<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35323" type="text/javascript"></script> |
|
50 วัน คว้าฝัน สู่ 'คนพลังจิต'
ตอนนี้ก็อัพออกมาแล้วนะครับ ตอนใหม่ ก็ออกมาเป็นตอนสุดท้ายของปิดเทอมใหญ่นี้ ส่วนตอนต่อๆ ไปก็อาจจะได้โพสกันเต็มที่อีกทีนึงช่วงปิดเทอมตุลานี้ แล้วก็รอติดตามกันต่อไปเรื่อยๆ นะครับ ถ้ามีเวลาพอ ก็อาจจะได้ออกมาอีก
post ครั้งแรก: Sun 24 February 2008, 11:43 am ปรับปรุงล่าสุด: Sun 4 May 2008, 9:42 pm
|
เช้าของวันพฤหัสบดี วันนี้ก็พอจะนับได้ว่าเป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่งของเอส เพราะตั้งแต่เช้า เอสก็วิ่งสองรอบเขตวัดได้อย่างฉลุยและสบายอารมณ์ด้วยอำนาจของวาโยกสิณที่ผ่อนแรงเขาไปมากโข ในตอนนี้ คำสั่งของหลวงลุงทุกเช้าก็กลายเป็นเรื่องที่ง่ายๆ และสบายๆ ไปแล้ว จากเมื่อวานที่เขาเหนื่อยจนแทบขาดใจกว่าจะวิ่งครบรอบหนึ่งๆ ไปได้ สำหรับภารกิจของเขาในวันนี้คือการฝึกใช้อานุภาพของวาโยกสิณ อย่างที่หลวงลุงว่าไว้แต่เมื่อวาน
"หลวงลุงขอพูดถึงอานุภาพของวาโยกสิณก่อนนะ" เอสเพิ่งเข้ามานั่งในกุฏิไม่นาน หลวงลุงก็เอ่ยขึ้นแล้ว "อานุภาพโดยสรุปก็มี หนึ่ง ในการสร้างความเบาของสสาร อย่างเช่น ถ้าจะทำให้ตัวเราเบาขึ้น จะเหาะขึ้นไปกลางอากาศก็ได้ หรือถ้าจะไม่เหาะ ก็ทำให้ร่างกายเรามีความคล่องแคล่วว่องไว หรือหลานเอสอาจจะไม่ทำตัวเราเอง ไปทำให้ของที่หนักๆ เบาขึ้น พอที่เราจะถือไปได้ ก็เป็นอานุภาพของวาโยกสิณ... สอง ในการสร้างลม อาจจะเป็นลมขนาดเบาๆ พอให้อากาศในที่อับๆ หมุนเวียนขึ้นมา พอมีหายใจบ้าง หรือพอให้อากาศเย็นขึ้น หรือถ้าจะเป็นลมขนาดแรงๆ ประมาณลมพายุ เอาให้แรงพอที่จะหอบเราขึ้นไปกลางอากาศ ไปในที่ต่างๆ นี่ก็เป็นการเหาะอีกวิธีหนึ่ง"
"หลวงลุงครับ อันหลังก็เกี่ยวกับลมโดยตรง แล้วอันแรกมันเกี่ยวกับลมตรงไหนหละครับ" เอสเจ้าสงสัย รีบถามทันทีที่หลวงลุงพูดจบไป
"หลานเอสลองนึกถึงของที่มันเบาๆ ถ้ามันมีขนาดใหญ่ๆ ก็แสดงว่าข้างในมันกลวง เป็นช่องว่าง แล้วในช่องว่างก็เป็นอะไรไม่ได้ นอกจากอากาศ ซึ่งก็คือธาตุลมนั่นเอง จริงมั้ย หลานเอส"
"แล้วยังงี้ก็หมายความว่า ความเบาก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับธาตุลมด้วยใช่มั้ยครับ"
"ใช่แล้ว! หลานเอสพูดถูก ธาตุลมมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเบาของสสารไม่น้อยเหมือนกัน ส่วนที่จะให้ฝึกกันวันนี้ อย่างแรกเลย คือการฝึกเหาะ"
"หรอครับ ผมไม่ได้อยากเหาะซักหน่อย"
"นั่นแหละ ฝึกไปเหอะ เดี๋ยวหลานเอสได้ใช้งานมันจริงๆ แน่นอน หลวงลุงเชื่อในตัวหลานเอส ไม่มีอะไรที่หลานเอสทำไม่ได้... ไปเถอะ หลานเอส"
"ครับๆ"
...
บนเนินเขา และยามเช้าที่แสงสว่างยังนุ่มนวลลออตา เอสและหลวงลุงอยู่ที่นั่น เอสกำลังอยู่ในอาการเตรียมพร้อมใช้กำลังสมาธิอย่างเต็มที่ ขณะที่หลวงลุงมีกิริยาอาการที่สบายๆ ตามปกติ ไม่ตั้งท่าตั้งทางเหมือนเอส
"ใช้วาโยกสิณทำให้ร่างกายของเราไม่มีน้ำหนัก แล้วสร้างลมดันตัวเราขึ้นไป" หลวงลุงบอกเอส และเอสก็พร้อมที่จะทำตามนั้น...
เอสใช้กำลังสมาธิในวาโยกสิณอย่างเต็มที่ เข้าฌานที่สี่ ก่อนที่จะถอยกำลังออกมา นึกในใจตามที่หลวงลุงบอกเมื่อสักครู่ ก่อนที่จะทวนกลับต้นอีกรอบ ภายในชั่วเวลาไม่ถึงสิบวินาที ร่างของเอสก็ลอยขึ้นไปเหนือเนินเขา โดยที่ตัวเขาเองก็ยังไม่คุ้นชินกับการเหาะแบบนี้ และต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่พอสมควร สูงขึ้นไป...เอสเริ่มมองลงมาจากเบื้องบน เห็นผืนป่าที่กว้างใหญ่ และแนวเทือกเขาตะนาวศรีที่เลียบขอบป่าชัดเจนในสายตา ขณะเดียวกันที่เขาเริ่มคุ้นเคยกับมัน และเก่งพอที่จะควบคุมทิศทางของร่างกายให้ลอยไปได้ตามที่ใจเขาต้องการ สูงขึ้นไปอีก... เอสบินฉวัดเฉวียนอย่างรวดเร็วบนท้องฟ้าราวกับนกตัวหนึ่ง พุ่งทะยานไปจนถึงเมฆ และดวงตาของเขาก็ไปสะดุดกับอะไรแปลกปลอมบางอย่างบนเมฆก้อนหนึ่ง นั่น...หลวงลุงกำลังนั่งมองเขาอยู่ นั่งมองอย่างสบายอารมณ์ เอสเตรียมจะพุ่งหนีไปทางอื่น แต่หลวงลุงก็ชิงเข้ามาขัดคอก่อน
"หลานเอส จะไปไหนน่ะ ขึ้นมานั่งพักสิ" หลวงลุงชักชวนและเชื้อเชิญเอส ขณะที่เอสก็รีๆ รอๆ เล็กน้อยด้วยความเกรงอกเกรงใจ ก่อนที่เขาจะเคลื่อนตัวช้าๆ ไปหาเมฆก้อนนั้นแล้วหยุดลงนั่ง แต่ด้วยความเป็นแก๊สของเมฆ เอสทรุดตัวลงไปบนกลีบเมฆทันที แต่ก็ยังดีที่เขายังรักษาอำนาจของวาโยกสิณไว้ เอสพยุงตัวเองไว้ด้วยแรงลม ก่อนที่จะเคลื่อนตัวออกมาได้ แต่ถ้าเขาเกิดคิดจะคลายอำนาจของมันขึ้นมา ไม่ต้องคิดเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเอส!
"ทำไมหลวงลุงนั่งได้อะครับ" เอสถามขึ้นมา "แล้วทำไมผมนั่งไม่ได้!"
"ก็ใช้ปฐวีกสิณสิ ลืมไปแล้วรึไง" หลวงลุงเตือนความจำเอสขึ้นมา
"อ๋อ..." เอสเข้าใจในทันที ก่อนที่จะใช้อำนาจของปฐวีกสิณทำให้เมฆตรงนั้นแข็งตัวพอที่จะรับน้ำหนักตัวเขาได้ เอสนั่งลงไปบนปุยเมฆ มันนุ่มสบายจริงๆ เขาคิด ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนจากการนั่ง ลงนอนอาบแดดสบายๆ บนนั้น
จากเช้าจรดเบรกกลางวัน พักทานข้าว ก่อนที่จะต่อช่วงบ่ายจนถึงเย็น เอสใช้เวลาอยู่กับการเหาะ...เหาะ...และเหาะ เหาะไปอย่างเสรีเหมือนนกที่โผบิน เหนื่อยแล้วก็นอนพักบนกลีบเมฆบ้าง ก่อนที่เขาจะลงจากท้องฟ้ามาที่กุฏิหลวงลุงในยามสนธยา
"ไปเถอะ หลานเอส วันนี้ไม่มีอะไรละ จะไปไหนก็ตามใจหลานเอสนะ หลวงลุงไม่ห้ามหรอก" เพิ่งมาถึงไม่เท่าไหร่ หลวงลุงก็ไล่เอสกลับทันที ในขณะที่เอสก็แปลกใจกับการกระทำของหลวงลุงคราวนี้มาก ปกติหลวงลุงไม่เคยแบบว่ามาถึงแล้วไล่กลับเลย ต้องมีอะไรแน่ เอสคิด ขณะที่ตัวเขากำลังเดินกลับกระท่อมที่พัก
...
ค่ำแล้ว แต่เอสก็ยังไม่รีบที่จะเข้าไปในกระท่อมที่พัก เขายังยืนกอดอกอยู่ที่นอกชาน สายตาของเขาเลื่อนลอยขึ้นไปบนท้องฟ้ายามราตรีที่เต็มไปด้วยดวงดาว ด้วยอารมณ์แห่งความเหงา สิบสองวันของการฝึกผ่านมาแล้ว ถึงแม้ว่าพระอาจารย์ที่สอนเขาอยู่ตอนนี้จะอยู่ในฐานะลุงแท้ๆ ของเขาก็ตาม แต่ความสัมพันธ์ฉันท์ลุงกับหลานก็ไม่ได้ทำให้เขามีความสุขขึ้นมาบ้างเลย เอสนึกย้อนไป เมื่อวันที่สามของการฝึกผ่านเข้ามา เหมือนเป็นความโชคดีของเขาที่ได้ส่งสาวสวยคนหนึ่งเข้ามาในฐานะเพื่อน ที่คอยดูแลกันและให้เขาคลายเหงาไปได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่มันก็เป็นเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น เมื่อวันต่อมา เธอก็จากไป ทิ้งให้เอสอยู่ในความเหงาอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ดูเหมือนว่าโชคชะตายังปรานีเขาอยู่บ้าง เพราะเธอให้สัญญาอย่างมั่นคงที่จะมาให้เขาคลายความเหงาลงไปบ้างทุกเสาร์ แต่ก็ดูเหมือนยาวนานสำหรับการรอคอยของเอส สิ่งที่เอสทำ ก็ได้แต่ใช้กำลังสมาธิขั้นจตุตถฌานข่มความรู้สึกเหงาเปล่าเปลี่ยวใจไปวันๆ เท่านั้นเอง แต่คืนนี้ เขาปล่อยกำลังสมาธิลง ให้ความรู้สึกกับความเหงาที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ และมันดูเหมือนจะมากขึ้นทุกวัน แต่เขาไม่รับรู้ว่ามันมากขึ้นเท่านั้นเอง
แวว!
ความคิดของเอสเริ่มร้องเรียกหาแววขึ้นมา รู้ทั้งรู้ว่าแววไม่มีวันรับรู้เสียงที่เขาเรียกในใจแน่นอน แต่ตัวเขาเองก็ยังอดเป็นห่วงและกังวลกับเธอเสียไม่ได้ เหตุการณ์เมื่อคืนวันเสาร์ที่เอสพยายามใช้กระแสจิตแยกร่างไปหาแววทั้งๆ ที่อาการป่วยหนักจนเขาควบคุมกำลังสมาธิไว้ไม่อยู่ แน่นอนว่าแววจะต้องคิดวิตกกังวลกับสิ่งที่เธอเห็น ณ ขณะนั้น และเอสจำเป็นจะต้องไปหาเธออีกครั้ง...ด้วยตัวเป็นๆ...ให้เธอเบาใจว่าเขายังสบายดีอยู่
ใช่แล้ว! เราต้องเหาะไป เอสคิดจะเหาะไปทางอากาศในทันที แต่ความคิดนั้นก็ต้องชะงักตัวลงชั่วครู่... เขาไม่ใช่คนชำนาญเส้นทางเลยด้วยซ้ำ จากที่ที่เขายืนอยู่ไปยังกรุงเทพ ก็นับหลายสิบหลายร้อยกิโลเมตร แม้จะเป็นตอนกลางวัน เขาเองก็ยากที่จะไปให้ถูก แม้แผนที่เส้นทางจะมีบ้าง แต่ก็ลำบากใจเหลือทนที่จะไปให้ถึง ยิ่งตอนกลางคืนด้วยแล้ว ท้องฟ้ามืดสลัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขาจะต้องลำบากแค่ไหน เอสถอนใจกับอุปสรรคตรงหน้า
แต่...ไม่ได้สิ! แววยังเป็นห่วงเราอยู่
เอสมองข้ามอุปสรรคที่ธรรมชาติบันดาลให้เกิดขึ้น แต่กลับมองเข้าไปในความรู้สึกของแวว และจากใจของเขาเอง ถ้าเขาไม่ไป...แววก็คงต้องวิตกกังวลต่อไปกับเขา และตัวเขาเองก็ต้องลำบากใจขนาดหนักกับความวิตกกังวลของแววต่อไป ไม่มีอะไรที่หลานเอสทำไม่ได้ เสียงหลวงลุงที่พร่ำบอกเขาเมื่อเช้าดังก้องเข้าไปในจิตใจของเอสอีกครั้ง คราวนี้ เอสมองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามราตรีอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ด้วยความเหงา เขามองขึ้นไปยังดวงดาวในท้องฟ้าด้วยความมุ่งมั่นและความรักที่มั่นคง ขณะเดียวกันที่เริ่มรวมกำลังสมาธิกลับมาอีกครั้งในเวลาอันสั้น ตอนนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนใจเอสได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะความมืดหรือความไม่ชำนาญทาง มันไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไปสำหรับเอส ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ถึงเราจะไม่มีแผนที่นำทาง แต่ใจของเราจะนำทางเราไป เอสตอกย้ำกับตัวเองอย่างมั่นใจ ก่อนที่จะทะยานออกไปสู่ฟากฟ้ากว้างไกลสุดสายตา...
เรื่องนี้แต่งขึ้นโดยมีเค้าโครงจากของจริงๆ คือวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ณ ขณะนี้ แผ่นทองคำในเรื่อง มีอยู่จริงๆ ใต้ฐานพระประธานในอุโบสถหลังใหม่ของวัดครับ และเนื้อความ ก็ของจริง พระมหาวีระ ถาวโร มีตัวตนจริงๆ และเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าซุงจริงๆ ครับ ในช่วงปี พ.ศ.2511-2535
ส่วนเหตุการณ์หลัง 2535 ในเรื่อง สมมติตามเค้าโครงของจริงทุกประการครับ แล้วที่สมมติให้แผ่นดินไหวและแม่น้ำเปลี่ยนทางไหล ก็ตั้งใจจะให้เหลือสถานที่ของจริง ในเวลาที่ดำเนินเรื่อง คือมหาวิหาร 100 เมตร ซึ่งตั้งใจจะให้เป็นฉากของเรื่องอยู่แล้ว ณ เวลาที่ดำเนินเรื่อง เพราะฉะนั้น มันจะต้องยังอยู่
ส่วนตัวละครในการดำเนินเรื่อง (ตั้งแต่หน้าที่ 2 เป็นต้นไป) ก็สมมติขึ้นหมด สถานที่ เขตการปกครองก็สมมติ ยกเว้นที่เดียว "มหาวิหาร 100 เมตร" ที่จะเป็นของจริงเพียงอย่างเดียวตลอดการดำเนินเรื่องครับ
ป.ล.เขียนไปก็งงไป ไปอ่านตอนปฐมบทประกอบด้วยแล้วกัน
ลงแก้ใหม่ละกัน พอดีเพลงที่ลงมีปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย นี่ก็ยืมเพลงประจำเว็บพลังจิตมา (กว่าจะลงได้)


สนุกดีๆ
รีบอัพเร็วๆน้า
อยากอ่านต่อแล้วล่า
เก่ง จะง เลย เอส อะ
เข้า ญาณ ได้ใน เสี่ยว วิ นา ที
สุด ยอดๆๆ
อยาก ทำได้ จัง เลย จะ ได้ เก่ง มั่ง
หุหุ ตอน นี่ ทำได้ แค่ ควบคุม พลัง จิด ขั้น ต่ำ
แต่ ยังไม่ได้ ฝึก กสิณ เลย อิอิ


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |