| ทีมงานได้อัพเกรดเซฟเวอร์เรียบร้อยแล้ว เว็บไซต์วิชาการดอทคอม เร็วและแรงยิ่งขึ้น! |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35323" type="text/javascript"></script> |
|
50 วัน คว้าฝัน สู่ 'คนพลังจิต'
ตอนนี้ก็อัพออกมาแล้วนะครับ ตอนใหม่ ก็ออกมาเป็นตอนสุดท้ายของปิดเทอมใหญ่นี้ ส่วนตอนต่อๆ ไปก็อาจจะได้โพสกันเต็มที่อีกทีนึงช่วงปิดเทอมตุลานี้ แล้วก็รอติดตามกันต่อไปเรื่อยๆ นะครับ ถ้ามีเวลาพอ ก็อาจจะได้ออกมาอีก
post ครั้งแรก: Sun 24 February 2008, 11:43 am ปรับปรุงล่าสุด: Sun 4 May 2008, 9:42 pm
|
ยามบ่ายแก่ๆ ของวันพุธ หลังจากที่เอสต้องทนนั่งฟังหลวงลุง "เทศน์" ซ้ำถึงสองรอบติดๆ จนเมื่อยหูและปวดไปหมดทุกส่วนของร่างกายจนแทบขยับเขยื้อนไม่ได้ แต่หลวงลุงก็ยังเห็นใจเขา เพิ่มเวลาให้เขาไปพักได้ถึงสองชั่วโมงเต็มๆ โดยที่ไม่มีการหักเวลาที่เขาต้องทนนั่งฟังหลวงลุงเทศน์รอบสองกับพอลล่าด้วย ตอนนี้ เอสพักผ่อนครบสองชั่วโมงตามที่หลวงลุงกำหนดพอดี และกำลังจะมารายงานตัวกับหลวงลุงที่กุฏิตามที่ได้ตกลงกันไว้แต่แรก
"เอ้อ...หลานเอส เข้ามาๆ" น้ำเสียงของหลวงลุงที่ตอบรับเอสคราวนี้ ดูอ่อนโยนผิดกับตอนแรก แต่ตอนนี้เอสก็โล่งใจได้ว่า จะไม่มีการเทศน์ซ้ำสองอีกครั้ง เอสตอบรับด้วยการเดินเข้าไปในกุฏิด้วยรอยยิ้มตามปกติที่เคยเป็น
"หลานเอส หลวงลุงมีอะไรสำคัญอย่างนึงที่จำเป็นจะต้องบอก หรืออาจจะไม่ก็ได้ แต่ก็อยากให้หลานเอสรับรู้ด้วย ไม่รู้นะว่าหลานเอสจะทำใจได้รึเปล่านะ" หลวงลุงเริ่มการสนทนาด้วยการแจ้งข่าวอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่เอสก็รู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องดีแน่
"ทำไมหรอครับ มีอะไรเกิดขึ้น แล้วมันเกี่ยวกับผมด้วยหรอครับ" เอสเปิดประเด็นถามหลวงลุงอย่างสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
"ยัยพอลล่าน่ะ เค้าจะกลับกรุงเทพฯ คืนนี้แล้ว" ในที่สุด หลวงลุงก็ยอมเปิดเผยสิ่งที่เกิดขึ้น
"หลวงลุง! หลวงลุงไปไล่พอลล่าเค้ากลับหรอครับ! พอลล่าเค้ามีอะไรไม่ดีหรอครับที่ทำให้หลวงลุงต้องไปไล่เค้ากลับ" เอสถามต่อทันทีอย่างไม่พอใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
"ก็บอกแล้วไงว่าหลานเอสจะทำใจได้รึเปล่า... จริงๆ แล้ว หลวงลุงก็ไม่ได้ไปไล่อะไรเค้าเลยนะ หลวงลุงก็แค่บอกกับพอลล่าเค้าเฉยๆ ว่าตอนนี้อย่าไปยุ่งกับหลานเอสมากเกินไป จะดูแล จะเทคแคร์กันก็ทำได้ตามปกติ แต่ไม่ต้องคลุกคลีกันมากแบบที่เป็นอยู่ เท่านั้นแหละ พอลล่าแกไม่ยอม แกบอกหลวงลุงว่า ถ้าไม่ให้ดูแลใกล้ชิดก็ขอกลับกรุงเทพฯ เลย ขนาดหลวงลุงห้ามแล้วนะ แกก็ไม่ฟัง ดื้อจะกลับกรุงเทพท่าเดียว เนี่ยแหละ ที่ว่าหลานเอสจะทำใจได้รึเปล่า"
"อ้าว! หลวงลุงไม่ได้ไปไล่พอลล่า แล้วพอลล่าขอกลับเองเนี่ยนะ ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทำไมพอลล่าเค้าไม่ยอมบอกผมก่อนล่ะ ผมเองก็ไม่เข้าใจพอลล่าเหมือนกันนะว่าเค้าคิดอะไรของเค้า"
"เอาเถอะๆ หลานเอส ฟังหลวงลุงก่อน ตอนที่คุยกัน ก็ถามพอลล่านะว่าจะบอกเอสให้เข้าใจยังไง ก็บอกว่าเค้าจะหาทางให้เอสเข้าใจเรื่องทั้งหมดเอง... เอาเถอะนะ หลวงลุงเข้าใจความรู้สึกของเอสนะ ว่าความรู้สึกของเอสเป็นยังไง ในฐานที่ตัวหลวงลุงเองก็เคยมีประสบการณ์มาก่อนนะ หลวงลุงเข้าใจ ผู้หญิงที่เคยเทคแคร์ เคยดูแลเรา เป็นเพื่อนซี้เรา ไปไหนมาไหนมาด้วยกัน แล้วอยู่ดีๆ เธอก็มาจากไปแบบที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว แบบที่ไม่มีสัญญาณมาก่อน ความรู้สึกมันตกใจ แล้วก็เสียใจขนาดไหน ขนาดตัวหลวงลุงเอง เคยเล่าให้ฟังแล้วใช่มั้ย... ตอนนั้นยังเตรียมทำใจนะว่าแฟนหลวงลุงเองคงไม่รอด ก็เตรียมทำใจมาตลอด พอมาเข้าจริงๆ แล้ว หลวงลุงเองยังทำใจไม่ได้เลย แต่นี่ พอลล่าเค้าไม่ได้ตายแบบแฟนหลวงลุง แล้วโอกาสเจอก็มีอีกได้ เรื่องแค่นี้มันขี้ปะติ๋ว หลานเอสเอ๊ย... เข้าเรื่องของเรากันต่อ เดี๋ยวหลวงลุงจะพูดถึงอานุภาพของปฐวีกสิณที่หลานเอสฝึกมาไม่นานนะว่ามีอะไรบ้าง... โดยทั่วไปแล้ว อำนาจของปฐวีกสิณ ตามที่มีอยู่ในตำราต่างๆ ก็จะมีหลักๆ อยู่สองประเภท... หนึ่ง เกี่ยวกับร่างกาย จากปฐวีกสิณ เราอาจจะแยกร่างตัวเองออกมาจำนวนเยอะๆ จะให้เหมือนเราเปี๊ยะๆ เหมือนโคลนนิ่งตัวเอง หรือจะให้แตกต่างสุดขั้วเลยก็ได้ หรือคนเยอะๆ เราอาจจะทำให้คนอื่นเห็นเหลืออยู่ไม่กี่คนก็ได้ หรือว่าเราอาจจะเปลี่ยนลุคใหม่ เอาให้ดูดีขึ้น หรือจะห่วยลง เราก็สามารถเปลี่ยนได้ หรือถ้าเราจะปลอมตัว เป็นอะไรซักอย่าง เป็นคน สัตว์ สิ่งของ อะไรก็ได้ให้คนอื่นจับไม่ได้ว่าเป็นเรา เราก็สามารถทำได้อย่างแนบเนียนที่สุด... สอง การเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง ไม่ว่าจะสสาร หรือพลังงาน เราก็สามารถทำได้ จะให้แข็งเฉยๆ หรือว่าจะเปลี่ยนรูปเป็นอย่างอื่น เราก็สามารถเปลี่ยนได้ อย่างเช่นถ้าเราจะเดินบนผิวน้ำลึกๆ บนท้องฟ้าที่ระดับความสูงมากๆ หรือจะเป็นบนก้อนเมฆ ปกติแค่ยืนก็ไม่ได้ ร่วง หรือไม่ก็จม แต่ถึงตรงนี้เราสามารถทำได้สบายๆ หรือถ้าเราไม่มีอะไรกิน มีแต่น้ำ เราก็เปลี่ยนมันเป็นอาหารกินก็ได้ แต่หลวงลุงเองก็แนะนำว่าไม่ควรเปลี่ยนอากาศมาเป็นอาหารนะ ถ้าฤทธิ์เราคลายตัว ก็เท่ากับว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้กินอะไรเลย กินแต่ลม... ที่พูดมาทั้งหมดนี้หลานเอสเข้าใจมั้ย"
"เข้าใจครับ หลวงลุง ปฐวีกสิณก็คือเราสามารถเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับร่างกาย แล้วก็เปลี่ยนอะไรก็ได้ให้มันเป็นของแข็งใช่มั้ยครับ"
"พูดถูกแล้ว ปฐวีกสิณมีที่มาจากการเพ่งดิน ซึ่งก็คือของแข็ง พลังที่ได้ออกมาจึงเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นของแข็งทั้งหมด เดี๋ยวหลวงลุงขอพูดอีกอย่างนึง คืออำนาจของกสิณนี่ มีที่มาจากสมาธิ เพราะฉะนั้น พลังที่ได้จะรุนแรงมากน้อยอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิของผู้ที่ใช้มันด้วย ถ้ากำลังของสมาธิที่ได้เกิดเสื่อมตัวลง หรืออาจจะมีเหตุอะไรก็ตามที่ทำให้ไม่สามารถรักษากำลังสมาธิเท่าเดิมได้ เช่นป่วยหรือตายเป็นต้น พลังนั้นก็จะเสื่อมลง ดังนั้น หลานเอสจะต้องรักษากำลังของสมาธิที่ได้เอาไว้ตลอดเวลา ถ้าในเวลาปกติ หลานเอสจะต้องรักษากำลังของสมาธิในขั้นอุปจารสมาธิ เพราะยังสามารถทำอะไรต่ออะไรได้ และพร้อมเสมอสำหรับการเข้าออกฌานที่สี่ในทุกที่ทุกเวลา ส่วนถ้าว่างจริงๆ ไม่มีอะไรทำ หลานเอสก็ควรที่จะรักษากำลังสมาธิในขั้นฌานที่สี่ หัดเข้า หัดออก ให้มีความคล่องตัวและอยู่ตัว ภาษาบาลีเรียกว่า 'วสี' เวลาที่จะใช้งานจริงๆ ก็สามารถนำออกมาใช้ได้ทันท่วงที... วันนี้หลวงลุงจะให้หลานเอสฝึกเข้าออกฌานที่สี่ในปฐวีกสิณนี่แหละ เอาให้คล่องเลยนะ หลานเอส"
"ครับ!" เอสตอบอย่างมั่นใจ ก่อนที่จะเริ่มทำตามคำสั่งหลวงลุงในที่นั้นเอง จากบ่าย จดเย็น จากเย็น จดค่ำ เอสก็ยังไม่ละเลยมัน และทำอย่างเต็มที่ด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มสมรรถนะ
...
ยามค่ำของวันพุธ ขณะที่เอสแทบไม่มีความเคลื่อนไหวในกุฏิของหลวงลุง อีกด้านหนึ่ง สำนักงานที่พัก กำลังจะมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้น เมื่อพอลล่าเก็บข้าวของเครื่องใช้ใส่กระเป๋า สะพายบ่า เตรียมกลับกรุงเทพฯ แล้วกำลังจะตามเจ้าหน้าที่คนเดิมมาทำงานต่อนั่นเอง
"พอลล่า เธอจะกลับแล้วเหรอ" เจ้าหน้าที่สาววัยกลางคนถามพอลล่าด้วยความสงสัยในพฤติการณ์ที่ปรากฏ กระเป๋าสัมภาระใบใหญ่สะพายบ่า กรณีนี้ไม่ใช่อื่นใดอีกแน่นอนนอกจากการเดินทางย้ายที่
"ใช่ค่ะ น้องจะกลับกรุงเทพแล้ว ฝากพี่ช่วยดูแลนายเอสที่ที่พักเบอร์สามสิบด้วยนะคะ แล้วก็พรุ่งนี้ ช่วยฝากโน้ตใบนี้ให้เอสด้วยนะคะ ขอบคุณมาก" พอลล่ากล่าว ขณะที่ยื่นกระดาษโน้ตใบเล็กๆ ที่มีข้อความจำนวนหนึ่งให้กับเจ้าหน้าที่วัยกลางคนผู้นั้น
"ได้จ้ะ ขอบใจนะ ที่มาช่วยแบ่งเบาภาระให้พี่ ถึงแม้ว่าจะมาแค่สองสามวันก็ตามเถอะ คราวหน้าน้องจะมาที่นี่ใหม่ก็ได้นะ พี่ยินดีต้องรับน้องจ้ะ" เจ้าหน้าที่หญิงผู้นั้นตอบอย่างมีไมตรีจิตต่อกัน ขณะที่รับกระดาษโน้ตใบนั้นมา
"ลาละค่ะ ฝากดูแลเอสด้วยนะคะ" พอลล่ากล่าวบอกลาด้วยความเป็นห่วง ก่อนที่จะเดินหายไปในความมืดของราวป่า
...
เช้าของวันพฤหัสบดี วันนี้ไม่ใช่เสียงแหลมๆ เล็กๆ ของพอลล่าอีกต่อไป แต่เป็นเสียงผู้หญิงที่ดูทุ้มและนุ่มกว่า ที่มาปลุกเอสในเช้าวันนี้
"เอสคะ...เอส...ตื่นได้แล้วค่ะ" น้ำเสียงและถ้อยคำที่ดูแปลกไป ทำให้เอสตื่นขึ้นมาอย่างแปลกใจในสิ่งที่เกิดขึ้น วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
"ใคร" เอสส่งเสียงออกมาอย่างไม่แน่ใจ ก่อนที่จะลุกออกไปหาเจ้าของเสียงนั้น วันนี้ไม่ใช่พอลล่า แต่เป็นเจ้าหน้าที่คนเดิมที่เขาเห็นตั้งแต่วันแรก ในมือถือชุดของเขาที่ฝากพอลล่าซักไปแล้ว ด้านบนมีโน้ตเขียนข้อความอะไรบางอย่างฝากมาด้วย "อ้าว...แล้วพอลล่าไปไหนล่ะ" เอสถามต่อ
"ออกไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วละค่ะ ก่อนจะไปพอลล่าฝากฉันให้มาคอยเทคแคร์คุณด้วย แล้วก็ฝากโน้ตอะไรมาด้วยเนี่ยละค่ะ คุณเอสลองอ่านเองละกันค่ะ" เจ้าหน้าที่ส่งชุดของเขามาให้ ก่อนที่เอสจะดึงกระดาษโน้ตที่ติดอยู่ด้านบนขึ้นมาดู มันถูกเขียนด้วยลายมือเล็กๆ กระจุ๋มกระจิ๋ม เอสอ่านข้อความที่ถูกเขียน
เอส
ขอโทษนะที่เราไม่ทันบอกนายก่อนว่าเราจะกลับกรุงเทพฯ แล้ว
นายคงทราบจากหลวงลุงของนายแล้วใช่มั้ย เราเองก็ไม่มีโอกาสได้
บอกนายตรงๆ หรอก หลวงลุงของนายบอกเราว่านายมาที่นี่เพื่ออะไร
เราเข้าใจนาย และก็คงไม่อยากรบกวนนายหรอก เสื้อของนายตัวนี้
เราซักรีดด้วยฝีมือของเราเองอย่างดี ถ้านายคิดถึงเรา ขอให้นายใส่
มัน แล้วจะรู้ว่าเราส่งกำลังใจของเราผ่านเสื้อของนายมามากขนาด
ไหน เราอยากให้นายรู้ เราเข้าใจนะว่านายมีความตั้งใจมาที่นี่ขนาด
ไหน ถ้านายคิดถึง เราจะไปหานายทุกๆ เสาร์หละ
โชคดีนะ รักและคิดถึง
พอลล่า
ทันทีที่เอสอ่านจบนั่นเอง เขารู้สึกได้ถึงความห่วงใยที่พอลล่ายังมีต่อเขา ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่ง แต่เพียงไม่กี่ประโยคที่ทำให้เอสเข้าใจถึงความรู้สึกที่พอลล่ามีต่อเขา พอลล่าไม่ลืมความตั้งใจเดิมของเขาในวันแรกที่เขาเจอเธอ และเธอก็พร้อมทำเพื่อเขา ถ้าสิ่งที่เธอทำจะทำให้เขาประสบความสำเร็จ เกือบเข้าใจเธอผิดไปซะแล้ว เขาคิด ในขณะที่เบ้าตาของเขาก็คลอไปด้วยน้ำตา ความรู้สึกของเขาย้ำเตือนเขา จะไม่มีวันลืมผู้หญิงคนนี้ไปจนตลอดชีวิตเลย...
เอสรีบเข้าห้องน้ำ ทำภารกิจส่วนตัว ก่อนที่จะใส่ชุดนั้น ชุดที่พอลล่าซักให้อย่างดีก่อนที่เธอจะจากไป เอสเก็บกระดาษแผ่นนั้นไว้ในกระเป๋ากางเกง ก่อนที่จะส่งเสื้อชุดเก่าซัก แล้วเดินออกไปทานข้าวเช้าตามปกติ วันนี้ข้างกายเขาไม่มีใครเดินมาด้วยเช่นเคย แต่ความทรงจำของวันก่อนก็ทำให้เขานึกถึงพอลล่า พอลล่าที่เคยชวนเขาไปทานข้าวด้วยกัน พอลล่าที่เคยไปไหนมาไหนด้วยกัน แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ ก็ตาม แต่เอสก็รู้สึกได้ถึงความรักและความห่วงใยที่มีต่อกันอย่างแนบแน่น จนพอที่เขาจะระลึกถึงได้
ยามสายๆ ของวันนี้ เอสไปหาหลวงลุงเช่นเคย วันนี้หลวงลุงนัดเขาที่ริมลำห้วย
"หลานเอส อย่างที่บอกไว้เมื่อวาน เดินบนผิวน้ำ! ใช้กำลังสมาธิในปฐวีกสิณตามที่สอนไว้แล้ว ทำให้น้ำที่เราเหยียบไปแข็งตัว เมื่อวานหลานเอสคงคล่องแล้วนะ" หลวงลุงไม่พูดเป็นอย่างอื่น พูดถึงสิ่งที่จะฝึกในวันนี้ทันที
"ครับ!" เอสตอบอย่างมั่นใจเช่นเคย ก่อนที่จะเริ่มฝึกจากช่วงที่น้ำตื้นๆ ไม่ถึงสองชั่วโมง ความมั่นใจก็เกิดขึ้น เอสสามารถเดินบนพื้นผิวน้ำได้สบายๆ แม้ช่วงน้ำลึก เอสก็วิ่งไปวิ่งมาบนนั้นอย่างสนุกสนานโดยที่กลัวจมด้วยซ้ำ ในขณะที่หลวงลุงที่อยู่ริมฝั่งห้วยมองเอสอย่างชื่นชมในความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของผลการฝึกที่ได้ วัยหนุ่มไฟแรง ก็อย่างนี้ละนะ หลวงลุงคิด
...
วันเดียวกันนั้นเอง ที่บ้านของแวว แววกำลังอยู่กับพ่อสองคน หลังจากกลับมาทำงานไม่นาน
"เฮ้อ...ไม่รู้น้องวาวเค้าหนีไปไหนของเค้านะคะ พ่อคะ น้องวาวหายไปตั้งแต่คืนวันจันทร์แล้วค่ะ" แววบ่นอย่างอารมณ์เสียและกังวลถึงการแอบหนีไปของน้องวาว ขนาดที่พ่อของแววหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
"ฮ่าๆ เห็นเมื่อวันจันทร์ ลูกก็ไปโมโหใส่น้องเค้านี่ลูก รู้ๆ กันอยู่ว่าน้องวาวเค้าเป็นคนยังไง ก็ดันไปโมโหใส่น้องเค้าอีก รู้แล้วรึยังว่าผลของการขี้โมโหเป็นยังไง... เดี๋ยวน้องเค้าก็กลับเองแหละ" พ่อของแววตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี พอดีกับที่มีคนโทรศัพท์มาหาแววพอดี แววถือโอกาสรีบรับมันแก้เก้อขณะที่กำลังเสียหน้า
"ฮัลโหล ใครน่ะ" แววถามเจ้าของเสียงที่ปลายสายก่อนทันที
"รู้หละว่าแฟนเธออยู่ที่ไหน จะบอกให้ อยากรู้มะ" น้ำเสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงของผู้หญิง และแววก็รู้สึกได้ว่าปลายสายตอบมาเหมือนคนดัดเสียง ดูดัดจริตชอบกล เธอคิด
"ที่ไหน! แล้วเธอเป็นใคร!" แววถามต่อด้วยน้ำเสียงที่เริ่มไม่ไว้ใจ
"นายเอสน่ะ อยู่ในป่าแถบเทือกเขาตะนาวศรี ไม่เชื่อก็อย่าเชื่อนะ นายเอสเค้าฝากบอกมาว่าอย่าเพิ่งไปรบกวนเขา เดี๋ยวครบห้าสิบวันแล้วค่อยไปหาก็ได้"
"แล้วน้องวาวล่ะ เธอรู้มั้ย" แววถามต่อไปอีก ดูเหมือนว่าปลายสายจะหัวเราะกับคำถามของเธอ
"เรื่องอะไรเค้าจะบอกให้รู้ล่ะ คนขี้โมโห มีอะไรนิดอะไรหน่อยก็ลงมาที่น้องตัวเอง" เสียงปลายสายตอบก่อนที่จะหัวเราะ แล้วสัญญาณก็ปิดไป แววรู้ทันทีว่าเป็นน้องวาวแน่ๆ ที่โทรมาแกล้งเธอ แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่โมโหอยู่ในใจด้วยความอารมณ์เสีย
...
วันรุ่งขึ้น วันศุกร์ เข้าสู่วันที่หกของการฝึกแล้ว เอสฝึกปฐวีกสิณกับหลวงลุงเช่นเคย สถานที่นัดพบในวันนี้คือบนเทือกเขาตะนาวศรี ซึ่งวันนี้ หลวงลุงให้ใช้เป็นสถานที่ฝึกการเดินบนอากาศ และก็เช่นเดียวกับทุกครั้งที่ในเวลาไม่ถึงครึ่งค่อนวัน เอสก็สามารถวิ่งบนท้องฟ้าสูงๆ ได้อย่างไม่ต้องกลัวจะตกลงมา คราวนี้ หลวงลุงก็มองเอสอย่างชื่นชมอีกครั้ง แต่เป็นการมองที่แฝงไปด้วยความแปลกใจ หลานเอส ทำไมแกถึงได้เร็วจังนะ แค่หกวันเอง เราเองยังฝึกกันตั้งเดือนนึง กว่าจะได้ขนาดนี้
"หลานเอส ทำได้ดีมาก! วันนี้พอแค่นี้ก่อน" หลวงลุงบอกให้เอสเลิกการฝึกก่อนที่จะสั่งการบ้านของวันนี้ "วันนี้หลานเอสกลับไปทบทวนทุกอย่างที่ผ่านมาแล้ว พรุ่งนี้ หลวงลุงจะให้หลานเอสฝึกกสิณตัวต่อไป ตอนนี้ก็เย็นละ กลับเถอะ หลานเอส"
"ครับ" เอสตอบรับอย่างมั่นใจเช่นเดิม ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินกลับที่พัก ไปพักผ่อนร่างกายตามปกติ ขณะที่เอสเองก็รออย่างดีใจ อยากให้พรุ่งนี้มาไวๆ เพราะเขารู้ดีว่า วันพรุ่งนี้...เป็นวันพิเศษสำหรับเขา...ขนาดไหน
เรื่องนี้แต่งขึ้นโดยมีเค้าโครงจากของจริงๆ คือวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ณ ขณะนี้ แผ่นทองคำในเรื่อง มีอยู่จริงๆ ใต้ฐานพระประธานในอุโบสถหลังใหม่ของวัดครับ และเนื้อความ ก็ของจริง พระมหาวีระ ถาวโร มีตัวตนจริงๆ และเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าซุงจริงๆ ครับ ในช่วงปี พ.ศ.2511-2535
ส่วนเหตุการณ์หลัง 2535 ในเรื่อง สมมติตามเค้าโครงของจริงทุกประการครับ แล้วที่สมมติให้แผ่นดินไหวและแม่น้ำเปลี่ยนทางไหล ก็ตั้งใจจะให้เหลือสถานที่ของจริง ในเวลาที่ดำเนินเรื่อง คือมหาวิหาร 100 เมตร ซึ่งตั้งใจจะให้เป็นฉากของเรื่องอยู่แล้ว ณ เวลาที่ดำเนินเรื่อง เพราะฉะนั้น มันจะต้องยังอยู่
ส่วนตัวละครในการดำเนินเรื่อง (ตั้งแต่หน้าที่ 2 เป็นต้นไป) ก็สมมติขึ้นหมด สถานที่ เขตการปกครองก็สมมติ ยกเว้นที่เดียว "มหาวิหาร 100 เมตร" ที่จะเป็นของจริงเพียงอย่างเดียวตลอดการดำเนินเรื่องครับ
ป.ล.เขียนไปก็งงไป ไปอ่านตอนปฐมบทประกอบด้วยแล้วกัน
ลงแก้ใหม่ละกัน พอดีเพลงที่ลงมีปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย นี่ก็ยืมเพลงประจำเว็บพลังจิตมา (กว่าจะลงได้)


สนุกดีๆ
รีบอัพเร็วๆน้า
อยากอ่านต่อแล้วล่า
เก่ง จะง เลย เอส อะ
เข้า ญาณ ได้ใน เสี่ยว วิ นา ที
สุด ยอดๆๆ
อยาก ทำได้ จัง เลย จะ ได้ เก่ง มั่ง
หุหุ ตอน นี่ ทำได้ แค่ ควบคุม พลัง จิด ขั้น ต่ำ
แต่ ยังไม่ได้ ฝึก กสิณ เลย อิอิ


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |