากเข้าๆ ก็อยากจะออกไปเสียทีพ้นไปเสียที ไปเรียนไปศึกษาหาวิธีที่จะออกไปได้ก็ไม่ถูกปรุงอีกต่อไป จบเป็นพระอรหันต์ คำว่าพระอรหันต์แปลว่า ตาที มีชื่อในต่างแดนว่าตาที แปลว่าคงที่ คงที่หรือตายตัว เปลี่ยนไม่ได้ หรือว่าตถาคต ตะ-ถา-คะ-ตะ ถึงซึ่งความเป็นอย่างนั้น คือความไม่เปลี่ยนแปลง ๆ หรืออตัมโย ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้ ก็คือคงที่ๆ อยู่ในสภาพที่เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ สภาพที่เป็นอย่างนี้คือปรุงแต่งไม่ได้อย่างนี้ คือ อตัมยตา จบเมื่อมีอตัมยตา เป็นพระอรหันต์เรื่องจบ สรุปสั้นๆ ว่าเกิดมาไม่รู้ว่าอะไรน่ะโง่ ได้รับความทุกข์มากขึ้นมากขึ้นจนเห็นว่าไม่ไหวก็ไปจัดการกันซะใหม่ ให้ค่อยๆ ฉลาดขึ้น ๆๆ จนฉลาดถึงที่สุดอะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป ไม่ว่าดีหรือว่าชั่ว ปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไปจิตนี้คงที่ สงบเย็นคงที่ตลอดกาล จึงมีชีวิตอยู่ เราจะไม่พูดถึงหลังจากตาย เพราะว่ามันไม่มีประโยชน์ ตลอดชีวิตไม่มีความทุกข์ นั่นแหละคำสุดท้ายที่จะพูดกันก็คือความคงที่ หรือว่าถึงซึ่งความคงที่เป็นเช่นนั้นเอง ตถาคต คือพระอรหันต์ ถ้าเป็นจอมตถาคตก็เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์เหมือนกันแต่ว่าค้นได้เอง พบได้เอง เรียกว่าพระพุทธเจ้า ก็เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง พระอรหันต์ทั่วไปเป็นอย่างนี้ คงที่ถึงความเป็นเช่นนั้นเอง เรียกด้วยคำที่ท่านทั้งหลายอาจจะไม่เคยฟังก็คืออตัมโย อตัมโย ความเป็นเช่นนั้นเรียกอตัมยตา เราเอามาพูดวันนี้มีคนค้านว่าเอาของปลอมมาหลอกขาย ไปดูที่บาลีสิที่สูตรนั้นๆ อตัมยตา อตัมยตา เงียบไว้จึงพูดเป็นเรื่องสุดท้าย เมื่อสิบปีก่อนพูดไปไม่มีใครเข้าใจ เก็บไว้ก่อน ปีนี้มาพูดกันใหม่ พูดกันมาก อตัมยตา จบเรื่องจบของมนุษย์


เนี่ยเรียกว่าจิตวิทยาที่ควรทราบว่าคนเราเกิดมาจิตว่าง ว่างตามธรรมชาติ แล้วก็วุ่นๆๆ แล้วโง่หนักเข้าๆ จนมีตัวกู ความรู้สึกที่เป็นความรักก็เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย มันมีสิ่งเหล่านั้นเกิดมา เกิดขึ้นแล้วมีความสบายแก่ระบบประสาท ระบบประสาทก็ชอบที่มีความรู้สึกที่เรียกว่าความรัก ความรู้สึกที่เรียกว่าความรักก็คลอดความโง่สุดท้ายที่เรียกว่าคู่ คู่รัก ความรักเกิดก่อนแล้วคู่รักเกิดทีหลัง มันเป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ ผู้ๆ เป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ พอเกิดโกรธขึ้นมาในความรู้สึกก็มีผู้โกรธๆ เกลียดกลัวอะไรทุกอย่างที่รู้สึก อะไรทุกอย่างเกิดความรู้สึก แล้วมันโง่ทับไปที่กู กูเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่เกิดกูอย่างนี้มันก็ไม่ต้องมีปัญหา มันก็ไม่ยุ่ง พอมีปัญหามันเป็นยังไงบ้าง ความรักความโกรธ ความเกลียด ความตื่นเต้นวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หวงหึง เพราะมันมีกู ถ้ามีกูก็ต้องมีของกูที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับกูก็เป็นของกู ภาระมันก็มากออกไป ความหนัก ไอ้ตัวกูมันก็หนัก ของกูมันก็เพิ่มเข้าไปอีก ก็ยิ่งหนักถึงที่สุด นี่ชีวิตเป็นของหนักเพราะเหตุนี้ ส่วนลึกเป็นอย่างนี้ ไอ้ที่เค้ามองกันผิวๆ ผิวๆ ว่าภาระหน้าที่เป็นของหนัก ภาระหน้าที่ความรับผิดชอบเป็นของหนัก นั่นหนักนิดเดียวนะนั่น แต่ความรู้สึกว่าตัวกูว่าของกูเนี่ยหนักเหลือประมาณ หนักยิ่งกว่านั้น ใช้ชีวิตก็ทนทรมานอยู่ในความหนัก ออกไปจากแบบนี้ไม่ได้ ถูกผูกพันอยู่ในของหนัก วนอยู่ในนี้เรียกว่าติด ติดอยู่ในวัฏฏะแห่งความทุกข์ ถ้าไม่ต้องเป็นอย่างนี้ก็หลุดพ้น ก็หลุดพ้นเรียกว่าวิมุตหลุดพ้นออกไปจากที่ต้องเป็นอย่างนี้ คือว่ามีอะไรมากระทบทางตาหูจมูกลิ้นกายใจไม่มีเรื่องที่จะต้องเกิดกิเลส เกิดความทุกข์หลุดพ้น ถ้ายังต้องมีเรื่องให้เกิดกิเลสเกิดความทุกข์คือยังไม่หลุดพ้น ก็ยังเป็นคนธรรมดา ถ้าหลุดพ้นออกไปได้ก็เป็นพระอรหันต์ หรือเป็นพระอริยบุคคล ตามที่หลุดได้มากหลุดได้น้อย หลุดหมดเป็นพระอรหันต์ เรื่องมันมีเท่านั้นถ้าจะศึกษาพุทธศาสนา เรื่องมันมีเท่านี้


เรื่องอื่นที่เป็นเรื่องนอกๆ ออกไป เรื่องโลก เรื่องทำมาหากินก็มีเยอะแยะไปหมด ที่เรามีปัญหาว่าทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นทุกข์ ทุกคนมีหน้าที่การงานที่ต้องทำ ทำอย่างไรหน้าที่การงานถึงจะไม่เป็นทุกข์ คำตอบตามหลักพุทธศาสนาก็คืออย่าเอามาเป็นของกู อย่าเอามาเป็นตัวกู เป็นของกู นั่นแหละจะไม่เป็นทุกข์ ทำเป็นหน้าที่ตามธรรมชาติของชีวิตที่ยังไม่ตายต้องเคลื่อนไหวก็ต้องทำ ก็ทำไปอย่างที่อย่าให้มันหนักเป็นตัวกูเป็นของกูทำได้เหมือนกันแหละ นี่ฉลาดที่สุดรู้จักทำชีวิตไม่ให้เป็นทุกข์ แล้วก็ทำหน้าที่ๆ ทุกอย่างก็ได้โดยไม่ต้องมีความทุกข์เลย เรื่องมันมีเท่านี้ ใครจะชอบก็ไม่ชอบแต่เรื่องมันมีเท่านี้ ประโยคพูดสั้นๆ คือมีชีวิตอยู่อย่างไม่มีความทุกข์เลย มีเท่านี้ ใครจะชอบหรือไม่ชอบ คนธรรมดาอาจจะไม่สนุกจืดชืด ไม่สนุก ไม่ต้องตามก็ได้ เราชอบที่มันขึ้นๆ ลงๆ กระโดดโลดเต้น หวานๆ ขมๆ เร็ว ชอบกันอย่างนั้น ไอ้ความสงบความเยือกเย็นความปกติเนี่ยไม่ชอบ คนธรรมดาไม่ชอบ ลูกเด็กๆ ที่มันเกิดมายังไม่ทันรู้อะไรมันก็ชอบรส ชอบของที่เป็นรสเป็นชาด เป็นบวก เป็นลบ เป็นบวก เป็นลบ ไอ้เรื่องบวกลบนี่รู้กันไว้เถอะว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้ามันไม่มีลบก็ไม่มีบวก ถ้าไม่มีบวกก็ไม่มีลบ ถ้าไม่มีอะไรเป็นเครื่องเทียบอีกอันก็ไม่มี แต่แล้วมันเหมือนกันที่เป็นความรู้สึกที่หลอกลวงๆ ปรุงแต่งๆ ให้เกิดปัญหากันทั้งบวกและทั้งลบ อย่าให้ความรู้สึกที่เป็นบวก อย่าให้ความรู้สึกที่เป็นลบมันหลอกเราได้ แล้วจิตก็รู้แต่เพียงว่าหน้าที่นี้ สิ่งนี้มีหน้าที่จะทำอย่างไรก็ทำไป ออกมาในรูปบวกทำอย่างไรก็ทำไป ออกมาในรูปลบทำอย่างไรก็ทำไป โดยไม่ต้องมีปัญหาลุล่วงไปได้ ถ้าไม่ต้องทำก็ไม่ทำ ทำให้มันถูกต้องจะได้ไม่เกิดปัญหาขึ้นกับเรา นี่ความยากลำบากมันอยู่ที่ตรงนี้ คนธรรมดาชอบให้เป็นบวกเป็นลบเพราะอร่อยดี พระอริยเจ้าชอบให้หมดความเป็นบวก หมดความเป็นลบ อยู่เหนือความเป็นบวกอยู่เหนือความเป็นลบ ก็ไม่ค่อยมีใครรู้จักก็ก้มกราบ


พุทธศาสนาส่วนแท้จริงมันไปไกลอย่างนี้ จะให้มาอยู่ใกล้ๆ ในโลกนี้ก็อย่างสั้นๆ ก็อย่างง่ายๆ มีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ ทำการทำงานอยู่โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ มีชีวิตเหมือนอย่างมนุษย์ธรรมดา ทำการทำงานกินอยู่โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ทำได้อย่างไร ถ้าใครทำได้ก็พอแล้วไม่ต้องมาสนใจพุทธศาสนาเพราะเท่านั้นมันพอแล้ว ถ้าไม่เป็นทุกข์น่ะมันพอแล้ว ถ้ายังเป็นทุกข์อยู่จะทำอย่างไรค่อยคิดต่อไป


คำตอบที่ชัดเจน ที่แน่นอน ที่ลึกซึ้ง ที่มีเหตุผลก็ได้แก่ว่าการอบรมจิตเสียใหม่ อบรมจิตเสียใหม่ อย่าไปโง่หลงเรื่องบวกเรื่องลบ นี่จิตวิทยาแท้ๆ ของพุทธศาสนา อบรมจิตเสียใหม่ให้อยู่ในวิสัยที่ไม่ต้องถูกปรุงแต่งให้เป็นบวกหรือเป็นลบ แล้วก็ไม่หวั่นไหวด้วยความเป็นบวกหรือเป็นลบแม้ว่ามันจะประดังเข้ามาจากภายนอกก็ไม่มีปัญหาอะไร คงทำหน้าที่อย่างที่ทำไป ไม่ว่าจะทำนา ทำสวน ก็ทำไป แต่ว่าเราจะเป็นพระมีการดำรงชีวิตง่ายๆ ทำนา ทำสวน ทำอะไรก็ได้อย่าต้องเป็นทุกข์ก็แล้วกัน


แต่ว่าคนมันไม่ชอบนี่ มันจืดชืด ชอบเข้มข้น กระโดดโลดเต้น ชอบบวกชอบลบ บูชาบวกกันทั้งโลก บางคนทั้งโลกบูชาบวก มันก็มีปัญหามาก ก็ต้องการชนิดไม่รู้จบ บวกยิ่งกว่าบวกๆ ก็ยังไม่รู้จบ ก็มีปัญหาตลอดเวลา เรียกว่าติดดีชอบบวก นำไปสู่ความอิจฉาริษยา ไม่อยากให้ใครดีเท่า นำไปสู่ความยกตนข่มท่าน มันโง่ ไอ้ที่มันติดดีบ้าดี มันโง่ๆ มันจะอวดดี มันจะยกตนข่มผู้อื่นด้วยความดีของมัน มันจะอิจฉาริษยา ไม่ให้ผู้อื่นดีเท่า นี่เรียกว่าติดดีไม่ใช่เล่นนะ บ้าดี เมาดี ติดดี หลงดี ก็ไม่ใช่เล่นนะ มันอยู่เหนือนั่นขึ้นไป นี่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์


คำสอนของเหลาจื้อที่พ้องสมัยกับพระพุทธเจ้านั้น ถ้าเอามาวิจารณ์กันดีๆ ศึกษาละเอียดดีๆ ก็ต้องการอย่างนี้เหมือนกัน ต้องการอยู่เหนือความเป็นบวกความเป็นลบ เครื่องหมายของลัทธิเต๋าที่เขียนเป็นอิ่มเอี้ยง ปลาสองตัว ตัวหนึ่งดำ ตัวหนึ่งขาวอยู่ในวงกลม นั่นมันบอกแต่เรื่องบวกเรื่องลบเรื่องความทุกข์ มันยังไม่ได้บอกถึงวิธีที่จะเอาออกไปเสียทั้งบวกและลบอย่างไร ถ้าดับทุกข์จริงก็ต้องไม่มีปลาสองตัวนั้น มีวงกลมเฉยๆ ก็ยังมีปลาตัวหนึ่งดำตัวหนึ่งขาวขดอยู่ในนั้นก็ยังเป็น positive เป็น negative ปรุงแต่งไปไม่มีที่สิ้นสุดเป็นทุกข์ ที่เราไม่เข้าใจก็เหมือนกัน บางคำของบางคำของเหลาจื้อ เดากันไปต่างๆ นานา ความมีความไม่มี ความเป็น ก็หมายความว่าไม่ต้องมีไม่ต้องเป็น ไม่ต้องเป็นบวก


ชาวฮิบรู ชาวยิวต์ ก่อนโน้นก่อนพระเยซูมากมายน่ะ คัมภีร์เก่าของไบเบิล เพราะเจ้าก็สอนเรื่องไม่ติดดีติดชั่ว ไม่ผูกพันอยู่ในดีชั่ว ไม่กินผลไม้ของต้นไม้ที่ทำให้รู้ดีรู้ชั่ว สูงสุดของคำสอนนี้ของคัมภีร์ยิวต์ ฮิบรู ไม่ติดดีติดชั่ว อยู่เหนือดีเหนือชั่ว แต่คนก็ไม่เข้าใจ พูดเพียงเท่านั้นแล้วก็ไม่อธิบายอะไร พระเจ้าสอนประโยคเดียวว่ามึงอย่ากินผลไม้รู้ดีชั่ว คนก็ไม่เข้าใจ ก็จบ คัมภีร์เก่าก็จบ new testament ของพระเยซูก็สอนแต่ ดี ดี ดี ดี ดี อย่างเดียว ไม่อยู่เหนือชั่วเหนือดี แล้วก็พูดล้อชาวคริสต์ว่าชาวพุทธนี่เป็นคริสต์มากกว่าคุณนะ เพราะปฏิบัติตรงตามคำสั่งของพระเจ้าว่าอย่าไปยึดดียึดชั่ว ชาวพุทธเป็นคริสต์มากกว่าชาวคริสต์ที่ยังติดดี ติดดี ติดดี คำสอนพระเยซูติดดีเป็นบวก คำสอนเดิม old testament เหนือบวกเหนือลบเหนือดีเหนือชั่ว beyond good แปลว่าถ้าคำสอนมันสูงสุดไปจนสุดไม่ว่าของศาสนาไหนจะไปสุดตรงที่เหนือดีเหนือชั่ว เหนือบวกเหนือลบ เหนือบุญเหนือบาป ไม่มี positive ไม่มี negative จิตที่หลุดพ้นคืออย่างนั้น จิตวิทยามีเฉพาะเท่านี้ จะทำให้หลุดพ้นออกไปสู่ความเป็นอย่างนั้น ส่วนรายละเอียดของจิตเป็นอย่างไรไม่พอหรอกไม่พอจะดับทุกข์ แต่เค้าก็เรียนกันไปก็แยกแยะกันไป ออกไปอีกมากมายอย่างเป็นคัมภีร์อภิธรรม บอกว่าจิตเป็นอย่างไร อย่างไร อย่างไร เป็นอย่างนั้น ไม่ได้บอกถึงการที่จะทำให้จิตมันหลุดพ้นออกไป อาตมาบอกว่าเอาไปทิ้งทะเลเสียก็ได้ เราไม่ขาดความรู้อะไรเพราะเรามีความรู้ในคัมภีร์สุตตันตะ ที่จะอบรมจิตให้อยู่เหนือการปรุงแต่ง อตัมมะโย ไม่ถูกปรุงแต่งโดยสิ่งใด ไม่สำเร็จมาจากสิ่งใด ก็ไม่ถูกปรุงแต่งมาจากสิ่งใด นี่เป็นคัมภีร์ที่สูงที่สุด อธิบายยากที่สุด ในพระพุทธศาสนา กำลังเอามาพูดอยู่ บางคนก็เข้าใจบ้างนิดหน่อย


นั่นคือความเป็นพระอรหันต์ ถ้ายังไม่เข้าใจ เดี๋ยวนี้ก็ขอช่วยจำไว้ก่อน อตัมมะโย เป็นชื่อเรียกบุคคลที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ ถ้าเป็นธรรมะเรียกว่าอตัมมะยะตา อตัมมะยะตา ความที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ ผู้ใดมีอตัมมะยะตา ผู้นั้นเป็นอตัมมะโย คือปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ อยู่เหนือความปรุงแต่ง อยู่เหนือบวกเหนือลบ เหนือสุขเหนือทุกข์ เหนือโดยประการทั้งปวง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ถึงที่สุดที่นี่ ท่านบวชแล้วก็เที่ยวเรียนลัทธินั้น ลัทธินี้ ต่างๆ จนถึงครูองค์สุดท้ายก็ไม่มาถึงนี่ มันเป็นดีที่สุด ดีที่สุดอย่างละเอียดที่สุด ประณีตที่สุดไม่มีรูปไม่มีร่าง ดีที่สุด เรียกว่า เนวสัญญา นาสัญญา ญัตตนะ เนี่ยอาจารย์คนสุดท้ายของพระพุทธเจ้าสอนได้เพียงเท่านี้ เนวสัญญา นาสัญญา ญัตตนะ พระพุทธเจ้าว่าไม่พอขอลาจากอาจารย์ไปหาเอง จึงพบที่มันเหนือนั่นขึ้นไป ปรุงแต่งไม่ได้ เนวสัญญา นาสัญญา ญัตตนะ  ปรุงแต่งได้ชั้นละเอียดชั้นสูงสุด


เอาล่ะเราอย่าไปพูดว่าเป็นพระอรหันต์ เป็นนั่นเป็นนี่ อย่าไปพูดดีกว่ามันยุ่ง พูดว่าไม่มีความทุกข์ ต้องการให้ไม่มีความทุกข์โดยประการทั้งปวง ที่ชั้นสูงสุดเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้เขาเข้าใจว่าไม่มีความทุกข์ก็มีเงินใช้ มีบ้านอยู่สบาย มีร่างกายสบาย ก็ไม่มีความทุกข์เพียงพอแล้ว นี่มันจะโง่ขนาดหนัก เป็นเศรษฐีเป็นมหาเศรษฐีมีอะไรมากมายเหลือประมาณแล้ว มันก็ยังเป็นทุกข์ จิตมันยังร้อนราคะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้างดับทุกข์เท่านั้นมันไม่พอ จะดูว่าพวกเราก็มุ่งหมายกันเพียงเท่านี้ จะเรียนให้ดีจะไปทำงานให้ได้เงินเดือนมากๆ แล้วก็จะหาอะไรไว้มากๆ ก็พอใจแล้ว มีทั้งความสุขมีทั้งเกียรติยศ มีเท่านั้นก็พอใจแล้ว หารู้ไม่ว่านั่นยังไม่พ้นจากโลภะ โทสะ โมหะ ไม่พ้นจากราคะ โทสะ โมหะ เป็นมหาเศรษฐีก็ยังมีความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความตื่นเต้น เป็นเทวดาก็ยังมีความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความตื่นเต้น มันไม่พอ มันต้องเป็นอะไรเหนือนั่น เหนือไปกว่าเทวดา มารพรหมณ์ทั้งหลาย มันคือความที่มีจิตสูงจนปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้


เอาล่ะเป็นมนุษย์อยู่ที่นี่แหละอย่าให้มีอะไรมาปรุงแต่งจิตใจได้ อย่าให้เป็นบวกอย่าให้เป็นลบ ทีนี้มันก็สบายแหละ สบายแบบนั้นมันก็อยู่ในความหมายอื่นว่าสุขหรือสบายแบบที่อีกอันนึง ไอ้สุขสบายแบบคนธรรมดานี่มันไม่ใช่มันหลอกๆ มันไม่เรียกว่าสุข จุดสูงสุดของสิ่งปรารถนาในพุทธศาสนาไม่ได้เรียกว่าความสุข เรียกว่าที่สุดแห่งความทุกข์ แต่ถ้าไปพูดกับคนโง่ๆ ตามท้องถนนก็ต้องเรียกว่าความสุข เพราะฉะนั้นเพราะว่าเขาฟังไม่ถูก แล้วเขาจะไม่สนใจ เมื่อพูดกับคนโง่เหล่านี้พระพุทธเจ้าก็จะใช้คำว่าความสุขเหมือนกัน ให้มันสนใจ แต่ถ้าพูดกับผู้มีสติปัญญาหรือวิทยาศาสตร์ไม่เรียกว่าความสุข เรียกว่าที่สุดจบลงสิ้นสุดลงที่ความทุกข์ นั่นคือนิพพาน พูดให้ถูกเพราะนิพพานเหนือสุขเหนือทุกข์ เราจะพูดกับคนโง่กลางถนนก็ต้องบอกว่าสุขที่สุด นิพพานเป็นสุขที่สุด ไม่งั้นเขาไม่สนใจ คนทั่วไปยังบูชาความหมายของคำว่าความสุขอยู่ หารู้ไม่ว่าเมื่ออยู่เหนือความสุขแล้ว นั่นแหละคือความสุขถึงที่สุด ความสุขที่แท้จริง แต่ยังหลงในความสุขอยู่ก็ไม่ใช่ความสุข จิตใจถูกบีบคั้นอยู่ด้วยความสุข มีความอยาก มีความเพลิน มีความหลง มันมีเพียงเท่านี้เรื่องมีเพียงเท่านี้ ไปสรุปความเอาเอง จะบัญญัติเป็นถ้อยคำสำหรับพูดจาอย่างไร จึงเรียกว่าจิตวิทยาของพุทธศาสนา เฉพาะกับพุทธศาสนา ไม่ใช่จิตวิทยาทั่วไปหรือธรรมชาติของจิต นอกออกไปกว่านั้นจะไปใช้อะไรได้บ้าง จะไปใช้ฤทธิ์เดชปาฏิหาริย์อะไรได้บ้างก็ไป ไป ไม่ใช่พุทธศาสนา


จิตมันทำอะไรได้ทุกอย่างแต่เราไม่ต้องการ นอกจากว่าดับทุกข์อย่างเดียว มีจิตชนิดที่เป็นทุกข์กับเขาไม่เป็น เป็นทุกข์กับเขาไม่ได้ เดี๋ยวนี้อบรมดีแล้วจิตประภัสสรก็ตายตัวประภัสสร จนไม่มีอะไรมาปรุงแต่งให้สูญเสียความเป็นประภัสสรได้ นี่ประภัสสรทีหลัง ประภัสสรของพระอรหันต์ ประภัสสรที่มาจากในท้องมันยังมีอะไรปรุงแต่งได้ เป็นทุกข์ได้ อบรมๆๆ รักษาความเป็นประภัสสรไว้จนไม่มีอะไรปรุงแต่งได้ นี่เป็นประภัสสรของพระอรหันต์ คำว่าประภัสสรน่ะเพราะดีจำไว้บ้างนะ ประภัสสร ประภัสสร แปลว่า ซ่านออกแห่ง ซ่านออกแห่งรัศมี ประภา รัศมี สร แปลว่าซ่านออกมา ประภัสสร แปลว่าซ่านออกแห่งรัศมี คือไม่มีมลทินแต่มันอยู่ในลักษณะมลทินมาจับได้ มลทินมาครอบได้ มาครอบครองได้ ก็เป็นทุกข์ไป อบรมจนมลทินมันจับไม่ได้ ประภัสสรแท้เด็ดขาดตลอดกาล ต้องการอย่างนั้น


จิตของคนธรรมดาทั่วไปทุกข์คนนี่ ยังมีอะไรมาทำให้รู้สึกชอบ รู้สึกไม่ชอบ มาทำให้หัวเราะก็ได้ ร้องไห้ก็ได้ ให้เป็นบวกก็ได้ เป็นลบก็ได้ ในรูปแบบต่างๆ ต่างๆ ไม่รู้กี่สิบอย่าง ยกตัวอย่างให้รักก็ได้ ไม่รักก็ได้ ให้โกรธก็ได้ ไม่โกรธก็ได้ ให้เกลียดก็ได้ ไม่เกลียดก็ได้ รักโกรธ เกลียด กลัว ตื่นเต้น วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ อิจฉาริษยา หวงหึง นี่ ในที่สุดเพราะมันยึดมั่นถือมั่น มันมีมากกว่านี้แยกไปได้มากกว่านี้ ตัวอย่างที่รู้จักกันง่ายๆ ก็อย่างนี้ มันสนุกอยู่เมื่อไหร่ เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวดีใจ มันสนุกไม่รู้อะไร ถ้าไม่หัวเราะ ไม่ร้องไห้ บางคนว่าบ้า ฝรั่งหลายคนที่มาอบรมกันที่นี่ หลายๆ สิบคนบางคนก็ไม่ยอมยิ้ม ผิดปกติ ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เค้าว่า abnormal เค้าไม่ต้องการ คุณต้องการอะไรล่ะ ถ้าต้องการอย่างที่คุณมีก็เอาสิ ไม่มีใครว่า เราหัวเราะก็หัวเราะ อยากร้องไห้ก็ร้อง เอาสิ เราชอบที่มันไม่บวกไม่ลบ ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องหัวเราะ ไม่ต้องดีใจ ไม่ต้องเสียใจ ปกติๆๆ อยู่เหนือดีกว่า อยู่เหนือดีใจ เหนือเสียใจ เหนือร้องไห้ เหนือหัวเราะ คือเหนือดีเหนือชั่ว


ศาสนาในอินเดียก่อนพุทธกาลก็สอนกันได้แต่ดีที่สุด ดีที่สุด ไม่เหนือดีไปได้ พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นจึงพบเหนือดี ความดีนี้ปรุงแต่งมากกว่าเหนือดี มากยุ่งยากกว่าความชั่ว ความชั่วไม่ค่อยมีใครชอบก็ไม่ต้องปรุงแต่ง แต่ความดีนี่มันหลงรักๆ ก็ปรุงแต่งมากมายไม่รู้จักจบ ปัญหาเกิดมาจากความดี ความอยากดี ที่เราต่อสู้ฆ่าฟันกันเพราะมันอยากดี มันอยากครองโลกก็เพราะมันอยากดี เพราะว่ามันอิจฉาริษยาคนที่แข่งขัน เป็นเหตุให้อยากจะทำลายผู้อื่น ปราบปรามผู้อื่นให้ราบคาบ ให้ดีเข้ากับกู ระวังไอ้ดีไว้ดีๆ มันกัดเจ็บ กัดลึกกว่าความชั่ว กัดหัวใจลึกกว่าความชั่ว ทรมานใจมากกว่าความชั่ว มันทำให้อยากยกตนข่มผู้อื่นบ้าง อิจฉาริษยาบ้าง ต้องการดีๆ ๆ อย่างไม่รู้จักจบไม่รู้จะดียังไงก็ยังอยากอยู่ นี่เป็นเรื่องหลอก ไม่ดีไม่ชั่วคือปกติ คืออิสระ คือเสรีภาพ คือความสงบ ความเย็น หมดสิ้นแห่งความทุกข์ พอพูดได้อย่างนี้ไปสรุปเอาเองว่าจิตวิทยาในพุทธศาสนาคืออะไร


เราไม่ไปมัวสนใจเรื่องจิตมีกี่ชนิด เปลี่ยนแปลงอะไรทำอย่างไร มีธรรมชาติอย่างไรนี่มันก็เกินจำเป็น รู้แต่ว่าจะอบรมจิตอย่างไรให้มันอยู่เหนือดีเหนือชั่วก็พอแล้ว จะไปเรียนนอกนั้นก็อาจจะมากเกินไปตายเสียเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร เหมือนกับทำนารู้ปลูกข้าวให้มันงามก็แล้วกันไม่ต้องเรียนเรื่องดิน เรื่องธาตุ เรื่องเคมี เรื่องกีฏวิทยา อะไรสารพัดอย่างทำนาไม่ต้องเรียนหรอก มีแต่ปลูกข้าวให้มันงามก็พอแล้ว นี่ก็เหมือนกันไอ้จิตวิทยาในแขนงอื่นเราไม่ต้องเรียน เรียนรู้แต่ในแขนงที่เราจะชนะความทุกข์ ไม่ให้ความทุกข์ ไม่ให้สิ่งแวดล้อมปรุงแต่งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ไม่มีอะไร ปรุงแต่งได้จิตเป็นอิสรเสรี อยู่เหนือความทุกข์ ความเป็นอย่างนี้ เรียกว่าอยู่เหนือปัญหา เป็นอตัมยตา อยู่เหนือการปรุงแต่งไม่มีอะไรมาปรุงแต่งให้เป็นอย่างไรได้ เรียกอตัมยตา ชื่อก็แปลกฟังยาก แต่ถ้าจำไว้ได้ก็ดีมีประโยชน์ ธรรมะสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือ อตัมยตา


เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา 3 ตานี่ อนิจตา ทุกขตา นัตตา นี่จะนำไปสู่ เราก็จะเห็น ธรรมจิตตา เป็นธรรมดาอย่างนี้ ธรรมนิยามตา กฎธรรมชาติบังคับไว้อย่างนี้ อีกทั้งปัจจัยตา ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอย่างนี้ ช่างหลอกลวงเสียจริงๆ เห็นว่าสูญญัตตา ว่าง ตัวตน หลอกลวงกันไม่ได้ ตถาตา เช่นนั้นเอง อตัมยตา ไม่มีอะไรมาปรุงความคิดให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อตัมยตา อตัมยตา สุดท้าย เป็นพระอรหันต์


จะพูดตามเทคนิคภาษาบาลีก็ทำยาก ละกามธาตุเสียด้วยรูปธาตุ ละรูปธาตุเสียด้วยอรูปธาตุ ละอรูปธาตุเสียด้วยอตัมยตา กามธาตุนี่บรรดาที่ตกอยู่ในกาม รูปธาตุนี่เลิกกามไปติดรูป รูปบริสุทธิ์ เป็นพรหมควบคุมอารมณ์ไว้สมมตินะ แต่ว่าพรหมนี่ยังมีรูป ละเสียด้วยพรหมที่ไม่มีรูป ก็คืออรูปธาตุ อรูปธาตุก็ยังมีที่ตั้งแห่งตัวตนก็ละเสียด้วยอตัมยตา ไม่มีตัวตน กามธาตุก็มีตัวตน รูปธาตุก็มีตัวตน อรูปธาตุก็ยังมีตัวตน อตัมยตานี่หมดตัวตน นี่พูดตามคำบาลีเป็นอย่างนี้มันฟังยาก ละกามธาตุเสียด้วยรูปธาตุ ละรูปธาตุเสียด้วยอรูปธาตุ ละอรูปธาตุเสียด้วยอตัมยตา จบหมด


ละสั้นๆ ก็อย่ามีตัวตน อย่างมีตัวตน มีตัวตนชนิดที่มิใช่ตัวตน ฟังเหมือนคนบ้านพูดใช่ไหม มีตัวตนชนิดที่ไม่ใช่ตัวตน มันเป็นความจริงที่จะปฏิบัติแล้วก็ไม่มีความทุกข์ มีตัวตน ตัวตน ตัวตน เนี่ย ตามความรู้สึกตามธรรมชาติ แต่อย่าเอาเป็นตัวตนที่แท้จริง มันเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น ความรู้สึกว่ามีตัวตนนี้เป็นความรู้สึกที่มีได้เองตามธรรมชาติ ก็อย่าเอาขึ้นมาเป็นตัวตนที่แท้จริง ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวตน มันจะหนัก พูดหยาบคายหน่อยมันจะซุมกะบาลหนัก ทูนภูเขา ทูนโลก ทูนอะไรไว้มันหนัก มีตัวตนที่สุดเป็นอัตตา อัตตา อัตตา มีตัวตนที่สุด สุดโต่งฝ่ายนี้เป็นนิรัตตาไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรเลย นี่ก็บ้าเหมือนกัน ไม่มีประโยชน์อะไร อยู่ตรงกลางนั่นแหละเป็นอนัตตา อนัตตา มิใช่ตัวตน แม้ว่าเราจะถือกว่าร่างกายนี้เป็นตัวตน จิตใจนี้เป็นตัวตน อย่าให้มันเป็นตัวตน รู้สึกว่ามันเป็นตัวตน แต่มันไม่ใช่ตัวตน นี่แหละอนัตตามิใช่ตน มีแต่สิ่งที่มิใช่ตน สามคำ นี้อัตตา ตรงกลางอนัตตา สุดฝ่ายนี้นิรัตตา นิรคือไม่มี ไม่มีอัตตา ที่นี้มีอัตตา นี่ไม่มีอัตตา มีอัตตาซึ่งมิใช่อัตตานี่แหละที่เราต้องการ ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความรู้สึกตัวกู ของกู ก็คือความว่าง ว่างจากตัวตนว่างจากของตน ไม่มีตัวตนสำหรับจะเป็นทุกข์ การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ของธรรมชาติ อย่าเอาร่างกายและจิตใจมาเป็นตัวตนมันเป็นของธรรมชาติ จบแหละ


นี่พูดเรื่องพุทธศาสนามันจบเพียงเท่านี้ ใจความ หมดปัญหาไม่มีความทุกข์เข้ามา หมดตัวตนก็หมดเรื่องไม่ต้องมีภาระอะไร หมดตัวตนก็หมดเรื่องไม่ต้องมีปัญหาอะไร อย่าต้องการมากกว่านั้น ต้องการมากกว่านั้นก็คือบ้า หมดความทุกข์ด้วยประการทั้งปวงแล้วยังต้องการอะไรอีก ไม่ต้องการเลยนั่นก็บ้า เป็นความต้องการของผู้ที่ไม่มีความรู้ ไม่มีสติ ก็บ้า หมดปัญหา หมดทุกข์ด้วยประการทั้งปวงแล้วก็ใช้ได้ มีชีวิตไม่มีปัญหา มีความทุกข์ มีแต่ความเยือกเย็น ก็ทำหน้าที่ได้ ทำการทำงานได้ เหงื่อไหลไคลย้อยก็ได้ แต่ไม่มีความทุกข์นี่ คนมีตัวตนนะเหงื่อออกมาเป็นน้ำร้อน คนไม่มีตัวตนเหงื่อออกมาเป็นน้ำเย็น คิดดูว่าจริงหรือไม่จริง


ถาม  หลวงพ่อขา แต่จริงๆ แล้ว ทั้งตัวหนูเองด้วยหนูคิดว่าบางทีสภาพโดยทั่วๆ ไป มองไม่ค่อยเห็นแง่แท้ของตัวเองว่าเราไม่ได้มีตัวตนยังไง มันไม่ชัดเจน เราไม่เข้าใจสภาวะของธรรมชาติของตัวเรา
ตอบ นั่นแหละ มันไม่รู้นั่นแหละ มันก็อย่างนั้นแหละ ก็ให้มันรู้สิ
ถาม อย่างถ้าจะมองแนวคิดขันธ์ 5 แล้วก็เป็นไปตามสภาวะของตัวตน
ตอบ ธรรมชาติ ธรรมชาติ มันจะไม่ใช่ตัวตน
ถาม มันจะไม่ใช่ตัวตน ไม่ทราบว่า อยากจะให้หลวงพ่อช่วยอธิบายเรื่อง ขันธ์ 5 เรื่ององค์ประกอบของความเป็นตัวตน
ตอบ สิ่งที่จะถูกยึดถือเป็นตัวตน เรียกว่าขันธ์ 5 บางทีก็ร่างกาย เปลือกร่างกายเป็นตัวตน นี่ขันธ์ที่ 1 บางทีก็เวทนา รู้สึกสุขหรือทุกข์เป็นเวทนา เป็นตัวตน ก็เป็นผู้รู้สึก เวทนาก็เป็นตัวตนเอาเวทนาเป็นตัวตน ที่แท้ก็จิตที่มีเวทนาเป็นตัวตน สัญญาความหมายมั่น อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ได้ตลอดถึงความจำหรือมั่นหมายอย่างไรแหละสัญญา

จิตชนิดนั้นเป็นตัวตนก็ได้ สังขารจิตที่กำลังคิดนึก ปรุงแต่ง อย่างนั้นอย่างนี้ เอาเป็นตัวตนก็คิดได้ กูคิดได้ งั้นกูก็ต้องมี คำสอนของเดกกาของพวกฝรั่ง ที่พวกฝรั่งบูชากันนัก คอคิโต เออโอซั่ม กูคิดได้ กูมีอยู่ สูตรปรัชญาของเดกกา กูคิดได้ กูมีอยู่ มันไม่รู้แหละ ไอ้คิดได้มันก็ไม่ใช่ตัวตน มันเป็นการคิดแต่การคิดได้มันคือของที่ไม่ใช่ตัวตนเป็นของธรรมดา วิญญาณรู้แจ้งทางหูทางตาก็ไม่ใช่ตัวตน สอนมันสอนตัวตนอยู่ข้างใน เดี๋ยวออกมาทางตา เดี๋ยวออกมาทางหู เดี๋ยวออกมาทางจมูก ทั่งๆ นี่เป็นตัวตน วิญญาณมันเป็นตัวตน ห้าอย่างนี้คือสิ่งที่จะหลงว่าเป็นตัวตน ถูกหลอกว่าเป็นตัวตน




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,370 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

จิตวิทยาในพระพุทธศาสนา [35,490]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,978]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [372,281]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [285,362]
Global Warming { English } [119,607]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.