<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35458" type="text/javascript"></script> |
|
ชีวิตในฐานะเป็นวัตถุแห่งศิลปะ
คำว่าจิตวิทยานี่มันกว้าง มันกว้างจนไม่รู้จะเอายังไงกันแน่ ธรรมชาติของจิตเป็นอย่างไร รู้เรื่องธรรมชาติของจิตเป็นอย่างไร นี่ก็เรื่องจิตวิทยา
post ครั้งแรก: Mon 3 March 2008, 3:16 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 6 March 2008, 10:24 am
|
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันรู้เท่าทันความเป็นเช่นนั้นเองของสังขารทั้งหลายมากขึ้นข้อนี้พูดกันมามากแล้วไม่ต้องพูดโดยลายละเอียดให้เสียเวลา คือข้อที่ว่าหัวใจของพระพุธรศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้นที่เป็นธรรมสั่งสอนนั้นมันก็สรุปอยู่ที่คำว่า เช่นนั้นเอง เห็นเช่นนั้นเองคือเห็นความจริงของทุกสิ่ง รูปหรือนามหรือขันภาพอายนะมันก็มีความจริงเช่นนั้นเอง จึงเป็นทุกอนิจจังทุกข์ขังอนัตตา เช่นนั้นเองเด็กๆอมมือมองไม่เห็นคนหนุ่มคนสาวก็เข้าใจไม่ได้ต่อเมื่อเป็นคนแก่มีอายุมากพอก็จะว่าจริงแล้วร่างกายก็ดีจิตใจก็ดีหรือรูปเวทนาปัญญาสังขารวิญญาณก็ดีมันเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง คือมันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง ความทุกข์มันเป็นอย่างนี้เป็นอย่างอื่นไม่ได้มันก็ต้องเป็นไปตามแบบของความทุกข์เหตุให้เกิดทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้ๆเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เป็นไปตามแบบของเหตุให้เกิดทุกข์ความดับสนิทของความทุกข์ก็เป็นอย่างนี้ๆจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้
มันเช่นนั้นเองตามแบบสนิทแห่งทุกข์ ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์มันก็เป็นเช่นนี้เองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นี้จะเป็นการเห็นอริยสัจแห่งทุกข์ก็ดีเห็นอริยสัจโดยย่อก็ดีเห็นอริยสัจติบาทก็ดีมันก็เห็นเช่นนั้นเองคนยิ่งแก่ทางวิญญาณยิ่งเห็นเช่นนั้นเองมากขึ้นมากขึ้นมันยิ่งแก่จึงยิ่งยิ้มเพราะว่ากูรู้เท่าทันมึงทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งขึ้นกูจะไม่หลงใหลอะไรๆในโลกนี้นี้เขาเรียกว่ามันยิ่งแก่มันยิ่งยิ้มมันยิ่งรู้สึกเป็นอิสระ ไม่ตกไปเป็นทาสของสิ่งไดๆ นี้คือการทำความแก่ให้เป็นศีลให้มีความงามอย่างศีลความแก่ของคนนั้นมันมีความงามอย่างศีลอย่างศิลปะ
ถ้ามีอาจหรือศีลของความแก่ความแก่ถ้าอยากจะแก่อย่างมีศีลนี้เป็นความแก่ที่ยิ่งแก่ยิ่งยิ้มแล้งก็ยิ่งหนุ่มยิ่งไม่รู้จักโรยเป็นกตัญญูบุคคลรู้จักความเป็นเช่นนั้นเองของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมากขึ้นทุกทีๆปล่อยถึงวาระสุดท้ายร่างกายดับไปแต่สติปัญญามันไม่ลดลงมันไม่ถอยกลับทีเรียกว่ามันไม่รู้จักโรยและความหนุ่มที่ไม่รู้จักแก่คือสติปัญญาของคนที่มีอายุมากขึ้น ความเบิกบานที่ไม่รู้จักโรยมันเหมือนดอกไม้วิเศษที่ไม่รู้จักโรยก็คือสติปัญญาของพุทธบริษัทที่ก้าวหน้าไปถึงการบรรลุผลปรินิพานนี้เป็นการทำให้ความแก่นั้นมีศีล ทีนี้เรื่องทัดมาก็ถึงเรื่องความเจ็บความเจ็บไข้จะทำให้เป็นเรื่องของงดงามมีศีลได้อย่างไร คนโง่ทำไม่ได้คนอวดดีก็ทำไม่ได้ ได้แต่เดาเอาเองนี้ทำไม่ได้มันจะได้ก็แต่เข้าถึงธรรมะซึ่งเป็นการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเราต้อรู้จักแยกความเจ็บออกสองชนิดอีกเช่นเดียวกันคือทางกายทางวัตถุนี้ก็เป็นความเจ็บชนิดหนึ่งทางจิตทางวิญญาณก็มีความเจ็บอีกชนิดหนึ่งเจ็บแต่กายทางฝ่ายวัตถุไม่เจ็บทางฝ่ายจิตหรือฝ่ายวิญญาณนั้นแหละคือความเจ็บที่เป็นศีลงดงามอย่างยิ่งในเรื่องนี้มีพระพุทธสถิตตรัสเปรียบเทียบไว้ให้เข้าใจง่าย ว่าเหมือนกับคนๆหนึ่งมันถูลูกษรดอกเล็กๆยิงเสียบติดมามันก็เจ็บเท่านั้นแหละเป็นธรรมดา
ประเดียวหนึ่งก็มีลูกศรดอกใหญ่อาบยาพิษมาเต็มที่มาปักเสียบเข้าไปอีกอยู่ลองเปรียบเทียบกันดูสิว่ามันจะเจ็บต่างกันอย่างไร ดอกษร เล็ก ๆ เกลียง ๆ แทงมันก็เจ็บปางตายนี้พอดอกษรใหญ่มียาพิษมาเสียบไปอีกหนึ่งมันเจ็บไปกว่านั้นหลายร้อยเท่าดอกษรลูกแรกเปรียบเหมือนเราเจ็บตามธรรมดาจะเจ็บปวดด้วยทิ่มแทงหรือจะเจ็บปวดทางไหนก็เถอะ เป็นยาธรรมดานี้ต่อมาคนมันโง่ มันรับเอาความเจ็บนั้นมาเป็นของกู ยึดมั่นถือมั่น ว่ากูจะตายแล้วนี้มันก็จะเจ็บถึงที่สุดเป็นความทุกข์ถึงที่สุดถึงกับเป็นลมตายไปเลยเพราะอำนาจของความกลัวนี้เรารู้จักแยกว่าความเจ็บตามธรรมดาทางวัตถุนั้นมันมีอยู่อย่างหนึ่งมันมา ร้ายกาจอะไร
ส่วนความเจ็บทางวิญญาณหรือจิตใจ ที่ไปยึดมั่นถือมั่นเอาความเจ็บเท่านั้นแหละความเจ็บทีแรกนั้นแหละเอามาเป็นความเจ็บของกุขณะที่กูกลัวตายก็ตายอยู่นี้ดอกษรเล็กๆมามียาพิษ มันก็กลายเป็นดอกษรใหญ่ที่มียาพิษเต็มที่มันก็เจ็บและมันก็พินาศไปด้วยความเจ็บเป็นบ้าเป็นหลังไปด้วยความเจ็บกลัวจนตายไปด้ายอำนาจของความเจ็บนี้เพราะเข้าไม่รู้จักแยกอำนาจของความเจ็บออกไปเสียจากความเจ็บทางใจทางกายคือเจ็บด้วยตันหาอุปาทานนั้นมันเป็นเรื่องของคนโง่ ถ้าเป็นเรื่องของพุทธบริษัทมันก็ความเจ็บเท่านั้นหนอเช่นนั้นเองหนอมันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติตามธรรมดาระบบของประสาทนั้นก็จะต้องรู้สึกเช่นนั้นเองหนอให้มันเป็นเรื่องของเจ็บตายอยู่เสมอไปไมได้เจ็บไข้หรือไม่ได้เจ็บอะไร
แต่ก็สติรู้ว่าเป็นความเจ็บที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเท่านั้นหนอ อย่าเอาตัวฝังลงไปในความเจ็บนั้นให้เป็นความเจ็บของกูซึ่งมันเป็นเรื่อง ของอุปทานและมันก็จะเจ็บด้วย อวิชชา ความโง่เขลาซึ่งมันเจ็บหมดทั้งวิญญาณทั้งดวงจิตมันเป็นความเจ็บอันใหญ่หลวงซึ่งมันสร้างด้วยอำนาจเจ็บของอวิชชา นี้เราเอาพระพุทธบริษัทแยกความเจ็บออกจากกันได้มันก็รู้สึกแค่ความเจ็บมันมีอยู่ตามธรรมดาอย่าเปลี่ยนเป็นความเจ็บของ
กิเลสตัณหาของอุปาทานในความเจ็บนั้นมันก็จะกลายเป็นศิลปะคือว่ากลายเป็นบทเรียนทุกคราวที่มีความเจ็บก็จะได้รับบทเรียนเพิ่มพูนสติปัญญา ไม่เป็นความเจ็บที่เป็นภัยเป็นอันตรายนี้เรียกว่าเป็นผู้มีศิลปะสามารถทำความเจ็บให้เป็นวัตถุแห่งศิลปะ มีความงดงามอยู่ที่บุคคลนั้นมีศิลปะมาดำรง จิตให้อยู่เหนือศิลปะมีแต่ความเจ็บกาตามธรรมดาเล็กๆน้อยๆไม่มีความเจ็บในทางจิตในทางวิญญาณอำนาจกิเลสตัณหาอุปาทานนี้เรียกว่ามีศิลปะในความเจ็บปวดในการเจ็บจริงยิ่งเจ็บยิ่งฉลาดยิ่งเจ็บยิ่งฉลาดเพราะความเจ็บมาเป็นครูทุกคราไปที่มาถึงความตายกันบ้างความตายใครๆก็กลัว เป็นสัญชาตญาณของคนที่กลัวตายเรากลัวได้โดยไม่ต้องเจตนาโดยมาต้องมีความรู้สึกคือมันกลัวได้ตามอำนาจขอสัญชาตญาณ แต่ความรู้สึกในสัญชาตญาณมีความรู้สึกอยู่ในสัตว์ทั้งหลายในบุคคลในสัตว์เดรัจฉาน เดียวนี้เขาพิสูจน์ กันได้ว่า
แม้แต่ในต้นไม้ไม่เชื่อก็ได้เรามาอ่านข่าวเรื่องนี้แล้วรู้สึกจะเชื่อว่าแม้ต้นไม้ก็มีความรู้สึกชนิดที่กลัวตาย เพราะพิสูจน์ทางวิชาทางวัตถุก็ปรากฏว่าต้นไม้ก็กลัวตาย นี้แม้แต่สัญชาตญาณของต่ำต้อยลงไปถึงต้นไม้ก็รู้จักกลัวตายไปขู่เข็ญทำจะให้ตายมันก็รีบบอกลูกหลานทันที นี้เป็นวิธีได้โง่ๆพิสูจน์ได้อย่างนี้ แต่ว่านักวิทยาศาสตร์เขา พิสูจน์ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ด้วยเข็มวัดหรืออะไรต่างๆแสดง ความรู้สึกของต้นไม้ว่ามันถูกกระทำจะให้ตายมันแสดงออกมามากหรือแม้แต่คนเกลียดต้นไม้ต้องการจะทำลายต้นไม้เข้ามาในบริเวณนั้นต้นไม้มันก็แสดงความรู้สึกออกมาทางเข็มวัด ให้รู้สึกได้ว่าคนๆนี้ มันเป็นศัตรูของต้นไม้ ถึงกับอย่างนี้ซึ่งไม่ใช่เรื่องเหนือวิสัยต่อไปคงจะเป็นที่เข้าใจกันได้ธรรมดาสามัญที่สุดเอาเป็นว่าสิ่งใดมีชีวิตสิ่งนั้นจะมีสัญชาติญาณแห่งการกลัวตายเมื่อกลัวตายแล้วมันก็กลัวปัจจัยแห่งความตายทั้งหมดทั้งสิ้นกลัวผี กลัวสือ กลัวเจ็บ กลัวไข้ กลัวยากจน กลัวศัตรู กลัวอะไรกลัวไปหมดร้อยแปดพันอย่างมันสรุปอยู่ที่กลัวตาย เพราะสิ่งเหล่านั้นมันมีผลเป็นความตายมันจะมาทำให้ตายความกลัวทั้งหลาย
มันมาสรุปอยู่ที่ความกลัวตาย สกปรกน่าเกลียดน่าชังเหลือเกินในความหมายแห่งความตายนี้ ทำอย่างไรจะให้มันงดงามกลายเป็นศีลได้เล่าก็ลองคิดดู ข้อนี้ก็หมดปัญญาจะต้องอ้างเอาเรื่องของพระอรหันต์มากล่าวตามที่มีอยู่ในพระคำภีร์พระอรหันต์คือผู้ที่เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริงไม่เห็นความเป็นตัวเป็นตนจึงมาเห็นถึงความเกิดหรือความแก่หรือความตายเห็นเป็นเพียงกระแสแห่งการปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงรู้สึกจากจิตอย่างไรก็สมมติเรียกว่าอย่างนั้นแล้วแต่จิตมันจะปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งที่เข้ามาแวดล้อมทำให้เกิดความรู้สึกอย่างไรเมื่อหันไปเห็นกระแสการปรุงแต่งจิตใจเป็นอย่างนั้นๆก็เรียกส่วนนั้นว่าความเกิดขึ้นเรียกส่วนนี้ว่าความตั้งอยู่เรียกส่วนนี้ว่าความดับไปจึงมาเลิกแล้วก็เรียกกันเสียใหม่ว่าความเกิดแก่ความเจ็บความตายเมื่อยังไม่ตายมันก็ยังปรุงแต่งกันต่อไปคือมันยังยุ่ง
ยุ่งชนิดที่จำต้องยุ่งมันหลีกไม่ได้มันจำต้องยุ่งนั้นจึงมองเห็นว่าไอ้ความตายนั้นมันก็สวยงาม ตรงที่มันเป็นจุดจบของความยุ่ง ที่นั่งกันอยู่แถวนี้ฟังถูกหรือไม่ถูกก็คิดกันเอาเองว่าชีวิตนี้มันเป็นเสมือนเวลาจ่ายค่าจ้างในตอนเย็นพวกกรรมกรทั้งหลายทำงานประจำวันรับค่าจ้างประจำวันพอถึงตอนเย็นเขาก็ยินดีที่จะถึงเวลานั้นก็จะได้รับค่าจ้าง ที่ทำงานมาในตลอดวันในตลอดเย็น พระอรหันต์ท่านก็มองความตายเหมือนกับว่าเป็นการรับค่าจ้างในตอนเย็น
สมมติว่าชีวิตนี้ทั้งหมดนี้เรียกว่าวันหนึ่ง พอถึงเวลาตายนั้นก็คือตอนเย็นถึงเวลารับค่าจ้างท่านก็ยินดีที่จะพบกับเวลานั้นซึ่งเป็นเวลาเย็น หยุดรับค่าจ้างประจำวัน ถ้ามองความตายในลักษณะนี้ความตายมันก็งดงามในขณะนั้นเอง มันเป็นเวลาจุดจบแห่งความยุ่ง เป็นเหมือนกับการรับค่าจ้างตลอดวันในตอนเย็น นี้ท่านมีศิลปะมองความตายกลายเป็นของงดงาม มาเหมือนพวกเราที่กลัวตายยิ่งกว่าสิ่งใดกลัวตายยิ่งกว่าสิ่งใดก็ไปสังเกตดูเอาเองเถิดว่าเรื่องยุ่งทั้งหลายมาจากกลัวตาย กลัวยากกลัวจนนั้นมันไม่จริงมันมองเห็นความยากจนนั้นเป็นปัจจัยของความตาย
มันจึงได้กลัวความยากความจนแม้แต่น้ำเกี่ยวสักนิดหนึ่งมันก็กลัวจนเกือบตายเพราะว่ามันเป็นนิมิตแห่งความตายมันเป็นปัจจัยแห่งความตามอะไรๆมันก็ไปรวมอยู่ที่ความตายมันก็เลยกลัวความตายไม่เห็นว่าเป็นจุดจบของความยุ่ง พระอรหันต์บางพวกในนี้อาตมาก็ขอกล่าวไปตามพระคัมภีร์จะไม่ยืนยันในข้อเท็จจริงแต่กล่าวไปตามพระคัมภีร์ ว่าพระอรหันต์พากหนึ่งท่านใช้ความตายเป็นวิธีแก้ปัญหาของท่านอย่างงดงาม ถือว่าพระอรหันต์เหล่านี้ทำความเพียรล้างชำระกิเลสทำให้กิเลศระงับไปขณะๆแล้วมันกลับมาใหม่ก็กลับมาอีกความหลุดพ้นของท่านเป็นของชั่วคราวก็เรียกว่า สะมะยะวิมุตโต ที่เราได้ยินในสวดอภิธรรมว่า สะมะยะวิมุตโต นั้นรู้ตาว่าเป็นพระอรหันต์จำพวกนี้ ท่านทำให้กิเลสระงับไปเป็นครั้งคราวแล้วมันก็กลับมาใหม่อีกท่านจึงรู้ว่าอ้าวนี้มันไม่หมดกิเลสแล้วทำความเพียรอีกทำความเพียรอีกกิเลสก็ระงับไปอย่างไม่มีเหลือถ้าจะหลุดพ้นแล้วอีกแล้วต่อมามันกลับมาอีกก็มันเรียกว่ามุตโตเป็นอย่างนี้ ทีนี้ท่านจะแก้แก้ลำมันสักทีพอมันหลุดพ้นพอมันระงับกิเลสระงับเหมือนกับว่าหมดแล้วหลุดพ้นแล้วท่านก็ฆ่าตัวเองตายเสียในขณะนั้นอย่าให้โอกาสกับกิเลสนั้นที่จะกลับมาเสียใหม่นี้เรียกว่าท่านใช้ความตายมีประโยชน์แก่ท่านหยุดในความกลับไปกลับมาแห่งกิเลสเสียได้ นี้ไม่ได้แนะให้ทำตามอย่างแต่มาเล่าให้ฟังถึงเรื่องว่าแม้กระทั้งบาลีก็ยังมีเรื่องอย่างนี้
ทีนี้ที่ธรรมดาเกินไปก็มีเรื่องเล่าว่าพระอรหันต์บางองค์เจ็บป่วยด้ายโรคภัยไข้เจ็บ ชนิดที่รักษาไม่หายไม่มีทางจะหายมีแต่ทรมานยิ่งขึ้นๆท่านก็จัดให้มีการฆ่าตัวเองตายก็หมดเรื่องทนทุกข์ทรมารอย่างนี้ก็มีแล้วก็ระบุเป็นพระอรหันต์ด้วย เราอย่าไปวินิจฉัยว่ามันจะเป็นไปได้หรือไม่เป็นไปได้จริงหรือไม่จริงข้อความนี้จริงหรือไม่จริงอาตมายืนยันได้เพียงว่ามันจริงตรงที่มันก็มีอยู่ในพระคัมภีร์ นี้ท่านใช้ความตายเป็นเครื่องหยุดความยุ่งด้วยเจตนาของท่านเองเรียกว่าใช้ความตายให้เป็นศีล แก้ปัญหาได้อย่างงดงามตามแบบของท่านนี้เราเลิกกลัวความตายกันเสียทีเถิด
มันเป็นเหมือนกับเวลาจ่ายค่าจ้างประจำวันในตอนเย็น ล้วนเป็นจุดจบของความยุ่งเราก็ไม่กลัวแต่ก็ไม่ได้ขอร้องว่าให้ฆ่าตัวตายขอร้องตาว่าให้เราทำให้ได้อย่างนี้จะได้มีจิตใจแก่กล้าเข็มแข็งอยู่เหนือความหมายแห่งความตายอย่างนี้ไม่ได้สอนให้ฆ่าตัวตายอาตมายังยืนยันอยู่อย่างนี้ตรงนี้ฟังดูดีๆว่าไม่ได้แนะให้ไปฆ่าตัวตายให้เป็นศีล แต่แนะว่าให้ปรับความรู้ความเข้าใจปรับความเห็นแจ้งให้ถูกต้อง ให้ความตายเป็นของเด็กเล่น คือไม่มีความหมายที่จะทำให้เรากลัวให้เราเป็นทุกข์ให้เราตัวสั่นหวั่นไหวเหมือนที่กำลังเป็นอยู่
โง่มากเกินไปมันก็กลัวจิ้งจกตุ๊กแกกลัวลูกหนูกลัวอย่างนี้มันก็โง่มากเกินไปกลัวความตายจนไม่รู้ว่าความตายเป็นอย่างไรมันก็น่าระอายโง่ขึ้นมาถึงกลัวผีกลัวสางมันก็โง่ป่าวๆเลิกโง่กันเสียที ทีนี้ก็ขึ้นมาถึงกลัวยากกลัวจนก็เลิกโง่กันเสียทีไม่ต้องกลัวมีอะไรจะทำก็ทำทำด้วยสติปัญญาด้วยความสนุกในการทำไม่เกิดกิเลสตันหาด้วยความหวังซึ่งทรมานใจป่าวๆ
ทีนี้มาถึงเจ็บไข้ก็เลิกกลัวกันเสียทีมันเป็นของธรรมดาอย่างนี้มันเป็นเช่นนั้นเอง ก็ไม่ต้องกลัว ความตายก็หมดความหมาย พญามฤตยูราษฎร์ ก็วิ่งหนีหางหดไปไหนก้อไม่รู้ เมื่อมาเผชิญหน้ากันเข้ากับสติปัญญาของพุทธบริษัทที่ได้รับมาจากปากพระพุธเจ้าสามารถทำให้ความตายกลายเป็นวัตถุแห่งศิลปะไปอย่างนี้ ขอให้คิดดูให้ดีว่าจะใช้เป็นวัตถุแห่งศิลปะได้หรือไม่ชีวิตนี้ใช้เป็นที่ตั้งแห่งความงามของสติปัญญาของบุคคลผู้มีสติปัญญาสูงสุด คือพระพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าเหล่านี้จะได้หรือไม่ อ้าวทีนี้เราจะพูดกันสักอีกตอนหนึ่งว่ามันต่ำๆลงมาสักหน่อย ว่าความเป็นศิลปะ เป็นศีลนะมันอยู่ที่ความหมายสั้นๆธรรมดาคือมันอยู่ตรงที่ทำเป็น ทำเป็น
คำว่าเป็นนี้เป็นภาษาพิเศษแปลเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้นี้เคยพยายามแล้วมันแปลไม่ได้ เช่นกินเป็นกินไม่เป็นในที่นี้เราพูดกันแต่ในภาษาไทยกินไม่เป็นมันก็กินไม่เป็นเช่น คนกินหอยจุ๊บแจงไม่เป็นมันก็ไม่กินมันก็ไม่อร่อยเพราะมันไม่ได้กินให้เป็นแต่ศิลปะมันมีอยู่ตรงที่ทำเป็นทำเป็นนี้คอยฟังดูให้ดีเคยมีคำกลอนเขียนไว้ว่า ยามจะมีมีให้เป็นไม่เป็นทุกข์ ยามจะเป็นเป็นให้ถูกตามวิถี ยามจะตายตายให้เป็นเห็นจุดดี
ถ้าอย่างนี้ไม่มีทุกข์ทุกข์เมื่อเอย ยามจะมีมีให้เป็น มีเงินก็มีให้เป็นถ้ามีไม่เป็นมันเป็นทุกข์มันมีเป็นหรือไม่มีเป็นทุกข์เมื่อมีเงินอย่าโง่เขลาอย่าเอาไปสุมหัวสุมศีรษะ มันมีไม่เป็นบางทีมันก็มาสุมอยู่บนศีรษะให้เกิดความทุกข์หาเงินหาไม่เป็นมันก็เต็มไปด้ายความทุกข์ถ้าหาเป็นมันก็เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ได้เงินถ้าได้ไม่เป็นมันก็เอามาเป็นทุกข์ได้ก็ทุกข์หลังจากได้ก็ทุกข์ได้อยู่ก็เป็นทุกข์เก็บเงินเก็บไม่เป็นมันก็เป็นทุกข์ก็มาสุมอยู่ในศีรษะ
ในจิตในใจนี้เรียกว่ามันทำเป็นหรือไม่เป็นหาเงินเป็นหรือไม่เป็นมีเงินเป็นหรือไม่เป็นได้ให้มันเป็นหรือไม่เป็น ถ้าเป็นมันก็ไม่เป็นทุกข์นั้นคือศิลปะ มันอยู่ตรงที่ทำเป็น ความหมายมันอยู่ตรงที่ทำเป็น และอธิบายยาก ที่ว่ายามจะเป็นเป็นให้ถูกตามวิถี แล้วเป็นพ่อก็เป็นให้เป็นเป็นแม่ก็เป็นให้เป็นเป็นพี่น้องก็เป็นให้เป็นเป็นครูบาอาจารย์ก็เป็นให้เป็นเป็นลูกศิษย์เป็นให้เป็นเป็นเศรษฐีก็เป็นให้เป็นเป็นขอทานก็เป็นให้เป็นถ้าเป็นเป็นรู้จักเป็นให้เป็นเป็นแล้วไม่มีความทุกข์ถ้ามันโง่เป็นไม่เป็นมันก็ต้องเป็นความทุกข์เป็นพ่อแม่ก็มีความทุกข์อย่างพ่อแม่เป็นลูกหลานก็มีความทุกข์อย่างลูกหลานเพราะมันเป็นไม่เป็นคือมันเป็นด้วยความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกูของกูเป็นของกูกูเป็นหรือมีอะไรเป็นของกูอย่างนี้เรียกว่ามันเป็นไม่เป็น เป็นเศรษฐีมันก็มีความทุกข์อย่างเศรษฐีเป็นขอทานมันก็มีความทุกข์อย่างขอทาน
ถ้ามันเป็น เป็น ไม่รู้ซิมันพูดยากถ้ามันเป็นเป็นมันก็เป็นเศรษฐีที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นทรัพย์สินทั้งหลายมันก็ไม่มาสุมอยู่บนหัวของเศรษฐีมันก็นอนหลับสบายถ้ามันเป็นไม่เป็นทรัพย์สินทั้งหลายมันก็ไม่สุมอยู่บนหัวของเศรษฐีนอนมันก็ไม่หลับอะไรมันก็ดิ้นรนกระวนกระวายไปหมดนี้มันเป็นไม่เป็นเป็นขอทานก็เหมือนกัน ถ้ามันเป็นเป็นมันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรหิวก็ไปขอกินอิ่มแล้วก็นอนสบายเป็นขอทานโง่ก็มาวิตกกังวลด้วยโชควาสนามันก็นอนเป็นทุกข์มันก็นอนไม่หลับความที่ไม่มีอะไรเสียอีกที่มันช่วยให้นอนหลับคนได้อะไรมามันก็เป็นทุกข์นอนไม่หลับขอทานหลายคนแล้วเข้าพูดกันอย่างนี้
ก็แสดงกันอย่างนี้วันไหนหาได้มากขอทานได้มากวันนั้นมันก็นอนไม่ค่อยจะหลับหรือได้อะไรมาดีเป็นพิเศษก็มากลัวจะหายนอนไม่หลับนี้มันก็ขอทานโง่มันเป็นไม่เป็นมันก็ต้องเป็นทุกข์ เดียวนี้เราก็ยังเป็นพ่อบ้านแม่เรือนเป็นบ่าวรับผิดชอบตอบสนองความต้องการต่างๆ
ถ้าเป็นไม่เป็นแล้วจะเป็นทุกข์ทั้งนั้นจะเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเป็นเทวดาในสวรรค์เป็นอะไรก็สุขแท้ถ้าเป็นไม่เป็นล้ามันเป็นทุกข์ทั้งนั้น ศิลปะมันอยู่ตรงเป็นให้เป็นไม่ต้องเป็นทุกข์เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่นว่ากูเป็นไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าของกูมีขอกูเป็น นี้เรียกว่าเป็นก็เป็นให้เป็น เป็นให้เป็นศิลปะเป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกเป็นนายเป็นบ่าวเป็นชาวนาเป็นพ่อค้าเป็นคนค้าเป็นข้าราชการเป็นอะไรก็ตามใจเป็นให้มันเป็นเถอะแล้วมันก็จะไม่มีความทุกข์มันเป็นศีล ทีนี้ก็มาถึงว่าตายก็ตายให้เป็นนี้เมื่อแรกพูดคนทักหลายคนว่านี้มันแปลกจริง ตายไปก็มีศีล ก็ถูกนะตายก็ต้องตายอย่างมีศีลตายด้วยไม่ยอมตายร้องลั่นเหมือนหมูเหมือนควายได้ยินกันอยู่ทั่วไปคนที่มันไม่ยอมตายมันดิ้นรนขนขวายร้องลั่น อยู่อย่างหมูอย่างควายมันก็ตายไม่เป็น
ถ้าตายเป็นมันก็ตายเสียก่อนตายเมื่อฟังอยู่เดียวนี้ก็ได้ตายให้เสร็จเสียก่อนตาย เลิกความมีตัวกูของกูเสียเลิกอุปาทานว่าตัวกูของกูเสียให้หมดสิ้นแต่เดียวนี้ก่อนจะที่ร่างกายมันจะตาย พอร่างกายจะตายมันก็เหลือแต่ร่างกายมันไม่เหลือเป็นตัวกูมันก็ปล่อยไปเหมือนเราเห็นมะม่วงผลหนึ่งมันเน่าไปแล้วมันจะมีความหมายอะไรมันก็เน่าไปอย่างนั้น นี้เราเนี๊ยะ เอาไอ้ตัวกูของกูเอาไอ้ความโง่ๆบ้าๆออกเสียให้หมดให้เหลือแต่ร่างกายล้วนๆพอถึงความเจ็บไข้ภายหน้าเข้าโลงก็แค่นั้นมันก็แค่นั้นมันก็ไม่ต้องเป็นทุกข์อย่างนี้เรียกว่าตายอย่างมีศีลตายเป็นหรือตายเสร็จแล้วตั่งแต่ก่อนตาย
ไม่มีความหมายว่ากูได้เกิดมายืนยันยึดมั่นถือมันว่ากูได้เกิดมาไม่มีความโง่ความเขลายึดมั่นถือมั่นว่ากูได้เกิดมานี้เรียกว่าตายก่อนจะตายเพราะไม่มีตัวกูมาตั่งแต่แรกเริ่มเดิมที พระพุธเจ้าตรัสสอนให้ถอนว่าความยึดถือว่าตัวกูของกูเพื่อประโยชน์อย่างนี้คำสอนทั้งหมดในพระพุธศาสนาคือสอนให้ถอนเสียซึ่งอหังตาระ มมังตาระ มนานุสัย คือความเคยชินแห่งความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูเป็นของกูนี้ขอให้ไปหมดสิ้นมันก็เป็นการตายเสร็จแล้วเสียก่อนร่างกายตายพอถึงเวลาร่างกายตายมันก็มะม่วงลูกหนึ่งที่เน่าไปเท่านั้นเองไม่มีเรื่องราวอะไรมากมาย ในที่สุดนี้หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะพอเข้าใจบ้างไม่มากก็น้อย เมื่อเรื่องของความงามการเกิดตามแบบของศิลปะนั้นมันก็น่าสนใจอย่างไร เกี่ยวข้องกับพระพุธศาสนาอย่างไร ย้อนรำลึกนึกถึงตั้งแต่ทีแรกเริ่มเดิมที ที่พอมีสาวกพอสมควรแล้วพระองค์ก็ส่งให้ไปประกาศพระศาสนากำชับว่าจงประกาศแบบครองชีวิตชนิดที่มีความงามทั้งเบื้องต้นและท้ามกลางและเบื้องปลายนี้มันมีความหมายของศิลปะอย่างเต็มที่ ศิลปะ
คำนี้มันเปลี่ยนความหมายตามยุคตามสมัยมันเปลี่ยนคำที่เอาไปใช้ตามยุคตามสมัยเอาไปใช้อย่างดอย่างหนึ่ง ไอ้คำว่าศิลปะนี้มันมีความหมายไม่เหมือนกันตามยุคตามสมัยเดียวนี้เรายึดติดกันว่าความงามที่บวกกันอยู่กับความสำเร็จประโยชน์ มันเรียกว่าศิลปะเราทำอะไรให้มันงดงามไปเสียทุกอย่างจะกินข้าวจะอาบน้ำจะถ่ายอุจจาระปัสสาวะจะทำอาไรทุกสิ่งทุกอย่างตามทุกประการในชีวิตประจำวันทำให้มันน่าดูคือทำด้วยสติปัญญาไม่ประกอบอยู่ด้วยความประมาทหรือเลินเล่อ หรือมีโทษแต่อย่างได อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นความงามหรือเป็นศิลปะได้นี้เราสนใจก็แต่เรื่องบางเรื่อง ที่จะสนับสนุนกิเลสไปทำให้งามกันนัก สนับสนุนกิเลสก็ทำให้งามกันเหลือประมานเดิมทีจะฆ่ากิเลส ทำลายล้างกิเลศไม่สนใจแล้วไม่รู้จักทำให้งามพอคิดว่าจะทำให้งามก็กลายเป็นว่าเป็นลูกน้องของกิเลสไปเสียทันทีนั้นระวังให้ดีเรื่องนุ่งห่มอันสวยงามเรื่องกินอยู่อย่าง เอร็ดอร่อยเรื่องมาเล้ามาโลมใจอันสนุกสนาน
เรื่องมีบ้านมีเรือนมีเครื่องใช้ไม้สอยเครื่องมืออะไรต่างๆ นั้นอย่างให้มันเป็นไปเพื่อไปตามกิเลสและอย่าให้มันเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่กิเลสมันเป็นไปเพื่อความงดงามในการที่จะเข่นฆ่าเสียซึ่งกิเลสนี้จะเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานตรงตามความหมายของ พุทธธะ ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานนั้นแหละ คือความมีศิลปะหรือความมีศิลปินความรู้ทำให้หายโง่หายเขลาให้เฉลาดรู้จักธรรมให้เหมือนกับว่าตื่นจากลับไม่หลับอีกต่อไปแล้วความเบิกบานนั้นแหละคือความงาม พุทธธะ แปลว่าผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานจึงมีความงามซึ่งเป็นหัวใจแห่งศิลปะรวมอยู่ในนั้น นั้นพุทธบริษัททุกคนนั้นเป็นศิลปินที่จะสร้างชีวิตนี้ให้งดงามถ้าทำไม่ได้อย่างนี้ก็เลิกเรียกตัวเองว่าพุทธบริษัทไปจดบัญชีใน วัตตะ ว่าเป็นคนโง่คนสงสารจะดีกว่าอย่าเรียกว่าเป็นพุทธบริษัทเลย
แม้ว่าชีวิตนี้มันจะระหกระเหินมันก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มีเหตุมีปัจจัยแล้วก็ควบคุมไว้ให้ได้ไม่ให้มันผิดพลาดไม่ให้มันล้มละลาย แต่ว่าให้มันสนุกสนานก็แล้วกันอาตมายากจะทำภาพพจน์เป็นเครื่องเปรียบเทียบเหมือนกับว่าโล้เรือเล่นคลื่นนอยู่กลางมหาสมุทรเรือเล่นคลื่นโต้คลื่นโล้ไปโล้มาอยู่บนยอดคลื่นกลางมหาสมุทรเป็นอย่างไรบ้างมันน่าสนุกหรือมันน่าหวาดเสียวถ้าเรามีสติปัญญาสามารถมีความเชื่อแน่จริงมันก็สนุกมันไม่ต้องน่าหวาดเสียมันไม่ต้องจมน้ำตายรอดอยู่ได้ก็อยู่ในอาการที่มันขอนข้างจะโลดโพนมันก็เหมือนกับล้อเรือเล่นอยู่บนย่อยคลื่นท่ามกลางมหาสมุทร มหาสมุทรก็คือมหาสมุทรแห่งกิเลสมีโลภโกรธหลงและ มี บริวารอื่นๆอีกมากมายเหมือนกับมหาสมุทรที่มันกำลังจะมีคลื่น แม้ชีวิตนี้มันจะเหลือน้อยๆมันโล้คลื่นเล่นคลื่นอยู่ท้ามกลาง มหาสมุทรนี้ศิลปินแท้ไม่จมน้ำตายมันเป็นผู้รู้รอบรู้มันเป็นผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ชำนาญและมันทำอะไรเป็นมันพายเรือเป็นแจวเรือเป็นโล้เรื่อเป็น อะไรก็เป็นมันก็ไม่ต้องจมน้ำตายชีวิตศิลปะมันก็ต้องโลดโผนบ้าง
แต่มันก็ไม่ต้องตายและมันก็งดงามด้วยอย่าทำให้ชีวิตนี้เป็นทุกทรมานเหมือนคนที่ยอบแพ้แก่ต้นมือเราไม่ยอมแพ้เพื่อให้มันเป็นไปในแต่ละด้านที่ทุกทรมานเราจะเอาชนะมันให้ได้ไม่มีความรู้สึกเป็นทุกทรมานแม้ว่าจะต้องสละชีวิตนั้นไปเราก็ไม่ยอมเป็นทุกทรมานมันเก่งถึงขนาดนี้เรียกว่ามันไม่ต้องมีปัญหายุ่งยากเหมือนที่กำลังมีอยู่ในโลกนี้คนเกือบจะทุกคนในโลกนี้กำลังเดือดร้อนกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองทางการปกครอง
ถ้าหากต่างๆทั่วโลก มันเสีย มันเสียไปเท่าไหร่ฝ่ายเสียฝ่ายรบฝ่ายที่ไม่ได้อะไรฝ่ายที่โง่เขลามันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นโลกมันจะเป็นไปอย่างไรก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามเรื่องของโลกเป็นเช่นนั้นเองเรามีจิตใจที่ดึงเอาไว้ได้ส่วนหนึ่ง คืออยู่ด้วยความรู้สึกเช่นนั้นเองฝ่ายนี้ฝ่ายที่ไม่เปลี่ยนแปลงฝ่ายที่ไม่เป็นอะไรเป็นไปตามโลกเรามีเช่นนั้นเอง ในความเป็นเช่นนั้นเองของพระนิพพานคงที่ตายตัวกำกับอยู่จึงไม่รู้จักเป็นทุกข์เป็นทางเลือกของชาวโลกที่มีความเช่นนั้นเองแต่ในฝ่ายของความทุกอวดเก่งในฝ่ายที่จะทุกข์มันพร้อมในฝ่ายที่จะทุกข์ว่ามันเก่งในทางฝ่ายที่จะเป็นทุกข์ เช่นนั้นเองแบบนั้นมันของคนโง่เพราะว่าคนในสากลจักรวาลถ้าเราเป็นพระพุทธบริษัทต้องเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานมีชีวิตงดงามเป็นศิลปะอยู่เสมอ ทั้งหมดนี้ที่อาตมาพูดแสดงให้ท่านทั้งหลายเห็นว่าชีวิตของคนเรานี้อาจจะใช้เป็นวัตถุแห่งศิลปะได้เป็นวัตถุเพื่อศิลปะได้คือเป็นวัตถุที่เป็นที่ตั้งแห่งความงามไม่มีความพ่ายแพ้แก่กิเลศแล้วก็ไม่มีอะไรจะงามเท่าการเอาชนะความเกิดชนะความแก่ชนะความเจ็บชนะความตายทำอะไรๆในชีวิตนี้ มันก็ถูกต้องไปหมดนั้นก็มีความงามขอให้ไปคิดดูจะเห็นด้วย เห็นจริงก็จริงทำให้มันสำเร็จประโยชน์ให้ชีวิตของตนๆแต่ละคนเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งอาศัยของ ศธรรมที่มีความงามเบื้องต้นท่ามกลางแหละเบื้องปลายอย่าให้เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบกับพระพุธศาสนาเลย การบรรยายสมควรแก่เวลาขอยุตติการบรรยายไว้เพียงแต่เท่านี้ เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลายได้สวดบทพระธรรมรู้ชนะสาธยายสริมกำลังจิตในการประพฤติปฏิบัติธรรมคือมีความงามในเบื้องต้นและท่ามกลาวและเบื้องปลายสืบต่อไป


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |