| ทีมงานได้อัพเกรดเซฟเวอร์เรียบร้อยแล้ว เว็บไซต์วิชาการดอทคอม เร็วและแรงยิ่งขึ้น! |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35323" type="text/javascript"></script> |
|
50 วัน คว้าฝัน สู่ 'คนพลังจิต'
ตอนนี้ก็อัพออกมาแล้วนะครับ ตอนใหม่ ก็ออกมาเป็นตอนสุดท้ายของปิดเทอมใหญ่นี้ ส่วนตอนต่อๆ ไปก็อาจจะได้โพสกันเต็มที่อีกทีนึงช่วงปิดเทอมตุลานี้ แล้วก็รอติดตามกันต่อไปเรื่อยๆ นะครับ ถ้ามีเวลาพอ ก็อาจจะได้ออกมาอีก
post ครั้งแรก: Sun 24 February 2008, 11:43 am ปรับปรุงล่าสุด: Sun 4 May 2008, 9:42 pm
|
"หลายสิบปีก่อน ตัวหลวงลุงเคยทำงานในธนาคารแห่งหนึ่งที่อเมริกา ตอนแรกที่ไปอยู่ที่อเมริกาก็ไม่ได้คิดหวังอะไรมาก แค่มาเสี่ยงโชค ปะเหมาะเคราะห์ดีก็มีงาน มีรายได้ดี เลี้ยงตัวได้ ตอนแรกเข้ามาเป็นพนักงานทำบัญชีก่อน สองสามปีหลังจากนั้น เป็นช่วงที่ดวงขึ้นมากๆ ได้เลื่อนตำแหน่งงานขึ้นมาทีเดียวเจ็ดแปดขั้น ขึ้นมาเป็นผู้จัดการสาขาของธนาคารที่นิวยอร์ค รายได้ก็ดีมาก ชีวิตในนิวยอร์คก็ไม่ขัดสนรายได้ ก็ตัดสินใจลงหลักปักฐานที่นั่น ชีวิตตอนนั้นก็สุขสบายมาก วันจันทร์ถึงศุกร์ ก็อยู่สำนักงานไปตามเรื่อง เสาร์อาทิตย์ก็กลับมาเมืองไทย วันจันทร์ก็ไปใหม่ เป็นอย่างนี้อยู่สามปี เรื่องครอบครัวที่เมืองไทย หลวงลุงก็ไม่ได้ทอดทิ้ง ก็ส่งเงินมาให้ครอบครัวเป็นประจำ" หลวงลุงหยุดเล่าพักหนึ่ง ก่อนที่จะเล่าต่อไป
"พอมาวันหนึ่ง หลวงลุงไปร้านอาหารไทยร้านนึงในนิวยอร์ค ตอนนั้นก็เป็นผู้จัดการสาขาแล้ว ก็มีรถหรูๆ ขับไปไหนมาไหน ก็ไปเจอกับผู้หญิงไทยคนหนึ่ง เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักที่สุดคนนึงเท่าที่หลวงลุงเคยเจอมาในชีวิต หลวงลุงกับเธอคนนั้นก็ได้คุยกัน ก็รู้ว่าเธอเป็นนักศึกษาที่มาเรียนต่อที่ ม.เคมบริดจ์ อ่อนกว่าหลวงลุงประมาณสามปี เธอคนนั้นชื่อ 'น้ำฝน'"
"ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา หลวงลุงและน้ำฝนก็สนิทกัน ไปไหนก็ไปด้วยกัน พอรู้ว่าน้ำฝนจะไปไหน หลวงลุงก็เอารถไปรับ เป็นอย่างนี้อยู่หลายเดือน นานเข้าความสนิทสนมกัน ก็เริ่มเป็นความรัก หลวงลุงกะน้ำฝนก็รักกันมาก ก็อยู่ดูใจกันมา จนเมื่อน้ำฝนจบปริญญาเอกแล้ว ก็ตัดสินใจกลับมาเมืองไทย...แต่งงานกัน ตอนนั้นน้ำฝนเรียนจบแล้ว ก็กลับมาทำงานที่เมืองไทยถาวร ส่วนตัวหลวงลุงเองที่มีภาระงานในอเมริกาอยู่ ก็ขอบอสย้ายมาทำงานที่สำนักงานใหญ่ที่เมืองไทยแทน บอสก็เห็นด้วย ก็ได้ย้ายมาเมืองไทยด้วยกัน น้ำฝนกะหลวงลุงก็กลับมาอยู่ที่เมืองไทยตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา"
"สองสามปีแรกที่อยู่ด้วยกันกะน้ำฝน เป็นช่วงที่มีความสุขมาก ทุกอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน น้ำฝนก็น่ารักอย่างที่ว่าแหละ แกเป็นคนเอาอกเอาใจคนอื่น เข้าใจความรู้สึกคนอื่นดี แล้วก็ไว้ใจได้ด้วย ก็เข้ากันได้เรื่อยมา ก็เป็นช่วงข้าวใหม่ปลามันว่างั้นเถอะ จนมาวันหนึ่ง น้ำฝนเกิดป่วยขึ้นมาด้วยโรคที่ไม่มีใครรู้จัก และไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ก็ตัดสินใจส่งเธอไปรักษาตัวที่อังกฤษ ตอนที่น้ำฝนรักษาตัวอยู่ กำลังใจดีมากๆ เธอถึงกับบอกหลวงลุงว่า 'ไม่ต้องเป็นห่วง น้ำฝนอยู่ที่นี่ได้คนเดียว พี่ชายกลับเมืองไทย ไปทำงานเถอะ' หลวงลุงก็ยอมรับนะว่าเธอกำลังใจดีมากๆ นอนรักษาตัว ไม่ได้กลับเมืองไทยอยู่สองสามปี ก็ยังทนสู้ชีวิตได้"
"พอมาวันหนึ่ง ตอนนั้นหลวงลุงทำงานอยู่ที่เมืองไทย น้ำฝนที่อยู่ที่อังกฤษก็โทรมาหาหลวงลุง บอกว่า 'ไม่ต้องเป็นห่วงน้ำฝนนะ น้ำฝนไปสบายแล้ว พี่ชายไม่ต้องกลัวเหงา จะหาโอกาสมาเยี่ยมบ่อยๆ บอกญาติน้ำฝนให้มาหาที่โรงพยาบาลด้วย' แล้วไม่นานทางโรงพยาบาลที่อังกฤษก็โทรมา บอกว่าน้ำฝนเสียแล้ว ความรู้สึกตอนนั้นก็เสียใจอยู่เหมือนกัน ตอนที่เธอมีชีวิตอยู่ก็เป็นผู้หญิงที่ดีมากๆ ก็รู้สึกเสียดาย แต่ก็เหมือนว่าเธอจะรู้ตัวก่อนตาย ก็เลยโทรมาบอกหลวงลุงให้รู้ตัวก่อน ตอนนั้นหลวงลุงก็กินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่ปีสองปี ก็ไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยทิ้งงาน ทิ้งบ้าน ทิ้งสมบัติ ออกไปบวชตลอดชีวิตให้ลืมเธอไปเลยดีกว่า ก็ไปบวชที่วัดในบ้านเกิด ก่อนที่จะออกธุดงค์ไปตามป่าเขา"
"ก็ได้ไปเจอกับพระอาจารย์รูปหนึ่งในป่า ท่านก็เมตตาประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ต่างๆ ให้ รวมถึงสมถะวิปัสสนากรรมฐานที่หลานเอสกำลังศึกษาอยู่ด้วย หลวงลุงก็ศึกษาในนั้นประมาณหนึ่งปี ก็ออกมาจากป่า เดินธุดงค์ไปทั่วประเทศ ก่อนที่สุดท้าย หลวงลุงตัดสินใจย้ายมาจำพรรษาที่ป่าตะนาวศรีแห่งนี้เป็นการถาวร ก็ได้รับการยอมรับให้เป็นเจ้าอาวาส จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นเจ้าอาวาสอยู่ ก็อยู่มาจนถึงปัจจุบันก็ประมาณสี่ห้าปีละ"
"หลวงลุงครับ หลังจากที่น้ำฝนเสียนี่ หลวงลุงเห็นวิญญาณน้ำฝนมาเยี่ยมอย่างที่เธอบอกก่อนเสียมั้ยครับ" เอสถามหลวงลุงหลังจากที่หลวงลุงเล่าเรื่องของตนจบ
"ที่ผ่านมาก็เจออยู่บ่อยครั้งเหมือนกัน สามครั้งต่อเดือน โดยทั่วไปแล้วแกก็จะมาคอยช่วยเหลือกิจการของวัดอยู่หลายอย่างเหมือนกัน"
"หลวงลุงโชคดีนะครับ ที่ได้แฟนที่รักจริง ไม่ทอดทิ้งกัน ใช่มั้ยครับ หลวงลุง"
"ก็พูดถูกนะหลานเอส เอ้อ...แล้วเรื่องฝันเมื่อคืนล่ะ ไม่มีอะไรแล้วใช่มั้ย"
"ฝันแบบนั้น ก็อดเป็นห่วงแฟนผมไม่ได้เหมือนกันละครับ กลัวว่าเธอจะเป็นอะไรไปซะก่อนที่ผมจะกลับ"
"ที่หลานเอสว่ามา สงสัยคงมาเตือนเรื่องการปฏิบัติมากกว่า คงจะเป็นการตัดความพอใจรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่น่าพึงพอใจมากกว่า ก็เป็นปริศนาธรรมนะ... ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก แฟนหลานเอสไม่เป็นอะไรหรอก วันนี้ก็คงจะเริ่มฝึกได้แล้วนะ"
"ก็เริ่มได้เลยครับ"
"ไม่ผวาแบบเมื่อวานนะ"
"ไม่ครับ"
"แน่ใจนะ"
"แน่ใจครับ" เอสรับคำหลวงลุง ก่อนที่การฝึกกรรมฐานแบบเข้มข้นจะเริ่มขึ้น และคงไม่มีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นเช่นเมื่อวานอีก
เรื่องนี้แต่งขึ้นโดยมีเค้าโครงจากของจริงๆ คือวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ณ ขณะนี้ แผ่นทองคำในเรื่อง มีอยู่จริงๆ ใต้ฐานพระประธานในอุโบสถหลังใหม่ของวัดครับ และเนื้อความ ก็ของจริง พระมหาวีระ ถาวโร มีตัวตนจริงๆ และเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าซุงจริงๆ ครับ ในช่วงปี พ.ศ.2511-2535
ส่วนเหตุการณ์หลัง 2535 ในเรื่อง สมมติตามเค้าโครงของจริงทุกประการครับ แล้วที่สมมติให้แผ่นดินไหวและแม่น้ำเปลี่ยนทางไหล ก็ตั้งใจจะให้เหลือสถานที่ของจริง ในเวลาที่ดำเนินเรื่อง คือมหาวิหาร 100 เมตร ซึ่งตั้งใจจะให้เป็นฉากของเรื่องอยู่แล้ว ณ เวลาที่ดำเนินเรื่อง เพราะฉะนั้น มันจะต้องยังอยู่
ส่วนตัวละครในการดำเนินเรื่อง (ตั้งแต่หน้าที่ 2 เป็นต้นไป) ก็สมมติขึ้นหมด สถานที่ เขตการปกครองก็สมมติ ยกเว้นที่เดียว "มหาวิหาร 100 เมตร" ที่จะเป็นของจริงเพียงอย่างเดียวตลอดการดำเนินเรื่องครับ
ป.ล.เขียนไปก็งงไป ไปอ่านตอนปฐมบทประกอบด้วยแล้วกัน
ลงแก้ใหม่ละกัน พอดีเพลงที่ลงมีปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย นี่ก็ยืมเพลงประจำเว็บพลังจิตมา (กว่าจะลงได้)


สนุกดีๆ
รีบอัพเร็วๆน้า
อยากอ่านต่อแล้วล่า
เก่ง จะง เลย เอส อะ
เข้า ญาณ ได้ใน เสี่ยว วิ นา ที
สุด ยอดๆๆ
อยาก ทำได้ จัง เลย จะ ได้ เก่ง มั่ง
หุหุ ตอน นี่ ทำได้ แค่ ควบคุม พลัง จิด ขั้น ต่ำ
แต่ ยังไม่ได้ ฝึก กสิณ เลย อิอิ


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |