คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35458" type="text/javascript"></script>
ชีวิตในฐานะเป็นวัตถุแห่งศิลปะ
คำว่าจิตวิทยานี่มันกว้าง มันกว้างจนไม่รู้จะเอายังไงกันแน่ ธรรมชาติของจิตเป็นอย่างไร รู้เรื่องธรรมชาติของจิตเป็นอย่างไร นี่ก็เรื่องจิตวิทยา
ผู้เขียน: ท่านพุทธทาส ชมแล้ว: 35,153 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 3 March 2008, 3:16 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 6 March 2008, 10:24 am
สารบัญ
หน้า : 1 ศิลปะ
หน้า : 2 หัวใจของพระพุธรศาสนา

หน้าที่ 1 - ศิลปะ

ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งชาติวันวิสาขบูชาในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวโดยหัวข้อใหญ่ว่า  ศิลปะแห่งการครองชีวิต ต่อไปตามเดิม


 ก็จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยเฉพาะวันนี้ว่า  ชีวิตในฐานะเป็นวัตถุแห่งศิลปะ  ท่านทั้งหลายต้องทบทวน ข้อความแห่งการบรรยายครั้งที่แล้วมา เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการบรรยายเรื่องนี้ไว้เสมอ ว่าไม่ใช่เป็นเรื่องกล่าวให้มันนอกเรื่องนอกรีตนอกรอยเล่นลิ้นเล่นโวหาร มันอาจเป็นคำพูดที่แปลกสำหรับคนบางคน มันจะเป็นไปได้หรือไม่ก็ขอให้ท่านทั้งหลายคอยสังเกตดูเอาเอง พยายามศึกษาให้เข้าใจและลองปฏิบัติดู ก็จะพบความจริงนั้นๆ ว่าเราจะทำให้ชีวิตนี้มีความสนุกสนาน เป็นมหรสพได้หรือไม่ หรือว่าเราจะทำให้ชีวิตนี้เป็นเสมือนดื่มอัมฤตธรรมเป็นเสมออยู่ตลอดเวลาได้หรือไม่


 ถ้าทำได้นั้นคือศิลปะ ถ้าทำไม่ได้มันก็ไม่เป็นศิลปะจะทำได้หรือไม่ได้ก็อยู่ที่ ความโง่ หรือความฉลาด ของคนเหล่านั้น พุทธ แปลว่า ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน พุธบริษัทมีลักษณะเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน มันจะรู้หรือจะตื่นหรือจะเบิกบานไปได้สักเท่าไรก็คอยดูกันต่อไป อาตมาก็มีความมุ่งหมายที่จะให้เกิดความสำเร็จประโยชน์ใน ข้อนี้คือข้อที่ให้พวกเรา เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน มีอะไรที่จะทำความเข้าใจกันได้ให้ง่ายให้สะดวกและโดยเร็ว


ก็เอาเรื่องนั้นมาพูดกันเดียวนี้เอาเรื่องของศิลปะมาพูดกันให้เป็นเรื่องของธรรม  ธรรมเป็นสิ่งทุกสิ่งเป็นเรื่องทุกเรื่องแล้วจะพูดให้เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ก็ได้ในเมื่อเอาบทพิสูจน์ ทั้งหลายมาเป็นหลักเป็นประธาน แล้วจะพูดให้เป็นเรื่องของปรัชญาก็ได้ เมื่อเอาเรื่องของวิธีของการใช้เหตุผลมาเป็นประธาน  เดียวนี้เราจะพูดให้เป็นศิลปะมันก็ต้องเอาเรื่องของความงามมาเป็นหลักเป็นประธาน เพราะว่าศิลปะนั้นมีความหมายอยู่ตรงที่มีความงามนั้นเอง พระพุธองค์ได้ทรงประสงค์จะใช้ประโยชน์จากความงาม จึงได้ทรงกำชับภิกษุทั้งหลายเมื่อทรงส่งออกไปประกาศพระพุทธศาสนา ว่าเธอจงประกาศพรหมจรรย์ ให้มีความงามทั้งเบื้องต้น มีความงามทั้งข้างกลาง มีความงามทั้งเบื้องปลาย หมายความว่าระเบียบปฏิบัติการดำรงชีวิตอันประเสริฐที่เรียกว่าพรหมจรรย์นั้น


เธอต้องแสดงแก่เขาให้มีความงามทั้งเบื้องต้นมีความงามทั้งข้างกลางและมีความงามทั้งเบื้องปลาย และทำให้เราสังเกตได้ว่าแม้พระพุทธองค์จะทรงมีลักษณะแห่งศิลปินคือนิยม ใช้ความงามเป็นเครื่องมือในการเผยแผ่สัจธรรม ว่าโดยที่จริงแล้วความงามนี้ เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับสัญชาติญาณของมนุษย์ จนถึงกับจะพูดได้ว่า มันเป็นความรู้สึกในระดับสัญชาติญาณสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายมันก็เป็นอย่างนั้น เราสังเกตดูแม้แต่สุนัขหมูหมากาไก่ มันมีคู่ที่มันกำหนดไว้เฉพาะตนๆที่มันกำหนดนั้นกำหนดตามความงามความพึ่งภายความ น่าพออก พอใจ ด้วยกันทั้งนั้น สัตว์ยังรู้จักค่าของความงาม จึงมีความงามโดยธรรมชาติ สำหรับเป็นสื่อสัมพันธ์โดยเฉพาะสัตว์ตัวผู้จะมีความงามไว้ให้สัตว์ตัวเมียเลือก นี้เป็นไปตามธรรมชาติว่าความรู้สึกโดยสัญชาติญาณนั้นก็รู้สึกในความงามและนิยมความงาม เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงมีเรื่องของความงามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และเราเรียกมันว่าศิลปะ คำว่าศิลปะ จำกัดความโดยสั้นๆว่าศิลปะบวกกับความสำเร็จประโยชน์ ความสำเร็จประโยชน์อย่างเดียวไม่พอกิน


โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสมัยนี้ ต้องเอาความงามบวกเข้าไปด้วย แล้วก็เรียกชื่อใหม่ว่า ศิลปะ มีความสมบูรณ์ด้วยความงามและความสำเร็จประโยชน์ ธรรมะช่วยให้มีทั้งความงามและความสำเร็จประโยชน์ ชีวิตที่ประกอบไปด้วยธรรมะก็จะเป็นชีวิตที่ประกอบไปด้วยความงามและความสำเร็จประโยชน์ เรากำลังพูดกันถึงศิลปะแห่งการดำรงชีวิตหรือการครองชีวิตมาครั้งหนึ่งแล้ว แสดงถึงความหมายแห่งของคำว่าศิลปะ แห่งความหมายของคำว่า ปรมัธะ  คือมีลักษณะหรือมีคุณค่าที่สูงยิ่งความหมายของคำว่าการครองชีวิตและความหมายของคำว่าความ การทัศนะ ของพุทธบริษัทเราจน วันนี้ก็จะได้พูดถึงชีวิตในฐานะที่เป็นวัตถุแห่งศิลปะ เราจะต้องมองดูกันให้ลึกซึ้งซักหน่อยว่าชีวิตนี้เราก็ไม่ได้ทำได้เอง เราก็ไม่ได้ตั้งใจเกิดจะมาด้วยซ้ำไป แต่มันก็ได้เกิดมาแล้วเมื่อเกิดมาแล้วก็ไม่พ้นไปจากความรับผิดชอบจำต้องทำให้มันมีประโยชน์ถึงที่สุด ที่เรียกว่ามีค่านั้นคือประโยชน์นั้นเอง มันจะเป็นประโยชน์ได้มากเพียงไรเราก็จะทำกันให้สุดความสามารถเพียงนั้น ที่มีก็มีปัญหาเกิดขึ้นมาเป็นข้อแรกว่า ชีวิตนี้ จะทำให้เป็นวัตถุที่ตั้งแห่งศิลปะได้หรือหาไม่ เมื่อคนรู้จักกันแต่เรื่องทางวัตถุ เห็นศิลปะเป็นวัตถุไปหมดมันก็ไม่เข้าใจว่าจะเอาชีวิตมาทำให้เป็นวัตถุแห่งศิลปะได้


แต่ถ้าเคยได้ยินได้ฟังได้ศึกษามาในเรื่องยาวอันเกี่ยวกับศิลปะแล้วก็จะได้พอเข้าใจได้สืบไป ว่าสิ่งที่เรียกว่าศิลปะนั้นไม่มุ่งหมายแต่สิ่งที่เป็นวัตถุจะมุ่งหมายไปถึงนามอธรรมความคิดนึกความรู้สึก ตลอดจนถึงวิธีคิดวิธีนึกวิธีใช้ความคิดความนึกอย่างนี้ก็เป็นศิลปะ ได้มันก็เป็นศิลปะที่จะสำเร็จประโยชน์เสียด้วยและก็ขอเตือนอีกครั้งหนึ่งว่า พวกเราชาวพุทธก็ยังงมงายหลับตาในเรื่องศิลปะของชาวพุธ คอยเห่อไปตามพวกฝรั่งซึ้งเขาถือเอาวัตถุเอาศิลปวัตถุ เป็นศิลปะของชาวพุทธ  เมื่อพูดว่าพุทธศีล ก็หมายถึง  พระพุทธรูปหมายถึง  โบสถ์วิหารอะไรทำนองนั้นทั้งนั้นซึ่งเรื่องเหล่านี้ มันผิดกับความจริง พุทธบริษัททั้งทั้งหลายไม่ถือว่านั้นเป็นศิลปะ พุทธบริษัทถือเอาธรรมถือเอาระเบียบปฏิบัติตามธรรมที่เนื่องกันอยู่กับธรรมนั้น ว่าเป็นศิลปะตรงตามพระพุธประสงค์ ที่ขอร้องให้ประกาศแบบแห่งการครองชีวิตอันประเสริฐที่มีความงดงามในเบื้องต้นและทามกลางและเบื้องปลาย พวกฝรั่งเข้าไม่มองกันในอย่างในข้อนี้ไม่มองในคงไม่มองกันอย่างนี้คงมองพุทธศิลปะ 


แต่เรื่องทางวัตถุมีพระพุทธรูปเป็นต้น เราเลิกตามอย่างเขาเสียทีมาดูกันให้ดีเสียใหม่ ว่าพุทธบริษัทนั้นมีระเบียบแห่งการครองชีวิตเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งศิลปะพูดย่อๆก็ว่าเอาตัวชีวิตนั้นเองเป็นวัตถุแห่งศิลปะ เพราะวัตถุมีความหมายดิ้นได้คือหมายถึงตัววัตถุที่เป็นสสารจับคลำได้นี้ก็มีนี้ความหมายหนึ่ง อีกความหมายหนึ่งนั้นแปลว่าที่ตั้งที่อาศัยเป็นรากฐานนี้เป็นนามอธรรมก็ได้ เพราะมุ่งหมายเอาความที่มันเป็นตั้งที่อาศัยเรียกว่าวัตถุคือที่ตั้งที่อาศัย เมื่อพูดว่าเอาชีวิตเป็นวัตถุแห่งศิลปะก็หมายถึงระบอบการดำรงชีวิตความมีชีวิตการครองชีวิตอย่างไงก็ตาม


 แล้วแต่จะเรียกว่านั้นอั้นนั้นแหละเป็นวัตถุแห่งศิลปะ ที่จะกล่าวถึง ในข้อนี้คือ ความว่าการเอาตัวชีวิตนั้นเป็นวัตถุแห่งศิลปะของพระพุธบริษัทที่บริสุทธิ์ แม้วัตถุเช่นพระพุธรูปโบสถ์วิหารเป็นต้นว่าเป็นศิลปะแห่งชาวพุทธ นั้นมันเป็นศิลปะของคนพวกหนึ่งตางหากแล้วมันจะไม่เกี่ยวกับธรรมหรือพุทธ เพียงแต่ว่าเขาเอาไปเกี่ยวข้องกันในทางภายนอกเป็นเนื้อในไม่ได้เกี่ยวอะไรกันในฐานะที่เป็นศิลปวัตถุด้วยกันก็แยกกันว่า อันโน้นเป็นเรื่องทางวัตถุอันนี้เป็นเรื่องทางจิตใจ ชีวิตเป็นศิลปะในแง่ของจิตใจเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ ที่นี้จะได้ดูกันต่อไป ถึงการที่จะทำให้ชีวิตนี้เป็นวัตถุแห่งศิลปะ เราจะต้องนึกกันอย่างกว้างๆไปทีการก่อนๆว่า ชีวิตนี้คือการเวียนว่ายไปในวัตสงสาร แห่งการเวียนว่ายนั้นเอง คือมีกิเลศเป็นเหตุให้กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เรียกว่ากรรม


  กรรมเป็นเหตุให้เกิดผลแห่งกรรม ผลแห่งกรรมทำให้เกิดกิเลศอีก กิเลศก็ทำให้เกิดกรรมอี ก ผลแห่งกรรมก็ทำให้เกิดกิเลศอีกเวียนกันอยู่อย่างนี้เรียกว่าวัตสงสาร ชีวิตมันเป็นอย่างนี้จริงหรือไม่ ขอให้ดูให้เห็นกันเสียก่อนอย่าพูดกันตามกันไปหรือว่าเมื่ออาตมาพูดแล้วก็ไม่ต้องคิดต้องนึกอะไรกันอีกให้ทุกคนนี้มองให้เห็นว่าชีวิตนี้มันประกอบอยู่ด้วย การว่ายเวียนของสิ่งทั้งสามนี้จริงหรือไม่  แล้วในวันหนึ่งๆมันมีมากสักกี่วง เรายากและเราทำตามที่เรายากแล้วเราได้ผลมาแล้วเราก็ยากอีก แล้วเราก็ทำตามที่เรายากอีกตามที่เราได้ผลมาแล้วเราก็ต้องทำตามที่เรายากต่อไปนี้


มันเกี่ยวข้องกันไปอย่างที่ไม่มีที่สิ้นสุดเป็นวงๆ แห่งวัตตะอย่างนี้ นี้แหละคือตัวชีวิตที่จะเป็นปัญหาที่เอามาพูดถึงกันในเรื่องนี้ ชีวิตเนื้อหนังเกิดมาทางมารดาคลอดออกมาทางนี้มันไม่เป็นเรื่องที่มันไม่มีปัญหาอะไรก็มันเล็งถึงปัญหาทางร่างกายแต่มันก็เป็นบ้างซึ่งจะได้พูดกันต่อไป เดียวนี้จะพูดเฉพาะชีวิตในความหมายคือว่า เรื่องทางจิตใจที่เวียนว่ายอยู่เป็นวงๆ ชีวิตที่เวียนว่ายเป็นวัตตะเป็นที่วงอยู่ตลอดวันตลอดคืนตลอดเดือนตลอดปีหรือจนตลอดชีวิต ชีวิตนี้เราจะทำให้มันมีศิลปะ มีศีลคือมีความงามได้หรือไม่ทานก็ไม่ต้องเชื่อแม้อาตมาจะพูดว่ามันทำได้


 ขอให้ใคร่ครวญกันต่อไปศึกษาสังเกตกันต่อไป  ยากจะเอ่ย ถึงชีวิตสมบูรณ์แบบ คือชีวิตของพระอริยะเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปถึงพระอรหันต์ ชีวิตนี้เรียกว่าชีวิตของพระอริยะเจ้า ชีวิตของพระอริยะเจ้านั้นอยู่เหนือกิเลสยิ่งๆขึ้นไปทุกทีจนเหนือหรือสิ้นหมดสิ้นแห่งกิเลศ ชีวิตนี้อยู่เหนือมารเหนือสิ่งทำลายล้างเหนือการขัดขวางของกิเลศเป็นชีวิตที่เหนือกิเลศและเหนือมารนี้เรียกว่าชีวิตของพระอริยะเจ้า มันงามหรือไม่งาม ถ้างามต้องถือว่ามันมี ศีล เพราะว่ามันเกี่ยวกับการกระทำมันไม่อาจจะเป็นได้เอง ท่านต้องประพฤติปฏิบัติต้องกระทำจนเกิดการสำเร็จประโยชน์ในการมีชีวิตแล้วก็มีความงามด้วย แล้วมารู้สึกว่าชีวิตนี้แหละเป็นชีวิตที่ประกอบไปด้วยศีลเป็นชีวิตของพระอริยะเจ้า เหนือกิเลศเหนือมาร ดังที่กล่าวแล้ว ทีนี้ก็จะดูให้ง่ายขึ้นให้ชัดขึ้น  แยกเป็นเรื่องๆ เช่นว่าชีวิตนี้ประกอบอยู่ด้วยวงกลมแห่งความแก่ความเจ็บความตาย ความเกิดความแก่ความเจ็บความตาย นี้เป็นระยะยาวพูดตามความเชื่อที่เชื่อกันอยู่โดยทั่วไปแม้ว่าเรามีความเกิดความแก่ความเจ็บความตาย ตายแล้วก็ไปเกิดใหม่ เกิดแล้วก็แก่ก็เจ็บก็ตาย แล้วก็เกิดอีกแล้วก็แก่ก็เจ็บก็ตาย


พูดอย่างนี้ก็ได้เหมือนกันคือการรู้ไว้แล้วว่าชีวิตนั้นคือวงกลมแห่งการเกิดแก่เจ็บตาย นี้เราจะทำให้มันมีศีลได้หรือไม่ ความเกิดแก่เจ็บตายที่เราจะทำให้มันงดงามเป็นศีลได้หรือไม่ ถ้าได้มันก็คงจะหน้าดู ถ้าไม่ได้มันก็น่าเกลียดน่าชังไปตามเดิมพุธบริษัทจะทำให้ความเกิดแก่เจ็บตายกลายเป็นสิ่งที่มีศีลคือความงามได้หรือไม่ อาตมาอยู่ในพวกที่ถือว่าได้ ถึงอุตสา ขนเอวความคิดนึกเรื่องนี้มาพูดกับท่านทั้งหลาย จะพูดถึงการเกิดก่อน ความเกิดจากท้องแม่ที่ทำให้มี ศีลได้หรือไม่ นี้มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร


แต่ถ้ามีการควบคุมดีทางชีวิทยาอนามัยและทางจิตวิทยาด้วยแล้วเด็กๆคงจะเกิดดีเกิดมาสวยเกิดมาดีเกิดมาน่ารัก กว่าธรรมดาไม่มากก็น้อย นี้ทำให้ความเกิดมันเป็นศีลขึ้นมา เป็นการเกิดจากวัตถุเกิดจากเนื้อหนังเกิดจากท้องแม่ แต่โดยที่แท้แล้วความเกิดนั้นมันไม่ใช่อยู่ที่ตรงนั้นความเกิดคือเกิดขึ้นแห่งความรู้สึกว่า มีตัวฉัน มีตัวกู คือเป็นความรู้สึกแห่งความรู้สึกในใจ ว่ามีตัวฉันมีตัวเรามีตัวกู ถ้าไม่มีความรู้สึกอย่างนี้ มันก็ไม่มีความหมายแห่งการเกิดเมื่อไรในมีความรู้สึกเป็นตัวฉันเป็นตัวกูเมื่อนั้นเรียกว่ามีความเกิดในพระบาลีตันหาสังคยะสูตร พระพุธเจ้าได้ตรัส


 ถึงการเกิดสองชนิดนี้เนื่องกันไปเป็นเรื่องเดียวกันว่ากุมารอาศัยการร่วมกันแห่งบิดามารดามีโอกาสเหมาะเกิดออกมาจากท้องมารดา และกุลกุมารนั้นเติบโตขึ้นมารู้จักกินรู้จักดื่มรู้จักเล่นหัวจนถึงกับว่ารู้สึกมีความรู้สึกกับว่ามีความเวทนาสุขเวทนาทุกเวทนา อทุกกะมะสุขเวทนา และเวทนาที่รุนแรงถึงกับเกิดตันหาคือความยากไปตามอำนาจของเวทนาทั้งเกิดปัญหาในความรู้สึกยากรุนแรงแล้วก็เกิดความรู้สึกอีกอันหนึ่งสืบต่อกันออกมา


เป็นความรู้สึกว่าเรายากนี้ก็เกิดความรู้สึกว่าเราอุปาทานหรือภพหรือชาติทีสมบูรณ์ อุปาทานยึดมันในสิ่งที่ตัวยากความคิดนี้เป็นความคิด ความคิดที่ปรุงขึ้นมาในตัวคนผู้ยาก เรียกว่าพบทั้งเต็มที่แล้วก็ถือว่าออกมาเป็นตัวเราเป็นเด็กที่ดิ้นด้าวๆอยู่ด้ายอำนาจของความยากนี้เรียกว่าชาติ ชา-ติ แปลว่าชาติ แปลว่าความเกิด นี้มันไกลกันจากการเกิดมันเกิดจากท้องแม่นั้นมันมีความหมายอะไรมันเป็นความเกิดจากเนื้อหนังนี้ต่อมากุมารนั้นเติบโตขึ้นจนถึงวันหนึ่งเมื่อไรก็ได้


ในความรู้สึกเป็นตันหาอุปาทานเป็นภพเป็นชาติเกิดตัวกูมีชาติที่มีปัญหานี้เราจะเกิดตัวกูอย่างนั้นอย่างนี้ทุกคราวที่เรามีกิเลศตันหาเมื่อได้สัมพันธ์กับสิ่งภายนอก เป็นรูปเสียงกลิ่นรสเป็นรูป ก็เกิดความยากก็เพราะว่ามีความโง่มันขาดแคลนสติปัญญาเกี่ยวกับเรื่องนี้มันก็มีความโง่มันก็ยึดความหมายของเวทนาก็เกิดความยากคือตันหา เกิดอุปาทาน คือบุคคลที่ยากนี้เรียกว่าเกิดในทางฝ่ายจิตในทางฝ่ายวิญญาณวันหนึ่งหลายครั้งหลายหนทุกคราวเรียกว่าการเกิดทั้งนั้นเกิดทีไรก็เป็นทุกทีนั้นเป็นทุกนี้ไม่น่าดูต่อเมื่อไม่เป็นทุกจึงจะน่าดูเราก็ควบคุมความเกิดชนิดนี้ให้ได้คือมีสติเพียงพอมีปัญญาเพียงพอควบคุมการกระทบทางอายยานะ ไม่เกิดความยึดหมั้น ถือหมั้นด้ายอำนาจของตันหาอุปาทาน


 ถ้าจะมีความรู้สึกว่าเราได้สัมผัสอารมณ์อะไรก็แล้วต้องมีสติเพียงพอที่จะทำความรู้สึกว่ารับอารมณ์เข้าแล้ว สักว่าอารมณ์เข้าแล้วเกิดเวทนาแล้วมันก็สักว่าเป็นแต่เวทนาเท่านั้น เวทนาทางตาสวยหรือไม่สวยก็รู้ว่ามันสักว่าเวทนาเท่านั้น รู้จักว่ามันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่ระบบของประสาทของกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเกิดเวทนาทางหูไพเราะหรือไม่ไพรเราะรู้สึกว่า มันสักว่าเวทนาทั้งนั้น


 สักว่าความรู้สึกเท่านั้นลองฟังดูดีๆซิว่าสักแต่ว่าเวทนาเท่านั้น คือมันมองเห็นลึกลงไปว่าสักว่าความรู้สึกว่าที่เกิดขึ้นตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติตามธรรมชาติเท่านั้นไม้เห็นมีตัวตนของเวทนาอยู่ที่ตรงไหนมันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเท่านั้น


ทีนี้ทางจมูกหอมหรือเหม็นมันก็เหมือนกันทางเวทนาสักว่าเวทนาก็สักว่าความรู้สึกตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่ระบบของประสาทเท่านั้น ดูที่ลิ้นอร่อยหรือไม่อร่อยก็เหมือนกันอีกสักว่าเวทนาเท่านั้นสักว่าความรู้สึกเกิดขึ้นที่ระบบประสาทที่ลิ้นตามธรรมชาติเท่านั้น ที่กายที่ผิวหนังนิ้มนวลหรือหยาบกระด้างนั้นก็สักว่าเวทนาเท่านั้นสักว่าความรู้สึกเกิดขึ้นที่ระบบประสาทที่ผิวหนังเท่านั้นในใจก็เหมือนกันเกิดความรู้สึกอะไรขึ้นมาก็เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเท่านั้นมันก็ไม่ยึดเอาตัวตนของเวทนาว่าเป็นเวทนาเป็นความรู้สึกธรรมชาติธรรมดาตามกฎเกณฑ์ของตามธรรมชาติไม่มีตัวตนเรารักหลงใหลมันก็เป็นเวทนาที่ทำให้เกิดตันหาคือความยากไม่เกิดตันหาความรู้สึกแล้วก็ไม่เกิดตันหาของความรู้สึกว่ายาก


 นี้เรามันก็ไม่เป็นเราที่ไม่โง่เขลามากรัดกรุมอยู่ด้วยตันหาคือความยากไม่ถูกผูกมัดอยู่ด้วยอุปาทานยึดหมั้น ถือหมั้นว่าเราว่าของเราเรียกว่ามันยังคงเป็นจิตที่ยังคงสะอาดมีความรู้สึกด้วยสติปัญญาจะเรียกว่าควบคุมในความเกิดนี้ไว้ได้ให้งดงาม ถ้าว่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความเฉลียวฉลาดก็ทำไปในทางที่ทำให้มันเกิดความเฉลียวฉลาดไอ้การกระทบทางตาทางหูท่งจมูกทางลิ้นทางกายทางใจนั้นมันก็กลายเป็นเรื่องของการศึกษาไปนักศึกษาที่ฉลาดนี้คือความเกิดที่งดงาม ทั้งที่เกิดคนที่มีกิเลศและเป็นทุกข์ไปเป็นคนๆที่มีการศึกษารู้เท่าทันคนธรรมดายิ่งขึ้นและไม่มีความทุกข์ที่เรียกว่าเกิดดีหรือดีเลิศ จิตมันจะเกิดวันหนึ่งสักกี่ครั้งมันก็ไม่เกิดเป็นคนที่ทนทุกข์มันเกิดเป็นจิตที่มีความรู้แจ้งสว่างไสวเบิกบานมีความสะอาดมีความสงบมีความสว่างไสวที่ยังคงอยู่ไว้ได้ตามสภาพเดิมของจิตอันบริสุทธิ์อย่างนี้เรียกว่าเกิดหรือเกิดมีศีลทำความเกิดให้กลายเป็นวัตถุแห่งศีลเป็นความเกิดที่งดงาม เสร็จไปหนึ่งเรื่อง ทีนี้ก็มาถึงความแก่ทำอย่างไร ความแก่ถึงจะมีศีล คนแก่จะแหกกงแก่สงวนกันได้ว่าทำอย่างไรคนแก่จึงจะแก่อย่างมีศีลคือแก่ให้มันงดงามในความแก่ทางร่างกายทางเนื้อหนังนั้นก็อย่างหนึ่ง นี้ก็ไปตามเรื่องของมัน ร่างกายอยู่มาตั้ง 70-80 ปี มันก็เหี่ยวย่นขรุขระไม่น่าดูไม่งดงามมันก็เป็นเรื่องของความแก่ของร่างกายเป็นเรื่องทางวัตถุแท้ๆ


 ทีนี้ยังมีความแก่ในความหมายหนึ่ง คือเป็นเรื่องทางนามอธรรมการที่จิตใจมันได้ร่วงการผ่านวัยมามากเข้าๆนี้มันเป็นรัตตัญญู คือเป็นบุคคลที่รู้ราตรียาวนานอายุมากเท่าไรก็ยิ่งรู้ราตรีมากอย่างยาวหรือนานเท่านั้นอายุมากเท่าไรก็ยิ่งรู้มากกว่าเด็กๆเท่านั้นมันยิ่งไกลจากความเป็นเด็กมากออกไปเท่านั้นจนมันรู้อะไรมากขึ้น ในด้านนี้มันไม่ได้แก่ลงหรือเหี่ยวลงอย่างเนื้อหนังด้านนี้มันกลับสว่างไสวยิ่งขึ้นตามที่อายุมันยาวนานมันเป็นปัญหาอยู่ว่าไอ้คนแก่นั้นมันจะแก่เป็นหรือแก่ไม่เป็นหรือจะแก่อย่างโง่เขลายิ่งแก่ยิ่งโง่ยิ่งงมงายยิ่งไม่รู้อะไรนั้นมันไม่มีบุญจะทำอย่างไรได้ถ้าว่ามันมีบุญได้รับการศึกษาดี จิตใจก็ยิ่งรู้อะไรมากขึ้นตามความยาวนานของราตรีที่ตนได้ผ่านไปทั้งความแก่ในที่นี้มันยิ่งแก่สว่างไสวยิ่งแก่ยิ่งแจ่มแจ้ง เปรียบได้อย่างหนึ่งว่ามันยิ่งหนุ่มก็มันยิ่งเข็มแข็งมันยิ่งสดชื่นมันยิ่งกล้าหาญมันยิ่งแน่ใจอย่านี้เป็นลักษณะของความหนุ่มความหนุ่มที่มีในขณะอายุน้อยๆเป็นหนุ่มเป็นสาวเป็นวัยรุนนั้นมันเป็นร่างกายเป็นความเจริญเติบโตในด้านร่างกายและก็เป็นระบบทางกายทั้งนั้นมันก็หนุ่มในแบบนั้น และมันก็สำหรับจะบ้าในทางกามนั้นมากขึ้นความหนุ่มชนิดนั้น เดียวนี้จิตที่มันได้ผ่านอะไรมามากขึ้นๆนั้น


มันหมดความโง่หมดสิ่งที่ทำให้เร่าร้อนเหี่ยวแห้งมันก็กระชุ่มกระชวยด้วยสติปัญญาอย่างนี้เรียกว่ายิ่งอายุมากยิ่งหนุ่ม หนุ่มที่ไม่ถอยกลับเป็นแก่สติปัญญานี้มันกลับแก่ไม่ได้เราจงพอกพูนสติปัญญาให้เจริญงอกงามก้าวหน้ามันเป็นสิ่งที่กลับแก่ลงไม่ได้แม้ว่าร่างกายมันจะตายมันจะจบจะสิ้นมันก็ตายไปในส่วนร่างกายส่วนสติปัญญานั้นมันยังคงอยู่เท่านั้นมันดับไปก็ดับไปในสภาพอย่างนั้นคือมันจะถอยกลับมาไม่ได้เว้นไว้แต่ว่าเขาทำผิดประพฤติผิดไม่มีความหนุ่มชนิดนี้มีแต่ว่าร่างกายล้วนๆเปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัยฝ่ายร่างกายจิตไม่เป็นอิสระไม่แยกร่างกายออกมาได้ในฐานะเป็นสติปัญญาที่ไม่รู้จักแก่ก็ได้เท่านี้แหละที่มีคำกล่าวไว้ว่ายิ่งอายุมากมันยิ่งยิ้ม


โดยจิตวิญญาณภายใน ในทาง สปีริต ชั่วรุน มันยิ่งแก่มันยิ่งยิ้มใครมองเห็นใครเข้าใจว่ายิ่งแก่มันยิ่งยิ้มคนโง่ทำไม่เป็นคนโง่ไม่เข้าใจคนโง่มันทำไม่เป็นที่ว่ายิ่งแก่แล้วมันก็ยิ่งยิ้มยิ่งแก่ทางสติปัญญานั้นมันยิ่งรู้เท่าเล่าทันไปทุกสิ่งทุกอย่างรู้เท่าทันสิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นแปลกจะใหม่อย่างไรมันก็รู้เท่าทันมันหลอกกูไม่ได้โว้ยมันคนแก่ทางวิญญาณมันจึงยิ้มยิ่งแก่ยิ่งอายุมากยิ่งยิ้มเพราะว่ามันรู้เท่าสิ่งทั้งปวงมากขึ้น




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


thong_vcharkarn
(ศิริทอง)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 11,020 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 10 เดือน
แบ่งปันความรู้ 97 ครั้ง
ได้รับดาว 173 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ชีวิตในฐานะเป็นวัตถุแห่งศิลปะ [35,154]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,342]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,614]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [280,480]
Global Warming { English } [116,780]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.