คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35460" type="text/javascript"></script>
ปรมัตถศิลป์แห่งการดำเนินครองชีวิต
สาธุชนที่มีความสนใจในธรรมทั้งหลายการบรรยายวันเสาร์วันนี้เป็นวันแรก ของภาคอาสาฬหบูชาทั้งภาควิสาขบูชานับเป็นการตั้งต้นบรรยายชุดใหม่ในภาควิสาขบูชานี้
ผู้เขียน: ท่านพุทธทาส ชมแล้ว: 35,592 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 3 March 2008, 4:41 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 10 March 2008, 8:27 am

หน้าที่ 1 - ศิลปะแห่งการครองชีวิต

 อาตมาจะได้กล่าวหัวข้อใหญ่ร่วมว่าศิลปะแห่งการครองชีวิตทำไมจึงให้หัวข้อนี้ในสำหรับภาควิสาขบูชานี้ก็เพราะถือว่าเป็นภาพความสว่างมันก็ควรจะสว่าง วันวิสาขบูชามีขึ้นในวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพาน ล้วนแต่เป็นการเกิดขึ้นแห่งสว่างและทำลายความมืดให้หมดไป อาตมาจะพูดเรื่องเห็นว่าเราควรจะพูดเรื่องแสงสว่าง จึงได้เอาหัวข้อนี้มาก็ยังจะกล่าวโดยหัวข้อย่อยตามลำดับ ขยายใจความของหัวข้อใหญ่ให้เป็นที่เข้าใจชัดเจน ในวันนี้จะกล่าวหัวข้อย่อยว่า   ปรมัตถศิลป์แห่งการครองชีวิต  ตามทัศนะของชาวพุทธฟังมันก็ลุ่มล่ามยืดยานแต่ขอให้คนสังเกตจดจำ เพราะมันทำให้สั้นกว่านี้ไม่ได้  ปรมัตถศิลป์แห่งการครองชีวิต หมายความว่า ศิลปะในชั้นปรมัต คือมีอัฐฑะ ความหมาย คุณค่าหรือประโยชน์อันสูงสุด


อย่างนี้เราเรียกว่าปรมัตถ   ปรมัตถศิลปะ คือ ศิลปะที่เป็นปรมัต เป็นศิลปะแห่งการครองชีวิตก็คือ การมีชีวิตในทุกแง่ทุกมุม เราเรียกว่าครองชีวิต ที่ว่าตามทัศนะของชาวพุทธนี้ก็เพราะว่ามันไม่เหมือนใคร เราแยกออกมากล่าวในรูปแบบแห่งความรู้ ความคิด หรือสติปัญญาของชาวพุทธ ในหัวข้อค่อนข้างจะยืดยาวว่า  ปรมัตถศิลปะแห่งการครองชีวิต   ตามทัศนะของชาวพุทธ เราจะต้องรู้ว่าเป็นอย่างไรและจะเห็นแจ้งว่าไม่เหมือนใครได้โดยแน่นอน หัวข้อสั้นๆ  ว่าศิลปะแห่งการครองชีวิตขอให้สนในคำว่าศิลปะ


อาตามาต้องยอมให้เขาด่าเขาก็ด่ากันเรื่อยๆมา ด่าในข้อที่ว่าชอบคำอะไรไม่รู้ มาป้ายให้กับพุทธศาสนาหรือเราเรียกหลักธรรมในพระพุทธศาสนาทำอะไรที่แปลออกไปจากที่เค้าได้ยินได้ฟังเค้าก็หาว่าเป็นการอุตลิ แวกแนว นอกรีด นอกรอย นำเข้ามาเกี่ยวกับพันธุ์กับพระพุทธศาสนาทำให้คนเข้าใจผิดเข้าใจเขวหรือทำเรื่องที่มันไม่ควรจะยุ่งยากให้มันยุ่งยากนี้เห็นเรื่องที่ถูกด่า ซึ่งอาตมาก็ควรจะทำความเข้าใจกับคนที่หลับตาพูดเหล่านั้นบ้างเหมือนกัน เมื่อเขามีสิทธิที่จะด่า อาตมาก็ควรจะมีสิทธิ์ในการทีจะบอกให้เขารู้ว่าเขามันโง่ไปเอง ยังหัวข้อนี้ว่าศิลปะแห่งการครองชีวิต เข้าใจว่าคนหลายคนที่เขามีความคิดในทางตรงกันข้าม เขาก็ค้านมาว่าทำเอาศิลปะมาใช้ในวงศ์ของพวกพระพุทธบริษัทนี้ก็เพราะว่ามันเป็นความจริงอย่างนั้น หากธรรมะมีระบบการประพฤติปฏิบัติที่อยู่ในลักษณะของศิลปะ หากแต่ละคนเหล่านั้นไม่รู้จักความหมายของคำว่าศิลปะมันก็มองไม่เห็น


ข้อนี้เขาก็ตั้งอกตั้งใจศึกษาสังเกตกันต่อไปโดยละเอียดก็จะเห็นไม่ใช้เป็นของลึกลับอะไร  คำว่าศิลปะนี้มันมีความหมาย หรือว่ามีเหตุผลหรือว่าอะไรที่ต้องเอามาพูดกันหลายอย่าง คือเขาจะพูดประชดประชันว่าศิลปะ ศิลเปรอะ กันให้มันยุ่ง ธรรมะอย่างเดี๋ยวก็พอแล้ว มันก็ถูกแล้วแต่ธรรมะเป็นศิลปะชนิดที่พวกคุณมองไม่เห็น ก็อยากจะให้มองเห็นที่ว่าทำไมต้องพูดในแง่ศิลปะก็เพราะว่าเดี๋ยวนี้มีทั้งโลกเค้านิยมในสิ่งที่เรียกว่า ศิลปะเค้ารู้จักใช้ประโยชน์ โดยชนิดที่มันทำความยุ่งยากลำบากให้แก่เพียงเล็กน้อย และก็สำเร็จประโยชน์ดี ข้อแรกที่จะพูดก็คือว่า ศิลปะนั้น มันหมายถึง ความงามของที่ดีไม่มีประโยชน์ก็ได้  ขอที่ดีมีประโยชน์ก็ได้ ขอดีมีประโยชน์ก็ได้แต่ไม่งามก็ได้ ที่นี้เราต้องการให้มันครบ คือดีมีประโยชน์และงาม


 ถ้าแง่ใด แขนงไหน มันมีความสำคัญอยู่ที่ความงาม แต่นั้นแหละมันงามที่ถูกใจเราหรือไม่ มันก็ไม่แน่ ไอ้ความงามของคนบ้า ๆ บอ ๆ  มันก็งามไปอีกแบบหนี่ง ความงามของคนไม่เห็นอย่างนั้นก็เป็นอีกแบบหนึ่งแต่แล้วเราก็ไม่รู้ว้าใครเป็นคนบ้า คนบอ ใครมันเป็นคนดี ก็เลยใช้ความหมายรวมๆ กันไปว่ามันงาม แล้วเราก็ต้องให้มันงามด้วย ตามแบบของ พุทธศิลปะที่พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสไว้นั่นเอง พระพุทธท่านทรงประกาศ พรหมจรรย์ เป็นอาธิกัลยานังแห่งงามในเบื้องต้น มัชเชกัลยานังงามในเบื้องปลาย ปโยสารกานังงามในที่สุดที่สุดท้าย และท่านยังทรงกำชับภิกษุทุกองค์ที่จะออกไปสอนพระศาสนาชุดแรก พระเจ้าทรงแสดงธรรมให้ถึงพร้อมพระอัฐพยัญนะ จะประกาศพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์เบื้องบูรณ์ ให้งามทั้งเบื้องต้น ให้งามทั้งตรงกลาง ให้งามทั้งที่สุดท้ายนี่ทำไมต้องทรงย้ำหนักหนาว่าจะต้องทำให้มันงาม ทั้งหัว ทั้งท้าย ทั้งตรงกลาง มันต้องมีความสำคัญอะไรสักอย่างหนึ่งจึงทรงกำชับอย่างนั้น หรือจะมองอีกที่หนึ่งว่าพรหมจรรย์ต้องเป็นอย่างนั้นถ้าไม่เป็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่พรหมจรรย์ พรหมจรรย์ คือ ตัวกระทำระบบของกระทำที่จะต้องประพฤติปฏิบัติและก็ชั้นประเสริฐหรือสูงสุด พรหม แปลว่าประเสริฐหรือสูงสุด จรรย์ หรือ จริยะ แปลว่าประพฤติ ปฏิบัติ พรหมจรรย์ก็ แปลว่า ระบบการประพฤติปฏิบัติอันสูงสุด พูดเป็นภาษาชาวบ้านสักหน่อยว่า ระบอบแห่งการครองชีวิตอันสูงสุด และประเสริฐที่สุดนั้นแหละคือพรหมจรรย์


พระพุทธเจ้าท่านทรงส่งพระสาวกออกไปให้เผยแพร่ระบบแห่งการครองชีวิตที่ประเสริฐที่สุด ซึ่งท่านก็ทรงกำชับว่าทำให้มันงามทั้งเบื้องต้นให้งามทั้งกลาง งามทั้งเบื้องปลาย ในเรื่องจะบอกจะสอนออกไปนั้นให้เป็นการประพฤติปฏิบัติที่มีความงามข้างหัว ข้างท้าย และตรงกลางอย่างนั้นเราเรียกว่าพุทธศิลปะ มีความงามเพียงพอตลอดสายและก็เป็นประโยชน์แต่พุทธศิลปะ คือ เคล็ดหรือวิธีหรือเทคนิคที่จะดำรงชีวิติให้งดงาม งดงาม คืออย่างไร คือกลับใจ กลับใจที่ตรงไหน หากถ้ามีประโยชน์ถึงขีดสุด แต่มนุษย์ผู้เข้าถึงเดี๋ยวนี้น่าสังเวชที่ว่าคำว่าพุทธศิลป์มันไปอยู่เพียงแค่วัตถุ วัตถุธรรมตื้นๆ ผิว ๆ พุทธศิลป์ไปอยู่ที่ความงามของโบสถ์ วิหาร ของพระพุทธรูปของวัตถุทางศาสนา  ฝรั่งหนึ่งมาพบปะกันเขาแสดงความประสงค์ว่าต้องการจะศึกษา พุทธศิลป์ พุทธศิลปะมาถามว่าอะไรก็ คือแบบของพระพุทธรูปต่างๆ ถือว่าแบบสุโขทัยเป็นพุทธศิลป์อันสูงสุด อาตมา ว่าแย่แล้ว ๆ พระพุทธเจ้าไม่เคยรู้จักศิลปะชนิดนี้เลย พุทธบริษัทในสมัยพระพุทธเจ้าเรื่อยมา จนถึงพ.ศ.หกเจ็ดร้อยก็ไม่มีใครรู้จักศิลปะแบบนี้เลยพระพุทธรูปก็ยังไม่เกิดขึ้นเลย


ถ้าคุณต้องการให้พุทธศิลปะของชาวพุทธโดยแท้จริงแล้ว ขอให้ศึกษาศิลปะอันสูงสุด คือแบบแห่งการครองชีวิตชนิดที่สูงสุดอยู่เหนือปัญหาโดยประการทั้งปวงเมื่อมันจะมีความงามอยู่ในความที่มันจะอยู่เหนือปัญหาอยู่เหนือความทุกข์ เหนือสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาโดยประการทั้งปวง นี้คือพุทธศิลปะ คือพุทธศิลป์ พูดกันจนเขารู้เรื่องเขาเข้าใจ แต่เขาก็สารภาพว่าเขายังไม่ต้องการและเขายังทรงศึกษา ในเรื่องความงามของแบบของพระพุทธรูปต่อไปและก็สะสมชื่อไว้เป็นอันมากเพราะว่าเขาเป็นเศรษฐี นี้แหละดูเถอะว่าไอ้คำว่าศิลปะนั้นเป็นอย่างไร ไอ้งามนั้นมันงามทั้งฝ่ายวัตถุ งามสะพานควาย วิญญาณ รูปสวยรูปงาม อะไรเหล่านี้มันก็เป็นงามในภาษา คนเป็นเรื่องฝ่ายวัตถุ ถ้างามเพราะมีค่าทางจิตทางวิญญาณสูงสูดอยู่เหนือปัญหาเหนือความทุกข์ นี้มันเป็นภาษาธรรม และมันเป็นความงามในทางวิญญาณ พวกเราหลายคนคงจะว่ามีความลำบากเกี่ยวกับเรื่องนี้ พระพุทธเจ้างามที่ตรงไหน คนติดพระคัมภีร์เพราะงามที่รูปร่าง ว่าพระพุทธเจ้าประกอบด้วย มหาบุลิคลักษณะ32 ประการ ตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์อย่างไรและยังประกอบด้วยลักษณะน้อยๆอีกตั้ง 80 ประการ และก็งามที่ เขาก็ว่างามอย่างนั้น


พระพุทธเจ้างามอย่างนั้น พระพุทธรูปต้องทำ ต้องทำอย่างนั้นก็ทำให้งาม ตามแบบที่ถือกันว่างาม แต่ไปๆ มาๆ เอาจริงเข้า มันก็เหลวเหมือนกันเพราะว่าตามลักษณะมหาบุคลิลักษณะนั้น บางอย่างมันคนสมัยนี้จะเห็นว่างามไม่ไว้ เช่นว่ามือยาวจดเข่าอย่างนี้ หรือว่าพระพักตร์กลมเหมือนกับของกลม หรือว่าแท้ตั้งอยู่สวนที่2ของฝ่าเท้า อย่างที่พระพุทธรูปโดยมากเขาทำกันอยู่นี่ คนสมัยนี้ก็งามไม่ไว้ พระพุทธรูปสมัยสุโขทัยเขาไม่ทำอย่างนั้นทำพอความสวยงามที่นิยมกันอยู่ในสมัยหลังและมนุษย์ทำกันในสมัยนี้ทั้งนั้น นี้เรียกว่า ความงามตามลักษณะทางวัตถุของพระพุทธรูปมันก็ยังยืดติ ไม่ได้ และก็รูปพระกายพระองค์จริงของพระพุทธเจ้า จะงามอย่างไรก็ยังไม่รู้  แต่นั้นไม่ใช่งามตามที่พระพุทธองค์ประสงค์ที่ว่ามันต้องงามทั้งข้างหัว ข้างท้าย ตรงกลาง ของพรหมจรรย์นี้ พระพุทธเจ้าจะงามตรงที่มีลักษณะแห่งความไม่มีทุกข์ โดยพระรูปแสดงลักษณะความไม่มีทุกข์ โดยการเคลื่อนไหวอิริยาบทแสดงลักษณะของความไม่มีทุกข์ โดยจิตใจ


 โดยน้ำพักพระหฤทัยถ้าเราทราบได้นะถ้าเราเป็นพุทธบริษัทนั้นควรจะทราบได้  จิตใจนั้นก็งาม งามนเพราะไม่มีความทุกข์ ที่พระพุทธเจ้างามตรงที่อยู่เหนือกิเลส เหนือความทุกข์นี้มันงามกันที่ตรงนี้มันไม่ได้งามมี่รูปร่างหรือร่างกายหรือวัตถุอะไร นั้นศิลปะที่แท้จริงของพระพุทธศาสนามันอยู่ที่การประพฤติหรือจากการกระทำที่มีความงาม งามตรงที่ว่าพ้นทุกข์ ดับทุกข์ เหนือทุกข์ เหนือปัญหา ทั้งเบื้องต้นทั้งเบื้อกลางและเบื้องปลาย ไม่ว่าจะพูดในระดับต่ำๆ คนโง่ คนทั่วไป หรือจะพูดระดับกลางๆ สูงขึ้นไป แม้จะในระดับเป็นเทวดา มันก็ต้องใช้ได้ทั้งนั้น คือมีความงามตรงที่ไม่มีความทุกข์ ถ้าเดือดร้อนอยู่ กับความทุกข์นั้นไม่มีความงาม ดูหน้าตามันก็รู้ว่ามันมีความทุกข์หรือไม่มีความทุกข์ เดินมาก็สังเกตได้ว่าคนนี้มันมีความทุกข์หรือไม่มีความทุกข์ คบกันนานเข้าก็ยิ่งรู้ว่ามันมีความทุกข์หรือไม่มีความทุกข์  เมื่อไม่มีความทุกข์ทั้งข้างหัวข้างท้ายและตรงกลางก็เรียกว่า งามตามแบบขอพุทธศิลปะ นั้นเรารู้จักคำว่าศิลปะในความหมายที่ว่ามันงาม


 ถ้าเราเป็นชาวพุทธนับถือพุทธเราก็ต้องทำให้มันงาม ถ้าเราจะมีลักษณะแห่ง กาย วาจา ใจ ความคิด ความเห็นที่สกปรกที่มืดมัว เร้าร้อนมันก็ใช้ไม่ได้มันไม่เป็นชาวพุทธ งามที่กาย วาจา และงามที่ใจงามที่สติปัญญา ความคิด ความเห็น ความเชื้อ ทั้งหมดทั้งสิ้นด้วยกันนี้มันงามไปหมดจึงจะเรียกว่าเป็นชาวพุทธ เดี๋ยวนี้ที่จะต้องดูต่อไปก็คือ คนทั่งโลกเขานิยมใช้คำว่าศิลป์ในความหมายแห่งความงามอย่างที่เรียกว่า อารต์ นั้นก็มีความหมายอย่างเดี๋ยวกับคำว่าศิลป์ในภาษาไทย เขายกเอาคุณค่าทางความงาม เป็นความหมายที่สำคัญ อย่างทองมันก็แพงอยู่แล้วมันยังมาทำให้มีศิลป์ไปดัดแปรรูปทรงหรือประดิษฐ์ประด้อยอะไรต่างๆ ให้มีความงามทางศิลป์ แม้แต่เพชรเนื้อหาของมันงามอยู่แล้วแต่ก็ต้องมีจัดทำให้มีความงามทางศิลป์ประกอบเข้าไปด้วยมันก็เลยงามมากขึ้นไปไม่ว่าศิลปะชนิดไหนมีความหมายสำคัญอยู่ตรงที่ความงาม เรื่องทางวัตถุเป็นอย่างนี้  เรื่องทางใจก็เป็นแบบนี้  แต่ว่ามนุษย์สมัยนี้เค้าไม่สนใจเรื่องทางจิตใจนั้นเขาจึงไม่รู้จักคำว่าศิลปะในทางจิตหรือทางวิญญาณเขารู้เรื่องแต่ทางวัตถุหลงใหลกับศิลปะทางวัตถุมันก็หลงใหลทางวัตถุมากยิ่งขึ้นและมากเกินไปจนถึงกับไม่สนใจความงามในทางวิญญาณเสียเลยอย่างเขาชอบคนที่มันสวยในทางรูปร่างทางการแสดงออกในทางจิตใจเขาไม่สนใจหรือว่าเขาไม่มีปัญญาที่จะรู้ว่ามันจะงามได้อย่างไรแต่โดยธรรมชาตินั้นมันไม่ยอมทำผิดก็ผิดทำถูกก็ถูก


ไม่มีความงามทางจิตใจมันก็สกปรก ทางจิตใจแล้วมันก็เกิดกิเลสมืดมัวเร้าร้องเป็นทุกข์หาความงามอะไรไม่ได้ถ้าว่าคนสมัยนี้รู้จักความงามทั้งในทางวัตถุ ทางกาย และทางจิตใจ คือสติปัญญา ทางความคิด ความเห็นความเชื่อเข้าไปแล้วโลกนี้จะไม่เป็นอย่างนี้โลกนี้ก็จะงดงามน่าดูกว่านี้ เดี๋ยวนี้ดูงดงามแต่ทางวัตถุจนเฟื่อจนเป็นบ้าเป็นหลังจนกลายเป็นอันตรายเสียนก็มี นี่ถ้าเรารู้จักความงามในด้านจิต ด้านวิญญาณกันแล้วโลกนี้ก็จะงามยิ่งกว่านี้ คือไม่สร้างปัญญาไม่สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้ ขอให้ไปเพ่งดูที่ตัวกระทำที่ตัวพระศาสนาไม่ว่าศาสนาไหนมันมีความงามอยู่ในนั้นไอ้ตาโง่ๆ มันก็มองไม่เห็นว่ามีความงามอยู่ในระบบของพระศาสนาของกระทำ ก็มันงามกันคนละแบบไอ้คนที่เขาสนใจเรื่องนี้มาแต่แรกก็มีปัญญาพอที่จะรู้ได้และเขาจึงชอบธรรมะ ชอบศาสนา ชอบความงามในทางจิตใจ ไม่หลงใหลในความงามผิวๆ ข้างนอก แต่ถึงอย่างไรก็ดีคนเดี๋ยวนี้ก็ชอบศิลปะเราจึงอยากจะให้เขารู้จักศิลปะของพุทธบริษัท หรือศิลปะตามทัศนะของพุทธบริษัทซึ่งเขาเอาคำนี้ไปใช้กับระเบียบปฏิบัติในกระทำที่เรียกว่า พรหมจรรย์ ให้ไปเข้ากันที่กับข้อพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าพรหมจรรย์นี้มีความงามเบื้อต้น


 มีความงามทางกลาง มีความงามเบื้องสุดท้าย จึงเห็นว่า ควรจะพูดถึงคำว่าศิลปะกันให้เป็นที่เข้าใจเพื่อประโยชน์แก่คนภายนอก ที่ยังไม่เข้าใจศิลปะของชาวพุทธและเพื่อจะแก้ไขความโง่เขล้าคนภายใน คือของพวกพุทธบริษัทนั้นเอง ที่ไม่รู้จักความหมายของคำว่าศิลปะคือสิ่งที่ต้องการความงามถ้าจะประพฤติพรหมจรรย์ในพุทธศาสนานี้คือประพฤติ ศีล สมาธิ ปัญญา  ก็ต้องให้มันมีความงามทั้ง 3 สถาน ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น นี่เรียกว่าช่วยแก้ไขความไม่รู้ของคนภายใน ให้รู้จักในสิ่งที่ตัวมีอยู่ ทั้งที่ไม่รู้จักว่าอะไร เสมือนไก่หากมีเพชรพลอยสักเม็ดหนึ่ง มันก็ไม่รู้ว่างามอย่างไร เช่นเดี๋ยวกับพุทธบริษัทมีพุทธศาสนาก็ไม่รู้ว่ามันมีความงามอย่างไรมันเห็นแต่จะกินได้ คือว่าประพฤติปฏิบัติแล้วก็จะได้ไปนอนสบาย ในสรรค์ ในวิมาน ในอะไรทำนองนั้น จึงไม่รู้จักความงามของกระทำที่ละเอียดกว่านี้ลึกลับ เหมือนกับว่าไก่ไม่รู้จักความงามของเพชรพลอย เป็นอันว่าไอ้ความงามนี้มันขึ้นอยู่กับความรู้สึกระดับแห่งความรู้สึก คิดนึกหรือการศึกษามันอยู่มากที่เดี๋ยว แต่เดี๋ยวนี้เราก็เป็นมนุษย์แล้วเราก็จะมีระดับความรู้สึกอย่างมนุษย์ ควรจะรู้จักความงามในด้านลึก


 ด้านจิตหรือด้านวิญญาณ นี่เราจะต้องใช้ศิลปะ มาทำความเข้าใจกัน ในยุคนี้หรือในหมู่คนที่ชมนิยมชมชอบต่อสิ่งที่เรียกว่าศิลปะ ที่นี่ก็อยากจะมองต่อไปอีกแง่มุมว่าธรรมะนั้น เป็นสิ่งที่อาจจะถือเอาได้ในฐานะที่เป็นศิลปะ โดยเฉพาะธรรมะในพระพุทธศาสนาอย่างที่พระพุทธเจ้ากล่าวแล้ว ว่าพรหมจรรย์งามทั้ง 3 สถานไอ้ธรรมะนี้ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเป็นแต่พระองค์ทรงค้นพบว่าธรรมะ คือตัวธรรมชาติ ไอ้ธรรมะคือตัวพุทธของธรรมชาติ ธรรมะคือตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ธรรมะคือผลที่เกิดมาจากหน้าที่ มันเป็นความจริงอันสูงสุดเทียบค่าสูงสุดตามเรื่องของธรรมชาติ ไอ้ความที่มันจริงและมีอำอาจมีคุณค่าเป็นที่อย่างนี้ จะเป็นความงามสักเท่าไรมันก็มันจะงามเกินไปงามจนมองไม่เห็นก็ได้ แต่เราก็ควรจะพยายามมองเข้าใจว่า สัจจะของจริงคือตัวธรรมะนั้นมันมีความงามอีกระดับหนึ่งลึกซึ่งละเอียดสุดคุ้มถึงขีดสุด ควรจะเข้าถึงยิ่งขึ้นไปตามลำดับ ตามลำดับ จึงจะเรียกว่า การศึกษาและการปฏิบัติของพุทธบริษัทที่ก้าวหน้า


อาตมาก็ต้องการให้ท่านทั้งหลายก้าวหน้าจึงได้รบร้าวอย่างไม่กลัวว่าใครจะโกรธว่าต้องเขยิบระดับของการศึกษาและการปฏิบัติและผลของการปฏิบัติให้มันก้าวหน้า เดี๋ยวนี้ธรรมะโดยธรรมชาติก็มีความงามถึงที่สุดอยู่แล้วพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้วทรงนำมาสั่งสอนไว้ ในรูปแบบของพระพุทธศาสนาดังนั้น รูปแบบระบบอะไรก็ตามของพุทธศาสนาจึงมีความงามตามความหมายของคำว่าศิลปะยากจะพูดว่ามากกว่าศาสนาอื่น แต่ก็ไม่ค่อยยากจะพูดเพราะมันจะเป็นการลบหลู่เพื่อนศาสนาด้วยกันแต่ที่จริงมันเป็นอย่างนั้นมันก็คับอกอย่างนี้ถ้าพูดออกไปก็เป็นการลบหลู่ผู้อื่น แต่ความจริงที่มันมีอยู่อย่างนั้นให้ถือว่าเสมือนหนึ่งมิไม่ได้พูดแต่ก็บอกให้รู้ว่า ธรรมะในพระพุทธศาสนานี้มีความเป็นศิลปะตรงตามความหมายของคำๆนี้ อย่างยิ่ง ยิ่งกว่าที่จะมีศาสนาใดมาเทียบได้ คือมันทั้งดี ทั้งจริง ทั้งมีประโยชน์ และทั้งงาม ไปเน้นคำที่ว่างามให้มันมากที่สุด ไอ้ดีก็มี จริงก็มี มีประโยชน์ก็มี แต่เดี๋ยวนี้ถ้าขาดความงามแล้วยังไม่ใช่ศิลปะขอให้มันมีความงามเข้ามา ความหมายของคำว่าศิลปะจึงจะสมบูรณ์ และใครบ้างไม่ชอบความงาม ใครว่าไม่ชอบความงาม อาตมาจะขอบอกว่าโกรธ


 เดี๋ยวนี้นะใครที่พูดว่าไม่ชอบความงามมันก็ต้องชอบความหมายใดความหมายหนึ่งตามแบบของตน ของตน ทำไมจะต้องทำให้มันงาม ทำไมเสื้อธรรมดาราคามันไม่แพง ต้องไปซื้อเสื้อที่มันแพงก็เพื่อมันงามและมันก็ไม่ทนด้วยแล้วนี้ก็คือโง่ เราไปชอบความงามชนิดที่ไม่ถูกเรื่องถูกราว ไอ้ความงามที่แท้จริงมันไม่ต้องแพงก็ได้ อย่างว่าที่เรานั่งกันอยู่ที่ตรงนี้หลายคนก็บอกว่ามันงามเขารู้สึกว่ามันงามตามธรรมชาติ หรือว่าช่วยจัดกัน ความจริงเราไม่ต้องทำให้งามก็ได้เราปล่อยให้มันรกรุงรังก็ได้ก็มันก็นั่งฟังอย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน แต่ทำไมจึงอุตส่าห์กวาด อุตส่าห์จัด อุตส่าห์ทำอย่างนั้นอย่างนี้จนเกิดความรู้สึกว่ามันงาม นี้ก็อาจจะเป็นเรื่องยืนยันได้ว่าความต้องการแก่ความงามนั้นจะเป็นสัญชาติญาณด้วยเหมือนกัน นี้มันลึกลับเกิดว่าที่จะพิสูจน์ได้ ก็เหมาๆ เอาที่ว่าสัญชาติญาณของสิ่งที่มีชีวิตนี้มันก็ชอบงาม หมู หมา กา ไก่ มันก็พอดูออกว่ามันก็ชอบงาม วัว ควาย ตามทุ่งนาก็ดูว่ามันก็ชอบความงาม แล้วคนทำไมจะไม่ชอบความงาม บ้างคนมันก็มีสติปัญญาลึกซึ้งกว่าสัตว์เดรฉานเหล่านั้นมากกว่าสัตว์มากนัก มันก็ต้องรู้จกความงามที่ลึกซึ่งไปกว่านั้น


 นี่เราไม่รู้จักงามแต่ว่ากินอาหารให้อร่อยความงามที่ลิ้นอร่อย นี่ใส่เสื้อผ้าให้สวยๆ ในความงามในเสื้อผ้า มีบ้านเรือนเครื่องใช้ไม้สอยที่สวยอุตส่าห์ไปซื้อมารกรุงรังเกะกะไปเสียหมดก็เพราะมันบ้างาม กลับไปสำรวจดูที่บ้านว่าอะไรไม่จำเป็นเป็นอะไรไม่ดีเอาไปทิ้งเสียบ้าง มันก็คงจะเหลือน้อยลงเป็นแน่ เพราะว่าสิ่งที่เราไปหาด้วยความโง่เพราะเห็นแก่ความงามนั่นมันมากมายหลายชิ้น เอาไปทิ้งเสียมันหายรกรุงรัง ให้ความงามมันแล่นเข้าไปข้างในไปมีความงามที่จิตใจอันสงบ อันสะอาดอันสว่าง นี่จะเรียกว่าความงามข้างใน ความงามตามแบบของผู้มีสติปัญญาเราเข้าไม่ถึงก็เพราะว่าไปหลงใหลความงามผิวเปลือก ความงามทางวัตถุ ความงามตามความหมายในภาษาคน


ทำไมจะต้องใส่เสื้อสี ทำไมจะต้องปักลวดลายทำไมไม่ใช้ผ้าธรรมดาๆ ราคาถูกๆ เพราะว่าทนกว่าด้วย อันนี้มันก็ไปหลงกับความงาม เมื่อเห็นว่ามนุษย์มีสัญชาติญาณผสมความงามและก็รีบเลื่อนชั้นให้มันให้กลายเป็นสติปัญญาที่ถูกต้อง คือสัญชาติญาณให้กลาย เป็นภาวิตญาณด้วยว่าลบมันจากจินสะติ่ง ให้มันกลายเป็นสติปัญญาอย่างมนุษย์ ก็จะรู้ว่าความงามอันสูงสุดนั้นอยู่ที่สติปัญญาที่เป็นไปอย่างถูกต้องทำหน้าที่ของมันอย่างถูกต้องขจัดปัญหาต่างๆ ออกไปอย่างหมดสิ้นและมันงามอยู่ที่หมดปัญหานั้นเอง ถ้ายังมีภาระหนักแห่งชีวิตกดทับอยู่มันงามไปไม่ได้ นี่ต้องหมดภาระต้องเบาสบาย ต้องเป็นอิสรเสรีนี่มันจึงจะงาม  และขอให้สนใจในคำว่าศิลปะคือความงาม เรามีโชคดีที่ทำได้โดยง่ายเพราะพระธรรมเป็นศิลปะอยู่ในตัวพระธรรมเราเข้าถึงพระธรรมให้มากเท่าสักไรความงามตามแบบของพระธรรมจะเกิดขึ้นที่ กาย วาจา ใจ ทิฐิ ความคิด ความเห็นของเรามากเท่าไรนั้น นี่เราเรียกว่าโชคดีที่ได้เป็นพุทธบริษัทใกล้ชิดอยู่กับพระธรรมมีพระธรรม  เป็นหลักก็อยากจะพูดอีกข้อหนึ่งขอสุดท้ายว่า ศิลปะตามหลักแห่งพุทธศาสนานี่เป็นสิ่งที่ควรจะรู้จัก พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้บทหนึ่งว่า ศิลปัง เภาสัจจะศิลปัญจะเอทำมังคะละมุตตะมัง ศิลปะเป็นมงคลอันอุดมหรือสูงสุดไม่ใช่ศิลปะหลอกลวงไอ้ศิลปะโกง เทียม ปลอมนั้นก็ศิลปะเหมือนกัน เดี๋ยวนี่เขาเรียกว่าศิลปะเป็นของปลอมก็มี


มันเป็นอารต์ฟีตีเชียล มันเป็นศิลปะแห่การปลอม เทียม เดี๋ยวนี่เราหมายถึง อารต์ติทติก  อารต์ติทติก  ศิลปะอันบริสุทธิ์มันก็ไม่ปลอมไม่เทียม มันตรงตามความหมายของคำคำนี่ เดี๋ยวนี่ตามตลาดไอ้ศิลปะหมายถึงของเทียมก็อย่าไปเอากับมันเพราะมันไม่ใช่ศิลปะ ตามหลักธรรมมะถ้าให้มันต้องเป็นศิลปะแท้ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นมงคลสูงสุดนี่ เพราะมันทำให้ได้สะดวกสบาย ไม่เหนื่อย ไม่ยาก ไม่ลำบาก และได้ชื่นอก ชื่นใจด้วยอำนาจของความงามมีศิลปะที่ไหน


แต่มันก็ควรจะมีความชื่นใจพอใจด้วยอำนาจของความงาม ถ้าเป็นเรื่องทางวัตถุก็งามอย่างวัตถุ ก็พูดแล้วว่าไม่เอาก็ยกเป็นวัตถุทางหนึ่ง เดี๋ยวนี่กำลังพูดเรื่องจิตใจของภาษาธรรมมันเป็นเรื่องงามทางจิตใจไม่ได้งามอยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่กาย ที่วาจา  ที่จิต ที่ความคิด ความนึกความรู้ความเชื่อ ความประสงค์อะไรก็ตามให้มันถูกต้องก็เรียกว่ามันงามและมันก็จะเป็นมงคล คือคุ้มครองไม่ให้เกิดความทุกข์และก็มีความสุขอย่างที่มีความงาม คำกล่าวแต่โบราณชนิดที่เรียกว่าดึกดำบรรพ์ก็มีกล่าวอยู่ว่าสาธุโขศิลปะกังนามะ ขึ้นชื่อว่าศิลปะย้ำนำประโยชน์ให้สำเร็จนี่ก็หมายถึงความฉลาด ความถูกต้อง ไม่ใช่คดโกง ถ้านิยมความคดโกงมันก็ได้เหมือนกันศิลปะแห่งความคดโกงมันก็เป็นศิลปะ แต่เดี๋ยวนี่เอาความบริสุทธิ์ถูกต้องว่าศิลปะที่จะยังประโยชน์ให้สำเร็จ ถ้าเราไม่ศิลปะคือมือมันต่ำไปความนึกคิดมันต่ำไปอะไรมันต่ำไปไม่ถึงขนาดที่เป็นศิลปะมันก็ไม่สำเร็จประโยชน์อะไร เดี๋ยวนี่เขาก็มีระดับแห่งศิลปะที่เลื่อนขึ้นมาในทางวัตถุก็ดูเถอะเรา สร้างบ้าน สร้างเรือน สร้างโบสถ์ วิหาร สร้างอะไรต่างๆ ถึงระดับสูงสุดทางวัตถุมันก็สำเร็จประโยชน์ในทางวัตถุ 




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,266 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ปรมัตถศิลป์แห่งการดำเนินครองชีวิต [35,593]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,417]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,671]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [281,271]
Global Warming { English } [117,272]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.