<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35323" type="text/javascript"></script> |
|
50 วัน คว้าฝัน สู่ 'คนพลังจิต'
ตอนนี้ก็อัพออกมาแล้วนะครับ ตอนใหม่ ก็ออกมาเป็นตอนสุดท้ายของปิดเทอมใหญ่นี้ ส่วนตอนต่อๆ ไปก็อาจจะได้โพสกันเต็มที่อีกทีนึงช่วงปิดเทอมตุลานี้ แล้วก็รอติดตามกันต่อไปเรื่อยๆ นะครับ ถ้ามีเวลาพอ ก็อาจจะได้ออกมาอีก
post ครั้งแรก: Sun 24 February 2008, 11:43 am ปรับปรุงล่าสุด: Sun 4 May 2008, 9:42 pm
|
เช้าของวันพุธ วันนี้เอสโผล่หน้าเข้าไปหาหลวงลุงในกุฏิแต่เช้า
"หลวงลุงครับ เมื่อคืนนี้ผมฝัน แต่ก็ไม่เชิงฝัน มันเหมือนเรารู้สึกจริงๆ มากกว่าครับ ตื่นขึ้นมายังจำรายละเอียดทุกอย่างได้เลยครับ" เอสรายงานถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเมื่อคืนอย่างละเอียด ก่อนที่หลวงลุงจะออกความเห็นบ้าง
"สงสัยว่าหลานเอสคงเคยมีความเชี่ยวชาญด้านถอดจิตมาก่อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอหลานเอสเข้าถึงฌานที่สี่ได้แล้ว ของเก่าก็ตามมา การถอดจิตนี่ ภาษาบาลีเรียกว่า 'มโนมยิทธิ' หมายถึงมีฤทธิ์ทางใจ สามารถนิรมิตกายอื่นอันสำเร็จด้วยใจจากกายนี้ เหมือนชักดาบออกจากฝัก ก็คือการถอดจิตน่ะแหละ หลานเอส แล้วคำสอนของพระท่านนี่ จำไว้ให้ดีนะ ปฏิบัติตามนั้น อย่างน้อยที่สุด พระท่านยืนยัน หลานเอสต้องผ่านอภิญญาห้าทั้งหมดแน่ ไม่มีทางเป็นอื่น เว้นแต่หลานเอสจะท้อถอยเอง
"แล้วอภิญญาห้านี่ คงเกี่ยวข้องกับพลังจิตต่างๆ ใช่มั้ยครับ"
"หลานเอสพูดถูก อภิญญาห้า เป็นคำศัพท์ที่หมายรวมถึงพลังจิตห้าประเภทใหญ่ๆ หนึ่ง ในการทำสิ่งที่เกินความสามารถทั่วไปของมนุษย์ สอง ในการได้ยินเสียงที่เหนือการรับรู้ของประสาทมนุษย์ สาม ในการรับรู้เกี่ยวกับการเกิดการตายของสิ่งมีชีวิต สี่ ในการรับรู้ความรู้สึกนึกคิด สภาพอารมณ์และจิตใจของผู้อื่น และห้า ในการรับรู้เหตุการณ์อดีตที่ผ่านมาทั้งหมดของตัวเราเอง"
"แล้วที่ว่าของเก่าตามมานี่ หลวงลุงหมายถึงอะไรหรอครับ"
"ก็คือว่าเราเคยมีความสามารถอย่างใดอย่างหนึ่งมาก่อนในอดีตชาติ แล้วพอมาในชาตินี้ เมื่อโอกาสพร้อม ความสามารถนั้นก็กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง อย่างนี้แหละที่ว่าของเก่าตามมา เดี๋ยวหลานเอสก็จะเข้าใจเองว่ามันเป็นอย่างไร"
"หลวงลุงครับ ที่หลวงลุงให้ทำ เป็นอานาปานัสสติกรรมฐานหรอครับ เห็นพระท่านบอก"
"ใช่แล้ว หลานเอสพูดถูกอีก อานาปานัสสติ ใจความสำคัญคือการกำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นหนึ่งในสมถกรรมฐานสี่สิบกองของพระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ท่านว่า ถ้าใครได้กองใดกองหนึ่งแล้ว อีกสามสิบเก้ากองก็ไม่เหนือบ่ากว่าแรงของเขาคนนั้นหรอก ครูบาอาจารย์ท่านก็สรรเสริญอานาปานัสสติไว้เช่นกันว่า เป็นกรรมฐานใหญ่ กรรมฐานกองอื่นๆ ต้องอาศัยอานาปานัสสติหมด แล้วท่านก็ว่ากรรมฐานกองนี้ ช่วยให้ทำสมถกรรมฐานกองอื่นๆ ถึงจุดสูงสุดได้ง่ายดายยิ่งขึ้นด้วย วันนี้ หลวงลุงจะให้หลานเอสฝึกปฐวีกสิณ"
"มันคืออะไรหรอครับ ปฐวีกสิณน่ะครับ"
"'ปฐวี' แปลว่าดิน 'กสิณ' แปลว่าเพ่ง 'ปฐวีกสิณ' หมายถึงการเพ่งดินเป็นอารมณ์ ในสมถกรรมฐานของพระพุทธเจ้าสี่สิบกอง มีกสิณทั้งหมดสิบกอง ซึ่งก็คือการเพ่งวัตถุใดวัตถุหนึ่งเป็นอารมณ์ หลวงลุงจะให้หลานเอสเรียนรู้ทั้งหมดสิบกองเลย เราจะเริ่มกันที่ปฐวีกสิณนี่ก่อน หลักการเพ่งที่ถูกต้อง คือเราต้องมองให้จำภาพที่เราเห็น แล้วไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เราก็จะนึกภาพนั้นเป็นอารมณ์ คล้ายๆ อานาปานัสสติน่ะแหละที่อันนั้นจะกำหนดลมหายใจเป็นอารมณ์ แต่กสิณจะเปลี่ยนมาใช้ภาพเป็นอารมณ์เท่านั้นเอง ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องเพ่งกันทั้งวันทั้งคืน เดี๋ยวหลานเอสลงไปเพ่งลานดินข้างล่างกัน ใช้ลานดินเป็นอารมณ์ของกสิณ"
เอสและหลวงลุงออกไปด้านหน้าของกุฏิ เอสนั่งลงที่บันไดของกุฏิ ขณะที่หลวงลุงนั่งที่นอกชานกุฏิ ด้านหลังของเอส คอยคุมเอสอยู่
"หลานเอส เข้าฌานที่สี่ในอานาปานัสสติก่อน ถอยออกมาที่อุปจารสมาธิ จากนั้น มองที่ลานดินข้างหน้า จำภาพของลานดินเอาไว้ แล้วหลับตา นึกภาพของลานดิน ภาวนากำกับไปด้วย 'ปฐวีกสิณัง' จำไว้นะ 'ปฐวีกสิณัง'"
เอสเดินหน้าเต็มลูกสูบ เข้าฌานที่สี่ในอานาปานัสสติ ก่อนที่จะคลายกำลังสมาธิลงมาในระดับอุปจารสมาธิ เริ่มฝึกปฐวีกสิณตามคำสั่งของหลวงลุง เวลาผ่านไปสองชั่วโมง เอสรายงานผลที่ได้กับหลวงลุงที่นั่งอยู่ด้านหลังโดยทันที
"หลวงลุงครับ ภาพลานดินกลายเป็นสีขาวใสสว่างเป็นประกาย แล้วก็ลมหายใจก็หายไปเหมือนกับฌานที่สี่ครับ"
"เยี่ยมมาก!" รอยยิ้มปรากฏชัดบนใบหน้าของหลวงลุง หลวงลุงเข้ามาตบไหล่เอสอย่างภูมิใจ "นั่นแหละคือจุดสูงสุด คราวนี้หลานเอสเข้าฌานที่สี่ในปฐวีกสิณนั่นแหละ ถอยลงมาที่อุปจารสมาธิ แล้วนึกอยากจะลองพลังอำนาจที่ได้ด้วยวิธีไหน แล้วก็เข้าฌานที่สี่เหมือนเดิมอีกรอบนึง นึกย้ำอีกรอบ ลองดูนะ"
เอสเดินหน้าเต็มลูกสูบอีกครั้ง เข้าฌานที่สี่ในปฐวีกสิณ ก่อนที่จะคลายกำลังลงมาเช่นเดิม เอสนึกให้กำลังขาเพิ่มขึ้นห้าสิบเท่า ก่อนที่จะรวบรวมสมาธิเช่นเดิมอีกครั้ง แล้วนึกย้ำลงไปอีกรอบ
"หลานเอส อย่าไปทำของวัดเสียหายเข้าหละ บาปหนัก ถ้าไปทำเสียหายก็ทำให้เหมือนเก่าด้วย จะได้ไม่บาป ทางที่ดีถ้าจะทดสอบพลังก็ควรออกไปนอกเขตวัดซะ จะดีกว่า" หลวงลุงเตือนเอสให้ระมัดระวังในการใช้พลังก่อนที่เอสจะลองใช้มัน
"ครับ!" เอสรับคำหลวงลุงก่อนที่จะกระโดดขึ้นเต็มฝีเท้า ท่ามกลางความสงสัยของหลวงลุง หลานเอสจะมาไม้ไหน
ฟิ้ว! เอสปลิวจากหน้ากุฏิขึ้นฟ้าไปในทันใด ไม่ถึงครึ่งวินาที หลวงลุงก็หาเอสไม่เจออีกแล้ว และในเวลาเดียวกันที่เอสปรากฏตัวขึ้นในแนวป่าของป่าตะนาวศรีที่แสนลึกจนคนทั่วไปไม่น่าจะมาเจอเขาได้ ขณะที่เอสกำลังไม่รู้จะทำอะไรในป่าลึกเช่นนั้นเอง ความคิดเจ๋งๆ ก็แวบขึ้นมาในหัวของเอส ลองเตะต้นไทรดู เอสรวบรวมกำลังสมาธิอีกครั้ง คราวนี้เอสเพิ่มกำลังขาเป็นพันเท่าตัว ก่อนที่จะวิ่งห้อไปยังต้นไทรใหญ่ขนาดหลายคนโอบต้นหนึ่ง ถึงแล้วก็ไม่รอช้า รีบฟาดแข้งเข้าโคนต้นไทรทันที...
โครม! ต้นไทรใหญ่ขาดเป็นสองท่อนทันที! แต่ท่อนบนก็โงนเงนจนไม่น่าไว้วางใจ มันกำลังจะล้มมาทางเขา เอสรีบถีบต้นไทรท่อนบนที่กำลังจะล้มลงมาทับตัวเขาพอดี ฟิ้ว! มันปลิวขึ้นไปบนฟ้าอย่างรวดเร็ว เอสสำรวจตรวจตราขาข้างที่ฟาดต้นไทรใหญ่ไปเมื่อครู่ มันมีรอยช้ำแค่เล็กน้อย เอสไม่สนใจ รีบถีบตัวขึ้นฟ้าตามต้นไทรทันที
เป็นเวลาเดียวกันกับที่พอลล่ากำลังออกมาเดินเล่นด้านหน้าสำนักงานที่พักอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว เธอรู้สึกเฉลียวใจถึงอะไรบนอย่างบนฟากฟ้าที่จะหล่นลงมาบนหัวของเธอ เธอจึงรีบหลบฉากทันทีก่อนที่จะหันไปมองบนฟากฟ้า ทันใดนั้นเองที่ต้นไทรใหญ่ที่เอสเตะจนขาดหล่นลงมาตรงนั้นทันทีดังโครม! อย่างเหมาะเจาะพอดี พร้อมๆ กับคนอีกคนหนึ่งที่ลอยตามลงมา
"เอส! ชั้นฝันไปรึเปล่านี่ ต้นไทรทั้งต้นลอยลงมาโครมใหญ่ แล้วนายก็ลอยตามมา" พอลล่ารีบถามเอสทันที ทันทีที่เห็นชายที่ลงมาจากฟ้าถนัดว่าเป็นเอส
"พอลล่า อย่าบอกใครเด็ดขาดนะ เรานี่แหละที่เตะมันจนขาดแล้วก็ถีบกระเด็นมาถึงนี่" เอสกระซิบเบาๆ บอกพอลล่า ขณะที่พอลล่ามองเอสด้วยสายตาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
"เอส! นายบ้ารึเปล่า ต้นไทรนะไม่ใช่ต้นกล้วยจะได้ขาดง่ายๆ"
เอสไม่สนคำพูดของพอลล่า รวบรวมกำลังสมาธิ ย่อส่วนต้นไทรที่ถูกเตะขาดลงเหลือเท่าลูกฟุตบอล ก่อนที่จะเตะมันออกไปในราวป่าต่อหน้าต่อตาพอลล่า ขณะที่พอลล่าอึ้งกับสิ่งที่เธอเห็นตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง แต่มันก็เป็นไปแล้ว ด้านหน้าของสำนักงานที่พักก็โล่งเป็นปกติเหมือนเก่า ไม่มีอะไรเสียหายเลยแม้แต่นิด
"เอส! นายใช่คนรึเปล่า" พอลล่าถามเอสอย่างหวาดๆ
"ช่างมันเถอะ พอลล่า เรื่องมันยาวน่ะ เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟังละกัน ว่าแต่ว่าอยากมีเพื่อนแบบที่มีพลังจิตสูงๆ มั้ยล่ะ" เอสตอบพอลล่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ไม่หละ เอส ไปทานข้าวกลางวันเถอะ" พอลล่าชวนเอสไปทานข้าวกลางวันด้วยกัน ขณะที่ตอนนี้ พอลล่าเริ่มหวาดวิตกกึ่งๆ กลัวกับการกระทำแปลกๆ ของเอส ที่ถ้าเธอไม่เห็นกับตา เธอก็คงไม่เชื่อหูของเธอแน่นอน
เรื่องนี้แต่งขึ้นโดยมีเค้าโครงจากของจริงๆ คือวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ณ ขณะนี้ แผ่นทองคำในเรื่อง มีอยู่จริงๆ ใต้ฐานพระประธานในอุโบสถหลังใหม่ของวัดครับ และเนื้อความ ก็ของจริง พระมหาวีระ ถาวโร มีตัวตนจริงๆ และเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าซุงจริงๆ ครับ ในช่วงปี พ.ศ.2511-2535
ส่วนเหตุการณ์หลัง 2535 ในเรื่อง สมมติตามเค้าโครงของจริงทุกประการครับ แล้วที่สมมติให้แผ่นดินไหวและแม่น้ำเปลี่ยนทางไหล ก็ตั้งใจจะให้เหลือสถานที่ของจริง ในเวลาที่ดำเนินเรื่อง คือมหาวิหาร 100 เมตร ซึ่งตั้งใจจะให้เป็นฉากของเรื่องอยู่แล้ว ณ เวลาที่ดำเนินเรื่อง เพราะฉะนั้น มันจะต้องยังอยู่
ส่วนตัวละครในการดำเนินเรื่อง (ตั้งแต่หน้าที่ 2 เป็นต้นไป) ก็สมมติขึ้นหมด สถานที่ เขตการปกครองก็สมมติ ยกเว้นที่เดียว "มหาวิหาร 100 เมตร" ที่จะเป็นของจริงเพียงอย่างเดียวตลอดการดำเนินเรื่องครับ
ป.ล.เขียนไปก็งงไป ไปอ่านตอนปฐมบทประกอบด้วยแล้วกัน
ลงแก้ใหม่ละกัน พอดีเพลงที่ลงมีปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย นี่ก็ยืมเพลงประจำเว็บพลังจิตมา (กว่าจะลงได้)


สนุกดีๆ
รีบอัพเร็วๆน้า
อยากอ่านต่อแล้วล่า
เก่ง จะง เลย เอส อะ
เข้า ญาณ ได้ใน เสี่ยว วิ นา ที
สุด ยอดๆๆ
อยาก ทำได้ จัง เลย จะ ได้ เก่ง มั่ง
หุหุ ตอน นี่ ทำได้ แค่ ควบคุม พลัง จิด ขั้น ต่ำ
แต่ ยังไม่ได้ ฝึก กสิณ เลย อิอิ


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |