ทีมงานได้อัพเกรดเซฟเวอร์เรียบร้อยแล้ว เว็บไซต์วิชาการดอทคอม เร็วและแรงยิ่งขึ้น!  
คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35460" type="text/javascript"></script>
ปรมัตถศิลป์แห่งการดำเนินครองชีวิต
สาธุชนที่มีความสนใจในธรรมทั้งหลายการบรรยายวันเสาร์วันนี้เป็นวันแรก ของภาคอาสาฬหบูชาทั้งภาควิสาขบูชานับเป็นการตั้งต้นบรรยายชุดใหม่ในภาควิสาขบูชานี้
ผู้เขียน: ท่านพุทธทาส ชมแล้ว: 36,031 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 3 March 2008, 4:41 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 10 March 2008, 8:27 am
สารบัญ

หน้าที่ 2 - ศิลปะแห่งการเป็นมนุษย์

 ถ้าทางจิตมันเป็นอย่างนั้นบ้างมันก็จะเป็นการดีแต่เดี๋ยวนี่มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะมันไปหลงทางวัตถุจิตมันน้อมไปทางต่ำ มันสูงไปไม่ได้ทั้งศิลปะในทางฝ่ายวิญญาณมันถึงไม่มีใครไปเตะต้องไม่มีใครสนใจมันก็เลยไม่ก้าวหน้ามันก็ไม่สำเร็จประโยชน์ในด้านวิญญาณมันไม่สำเร็จประโยชน์ในด้านวัตถุมากเกินไปนี่หน้าเศร้า หน้าสังเวช ที่นี่ที่จะต้องสังเกตหน่อยอีกหนึ่งไอ้เรื่องศิลปะมันนี้ไม่ใช่เรื่องเรียนรู้ เฉยๆ มันต้องเป็นเรื่องความรู้ที่นำมาประยุกต์ได้ ไอ้ความงามนั้นต้องเป็นสิ่งที่ประยุกต์ได้ คือทำให้เกิดขึ้นตามที่เราต้องการเราต้องประพฤติพรหมจรรย์ชนิดที่สำเร็จประโยชน์อย่างที่เรียกว่า บรรลุมรรคผลนิพาน คือกิเลสและความทุกข์ร่อยหรอไปร่อยหรอไป เหลือน้อยลงๆ จนกระทั้งหมดสิ้น เขาว่ากิเลสแปลว่าของสกปรกภาษาไหนก็ตามที่เค้าแปลกันไปจากคำว่ากิเลสเขาก็แปลว่าสกปรกทั้งนั้นแหละ เพราะว่ากิเลสมันแปลว่าสกปรก


 มันก็คือไม่งามหรือกิเลสน้อยไปเท่าไรความงามก็เข้ามาแทนที่มากเข้าเท่านั้นในจิตใจของเรามันก็กิเลสลดลงไปเท่าไรในความงาม มันก็เข้ามาช่วยแทนที่เท่านั้นพรหมจรรย์มันงามทั้งข้างต้น ข้างปลาย และข้างตรงกลาง ก็เพราะเหตุนี้ก็เท่านี้ก็จะพอแล้วสำหรับที่ตอบคำถามว่า ทำไมต้องพูดถึงศิลปะ ศิละเปรอะให้มันมากขึ้นเพราะว่าไอ้ศิลปะนี้มันมีตัวตนของมันที่มีค่าแก่มนุษย์ที่ว่าจะทำให้มนุษย์ได้รับประโยชน์การเป็นมนุษย์ให้ถึงที่สุด อัดมาก็ต้องการให้ทุกคนมีความเป็นมนุษย์อย่างมีศิลปะจึงได้เอามาพูดไม่ใช่แกล้งพูดให้มันมากออกไป  มากออกไป  จน     รกรุงรังต้องการให้คนเป็นคน


 มนุษย์เป็นมนุษย์มีศิลปะแห่งการเป็นมนุษย์จึงได้พูดถึงคำว่าศิลปะแห่งการครองชีวิต การครองชีวิตก็ คือทำให้ชีวิตให้เป็นชีวิตที่ถูกต้องก็เป็นมนุษย์นั้นเองก็แปลว่ามีการเป็นมนุษย์กันอย่างถูกต้อง ถูกต้องอย่างเดี๋ยวชอบ ต้องงามด้วยนั้นจึงเอาคำว่าศิลปะเข้ามาใส่ไว้ร่วมกันว่าศิลปะแห่งการเป็นมนุษย์ก็เพราะเหตะนี้ ที่นี้ก็จะดูต่อไปถึงคำว่าปรมัตถศิลปะ คำว่าปรมัตถเติมเข้ามา ปรมัตถแปลว่าอย่างยิ่งหรือสูงสุด อัตถะแปลว่าประโยชน์หรือความหมายของคุณค่า นั้นปรมัตถแปลว่ามีคุณค่าอันสูงสุด ปรมัตถศิลปะก็มันคือศิลปะที่มีคุณค่าอันสูงสุด อธิบายง่ายก็คือว่ามันมีอัตถะหรือคุณค่าที่ลึกกว่าธรรมดา ปรมัตถศิลปะมีคุณค่าที่ลึกไปกว่าธรรมดาที่มนุษย์ธรรมดารู้จักหรือมีอยู่ดังนั้นมันอาจไปเร่งความหมายลึกไปถึงพระนิพานถ้าเรามีปรมัตถศิลปะ


แล้วศิลปะนี่จะทำให้มองเห็นทะลุปรุโปร่งไปถึงพระนิพานจึงเรียกว่าปรมัตถ ก็เพียงแค่กินๆ นอนๆ สวยๆ งามๆ เต้นๆ โลดๆกันอยู่ที่นี่มันก็ไม่ต้องเป็นปรมัตถ เพราะว่ามันเกือบจะดับทุกอะไรไม่ได้ และมันจะต้องดับทุกข์ในชั้นลึก ต้นเหตุแห่งความทุกข์คือกิเลสนั้นถูกทำลายไป  ถูกทำลายไป ให้มันจึงลึกลงไปถึงขนาดที่เรียกว่าหมดกิเลสและหมดความทุกข์ ไม่มีเรื่องอะไรที่จะลึกซึ้งเท่ากับหมดกิเลส และหมดความทุกข์นั้นคือ พระนิพาน อย่างที่ท่านกล่าวว่า นิพานเป็นธรรมสูงสุดเป็นธรรมอันยิ่งเป็นบรมธรรมนั้นถ้าเรามีวิธีการอันใดที่จะเข้าถึงบรมธรรมอันนั้นต้องเป็นศิลปะในขั้นที่เป็นปรมัตถ คือมีคุณค่าหรือความหมายอันสูงสุด ด้วยเหตุอันนี้แหละที่ต้องใช้คำว่าปรมัตถนำหน้าคำว่าศิลปะไม่ใช่คำว่าศิลปะเฉยๆ แต่เราถ้า


 ถ้าเราขี้เกลียดพูดให้ยาวเราก็พูดสั้นๆก็ได้ว่าศิลปะก็ได้เหมือนกันว่าศิลปะแห่งครองชีวิตสิ่งที่แท้คือการครองปรมัตถศิลปะอันเป็นศิลปะสูงสุด แล้วเท่าที่ว่ามันเป็น ปมัตถนั้นมันก็ต้องเป็นเรื่องทางวิญญาณเป็นธรรมดา เรื่องทางวัตถุมันแก้กันด้วยวิชาการทางวัตถุ เรื่องทางจิต คือระบบปราสาท สมองที่อยู่ที่เนื่องกับร่างกายมันแก้กันได้ด้วยวิชาความรู้ทางระบบจิต หรือระบบของสมอง นี่ยังไม่ใช่เรื่องทางวิญญาณยังเป็นเรื่องทางกายหรือเนื่องกันอยู่กับกาย  แต่ส่วนเรื่องทางวิญญาณนั้นคือเรื่องทางสติปัญญาความคิด ความเชื่อ ความยึดถือ ความประสงค์ ไอ้ที่มันไกลออกไปเป็นของละเอียด ไม่ว่ามันจะอาศัยจิตไม่ใช่เรื่องของจิตเราไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเรื่องอะไรดีก็เรียกเรื่องทางวิญญาณมาถูกด่าหลายเวียนที่เดี๋ยว อย่างที่เอาคำว่าเอาคำว่าทางวิญญาณมาใช่มีคนเขียนด่าอยู่ทุกวันแหละ เขาเอาคำอะไรมาใช้ก็ไม่รู้เรื่องทางวิญญาณก็ไม่รู้จะไปตอบใครที่ไหนว่ามันไม่รู้จะใช้คำอะไร  เมื่อผู้ฝรั่งเขามีคำว่า ฟิตสิเคอล ทางกาย  เมเนคอล ทางจิต สปีริตจ้วง ทางสปีริต ก็ไม่รู้จะแปลเป็นไทยว่าอะไรก็เลยแปลทางวิญญาณไว้ดีก่อนยังไม่มีใครเข้าใจเค้า ก็หาว่าไปทำให้มันยุ่งไปคำว่าทางวิญญาณเข้ามาใช้ให้มันยุ่งก็ยอมแพ้เขาเพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาใช้ นั้นถ้าใครมีปัญญาคิดเห็นว่ามีคำอะไรดีกว่าคำว่าทางวิญญาณเอามาใช่กับ คำว่า สปิริตจ้วง บ้างก็ของให้ช่วยบอกด้วยเราจะได้พูดกันใหม่ก็ใช่กันเสียใหม่แต่เดี๋ยวนี่มันไม่มีปัญญาว่าจะใช่คำว่าอะไรดีจะขอใช้คำว่าทางวิญญาณไปก่อนไม่เกี่ยวกับร่างกายไม่เกี่ยวกับจิตระบบสมองหรือปราสาทเพียงเท่านั้นมันสูงไปถึงทิฐิความคิดความเห็นสติปัญญาความเชื่อถือความยึดถือรูปเราเรียกว่าทางกายวิญญาณ


 ความสุขทางกายก็มีของแวดล้อมสะดวกสบาย เอร็ดอร่อย ความสุขทางจิตคือจิตปกตินอนหลับดีแต่ความสุขทางวิญญาณคือความหมดกิเลส กิเลสไม่รบกวน มีความสุขทางจิตแต่ยังมีกิเลสรบกวน มันก็เป็นสุขไปไม่ได้ มันไม่ใช่ถึงซึ่งที่สุดแต่เพียงเรื่องของจิตมันถึงที่เรื่องอยู่ด้วยสติปัญญา ความคิด นึก รู้สึกของจิตเราจึงมีเรื่องทางวิญญาณให้มันศิลปะทางกายมันก็แค่นั้นแหละไอ้ศิลปะเกี่ยวกับจิตบังคับจิตให้เป็นสมาธิได้มันก็เท่านั้นแหละมันก็ไม่ไปไกลกว่านั้น แล้วเรื่องทางวิญญาณ นั้นมันต้องกำจัดกิเลสได้มันละเอียดมาก มันจึงจัดไว้เข้ากับขั้นตอนหนึ่ง นั้นปรมัตถศิลปะนี้ก็ขอให้เร็งถึงเรื่องของทางวิญญาณ ส่วนเรื่องทางกาย เรื่องทางจิตนั้น ขอฝากไว้ด้วยนี้แผ่นดินสำหรับเยียบ จิตมันก็อาศัยกายวิญญาณก็อาศัยจิต


นั้นเราจึงมีกายสำหรับจิตตั้งอาศัย มีจิตสำหรับสติ ปัญญากายนึกคิดจิตตั้งอาศัย นี่ถ้าว่าทั้ง 3 ชั้นนี้มันถูกต้องบริสุทธิ์บริบูรณ์ดีแล้วมันก็เป็นศิลปะสูงสุดเป็นแน่นอนแต่เพราะเหตุที่ว่าไอ้เรื่องทางฝ่ายวิญญาณมันอยู่เหนือเรื่องใดมันอาจจะนำเรื่องอื่นไปได้และเราจึงไปเพ่งเร่งกันเอา แต่เรื่องทางวิญญาณ เรื่องปรมัตถศิลปะจังเพ่งเร่งไปอย่างเรื่องทางวิญญาณว่าขอให้เพ่งเร็งไปยังทางวัตถุเพราะเหตุนี้ นี้คือความหมายของคำว่าปรมัตถศิลปะแห่งการครองชีวิต และที่นี้มาถึงว่าการครองชีวิต ศิลปะแห่งการครองชีวิตทำไมการครองชีวิตจึงต้องมีศิลปะหรือเรื่องศิลปะมีสำหรับการครองชีวิตเพราะว่า มันเป็นความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ศิลปะแห่งการครองชีวิตเมื่อมันถึงที่สุดแล้วมันก็มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นี่ก็เหมือนกันมันก็จะมีโอกาสที่จะเถียงกันไม่รู้จักสิ้นสุดเพราะตนแต่ละตนถือว่ามีความเป็นมนุษย์สมบูรณ์ทั้งนั้นเราไปว่าเขาว่ามันไม่เต็มบาทนี่ก็โกรธเอาไม่รู้เค้าจะทำอันตรายอะไรด้วยไม่มีใครย่อมใครให้มาประมาทว่าไอ้เรามันไม่เต็ม ไอ้ความเต็มมันอยู่ที่ไหนที่นี่มันยังลำบากและไม่รู้อะไรเป็นหลักถ้าร่างกายเป็นหลักก็คงมนุษย์จะสมบูรณ์ทุกคน เอาจิตเป็นหลักมันก็ไม่ค่อยแน่นักบ้างจิตมันก็ปล่ำๆ เป้อๆ แต่ถ้าเอาทางเป็นหลักดูจะหาเอามนุษย์โดยสมบูรณ์ยากเหลือเกินก็มันเต็มอัดอยู่ด้วยกิเลสคือสิ่งสกปรกไม่มีความสะอาดในทางวิญญาณยังไม่มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ความเต็มเปรียบความเป็นมนุษย์อยู่ที่มนุษย์มีความถูกต้องสมบูรณ์ทั้งอย่างร่างกาย ทั้งทางจิตใจและก็ทางวิญญาณมันอยากที่สุดอยู่ที่ทางวิญญาณเพราะเรามาสนใจเรื่องนี้กันเป็นพิเศษว่าเราจะสร้างความเป็นมนุษย์ให้เราสมบูรณ์ด้วยการจัดการกับปัญหาทางวิญญาณทั้งหลายทั้งปวงให้มันหมดสินไป และถือว่าการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นแหละเป็นอุดมคติของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ชีวิตมันก็ต้องการความสมบูรณ์แห่งชีวิต


 ที่นี่แหละชีวิตระดับไหน ทางไหน แง่ไหน ก็ทำให้สมบูรณ์กันไปหมด และความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทุกแง่มุมมันก็เป็นอุดมคติของชีวิต เราต้องเป็นมนุษย์ที่มีอุดมคติของชีวิต ว่าชีวิตนี่จะไปสมบูรณ์ไปที่ตรงไหนถึงในระดับที่เป็นอุดมคติ นั้นของให้สนใจปรมัตถศิลปะเพราะว่ามันจะช่วยให้เราถึงความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์ จริยะธรรมสากลก็มีอยู่ขอหนึ่งที่เรียกว่า ซัมม่ำ โบม่ำ ข้อแรกคือ เฟ้อแฟกชั่น ของความเป็นมนุษย์ก็แปลว่าความเต็มแห่งการเป็นมนุษย์นี้นักศิลธรรมสากลเขาสนใจเรื่องนี้กันเหมือนกัน สนใจเรื่องความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์นี่เราจะมาทานงุ้มงามอยู่ที่ไม่รู้ว่าความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์นั้นมันเป็นอย่างไรที่นี่ก็ลองคิดดูเถอะว่ามันไม่เหมาะสมมันเท่ากับว่าไม่รู้จะเกิดมาทำไม ไม่รู้ว่าจะไปไหน จะได้อะไร จะไปในถึงที่จุดสูงสุดตรงที่สุดตรงไหนนี่เรียกว่าเป็นคนที่ไม่มีอุดมคติแห่งชีวิต


 นั้นของให้สนใจปรมัตถศิลปะแห่งการครองชีวิตซึ่งจะได้กล่าวกันไปละเอียดในการบรรยายในครั้งต่อๆ ป ครั้งนี้มันเป็นครั้งเริ่มแรกมันก็พูดกันได้แต่ชื่อเรื่องความหมายหรือแห่งหัวข้อในชื่อเรื่องที่อาตมากำลังพูดอยู่ ซึ่งศิลปะแห่งการครองชีวิตจำเป็นแก่มนุษย์ที่จะต้องทำให้สมบูรณ์เพื่อความเป็นมนุษย์สมบูรณ์และทั้งอุดมคติแห่งความเป็นมนุษย์ และที่นี่ข้อที่จะให้ดูต่อไปว่ามันไม่ใช่เพียงสักเท่านั้นเมื่อทำแล้วมันจะให้ชีวิตนี่เป็นมโหรสพ หรือมีอำมฤตธรรมพูดกันสักคราวเดี๋ยวเลยว่าแล้วถ้าปล่อยไปตามบุญตามกรรมมันก็เป็นชีวิตบ้าๆ บอๆ


แต่ถ้ามีศิลปะแห่งความเป็นมนุษย์เป็นปรมัตถศิลปะแล้วจะทำให้ชีวิตนี้เป็นมโหรสพ คำว่า มโหรสพ นี่เป็นภาษาบาลีมีความหมายว่า เป็นสิ่งปะเล้าปะโล้มใจให้สนชื่นเขาเรียกว่า เอ็นต้าเทนเมน์ ตรงกับคำว่า มโหรสพ คือ สิ่งปะเล้าปะโล้มใจให้สนชื่น คนโง่ก็สนชื่นไปตามแบบคนโง่ คนมีปัญญาก็สนชื่นไปตามแบบคนมีปัญญา ดังนั้นเป็นสิ่งปะเล้าปะโล้มใจมันจะมีหลายรูปแบบแต่สำหรับพุทธบริษัทแล้วมันต้องตามแบบไปด้วยสติปัญญาก็ เพราะคำว่าพุทธะมันแปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยแท้จริงแล้วแปลว่าผู้ตื่นนอน ตื่นจากหลับมันต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไรมันต้องมีสิ่งปะเล้าปะโล้มใจชนิดที่ถูกต้อง ชีวิตของคนธรรมดาสามัญคนโง่ก็มีมโหรสพอย่างคนโง่ กิน เล่น นอน บริโภคกามอะไรไปต่างเรื่องของคนธรรมดาสามัญนั้นก็เป็นมโหรสพโง่


 เมื่อคืนดูหนังเรื่องหนึ่ง เอามาฉายกันดูรู้สึกว่าโอ้ มนุษย์ปัจจุบันนี้มีแต่มโหรสพโง่มีแต่ปัญหาทางวัตถุของคนโง่ไม่มีความรู้ที่จะหยุดเสียซึ่งความทุกข์ชนิดที่เป็นเรื่องทางจิต ทางวิญญาณเลย เรามามีมโหรสพกันใหม่คือเย็นอก เย็นใจ ตามความหมายของเต็มที่ของคำว่าพุทธะแปลว่าผู้รู้ก็มันรู้ตามที่เป็นจริง มันไม่โง่ ผู้ตื่นจากหลับแล้วมันก็เห็นอะไรได้ และผู้เบิกบานอยู่ด้วยอำอาจของความรู้ไม่ใช่เบิกบานด้วยความโง่ ความโง่ไม่ได้ทำให้ใครเบิกบานได้ แต่ทำให้สนุกสนานร่าเจ้งเข้าไปได้ก็คนมันก็ติดความรู้สึกทำนองนั้นก็เห็นเป็นสิ่งปะเล้าปะโล้มใจที่ขาดไม่ได้ นั้นคนเขามีโรงหนัง โรงละคร โรงเต้นรำ โรงอาบอบนวด โรงอะไรต่างๆ เพื่อการปะเล้าปะโล้มใจ


ตามแบบของคนโง่นี่พุทธบริษัททำอย่างงันไม่ได้  ยิ่งไปทำอย่างนั้นยิ่งไปทำให้เป็นพุทธบริษัท และมันก็มีแบบหนึ่งคือธรรมะในฐานะปรมัตถศิลปะหยุดเสียซึ่งความเร้าร้อน หยุดเสียซึ่งความเมามัว หยุดเสียซึ่งความหนักอึ้ง ความระทมทุกข์ ความผูกมัดแห่งจิตใจ ใจโล่งโปร่งสบายหยุดเย็นนี่ คือมโหรสพ ชีวิตนี่อาจจะทำให้มหรสพชนิดนี่ได้ คืออาจลดอยู่ได้ด้วยพระนิพาน เหมือนกับเอาพระนิพานมาเป็นน้ำก็อาบรดเราอยู่เสมอเพราะว่าเรามีปรมัตถศิลปะแห่งการครองชีวิตชนิดนี้ มันสามารถทำให้เรามีชีวิตที่เป็นมโหรสพพูดได้ถูกต้องก็คือว่าเป็นเสมือมโหรสพ ให้ถูกต้องกว่านั้นอีกก็คือมโหรสพของพระอารยะเจ้า มโหรสพที่ บริสุทธิ์สะอาด


เรื่องนี้มันก็แปลอยู่เหมือนกันพูดแล้วมันก็จะมีคนค้านว่าพระอรหันต์ท่านก็ยังต้องการสิ่งปะเล้าปะโล้มใจ คือชอบพูดจากันโดยเรื่องธรรมะเป็นที่สนุกสนานตลอดคืนก็ได้ นี้เป็นพระอรหันต์แล้วต้องการการสิ่งปะเล้าปะโล้มใจ ใครๆก็ว่าตกอยู่ในใต้อำนาจของกิเลสที่จริงท่าก็มีความอยู่เหนือกิเลสนั้นแหละเป็นมโหรสพของท่านและก็พูดกันคุยกันจนสนทนากันเรื่องที่อยู่เหนือกิเลสอย่างไรทั้งที่เป็นการปฏิบัติและเป็นผลขอการปฏิบัติทั้งทางสนทนาของท่านจึงเป็นเหมือนมหรสพของท่านและบ้างที่ เห็นง่ายไปกว่านั้นก็จะเข้านิโลสันชยาบัตร หยุดเย็นสบาย นั้นเป็นมโหรสพของท่าน  ก็แปลว่าท่านก็ยังต้องการมโหรสพคือสิ่งปะเล้าปะโล้มใจ อยู่ด้วยแต่มันไม่ใช่เรื่องของกิเลส คนทั่วไปมันต้องการเรื่อง เรื่องกิเลสมาเป็นสิ่งปะเล้าปะโล้มใจ


นั้นขอให้รู้จักแยกออกกันไปเสียเด็ดขาดที่นี่เอาคนธรรมดาเราๆ นี่แหละก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ของให้รู้จักใช้ความสะอาด สว่าง สงบ แห่งจิตใจเป็นมโหรสพ เวลาที่เรานั่งสบายไม่มีอะไรๆ รบกวนไม่มีวิเวก สงัดทางกาย สงัดทางจิต สงัดทางวิญญาณ บางเวลาเราก็มีได้เหมือนกันถ้ามานั่งตรงนี้ ถ้ามานั่งที่ริมทะเล มานั่งบนยอดภูเขา มีอะไรแวดล้อมให้จิตมันว่างจากสิ่งรบกวนโดยประการทั้งปวง มันก็รู้สึกต่อไอ้ความสงบสุขอันใหม่อีกอันหนึ่งซึ่งไม่เหมือนธรรมดา ถ้าไม่พอใจสบายใจ มันมีได้หลายทาง มันบังเอิญก็ได้ มันเป็นโดยเจตนาร้ายเราทำมันก็ได้แต่เราไม่ค่อยทำสำเร็จ มันมักจะเป็นเรื่องบังเอิญเสียมากกว่าสำหรับคนธรรมดาแต่ถ้าทำสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วมันก็ง่ายมันต้องการแต่ชิมรสของความสงบสุขนี้เมื่อไรก็ได้ ท่านก็มีชีวิตเป็นมโหรสพอยู่ตลอดเวลา อาตมาพูดไม่กลัวใครด่าว่าพระอรหันต์ท่านมีชีวิตจิตใจในความรู้สึกของท่านเป็นเสมือหนึ่งมโหรสพอยู่ตลอดเวลาแต่ว่ามันเป็นมโหรสพทางวิญญาณไม่ใช้มโหรสพของปุตุชนที่โรงหนัง โรงละคร โรงอาบอบนวดหรือโรงอะไรต่าง


 งั้นที่นี้เราก็อยากให้เกิดความสนใจในมโหรสพทางวิญญาณ  และจึงได้สร้างตึกหลังนั้นออกมา เรียกว่าโรงหนังทางวิญญาณ  ด้วยความมุ่งหมายอันนี้ขอให้ท่านทั้งหลายพยายามใช้ให้เป็นปะโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะใช้ได้ นี่ปรมัตถศิลปะสามารถทำชีวิตให้เป็นมโหรสพแม้แต่คนธรรมดา สลัดไอ้เรื่องธรรมดาออกไปเสียไม่รู้ไม่ชี้กับมันเพ่งสงบตามธรรมชาติ ใกล้ธรรมชาติมันเป็นไปง่าย นั้นเราจัดบ้านเรือนของเราให้มันคล้ายธรรมชาติ ให้มันเป็นธรรมให้มากที่สุดเหมือนกับวัดนี้ วัดนี้พยายามจะรักษาให้เป็นธรรมชาติให้อยู่ใกล้ชิดกับเราที่สุด อย่างว่านอนในห้องชูมือมาทางหน้าต่างก็คว้าใบไม้ใบหญ้าอย่างนี้มีความรู้สึกผิด ผิดกันมาก แทนที่จะไปนอนที่จัดเพื่อความสุขทางกามกุนยิ่งใกล้ชิดธรรมชาติมันก็ยิ่งไม่ลืมธรรมชาติแต่ถ้าไปตามธรรมชาติมันก็ไปตามธรรมชาติ หยุดเพื่อความงกเพื่อความเย็นนี่เป็นสิ่งที่ทำได้เราก็ทำเท่าที่มากจะทำได้เมื่อมันเป็นมหรสพคือสบายใจถูกขับกล่อม ด้วยธรรมะ มีความสบายอก  สบายใจไปด้วยธรรมะเรียกว่ามีอัมฤทธิ์ธรรม อัมฤทธิ์ธรรม แปลว่าสิ่งไม่ตายสิ่งที่ไม่ตายก็คือธรรมะนั้นเองถ้าไม่มีอะไรที่จะไม่ตายอยู่ก็แต่ธรรมะในฐานะธรรมชาติ ในฐานะกฎของธรรมชาติ ในฐานะความจริงของธรรมชาติ ธรรมะนี้ไม่ตายเพราะเรามีธรรมะนี้เราเรียกว่าอัมฤทธิ์ธรรม คือธรรมที่ไม่ตาย มันมีแต่ธรรมะตามธรรมชาติมันไม่มีตัวกูมันไม่มีของกูมันไม่มีของมึง ของสูง มันไม่มี อะไรมันเป็นกิเลสมันก็เรียกว่ามันมีธรรมะที่เป็นสัจจะตามธรรมชาติไม่รู้จักตายนี่คืออัมฤทธิ์ธรรม


 ถ้าเรามีศิลปะธรรมอย่างเพียงพอแล้วจิตใจก็จะสัมผัสกันได้กับธรรมะซึ่งเป็นอัมฤทธิ์ธรรมชีวิตนี้ก็เป็นมโหรสพพร้อมกันไปกับดื่มกินอัมฤทธิ์ธรรมเหมือนกัน ซึ่งจะใช้คำเหมืนกับพระนิพานมาเป็นน้ำอาบรดอยู่เสมอ มีความเยือกเย็นทางวิญญาณ นี่มองดูอีกแง่หนึ่งก็คือว่าเราได้ทำให้ชีวิตนี้กลายเป็นสิ่ง สิ่งเดี๋ยวที่เรียกว่าธรรม ก่อนนี่เราแยกธรรมไว้ส่วนหนึ่ง แยกตัวกูของกูมาไว้อีกส่วนหนึ่งมันคนละส่วนกันที่นี่ยุบขยี้ ตัวกูของกูให้หมดไปเสีย เหลือแต่ธรรม เหลือแต่ชีวิตที่เป็นธรรม หรือเป็นเรื่องของธรรมชาติ ว่ากันไปของกฎของธรรมชาติไม่มีตัวกูไม่มีของกู ไม่เกิดความรู้สึกโง่หลงงงงายไปว่ามีตัวตน ตัวของกู ก็มีสติปัญญาอยู่ตลอดเวลาไม่ไปอยากโง่เขล้า โง่เขล้าในสิ่งที่ใดๆ นี่มีเคล็ดตรงนี้อยู่นิดเดี๋ยวว่าอยากไปอยากอะไรอย่างโง่เขล้าในสิ่งใดๆ ก็ไม่มีความอยากแล้วความคิดที่กูผู้อยากมันไม่อาจจะเกิด เขาคิดว่ากูผู้อยาก มันเกิดความหลังความอยาก ความอยากเกิดเพราะโง่ ไม่รู้เท่าทันถึงการณ์ ไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่มีปัญญา จิตมันก็อยาก อยากอย่างนั้นอยากอย่างนี่


ถ้ามีสติปัญญาพอมันไม่อยากมันก็ไม่มีความอยาก ไม่มีความอยากก็ไม่มีอะไรปรุงให้เกิดความรู้สึกว่าอยาก เรื่องนี้ละเอียดมากผสมกับที่เป็น ปรมัตถ คนธรรมดามันถูกสอนมาแต่วัตถุ ถ้าเรื่องทางวัตถุมันก็เรื่องของมีผู้อยากก่อน แล้วมันจะทำการอยาก เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องปรมัตถทางวิญญาณมันมีความอยากก่อนค่อยมีบุคคลผู้อยากบุคคลผู้อยากเป็นเพียงมายา เป็นเพียงนึกปรุงขึ้นมาจากความอยาก แต่ยังมีสติสัมปชัญญะ ปัญญาหากทันเวลาเมื่อตาเห็นรูป หูเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส ผิวหนังได้สัมผัส มีสติสัมปัญญาทันเวลามันไม่เกินความอยากคือไอ้เช่นนั้นเอง เท่านั้นเอง ธรรมชาติเช่นนั้นเอง ความสวยทางตา รู้สึกว่ามันรู้สึกว่าสวย ไพเราะทางหูมันก็ว่าความรู้สึกอย่างนั้น หอมทางจมูกรู้สึกว่ามันรู้สึกลิ่นเท่านั้น อร่อยที่ลิ้นก็มันรู้สึกตามธรรมชาติอย่างนั้นเท่านั้น สัมผัสผิวหนังนิ่มนวลอะไร ตามมันว่าด้วยความรู้สึกเท่านั้น ความคิดนึกก็ตามมันก็รู้สึกคิดเท่านั้น มันเท่านั้นเอง มันเช่นนั้นเอง มันเป็นเพียงเช่นนั้นเองไม่มากไปกว่านั้นและความอยากมันไม่เกิดเกิดในกรณีนั้นๆปัญหาไม่เกิด กรณีนั้นๆ และอุบาทาว่าตัวกูผู้อยาก มันไม่เกิดมันเกิดมันเกิดไม่ได้ มันไม่มีปัจจัย มันไม่เกิดตัวกูผู้อยากและมันไม่มีตัวกูมันไปทุกข์ กับอะไร


ความทุกข์มันต้องไปทุกข์ที่มีตัวผู้ทุกข์ คือตัวกูนั้นไงพอมันเกิดโง่มีตัวกูขึ้นมา อะไรๆ มันก็มาลุมที่ตัวกู ความเกิดก็ของกู ความแก่ก็ของกู ความเจ็บก็ของกู ความตายก็ของกู ลูกก็ของกู เมียก็ของกู ผัวก็ขอกู สมบัติก็ของกู ความบ้าก็ของกู ความเสียก็ของกู แพ้ก็ของกู ชนะก็ของกู พูดทั้งวันก็ไม่จบ เพราะมันมีตัวกู อะไรๆมันก็มาลุมมาเป็นของกู และมันก็เป็นความหนักและมัน เป็นความทุกข์ เดี๋ยวนี้เราทำให้ตัวกูของกูไม่อาจจะเกิดยังคงอยู่แต่ธรรมะตามธรรมชาติ จิตสัมผัสอยู่กับธรรมะตามธรรมชาติ ไม่สัมผัสในผลของความโง่ว่าตัวกูหรือ ว่าสวย ว่าหอม ว่าเอร็ดอร่อย แล้วก็ไปอยากข้าว อยากจะเอาแล้วก็มีความรู้สึกตัวกูอยากจะเอา เอามาเป็นของกูนี่เรียกว่าเกิดตัวกูของกูเมื่อไรมันก็เป็นไฟนรกเผาคนนั้นเมื่อนั้นไม่รู้จักเข็ดหลาบ และไม่รู้จักศึกษาป้องกันปล่อยให้มันเกิดตามเรื่องตามราวอยู่เสมอและมันคงเกิดไปจนตายเข้า โลงมันเอาออกไปไม่ได้ มันมีตัวของตัวกูติดไปด้วยกับโลงถ้ามีปรมัตถศิลปะอย่างที่ว่านี่แล้วมันทำลายมันฆ่ากิเลสร้ายในตัวกูของกูที่นี่ได้ในชีวิตก็เป็นจริงเดี๋ยวกับธรรมะมีแต่ธรรมะเท่านั้นที่สัมผัสจิต กิเลสกํเพื่อตัวกูของกูก็ไม่มีความโกรธ ความโลบ ความหลงของตัวกูก็ไม่มีแต่ความทุกข์ของตัวกูก็ไม่มี นี่แหละดูให้ดีว่าความไม่งามมันอยู่ที่ตรงนี่ตัวกูของกูมันเกิดขึ้นข้างในจิตและก็หมดความงดงามดูต่อไปอีกนิดหนึ่งพอมันเป็นความไม่มีตัวกูของกู มันก็จะมองเห็นความงาม ความไพเราะให้ชีวิตนี่เป็นพระธรรม พระธรรมก็มีความงามเบื้องต้น ตรงกลาง และตรงปลายความงามเบื้องต้นท่ามกลางและเบื้องปลาย ธรรมะเป็นอย่างนั้น เอาธรรมะมาเป็นชีวิตเอากิเลสออกเสียได้


ไอ้ชีวิตนี้ก็มีความงามงามเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลายมีความละเอียดลออลึกซึ้งสวยงามเหมือนกับว่ากวีนิพนธ์ ตรงนี้ก็ท้อใจที่จะพูดว่าชีวิตที่บริสุทธิ์สะอาดมีความไพเราะ มีคุณค่าอย่างกับว่าบทกวีนิพนธ์คือบทประพันธ์ ถ้อใจตรงที่ว่าคนไอ้คนไม่มีหู มันไม่หู มันไม่มีบทประพันธ์ บทประพันธ์ไพเราะสักเท่าไรมาอ่านให้กับคนที่ไม่มีหูฟังแล้วไม่ไพเราะมันไม่เป็นบทประพันธ์เพราะหูมันไม่ได้เป็นนักประพันธ์ ความไพเราะของการประพันธ์มันก็ไม่มีความไพเราะซึ่งเรียกว่าสีซอให้ควายฟัง เป่าปี่ให้แรดฟัง และมันมีดนตรีที่ไหน มันไพเราะที่ไหน ในหูของวัว หูของแรด หูของควาย ไม่สามารถจะรับความไพเราะทางกวีนิพนธ์ ทางดนตรี ทางบทประพันธ์ที่จริงชีวิตนี่มีความไพเราะทางกวีทางกวีนิพนธ์ทางพระธรรมะอย่างยิ่งแต่คนโง่ๆ เหล่านี้ไม่ได้สัมผัสเลย นี่ไม่ได้สัมผัสความไพเราะท่ามกลางเบื้องต้น ท่ามกลางเบื้องปลาย ของชีวิตนี่เลย ทั้งที่บวชเป็นพระ เป็นเณร เป็นอุบาสก อุบาสีกามันก็ไม่มีหูที่ได้ยินดนตรีของพระธรรม ความไพเราะของพระนิพานทั้งกลางเบื้องต้น และท่ามกลางเบื้องปลาย ที่จริงจะมาลบเล้ากันเสียบ้างว่าถ้ายังไงๆ ก็สนใจปรมัตถศิลปะกันบ้างเทอญ จะช่วยให้เราเข้าถึงอะไรอันลึกซึ้ง หรือลึกที่สุดอยู่ในชีวิตนั้นมันไม่ลึกลับ ถ้ามันลึกลับก็เข้าถึงไม่ได้มันเกินไป


เดี๋ยวนี่มันไม่ถึงกับลึกลับลึกซึ้งขอให้สนใจอย่างลงไปให้ถึงที่สุดแห่งความลึกซึ้งของชีวิตให้เข้าถึงจิต ของชีวิตก็ได้ ถึงจะได้เรียกว่าทำสำเร็จในการครองชีวิต ศิลปะแห่งการดำเนินครองชีวิตสำเร็จในการดำเนินชีวิตของชีวิต อย่างที่เรียกว่ามีศิลปะ ไม่ใช่ศิลปะหลอกลวง ไม่ใช่ อารต์ฟีตีเชียล มันเป็น อารต์ทิตติก  ซึ่งกำลังได้ยินแล้วหูผึ่งมันเป็นศิลปะไม่ใช่เป็นศิลปะหลอกลวง และที่นี่ก็จะพูดถึงที่ทำไมที่จะต้องกล่าวว่าตามทัศนะของชาวพุทธ ปรมัตถ ศิลป์แห่งการครองชีวิตจำกัดว่า ตามคำกับข้อคำว่าทัศนะคติของชาวพุทธอื่นไม่มีอย่างที่ว่านี่นะ ทั้งตามทัศนะของชาวพุทธต้องเป็นเรื่องของชาวพุทธ ต้องเป็นผู้ที่กำเนิดเกิดมา มีการอบรมศึกษาอย่างชาวพุทธมันจึงจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็เป็นไปได้และทำไมต้องจะพูดทัศนะชาวพุทธ


 ทำไมจะต้องเรียกมันว่าพุทธศิลปะ ศิลปะของชาวพุทธก็เพราะว่ามันเป็นสติปัญญาของชาวพุทธ สติปัญญาของผู้อื่นเป็นไม่ได้ มีแต่ความเชื่ออย่างเดี๋ยวก็เป็นไปไม่ได้มีแต่ความบึกบึน อำหิต ด้วยสติ ด้วยกำลังวังชามันก็เป็นไปไม่ได้มันต้องเป็นไปด้วยสติปัญญาอันละเอียดอ่อนของชาวพุทธ อย่างนั้นต้องจำกัดเอาไว้ว่าตามทัศนะชาวพุทธหรือว่าเป็นศิลปะของชาวพุทธ เพราะว่ามันเป็นสติปัญญาของชาวพุทธทั้งนั้นและ เพราะว่ามันเหมาะสมแก่ชาวพุทธเท่านั้น ไม่สมควรแต่ผู้อื่น พูดแล้วไปก็เอาเปรียบ มันไม่เหมาะสมกับคนผู้อื่นที่ไม่ได้อบรมมาอย่างชาวพุทธ แปลว่าเพราะทำได้ง่าย สำหรับชาวพุทธเท่านั้น คนอื่นทำได้ไม่ง่าย คนอื่นยากที่จะทำได้ มันทำได้ได้เฉพาะชาวพุทธเท่านั้น ที่นี่จะพูดครั้งสุดท้ายว่ามันไม่มีเสียแล้วเพราะเสียชาติเกิดมาเป็นชาวพุทธ เสียชาติเกิดมาเป็นชาวพุทธถ้ามันไม่มีสิ่งนี่ นั้นเราก็จึงต้องมีทัศนะแห่งชาวพุทธมีศิลปะแห่งชาวพุทธ มีความถูกต้องอย่างชาวพุทธ


เพื่อชีวิตนี่เพื่อมันเข้าถึงจุดสูงสุดของความเป็นมนุษย์อย่างที่ว่ามาแล้ว สติปัญญาของชาวพุทธรู้จักทำให้หมดตัวกูของกู เหมาะสมสำหรับชาวพุทธเพราะว่า เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทำได้ง่ายสำหรับชาวพุทธเพราะว่าเรามีจุดมุ่งหมายที่จะกำจัดกิเลสและความทุกข์ต้องการจะพัฒนาชีวิตไปในทางที่จะอยู่เหนือกิเลส และความทุกข์ กับธรรมะในพุทธศาสนาที่อย่างนั้นอยู่แล้ว เมื่อชาวพุทธมีหลักธรรมะอย่างนี้อยู่แล้วก็ง่ายสำหรับชาวพุทธ ถ้ายังทำไม่ได้อีกมันก็เสียที่ที่เกิดมาเป็นชาวพุทธ คือเสียที่ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และเสียที่ที่เกิดมาในศาสนา แล้วพบกับพุทธศาสนา นั้นขอให้เราอย่าเสียชาติเกิด  เกิดมาเป็นมนุยษ์ และพบกับพุทธศาสนา จงได้พากันสนใจในสิ่งที่เรียกว่าปรมัตถศิลปะแห่งการครองชีวิต ตามทัศนะของชาวพุทธด้วยกันทุกคน วันนี้ไม่มีโอกาสที่จะพูดว่าเป็นอย่างไร เพราะเราจะต้องทำความเข้าใจ ในความหมายทั่วไปที่คำที่เป็นหัวข้อเรื่อง


 หัวข้อเรื่องว่าศิลปะแห่งการครองชีวิตและเป็นชนิดที่เป็นปรมัตถและเป็นไปได้ของทัศนะของชาวพุทธ คือความหมายของคำว่าศิลปะ ของคำว่า ปรมัตถ ของคำว่าการครองชีวิต และตามทัศนะของชาวพุทธ ขอฝากไว้ให้เป็นเงื่อนต้นก็เป็นเพียงเบื้องต้นหรือจุดตั้งต้นท่านทั้งหลายทุกคนจงได้เอาไปพิดนึกพิจารณาดูว่ามันมีหน้าที่ ที่ชาวพุทธจะต้องเข้าถึงและใช้ศิลปะอันนี้กันหรือไม่ ถ้าเป็นด้วยก็ศึกษากันต่อไปในโอกาสอื่น เวลาสำหรับการบรรยายสำหรับวันนี้มันหมดแล้ว อาตมาก็จำเป็นที่จะยุติการบรรยายในวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้เป็นโอกาสให้พระคุณเจ้าทั้งหลายท่านจะได้สวดบทพระธรรมนรูปแบบ พานะสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจของพุทธบริษัททั้งหลายให้มีความเชื่อ ให้มีความกล้าหาญ ให้มีความเชื่อ ความเข็มแข็งในการ ประพฤติปฎิบัติหน้าที่ตน เพื่อความเป็นชาวพุทธที่ดีเจริญรุ่งเรื่องก้าวหน้าสืบไป




<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 1) หน้าถัดไป (หน้า 3) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 11,050 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ปรมัตถศิลป์แห่งการดำเนินครองชีวิต [36,032]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [536,160]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [396,242]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [403,656]
Global Warming { English } [152,650]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.