<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35323" type="text/javascript"></script> |
|
50 วัน คว้าฝัน สู่ 'คนพลังจิต'
ตอนนี้ก็อัพออกมาแล้วนะครับ ตอนใหม่ ก็ออกมาเป็นตอนสุดท้ายของปิดเทอมใหญ่นี้ ส่วนตอนต่อๆ ไปก็อาจจะได้โพสกันเต็มที่อีกทีนึงช่วงปิดเทอมตุลานี้ แล้วก็รอติดตามกันต่อไปเรื่อยๆ นะครับ ถ้ามีเวลาพอ ก็อาจจะได้ออกมาอีก
post ครั้งแรก: Sun 24 February 2008, 11:43 am ปรับปรุงล่าสุด: Sun 4 May 2008, 9:42 pm
|
เข้าสู่เช้าตรู่ของวันเสาร์ เข้านี้ เสียงที่ปลุกเอสเป็นเสียงผู้หญิงเล็กๆ ที่เอสคุ้นหูและอยากจะได้ยินมานาน หลังจากที่เจ้าของเสียงหายหน้าไปหลายวัน
"เอส ตื่นมาเร็วๆ เถอะ เดี๋ยวไปกินข้าวเช้ากัน" เสียงนั้นชวนเอสแบบที่เคยชวนเป็นประจำ และเอสก็พอจะคาดเดาได้ว่าเสียงนั้นเป็นใคร เอสตื่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะออกไปหาเจ้าของเสียง ซึ่งก็แน่นอน ไม่ใช่ใครที่ไหนอื่นไกล...
"พอลล่า!" เอสเอ่ยออกมาอย่างตื้นตันใจ ก่อนที่เขาจะเข้าไปสวมกอดเธอด้วยความดีใจ น้ำตาของทั้งคู่ไหลพรากด้วยความดีใจอย่างที่ไม่สามารถควบคุมได้ "ในที่สุด... เธอก็รักษาสัญญาที่ให้กับเราไว้ ขอบใจเธอมาก!"
"เราไม่อยากจะเสียสัญญากับนายหรอกนะ เอส" พอลล่าเอ่ยออกมาบ้างทั้งน้ำตา "เราเอง กลับไปก็คิดถึงนายมากๆ นะ นายเองก็เป็นสุภาพบุรุษมากๆ เท่าที่เราเห็น เราเองเรายังชอบนายเลยนะ จริงๆ น่า...เอส อย่าร้องไห้สิ ผู้ชายร้องไห้มันไม่ดีรู้มั้ย" พอลล่าว่าแล้วก็ปาดน้ำตาให้เอสด้วยมือ
"อื้ม...ตอนแรกเราเองก็ไม่เข้าใจเธอนะว่าทำไมเธอต้องไปด้วย ทั้งๆ ที่หลวงลุงก็ไม่ได้ไล่อะไรเธอซะหน่อย แต่พอมาอ่านที่เธอเขียนโน้ตทิ้งไว้ เราก็เข้าใจเธอ ไม่เคยคิดเลยนะว่าเธอจะเห็นแก่คนอื่นขนาดนี้ เราซาบซึ้งใจจริงๆ"
"เราเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอก แค่อยากเห็นนายทำในสิ่งที่นายฝันเท่านั้นเอง เราเองก็เข้าใจนายนะ เอส แล้วเราก็ไม่อยากทำให้การทำตามความฝันของนายต้องไขว้เขวไปด้วย ไปเถอะ ไปทานข้าวเช้ากัน"
"อื้อ..."
...
หลังจากที่เอสทำภารกิจส่วนตัวเสร็จลง สิ่งที่เขาทำลำดับต่อไปเป็นประจำทุกวันคือการไปหาหลวงลุงถึงกุฏิ วันนี้เขาไม่เห็นอะไรแปลกไป นอกจากขันน้ำใบหนึ่งที่เต็มไปด้วยน้ำที่ตั้งอยู่บนนอกชานกุฏิ เอสเริ่มย่องด้วยความระมัดระวังไม่ให้พื้นกระเทือน น้ำหก พอดีกับเสียงของหลวงลุงที่ลั่นออกมาได้จังหวะพอเหมาะพอดีกับการกระทำของเอส
"หลานเอสก็หัดฉลาดหน่อยสิ มีปฐวีกสิณไว้เพื่ออะไรล่ะ คิดดูดีๆ" ทันใดนั้นเอง ไวเท่าความคิด เอสที่รักษากำลังสมาธิในปฐวีกสิณอยู่แล้วก็ทำให้มันแข็งในทันที ก่อนที่จะเดินเข้าไปข้างในกุฏิ
"วันนี้ อย่างที่บอกกันไว้ อาโปกสิณ" หลวงลุงเริ่มอารัมภบททันที "'อาโป' หมายถึงน้ำ กสิณน้ำ ก็คือการเพ่งน้ำ ก็แบบเดียวกันกับปฐวีกสิณนั่นแหละ แต่เปลี่ยนจากดินเป็นน้ำเท่านั้นเอง หลานเอสผ่านปฐวีกสิณมาแล้ว ก็ไม่เท่าไหร่หรอกสำหรับอาโปกสิณ มันเป็นเรื่องชิลล์ ชิลล์... ก็เหมือนเก่าแหละ ใช้อานาปานัสสติเป็นตัวช่วย เข้าฌานที่สี่ก่อนแล้วถอยลงมา แล้วเริ่มอาโปกสิณ แล้วน้ำที่ใช้ ก็เป็นน้ำในขันข้างนอกนี่แหละ เพ่งอันนั้นแหละ ไม่ต้องไปหาให้มากความ นั่งตรงไหนก็ได้ตามใจชอบ หลักการเพ่ง เหมือนเดิมทุกอย่าง"
เอสเลือกฝึกที่บันไดหน้ากุฏิเหมือนเดิม หยิบน้ำในขัน ทั้งๆ ที่ยังแข็งติดมือมาด้วย เอสกำลังจะเริ่มนั่งมอง ทันทีกับที่หลวงลุงออกมาพอดีพร้อมเสียงที่ไล่หลังเขาอยู่
"เอ้า! เอาเข้าไปหลานเอส แกจะดูน้ำทั้งๆ ที่มันยังแข็งอยู่เรอะ แล้วไว้บนตักทำไม ไม่เอาลงมาวางข้างล่างก่อนล่ะ" เอสรีบเอาขันน้ำลงมาวางด้านล่าง ทำให้น้ำคืนสภาพเดิม ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการ "เอ้อ เกือบลืมอะไรสำคัญบางอย่าง อย่าลืมเปลี่ยนคำภาวนาด้วยนะ ของอาโปกสิณเป็น 'อาโปกสิณัง' นะ 'อาโปกสิณัง' อย่าลืมเด็ดขาด"
เช่นเดียวกับครั้งแรก ที่เอสเข้าฌานที่สี่ในอานาปานัสสติ ก่อนจะถอยกำลังลงมา กินเวลาไม่ถึงนาที แล้วเริ่มกำหนดภาพน้ำในขันไปพร้อมๆ กับการภาวนา คราวนี้กินเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง เอสก็พบว่าผลที่ได้ก็เป็นแบบเดียวกันกับขั้นสูงสุดของปฐวีกสิณ
"หลวงลุงครับ เหมือนกับคราวแรกที่ฝึกปฐวีกสิณน่ะครับ ลมหายใจหายไป แล้วภาพน้ำในขันก็กลายเป็นแผ่นแก้ว แล้วก็มีประกายแสงออกมา อย่างนี้ก็คือถึงฌานที่สี่ใช่มั้ยครับ" เอสรายงานหลวงลุงตามเคย คราวนี้ผลที่ออกมาก็เป็นแบบเดียวกันกับปฐวีกสิณ
"เออ...ถูกแล้ว ฌานที่สี่ หลานเอสก็ฉลาดเหมือนกันนี่หว่าเนอะ เอ้า! ต่อจากนี้ฝึกความคล่องตัวอีกนะ เอาให้คล่องเหมือนตัวอื่นๆ ที่เคยฝึกมาแล้วน่ะแหละ แล้วปฐวีกสิณตัวเก่า ก็ซ้อมด้วยนะหลานเอส อย่าลืม เราต้องใช้ให้คล่องทุกๆ ตัว" หลวงลุงให้แบบฝึกหัดอย่างต่อไปทันที
จากเช้าถึงสาย เอสก็ยังนั่งอยู่ที่บันไดหน้ากุฏิอย่างไม่ขยับเขยื้อน ฝึกหัดความคล่องตัวของอาโปกสิณต่อไปด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น และความฝันที่มีแต่เดิม...รักอยากที่จะมีพลังจิต และใช้งานมัน ความฝันของเขาเริ่มเป็นความจริงแล้ว...แต่มันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง และยังมีหลายๆ อย่างที่เขายังไม่รู้ และที่เขาต้องเรียนรู้อีกมากมายในโลกของพลังจิต ซึ่งเขาเองก็ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันมากนัก สิ่งที่เขาทำในตอนนี้ มันก็แค่เพียงการทำไปอย่างโง่ๆ บื้อๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราวตามคำสั่งของหลวงลุงเท่านั้น แล้วที่สุดของพลังจิตคืออะไร เขาครุ่นคิดไปกับมัน ขณะเดียวกันกับที่เขากำลังซักซ้อมการเข้าออกฌานที่สี่ในอาโปกสิณนั่นเอง ซึ่งอำนาจของฌานที่สี่ ก็ทำให้เขาเลิกคิดไปบ้างชั่วคราว แต่ปัญหานี้ก็ยังคาใจเขาไม่หาย จนกระทั่งเสียงหนึ่งที่ลอยมากระทบหูเขา นั่นเป็นเสียงเล็กๆ ใสๆ ของพอลล่าที่เช่นเคย เธอจะมาชวนเขาไปทานข้าว แต่คราวนี้กลับไม่ใช่
"เอส! นั่งทำอะไรอยู่ เราจะกลับแล้วนะ" พอลล่าบอกเอส "นายช่วยเดินไปเป็นเพื่อนเราหน่อยสิ"
"ก็ได้ เราเดินไปส่งเธอจนสุดป่าเลย" เอสตอบพอลล่าอย่างมีน้ำใจ
"แล้วนายไม่ทานข้าวก่อนหรอ ทางก็ค่อนข้างไกลนะ... จริงสิ! นายมีพลังจิตนี่นา นายก็ย่นระยะทางก่อนแล้วเดินไปก็ได้นี่"
"นั่นสินะ เดี๋ยวเราลองดู" ว่าแล้ว เอสก็ไม่รอช้า ลงมากับพอลล่า ใช้กำลังสมาธิลองลดระยะทางจากหน้ากุฏิหลวงลุงถึงถนนด้านที่ผ่านขอบป่าให้เหลือสิบก้าว "เหลือสิบก้าวนะ" ทั้งคู่เดินไปด้วยกัน นับก้าวไปด้วยกัน
"หนึ่ง...สอง...สาม..." บรรยากาศรอบตัวของเอสและพอลล่าเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนทั้งคู่ต้องแปลกใจ "สี่...ห้า...หก..." ตัดผ่านป่าลึกไปอย่างรวดเร็วเหมือนวิ่งด้วยความเร็วสูง ทั้งๆ ที่ยังเดินอยู่ "เจ็ด...แปด...เก้า...สิบ!" ทันทีที่นับก้าวถึงสิบ ทั้งคู่ก็พบว่ามายืนอยู่ริมถนนแล้ว
"พอลล่า เราส่งเธอแค่นี้นะ" เอสบอกพอลล่า
"ขอบใจนะที่มาส่ง ถ้าไม่ได้นายมาส่งนี่คงถึงค่ำกว่าจะหลุดมาได้ เสาร์หน้าเจอกันนะ เอ้อ...นายรักษาสุขภาพหน่อยละกัน ท่าทางนายดูไม่ค่อยสบายนะ" พอลล่าบอกลาเอส ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกทางกันอีกครั้ง พอลล่ามุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ส่วนเอสเดินกลับเข้าไปในป่าด้วยวิธีเดียวกันกับที่เดินออกมาในเวลาอันสั้น
...
ยามบ่ายวันเสาร์ ที่กุฏิของหลวงลุง ขณะที่หลวงลุงกำลังนั่งพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์ด้านในนั้นเอง เอสก็เดินเข้ามาเช่นเดียวกับทุกบ่าย แต่คราวนี้เขาเข้ามาด้วยความสงสัยและปัญหา
"หลวงลุงครับ ที่สุดของพลังจิตคืออะไรหรอครับ" เอสรีบยิงคำถามใส่หลวงลุงทันทีอย่างไม่ปรานีปราศรัย
"เป็นคำถามที่ดีมาก หลานเอส" หลวงลุงชมเชยคำถามเด็ดนั้นก่อนที่จะตอบ "อย่างที่เคยพูดกันไปแล้ว อภิญญาห้า มีหลักๆ อยู่ห้าอย่าง นั่นเป็นเรื่องสำหรับปุถุชนคนธรรมดาอย่างหลานเอส ที่สามารถจะมีกันได้ แต่ถ้าสำหรับพระอริยบุคคลแล้ว จะไม่มีแค่อภิญญาห้าหรอก แต่จะมี 'อภิญญาที่หก' เข้ามาด้วย มันเป็นยังไง เดี๋ยวจะพูดให้ฟัง... ขอถามหลานเอสหน่อยนะ สมมติว่าหลานเอสมีอภิญญาห้า มีพลังที่จะทำ จะรู้ จะฟัง จะเห็นอะไรก็ได้ที่เกินความสามารถของมนุษย์ ถามว่าความทุกข์มันหายหรือว่ามันพร่องไปบ้างมั้ย"
"ผมว่านะ ถ้าอะไรที่ทำให้เกิดความทุกข์ ผมเองก็ใช้พลังของผมทำให้มันไม่สร้างความทุกข์ให้ผมสิครับ ก็น่าจะหายไปบ้างนะครับ ผมว่า"
"แต่ถ้าสมมติว่าตัวหลานเอสเองเกิดป่วยขึ้นมา แล้วมันทำให้เอสทุกข์ใจขึ้นมา แล้วหลานเอสจะทำยังไงล่ะ"
"ก็ใช้พลังของผมไปทำให้ร่างกายมันไม่ป่วยไงล่ะครับ"
"ถ้าไปใช้พลังจิตบังคับร่างกายให้มันไม่ป่วย ทั้งๆ ที่จริงๆ ตัวหลานเอสน่ะยังป่วยอยู่ด้วยซ้ำ หลานเอสหลอกตัวเองได้มั้ยล่ะว่าตัวเองไม่ป่วย"
"ก็หลอกไม่ได้ครับ ร่างกายเราก็ยังป่วยตามปกติ"
"นั่นแหละ หลานเอส ถ้าเราได้อภิญญาห้า ความทุกข์มันก็ไม่หายไปไหนหรอก เพราะต้นเหตุแห่งความทุกข์ยังไม่ถูกกำจัดไปด้วย เพราะฉะนั้น พระพุทธองค์จึงทรงไม่สนับสนุนให้ยึดติดกับมัน ถ้าจะมี ก็มีได้ ไม่แปลกอะไร แต่เราอย่าไปยึดติดกับมัน เพราะการยึดติดในฤทธิ์ ในอำนาจไม่ใช่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่อภิญญาที่หกนี่สิ ถึงมันจะไม่ได้ทำให้เรามีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์เหมือนอย่างอื่นๆ แต่สิ่งนี้แหละ ที่จะเป็นความสุขที่แท้จริง สุขอย่างไม่กลับมาทุกข์อีกต่อไป นั่นคือพลังในการกำจัดสภาวะจิตฝ่ายมืดที่มอมเมาจิตใจให้อยู่ในห้วงแห่งกิเลส นี่แหละ หลานเอส คือที่สุดแห่งพลังจิตที่ไม่มีพลังจิตอื่นใดมาเทียมได้"
"แล้วเราจะต้องทำอย่างไรหละครับ เราถึงจะเข้าถึงมันได้"
"หลานเอสจำที่เคยตั้งใจตอนแรกได้มั้ย 'มาฝึกกรรมฐาน' น่ะ ตอนนั้นหลานเอสยังไม่เข้าใจหรอกว่า 'กรรมฐาน' คืออะไร 'กรรมฐาน' มีอยู่สองอย่าง ที่หลานเอสฝึกอยู่ทุกวันนี้น่ะ นั่นแหละคือ 'สมถกรรมฐาน' ที่ว่ากรรมฐานของพระพุทธเจ้ามีสี่สิบกอง นั่นแหละ 'สมถกรรมฐาน' จุดประสงค์ของมันก็คือการ 'กด' ฝ่ายมืดในใจเรา พลังที่หลานเอสมี นั่นเป็นผลพลอยได้ที่ได้มาจากมัน ส่วนอภิญญาตัวที่หก เราจะเข้าถึงมันได้ก็ด้วย 'วิปัสสนากรรมฐาน' แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่หลานเอสจะรู้มันหรอก โอกาสยังไม่ถึงพร้อม"
"หลวงลุงครับ ผมรู้มันไม่ได้เลยหรอครับ"
"ถ้าหลานเอสอยากจะรู้ ตอนนี้ก็รู้ได้แน่นอน แต่มันยังไม่ถึงเวลา ยังมีหลายๆ อย่างที่หลานเอสต้องทำ เมื่อใดที่หลานเอสพร้อม ตอนนั้นแหละ หลานเอสจะรู้ด้วยตัวเอง ว่าหลานเอสจะทำอย่างไรต่อไป"
"ครับๆ" เอสไม่เซ้าซี้หลวงลุงอีกต่อไป ก่อนที่จะตั้งหน้าตั้งตาฝึกความคล่องตัวของอาโปกสิณต่อไป โดยไม่สนใจสิ่งใด จากบ่ายจรดค่ำ และผลก็ปรากฏ เมื่อเอสสามารถทำเวลาในการเข้าฌานที่สี่ในอาโปกสิณแล้วถอยกำลังลงมาได้อย่างดี โดยใช้เวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที ทัดเทียมกันกับในปฐวีกสิณที่เขาเคยผ่านมาแล้ว
"หลวงลุงครับ รู้สึกว่าครั่นเนื้อครั่นตัวชอบกลครับ ไม่รู้ว่าทำไม" เวลาค่ำ เอสบอกหลวงลุงถึงอาการร่างกายที่เกิดขึ้น
"หลานเอสเริ่มไม่สบายละ กลับไปนอนพักผ่อนรักษาสุขภาพเถอะ พรุ่งนี้เราต้องฝึกกันอีกมาก แล้วก็อย่าลืมรักษากำลังสมาธิอย่างที่เคยบอกไปละกัน ถ้าร่างกายไม่สบายก็อย่าไปฝืน ถ้าขืนฝืนไปมันจะเป็นผลเสียกับสุขภาพมากกว่านะ" หลวงลุงเตือนเอสให้รักษาสุขภาพ และให้เอสกลับไปพักผ่อนได้ ก่อนที่เอสจะเดินออกไปจากที่นั้นกลับเข้าที่พักในเวลาไล่เลี่ยกัน
เรื่องนี้แต่งขึ้นโดยมีเค้าโครงจากของจริงๆ คือวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ณ ขณะนี้ แผ่นทองคำในเรื่อง มีอยู่จริงๆ ใต้ฐานพระประธานในอุโบสถหลังใหม่ของวัดครับ และเนื้อความ ก็ของจริง พระมหาวีระ ถาวโร มีตัวตนจริงๆ และเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าซุงจริงๆ ครับ ในช่วงปี พ.ศ.2511-2535
ส่วนเหตุการณ์หลัง 2535 ในเรื่อง สมมติตามเค้าโครงของจริงทุกประการครับ แล้วที่สมมติให้แผ่นดินไหวและแม่น้ำเปลี่ยนทางไหล ก็ตั้งใจจะให้เหลือสถานที่ของจริง ในเวลาที่ดำเนินเรื่อง คือมหาวิหาร 100 เมตร ซึ่งตั้งใจจะให้เป็นฉากของเรื่องอยู่แล้ว ณ เวลาที่ดำเนินเรื่อง เพราะฉะนั้น มันจะต้องยังอยู่
ส่วนตัวละครในการดำเนินเรื่อง (ตั้งแต่หน้าที่ 2 เป็นต้นไป) ก็สมมติขึ้นหมด สถานที่ เขตการปกครองก็สมมติ ยกเว้นที่เดียว "มหาวิหาร 100 เมตร" ที่จะเป็นของจริงเพียงอย่างเดียวตลอดการดำเนินเรื่องครับ
ป.ล.เขียนไปก็งงไป ไปอ่านตอนปฐมบทประกอบด้วยแล้วกัน
ลงแก้ใหม่ละกัน พอดีเพลงที่ลงมีปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย นี่ก็ยืมเพลงประจำเว็บพลังจิตมา (กว่าจะลงได้)


สนุกดีๆ
รีบอัพเร็วๆน้า
อยากอ่านต่อแล้วล่า
เก่ง จะง เลย เอส อะ
เข้า ญาณ ได้ใน เสี่ยว วิ นา ที
สุด ยอดๆๆ
อยาก ทำได้ จัง เลย จะ ได้ เก่ง มั่ง
หุหุ ตอน นี่ ทำได้ แค่ ควบคุม พลัง จิด ขั้น ต่ำ
แต่ ยังไม่ได้ ฝึก กสิณ เลย อิอิ


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |