| ทีมงานได้อัพเกรดเซฟเวอร์เรียบร้อยแล้ว เว็บไซต์วิชาการดอทคอม เร็วและแรงยิ่งขึ้น! |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35323" type="text/javascript"></script> |
|
50 วัน คว้าฝัน สู่ 'คนพลังจิต'
ตอนนี้ก็อัพออกมาแล้วนะครับ ตอนใหม่ ก็ออกมาเป็นตอนสุดท้ายของปิดเทอมใหญ่นี้ ส่วนตอนต่อๆ ไปก็อาจจะได้โพสกันเต็มที่อีกทีนึงช่วงปิดเทอมตุลานี้ แล้วก็รอติดตามกันต่อไปเรื่อยๆ นะครับ ถ้ามีเวลาพอ ก็อาจจะได้ออกมาอีก
post ครั้งแรก: Sun 24 February 2008, 11:43 am ปรับปรุงล่าสุด: Sun 4 May 2008, 9:42 pm
|
เย็นของวันอาทิตย์ ประสาทสัมผัสความรู้สึกของเอสเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง หลังจากที่เขาล้มลงหมดสติไปเมื่อบ่ายของวันนี้ เขาไม่ได้อยู่ด้านหน้ากุฏิของหลวงลุงอีกแล้ว แต่กลับมานอนอยู่บนเตียงนุ่มๆ ที่เขาก็บอกไม่ได้ว่าที่ไหน
"ขอน้ำ...ขอน้ำ" เอสเริ่มขอน้ำมาดื่มแก้กระหายทันทีที่เขารู้สึกตัว เขาลืมตาและมองไปรอบตัวเขา แล้วเขาก็พบว่าตัวเองมานอนบนเตียงของหลวงลุงในกุฏินั่นเอง โดยที่หลวงลุงกำลังนั่งอยู่ข้างๆ มองออกไปด้านนอก ประตูเปิดอยู่ เผยให้เขาเห็นพระภิกษุอีกรูปหนึ่งที่อยู่ด้านนอก กิริยาท่าทางบ่งบอกได้ว่าอยู่ในวัยไล่เลี่ยกับเขา และดูจากสีหน้าท่าทางจะฉลาดเหนือเขาเสียด้วยซ้ำ
"เอ้า! หลานเอส ดื่มน้ำซะ" หลวงลุงที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ยื่นน้ำครึ่งค่อนแก้วให้เอสดื่ม ซึ่งเอสก็รับไปดื่มอึกใหญ่ๆ จนหมดแก้วในเวลาอันสั้น
"หลวงลุงครับ แล้วที่อยู่ตรงนั้นนั่นใครหรอครับ" เอสรีบถามถึงพระภิกษุอีกรูปหนึ่งด้านนอกทันที
"อ๋อ...หลวงพี่ที่อยู่ตรงนั้นเค้าเป็นหมอน่ะ เดี๋ยวจะมาดูอาการหลานเอส" หลวงลุงบอกเอสก่อนที่จะตะโกนเรียกพระภิกษุด้านนอก "เอ้า! เข้ามาได้แล้ว คนไข้รู้สึกตัวแล้ว" แล้วหลวงลุงก็ถอยออกไปก่อนที่จะให้หลวงพี่รูปนั้นเข้ามา
"หวัดดีครับ หลวงพี่" เอสยกมือขึ้นไหว้พร้อมทักทายหลวงพี่
"ไม่เป็นไรๆ ไม่ต้องไหว้ ถามก่อน นายชื่ออะไร" หลวงพี่ถามเอสอย่างเป็นกันเอง
"ชื่อเอสครับ" เอสตอบหลวงพี่อย่างว่าง่าย
"ชื่อเอสนะ...อาการนายเป็นไงมั่ง"
"ก็ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับหลวงพี่ อาการมันครั่นเนื้อครั่นตัวแล้วก็เพลียด้วยครับ แล้วก็อยู่ดีๆ ก็หมดแรงลงดื้อๆ กำลังสมาธิจากที่ดีๆ คล่องๆ ตกฮวบฮาบลงเลยครับ"
"ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วนะ แล้วยังไงต่อ"
"แล้วตอนเช้าวันนี้ ตื่นขึ้นมาก็ยังเพลียอยู่ครับ ทานข้าวเช้าไปนิดหน่อย รู้สึกว่ากินไม่ลง ไปหาหลวงลุงก็นั่งหลับตั้งแต่เช้ายันบ่าย ข้าวกลางวันก็ไม่ได้กินอีกละครับ แล้วตื่นขึ้นมาก็หิวๆ ด้วย ยังไม่พออีกนะครับ แล้วหลวงลุงก็ให้ออกไปฝึกตอนบ่ายๆ อากาศมันร้อนมาก เดินไปไม่เท่าไหร่ก็เริ่มตาลาย แล้วก็หิวน้ำด้วย แล้วก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนนี้แหละครับ"
"อ๋อ นายคงเป็นลมแดดน่ะเอส อากาศช่วงนี้ร้อนมาก มันก็ปกติน่ะแหละ แล้วนายก็เพลียมาก่อนด้วย เดี๋ยววัดไข้ก่อนนะ"
หลวงพี่หยิบเทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ขึ้นมาด้วยอาการอย่างคนคุ้นเคย ก่อนที่จะให้เอสอมไว้ใต้ลิ้นไว้สักพัก แล้วหลวงพี่ก็หยิบขึ้นไปดูด้วยอาการอย่างที่แพทย์ทั่วไปเขาทำกัน ขณะที่พฤติการณ์ของหลวงพี่ทุกอย่างอยู่ในสายตาของเอส ซึ่งก็สงสัยมิใช่น้อยว่า ชะรอยหลวงพี่รูปนี้จะต้องเคยเป็นแพทย์มาก่อนบวชแน่ๆ อาการทุกอย่างเหมือนกันกับที่นายแพทย์ทั่วไปเวลารักษาคนไข้
"เอส นายไข้สูงนะ 39.5 กินยาลดไข้ซะก่อน แล้วนายค่อยนอนพัก" หลวงพี่บอกเอสก่อนที่จะส่งยาและน้ำให้เอสทาน
"อ้าว! แล้วหลวงลุงจะนอนไหนล่ะครับ ผมเองเล่นมานอนแบบนี้ เกรงใจหลวงลุงอะครับ ให้ผมกลับไปนอนที่พักผมเถอะ" เอสบอกหลวงพี่อย่างคนขี้เกรงใจ หลังทานยาเสร็จ
"ไม่เป็นไรหรอกน่า เอส นายนอนไปเถอะ ท่านบอกว่าให้นายนอนที่นี่แหละ ส่วนเรื่องท่าน ท่านจัดการของท่านเองได้ ไม่ต้องเกรงใจหรอก หรือว่าถ้านอนที่นี่ไม่สบาย นายจะไปนอนกุฏิอาตมาก็ได้ ไม่ว่ากัน"
เอสเอนตัวลงนอนบนเตียงเล็ก ขณะที่หลวงพี่ก็เดินออกไป ปล่อยให้เอสได้พักผ่อนเต็มที่
...
เช้าของวันจันทร์ วันนี้เป็นหลวงลุงที่มาปลุกเขาถึงข้างเตียง
"หลานเอส ตื่นๆๆๆๆ กินข้าวเถอะ" เอสตื่นขึ้นอย่างแปลกใจ เพราะหลวงลุงมารอเอสอยู่ด้านข้างเตียงอยู่แล้ว มาพร้อมกับโจ๊กหนึ่งชามใหญ่
"อ้าว! หลวงลุง เอาข้าวมาด้วยหรอครับเนี่ย" เอสพูดอย่างแปลกใจที่หลวงลุงทำให้เขาถึงขนาดนี้
"ดีละๆ ตื่นแล้วก็กินโจ๊กซะ กินตรงนี้เลย... ไม่ต้องเกรงใจ" หลวงลุงคะยั้นคะยอให้เอสกินโจ๊กตรงนั้นเลย แต่เอสกลับเกรงใจหลวงลุงเสียเต็มประดา ลุกขึ้นมาหยิบชามโจ๊กออกไปทานด้านนอก
"หลวงลุงครับ ขอไปนั่งทานข้างนอกละกันครับ เดี๋ยวทานเสร็จขอกลับที่พักเลยนะครับ ตอนนี้ก็มีแรงพอเดินไปไกลๆ ได้แล้วอะครับ" เอสบอกหลวงลุงขณะที่เดินออกไปพอดี โดยที่หลวงลุงก็ไม่ทันห้าม
"ก็ได้ๆ ตามใจ วันนี้ยกเลิกการฝึกทั้งหมดนะหลานเอส เอาแค่พักฟื้นอย่างเดียว ซ้อมให้กำลังสมาธิที่หายไปตอนที่ป่วยฟื้นตัว" แล้วหลวงลุงก็ตามใจเอส ปล่อนให้เอสกลับไปพักที่กระท่อมที่พักตามสะดวก แถมยังใจดี ปรับกำหนดการฝึกให้เอส "พักฟื้น" ได้เต็มที่อีกด้วย
...
ยามสายวันจันทร์ ขณะที่เอสนั่งตากลมพักผ่อนอยู่ด้านหน้ากระท่อมที่พัก หลวงพี่คนเดิมก็มาแวะเยี่ยมเขาด้วยอัธยาศัยที่เป็นกันเองเช่นเคย
"ว่าไง เอส นายเป็นไงบ้าง เมื่อคืนหลับสบายมั้ย" หลวงพี่มาถึงก็ถามสารทุกข์สุกดิบของเอสทันที
"ก็สบายดีครับ เมื่อคืนนี่หลับรวดเดียวเลย หลับตั้งแต่ตอนที่หลวงพี่ให้กินยานั่นแหละครับ มาตื่นอีกทีก็เช้าวันนี้แล้ว"
"แล้วอาการอย่างอื่นล่ะ เป็นไงบ้าง ยังเพลียอยู่มั้ย หรือว่ายังไง"
"ตอนนี้ก็หายเพลียแล้วล่ะครับ ก็หลับซะตั้งสิบกว่าชั่วโมง อาการทุกอย่างก็เริ่มมาปกติแล้วล่ะครับ ตอนนี้ก็กำลังพักฟื้น ฟื้นกำลังสมาธิที่หายไปอยู่"
"อื้มๆ... ฟื้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเดียวก็กลับมาเหมือนเก่าละ เอสไม่ต้องห่วงหรอกว่าจะช้าไป ทนไปแป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับมาหมดแล้ว คนมันเคยได้นี่... เอ้อ...ว่าแต่ว่านายมาจากไหนเนี่ย"
"มาจากกรุงเทพฯ ครับหลวงพี่ มาฝึกกรรมฐานโดยเฉพาะ ก็ลางานเอาไว้ห้าสิบวันอะครับ แล้วก็ตอนนี้ถ้าจะนับก็เป็นวันที่เก้าแล้วอะครับ จากห้าสิบวัน"
"อื้อ... งั้นเราก็เจอกันอีกนานนะ เหลืออีกสี่สิบเอ็ดวัน ก็เกือบๆ เจ็ดสัปดาห์นะเอสนะ"
"ว่าแต่ว่า หลวงพี่เป็นหมอมาก่อนรึเปล่าครับเนี่ย ท่าทางทุกอย่างตอนรักษาดูคล่องมาก"
"ใช่แล้ว เอส นายสังเกตด้วยหรอเนี่ย นายจบอะไรน่ะ หรือว่านายจบแพทย์"
"ก็จบวิศวะฯ เครื่องกลน่ะครับหลวงพี่"
"อาตมาจบแพทย์น่ะ สายวิทย์เหมือนกันกะนายนั่นแหละ"
"ผมว่าละ ว่าแต่ว่านะ สองคณะนี้ก็ยังสู้กันแบบสูสีเลยนะครับเนี่ย เวลาสอบเขาทีนึงนี่คนมหาศาล ผมก็กว่าจะสอบเข้ามาได้...เหนื่อย"
"นายจบวิศวะที่ไหนน่ะ"
"วิศวะฯ จุฬาฯ ครับหลวงพี่ ไม่ว่าปีไหน คนก็ยังแย่งกันเข้าอยู่ประจำ นี่ติดเข้าไปเกือบไม่ได้แล้ว อยู่ที่ท้ายสุดน่ะครับ"
"แล้วสี่ปีจบออกมานี่ เกรดเฉลี่ยนายเท่าไหร่น่ะ"
"3.84"
"โอ๊ย...แค่นี้ นายก็เก่งมากละ นี่ขนาดเข้าแพทย์ไปฟลุคๆ นะ จบออกมา 3.95 เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ไม่รู้จบมาขนาดนี้ได้ยังไงนะ"
"หลวงพี่จบแพทย์ที่ไหนอะครับ"
"จบแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล แทบไม่อยากจะคุยนะ"
"โห!... จบมาได้ไงอะครับหลวงพี่ เข้ายาก แล้วออกมาได้เกียรตินิยมอีกตะหาก"
"ไม่รู้สิ เอส อาตมาบอกได้คำเดียว แค่มันฟลุคเท่านั้นแหละ"
"หลวงพี่เป็นหมอมาก่อน แล้วทำไมมาบวชหละครับ อยู่เป็นหมอไม่สบายกว่าหรอครับ"
"สบายที่ไหนล่ะ เอส นายไม่เป็นเอง นายไม่รู้หรอก... ชีวิตมันยุ่งยากด้วย ทำอะไรมีพิธีรีตองไปหมดซะทุกเรื่อง ไม่เหมือนนายนี่ จะเข้าก็เข้า จะออกก็ออก จะกินก็กินเลยก็ได้ ไม่ต้องยุ่งยาก แล้วชีวิตหมอแต่ละวันก็ซ้ำซากจำเจด้วย ตื่นมา กินข้าวเช้า ไปตรวจคนไข้ กินข้าวกลางวัน แล้วก็ตรวจคนไข้อีก กินข้าวเย็น ตรวจคนไข้อีก แล้วก็กลับบ้าน นอน... ชีวิตหมอมันน่าเบื่อนะเอส มันไม่ได้มีโอกาสพักผ่อนแบบนายนี่ เสาร์อาทิตย์ ก็ต้องตรวจคนไข้อีก เซ็ง... ไม่ได้พักผ่อน หนักๆ เข้า เริ่มเบื่อ ก็ออกมาบวชมั่ง รู้สึกมันชีวิตพระมันง่ายๆ นะ เสื้อผ้าก็เป็นผ้าผืนแบนๆ ไม่ต้องเย็บอะไรมาก ซักก็ง่ายด้วย เวลาใส่ก็ม้วนๆๆ พาดบ่าเอา ง่ายดีนะ หิวข้าว ตอนเช้าก็ออกไปบิณฑบาต ได้ก็กินไป ไม่ต้องสนอะไรทั้งนั้น ไม่ได้ก็ไม่ต้องกิน ชีวิตพระมันก็ง่ายๆ นะ แต่มีอะไรที่น่าค้นหาเยอะ... นายสนใจบ้างมั้ยล่ะ เดี๋ยวมาบวชที่นี่เลยก็ได้ บวชเข้ามาเดี๋ยวเราสองคนเป็นเพื่อนกันเลยดีมั้ย ตอนนี้เราก็คุยถูกคอกันแล้วนี่ ใช่มะ"
"ไม่เป็นไรครับหลวงพี่ ตอนนี้มีแฟนแล้วอะครับ ไม่อยากทิ้งแฟนไปบวชครับ แฟนเค้าน่ารัก แล้วก็นิสัยดีด้วย"
"มันก็เท่านั้นแหละเอส ผู้หญิงสวย ผู้หญิงไม่สวย ผ่าออกมา มันก็มีค่าเท่ากันน่ะแหละ อาตมาเองตอนยังไม่บวชนี่ไม่มีแฟนหรอก ไม่รู้จะมีไปทำไม สวยไม่สวยก็เหมือนกัน ถ้าผู้หญิงเค้ามาชอบเรา เราก็ต้องดูแลเค้าอีก บอกแล้วว่ามันยุ่งยาก... เอาเหอะ นายไปกินข้าวเถอะ ได้เวลาละ เดี๋ยวไม่มีแรงอีก"
"วันหลังเจอกันครับหลวงพี่ เดี๋ยวผมไปทานข้าวก่อนละ หลวงพี่ไปเหอะ" เอสพูดกับหลวงพี่ ก่อนที่จะเดินออกไปที่ศูนย์อาหารเพื่อทานอาหารกลางวัน
...
ทานข้าวแล้ว เอสวิ่งกลับมาที่กุฏิหลวงลุงอย่างแข็งแรงเต็มที่ แบบที่ไม่ต้องให้ใครมาพยุงแบบเมื่อคืนวันเสาร์อีกแล้ว
"หลานเอส สบายดีนะ" หลวงลุงถามเอสเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
"ครับ!" คราวนี้เอสตอบด้วยน้ำเสียงที่มีพลัง ไม่ใช่น้ำเสียงของคนอมโรคแบบเมื่อวันก่อน
"ลองซ้อมที่เคยได้มาสิ ดูซิว่าเป็นยังไงบ้าง" หลวงลุงให้เอสฝึกซ้อมทบทวนกรรมฐานที่เคยผ่านมาทั้งหมด ซึ่งเอสใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะรายงานหลวงลุง
"ก็กลับมาคล่องเหมือนเก่าแล้วครับ แต่รู้สึกเวลาที่เข้ายังฝืดๆ นิดๆ ครับ ซ้อมต่ออีกนิดนึงคงกลับมาเหมือนเก่า"
"ลองทำใจสบายๆ ดูนะ ไม่ต้องแคร์เรื่องจะคล่องไม่คล่องนะ ลองดูแล้วกันนะ ว่าผลที่ได้จะขนาดไหน"
ตลอดช่วงบ่ายของวันจันทร์ เอสซ้อม...ซ้อม...และซ้อม...ซ้อมอย่างมุ่งมั่นและปล่อยวาง และผลของมันก็ออกมาได้อย่างเต็มที่สมความตั้งใจของเอส ในช่วงเย็นของวันจันทร์ กำลังสมาธิของเอสทุกอย่างที่เคยได้มา ก็กลับคืนสภาพเดิมอย่างสมบูรณ์ และเขาก็สามารถที่จะใช้งานมันได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงทีตามปกติ ในความยินดีของเอส ที่ ณ ขณะนี้ เขาไม่อาจจะประมาทสุขภาพร่างกายของตัวเขาเองได้อีกต่อไปแล้ว...
เรื่องนี้แต่งขึ้นโดยมีเค้าโครงจากของจริงๆ คือวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ณ ขณะนี้ แผ่นทองคำในเรื่อง มีอยู่จริงๆ ใต้ฐานพระประธานในอุโบสถหลังใหม่ของวัดครับ และเนื้อความ ก็ของจริง พระมหาวีระ ถาวโร มีตัวตนจริงๆ และเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าซุงจริงๆ ครับ ในช่วงปี พ.ศ.2511-2535
ส่วนเหตุการณ์หลัง 2535 ในเรื่อง สมมติตามเค้าโครงของจริงทุกประการครับ แล้วที่สมมติให้แผ่นดินไหวและแม่น้ำเปลี่ยนทางไหล ก็ตั้งใจจะให้เหลือสถานที่ของจริง ในเวลาที่ดำเนินเรื่อง คือมหาวิหาร 100 เมตร ซึ่งตั้งใจจะให้เป็นฉากของเรื่องอยู่แล้ว ณ เวลาที่ดำเนินเรื่อง เพราะฉะนั้น มันจะต้องยังอยู่
ส่วนตัวละครในการดำเนินเรื่อง (ตั้งแต่หน้าที่ 2 เป็นต้นไป) ก็สมมติขึ้นหมด สถานที่ เขตการปกครองก็สมมติ ยกเว้นที่เดียว "มหาวิหาร 100 เมตร" ที่จะเป็นของจริงเพียงอย่างเดียวตลอดการดำเนินเรื่องครับ
ป.ล.เขียนไปก็งงไป ไปอ่านตอนปฐมบทประกอบด้วยแล้วกัน
ลงแก้ใหม่ละกัน พอดีเพลงที่ลงมีปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย นี่ก็ยืมเพลงประจำเว็บพลังจิตมา (กว่าจะลงได้)


สนุกดีๆ
รีบอัพเร็วๆน้า
อยากอ่านต่อแล้วล่า
เก่ง จะง เลย เอส อะ
เข้า ญาณ ได้ใน เสี่ยว วิ นา ที
สุด ยอดๆๆ
อยาก ทำได้ จัง เลย จะ ได้ เก่ง มั่ง
หุหุ ตอน นี่ ทำได้ แค่ ควบคุม พลัง จิด ขั้น ต่ำ
แต่ ยังไม่ได้ ฝึก กสิณ เลย อิอิ


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |