| ทีมงานได้อัพเกรดเซฟเวอร์เรียบร้อยแล้ว เว็บไซต์วิชาการดอทคอม เร็วและแรงยิ่งขึ้น! |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35287" type="text/javascript"></script> |
|
ว่าด้วยเรื่องครอบครัว
สถาบันที่มีความใกล้ชิดต่อตัวเรามากที่สุด คือ สถาบันครอบครัว เพราะเป็นโลกใบแรกที่เราได้สัมผัส นับตั้งแต่ลืมตาดูโลก และมีปฏิสัมพันธ์ต่อเรายันความตายมาถึงเลยทีเดียว จึงไม่แปลกที่สถาบันเล็กๆที่มีองค์ประกอบน้อยนิดนี้ จะเป็นสถาบันหลักและมีอำนาจอิทธิพลควบคุมความ
post ครั้งแรก: Fri 22 February 2008, 3:52 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 22 February 2008, 3:55 pm
อยู่ในส่วน: วิชาการ.คอม, สายศิลป์, สังคมศาสตร์, มนุษย์ศาสตร์, เรียนต่อ, ทั่วไป, สุขภาพ, แม่และเด็ก, v Blog
|
ว่าด้วยเรื่องครอบครัว
สถาบันที่มีความใกล้ชิดต่อตัวเรามากที่สุด คือ สถาบันครอบครัว เพราะเป็นโลกใบแรกที่เราได้สัมผัส นับตั้งแต่ลืมตาดูโลก และมีปฏิสัมพันธ์ต่อเรายันความตายมาถึงเลยทีเดียว จึงไม่แปลกที่สถาบันเล็กๆที่มีองค์ประกอบน้อยนิดนี้ จะเป็นสถาบันหลักและมีอำนาจอิทธิพลควบคุมความคิดมุมมอง และการกระทำของบุคคล ดังนั้นสถาบันครอบครัวจึงได้รับความคาดหวังที่สูงมากจากสังคม ให้ผลิตองค์ประกอบที่ดีของสังคมให้มีคุณภาพตามเกณฑ์ของสังคม จึงทำให้สถาบันครอบครัวที่มีความอ่อนไหวสูง ต้องตกอยู่ภายใต้กรอบมาตรฐานที่สังคมครอบให้ จนลืมความจริงพื้นฐานบางด้านไป
ครอบครัวประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูก และอาจมีญาติสนิทมิตรสหายอาศัยอยู่ร่วมกันภายใต้ชายคาเดียวกัน พ่อมีหน้าที่ดูแลครอบครัวทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ให้ความดูแลเอาใจใส่ เก่งเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เรียกได้ว่าเป็น family man แม่ต้องมีความเป็นแม่เต็มขั้น ดูแลลูกๆให้เป็นคนดีมีศีลธรรม จัดการดูแลงานบ้านงานเรือน จัดการเรื่องเล็กเรื่องน้อยภายในบ้าน ลูกก็มีหน้าที่เชื่อฟัง คำสั่งสอนอบรมของพ่อแม่ ปฏิบัติตามอย่างว่าง่ายและไม่ต่อต้าน
สิ่งที่ได้กล่าวไปนี้คือครอบครัวในอุดมคติที่สังคมคาดหวัง นอกจากที่สังคมจะคาดหวังแล้ว สังคมยังใช้ครอบครัวตุ๊กตาที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเกณฑ์มาตรฐาน ในการกราดนิ้วใส่ว่าครอบครัวไหนดีหรือไม่ดี ทั้งที่ในความเป็นจริงครอบครัวตุ๊กตาอาจเหมาะสมกับครอบครัวเพียงจำนวนหนึ่งของสังคม และมีครอบครัวอีกมากมายที่ไม่เหมาะสมกับรูปแบบครอบครัวตุ๊กตา
ครอบครัวไหนจะดีหรือไม่ดี ควรตัดสินว่าคนในครอบครัวนั้นมีความสุขหรือเปล่า ครอบครัวไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบที่ครบถ้วนก็สามารถเป็นครอบครัวที่ดีหรือสมบูรณ์ได้ พ่อหรือแม่ไม่จำเป็นต้องมีบทบาทหรือการแสดงออกที่ต้องเป็นไปตามกรอบที่สังคม ขีดไว้ให้กับผู้ที่จะเป็นพ่อเป็นแม่เสมอไป ดังนั้นการที่สังคมสร้างกรอบที่เป็นตัวเปรียบเทียบครอบครัวจึงเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม
แต่อนิจจาโลกนี้น่าเศร้าผู้คนส่วนใหญ่กลับมองไม่เห็นความจริงในข้อนี้ ต่างคิดว่าเมื่อตนแต่งงานสร้างครอบครัวแล้ว นั่นหมายถึงตนจะต้องเข้าสู่รูปแบบครอบครัวตุ๊กตา เพื่อเป็นครอบครัวที่ดีตามแบบฉบับของสังคมที่ไร้เหตุผล จึงต้องสวมหน้ากากตุ๊กตา ละทิ้งไลฟ์สไตล์ของตัวเองไป บางคนยอมรับไม่ได้จึงเตะถ่วงเวลาไม่ยอมสร้างครอบครัวเป็นหลักเป็นแหล่ง ที่สำคัญก็คือ คนเราไม่สามารถแสดงบทบาที่ไม่ใช่ตัวเองได้ตลอดเวลา จึงทำให้ปัญหาครอบครัวตามมาในที่สุด คู่รักที่คบกันมาเข้ากันได้เป็นอย่างดีแต่พอแต่งงานกลับประสบปัญหา บางรายถึงขั้นหย่าร้างกันทีเดียว สิ่งเหล่านี้มีให้เห็นเป็นตัวอย่าง
หากไม่ถึงขั้นหย่าร้างครอบครัวก็มักสูญเสียความอบอุ่นซึ่งในข้อนี้จะส่งผลกระทบต่อลูก พ่อที่มักทำแต่งานไม่กลับบ้าน เพื่อจะได้ไม่ต้องสวมบทบาทคุณพ่อตุ๊กตา คุณแม่ที่เย็นชากับครอบครัวหรือไม่ใส่ใจต่อครอบครัว เพื่อจะได้เป็นการต่อต้านหรือหลีกหนีบทบาทตุ๊กตาของตนเอง
แต่เหตุการณ์เหล่านี้ไม่สามารถโทษว่าเป็นผลมาจากสังคมได้ เพราะแม้ว่าสังคมจะเป็นผู้สร้างกรอบเหล่านี้ขึ้นมาก็จริง แต่ตัวเราเองต่างหากที่ยอมรับให้กรอบเหล่านี้มีผลต่อพฤติกรรมของเราทั้งสิ้น ดังนั้นเราจึงควรแก้ที่ต้นเหตุก่อนนั้นคือตัวเราต้องมีเหตุผลกับชีวิตของเราเอง แทนที่จะให้ถูกบงการจากกรอบทางสังคม
ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจกับโฉมหน้าของครอบครัวที่แท้จริง เพราะสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันเล็กๆเกี่ยวข้องกับบุคคลน้อยราย การทำอะไรตามขีดที่สังคมขีดไว้ โดยไม่ไตร่ตรองเสียก่อนจึงเป็นการไม่ถูก แต่จากที่เขียนมาก็เป็นเพียง ความจริงบางด้านของครอบครัวที่ถูกกรอบสังคมลิดรอนไปเท่านั้น
ความจริงอีกสิ่งหนึ่งของครอบครัวคือ หน้าที่ของครอบครัวที่มีต่อลูกรวมถึงขอบเขตของครอบครัวที่มีต่อลูก ในสังคมส่วนใหญ่แทบทุกสังคมนั้น ลูกมักเป็นสมบัติชิ้นหนึ่งของพ่อแม่ พ่อแม่เป็นเจ้าของลูกอย่างชอบธรรม และนั่นคือสิ่งที่สังคมชอบให้เป็นหากลองมองย้อนดูลูกกับสัตว์เลี้ยงไม่ได้มีฐานะ แตกต่างเท่าไหร่ได้รับความรักการดูแล อาหาร พาไปหาหมอ สอนนู้นเรียนนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างนั้นคือลูกนั้น มีความคิดจิตใจและเป็นบุคคลๆหนึ่ง ที่ไม่ต่างกับผู้คนที่เดินทางสวนกันไปตามท้องถนน พ่อแม่ไม่สามารถครอบงำความคิด การกระทำ และการตัดสินใจเลือกของลูกได้
เราสามารถกำหนดให้สัตว์เลี้ยงทำอะไรตามใจเราได้ทั้งนั้น แต่เราทำเช่นนั้นกับลูกไม่ได้เลย แม้ว่าแม่จะคลอดลูกออกมา พ่อจะเป็นผู้ให้กำเนิด แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าลูกเป็นกรรมสิทธิ์ของพ่อแม่ พ่อแม่มีหน้าที่เพียงแค่ป้อนข้อมูลให้กับลูก ส่วนการวิเคราะห์ คิด ตัดสินนั้นเป็นของลูก พ่อแม่ไม่อาจให้ลูกไปซ้ายหรือขวา ที่ทำได้ก็เพียงแต่ บอกว่าไปซ้ายเป็นย่างไร ไปขวาเป็นอย่างไร ส่วนลูกจะเลิกอย่างไรก็สุดแท้แต่ ตัวเขาเองพอแม่มีหน้าที่แค่ยอมรับเท่านั้น
สาเหตุที่สังคมตีกรอบให้ลูกเป็นสมบัติของพ่อแม่เพราะคิดว่าการที่พ่อแม่ให้กำเนิดขึ้นมา จะเอื้อให้พ่อแม่มีอภิสิทธิ์เหนือลูก มีความเหนือกว่า แต่เมื่อถึงภาวะหนึ่งแล้วลูกก็จะมีความเท่าเทียมกันกับพ่อแม่ มีสิทธิของการเป็นบุคคลๆหนึ่ง ดังนั้นการบังคับ บงการ ออกคำสั่งให้เป็นไปตามใจพ่อแม่นั้นทำไม่ได้ รวมถึงการใช้กำลังกับลูกด้วย
ในปัจจุบันมีการเรียกร้องสิทธิ์สตรีกันอย่างบ้าคลั่ง เป็นหน้าเป็นหลัง แต่กลับไม่มีการเรียกร้องสิทธิลูกเลยแม้แต่น้อย( มันต่างจากสิทธิเด็กเพราะสิทธิลูกเป็นการเรียกร้องจากครอบครัวมิใช่สังคม ) ทั้งที่ในความเป็นจริงเด็กอาจมีความคิดมากกว่าผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ อย่าหัวเราะไปเพราะการเรียกร้องสิทธิสตรีเคยเป็นเรื่องตลกไร้สาระ และไม่มีความสำคัญ แต่ปัจจุบันการเรียกร้องสิทธิสตรีกับเป็นเรื่องจริงจังเสียแล้ว แม้ตอนนี้การเรียกร้องสิทธิเด็กในครอบครัวจะยังไม่มี แต่ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้นเลยเสียทีเดียว!
22 กุมภาพันธ์ 2551


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |