<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35476" type="text/javascript"></script> |
|
อนิจจลักษณ์-ทุกขลักษณ์
ณ บัดนี้ จะได้วิปัสสนาพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ วิริยะความพากเพียรของท่านทั้งหลายที่เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้า
post ครั้งแรก: Tue 4 March 2008, 11:54 am ปรับปรุงล่าสุด: Thu 27 March 2008, 10:45 am
|
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
สัมเพ สังขารา อนิจจา
สัมเพ สังขารา ทุกขา
สัมเพ ธัมมา อะนัตตา
ติยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
อะถะ นิพพินทะติทุกเข
เอสะ มัคโค วิสุทธิยาติ
ธัมโม สัจจะจัง เต ชะ โนติ
ณ บัดนี้ จะได้วิปัสสนาพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ วิริยะความพากเพียรของท่านทั้งหลายที่เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้า
ตามทางแห่งพระพุทธศาสนาของพระบรมพระศาสดาอันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา ธรรมเทศนาในวันนี้เป็นไปตามธรรมดาของระเบียบประเพณีแห่งการเข้าพรรษาในครั้งแรกของพรรษานี้ได้แสดงเรื่อง พระรัตน 3 ทั้งต่อมาได้แสดงเรื่อง ศึกษา 3 ครั้งต่อมาอีกได้แสดงเรื่อง โลกุตระธรรม 3 ส่วนในวันนี้จะได้แสดงติดต่อกันไปโดยลำดับ เรื่อง สามัญลักษณะ 3 คือเรื่องอนิจจัง สุขขัง อนัตตา ในนี้จะพูดถึงสามัญลักษณะ 3 ประการ ที่เป็นเรื่องของ สติปัญญา ความละเอียดสุขุม มองสิ่งต่างๆ ได้ดี เมื่อมีสติสัมปชัญะอยู่ แล้วก็จะรับรองว่าไฟจะเกิดขึ้นไม่ได้ สามัญลักษณะ แปลว่าลักษณะที่เป็นสามัญคือทั่วไปแก่สิ่งทั้งปวงโดยเฉพาะประเภทที่เรียกว่าสังขาร ลักษณะ 3 อย่างนี้ คือทั่วๆไปแก่สังขารทั้งปวง
สังขารนั้นคือสิ่งที่มันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง แล้วเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยนั้น ยกเว้นพระนิพพานสะอย่างเดียวเขาเรียกว่าสังขารนั้น นึกถึงสิ่งที่มันเป็นปัญหานั้น นึกถึงสิ่งที่ไม่ใช่นิพพาน ไม่ใช่นิพพานก็คือไม่เย็น ไม่เย็นก็คือไม่ดับ ไฟมันยังไม่ดับ ถ้าไฟมันดับแล้วมันก็หมดเรื่องหมดปัญหา ไม่มีเรื่องที่จะต้องทำอะไร เห็นว่าไฟมันยังไม่ดับ มันก็ยังมีเรื่องมีปัญหา นั้นคือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เรียกว่า สังขาร ก็จะต้องดูให้ดีว่ามันมีลักษณะอย่างไร เพื่อจะได้ไม่ไปทำให้มันเกิดเป็นไฟหรือว่าเป็นความทุกข์ขึ้นมา รู้จักพิจารณาสังขารให้เห็นตามที่เป็นจริงว่าประกอบอยู่ในลักษณะอย่างไรบ้าง เรียกว่าเป็นผู้ที่มีปัญญาไม่ประมาท ลักษณะ 3 ประการ คือ อนิจจัง สุขขัง อนัตตา พูดกันได้ชินปากสำหรับคนสมัยโบราณคนสมัยโบราณเขาอาจจะพรั้งปากออกไปว่า อนิจจัง สุขขัง อนัตตา ได้ง่าย เพราะมันชินอยู่ในความคิดความนึก หรือแม้จะเกิดจากการฟัง ฟังมาก คนสมัยนี้ แม้จะเป็นพระ เป็นเณร สมัยนี้เมื่อดูไม่เคย จะพรั้งปากขึ้นมาว่า อนิจจัง สุขขัง อนัตตา คนแก่ๆ สมัยโน้น 
แม้แต่ชาวบ้าน ก็ยังพรั้งปากออกมาว่า อนิจจัง สุขขัง อนัตตา ในหลายๆ กรณี ก็คิดดูเถอะว่า นี้คนทั้งสองจำพวกนี้คนไหนจะอยู่ใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามากกว่ากัน ถ้าคนสนใจอยากจะฟัง ทุกขัง อนัตตา กันอย่างจริงจังแล้ว มันจะดีกว่านี้ ดีกว่าสภาพที่มันเป็นอยู่เวลานี้ อย่างมากมายอย่างที่จะเปรียบกันไม่ได้ เดียวนี้มันมีแต่คนหลับหูหลับตา ต่อเรื่องนี้ มันจึงมีความเห็นแก่ตัว ยึดมั่นถือมั่นจนเกิดกิเลศ จนเบียดเบียนกัน เป็นอยู่ด้วยความเบียดเบียนกันไปตลอดทั้งวันทั้งคืน เพราะไม่เห็นความจริงของสังขารที่เป็นอนิจจัง สุขขัง อนัตตา ที่จะไม่เบื่อหน่ายต่อการยึดถือ เพราะไม่เกิดกิเลศ มันก็ไม่ร้อน ไม่เบียดเบียนกัน เรามาลองพิจารณากันดูว่ามันจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ทำไมท่านจึง ตรัสไว้ว่า สัมเพ สังขารา อนิจจา ติยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ เมื่อใดเห็นตามที่เป็นจริง ด้วยปัญญาว่าสังขารเป็นของไม่เที่ยง อะถะ นิพพินทะติทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
เมื่อนั้นก็จะเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ นั้นคือหนทางแห่งความบริสุทธิ์ ถ้าเห็นอนิจจัง มันจะเบื่อต่อสิ่งที่เป็นทุกข์ได้อย่างไร แต่ว่าการเห็นนั้นจะเป็นหนทางแห่งความบริสุทธิ์หมดจดได้อย่างไร อนิจจัง ความกลัวนั้นถือว่าไม่เที่ยง อะว่าไม่นิด ว่าเที่ยง อนิจจังก็แปลว่าไม่เที่ยง จะดูกันยังไง ว่ามันไม่เที่ยง ดูกันหยาบๆ กันก็ได้ ก็เห็นในสิ่งที่มันเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างชัดเจนตรงนี้ แต่บางอย่างมันไม่ได้แสดงอย่างสายตาธรรมดาจะมองเห็นได้ ความเปลี่ยนแปลงของก้อนหินอย่างนี้ เด็กๆ ก็ไม่มองเห็นได้ว่ามันไม่เที่ยง หรือว่าถ้ามันเป็นเยี่ยงทางนามธรรม ทางจิตใจล้วนๆ มันก็ยังดูกันลำบาก คงสับสน ในบางอยากมันรู้สึกว่าเป็นอย่างนั้นทุกที แต่เห็นว่าเป็นของเที่ยงไปเสีย ทีนี้ต้องรู้จักดูว่า สิ่งที่เรียกว่าสังขารทั้งปวงนี้มันไม่ได้เป็นอิสระหรือมีอะไรเด็ดขาดอยู่ได้ในตัวมันเอง มันต้องมีเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้มันเกิดขึ้นมา ไม่ว่าอะไรที่เรียกว่าสังขารทั้งหลายนี้มันจะต้องมีเหตุปัจจัยเพื่อทำให้เกิดขึ้นมา แม้แต่ว่าก้อนหินนี้ มันก็มีเหตุปัจจัยที่ทำให้มันมาเป็นก้อนหินและมาอยู่ในสภาพอย่างนี้
ส่วนของที่เห็นได้ง่ายเช่นต้นไม้ก็เห็นอยู่ว่ามันต้องอาศัยเม็ดผลไม้ อาศัยอาหาร อาศัยดิน อาศัยแสงแดด อาศัยนั้นสิ่งต่างๆ จึงเป็นต้นไม้ขึ้นมา จนอยู่ไปเปลี่ยนแปลงไป แม้แต่จิตใจของคน แม้แต่ร่างกายของคนหรือของสัตว์ จึงเห็นว่ามันมีเหตุปัจจัยยิ่งไปเสียกว่าต้นไม้ มีบิดามารดาเป็นแรงเกิด อาศัยเจริญเติบโตด้วยอาหาร เป็นเหตุปัจจัยเด่นชัด แม้ว่าเป็นร่างกายของคนก็ตามของสัตว์ก็ตามล้วนแต่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมาแล้วก็ เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยนั้น เมื่อเรากินอาหารเข้าไป กินข้าวสุก แกงตับอะไรก็ตาม อาหารนี้มันต้องเปลี่ยนไป บำรุงร่างกายเนื้อหนังได้ ก็มีเปลี่ยนต่อไปอีก เพื่อให้เป็นอุจจาระ เป็นอุจสาระเป็นอะไรต่อไป ร่างกายมันก็ต้องเปลี่ยน
นับตั้งแต่ว่ามีอาหารเข้ามาบำรุงร่างกาย อาหารมันเปลี่ยนร่างกายมันก็เปลี่ยน มันก็เปลี่ยนตามๆกันไปหมด ที่เห็นได้ง่ายเพราะว่าเป็นวัตถุ เมื่อเป็นเรื่องทางจิตใจ ความคิด ความนึก ก็มีเหตุปัจจัยที่ทำให้คิดให้นึกคิด เป็นธรรมดาของนึกคิดไม่มีเรื่องไม่ได้ มันต้องมีเรื่อง โดยเรื่องนั้นมันก็ต้องมาจากเหตุปัจจัยของมันเอง ด้วยมาจากเหตุปัจจัยของมันเองอีกเป็นลำดับทยอยๆ เข้ามากระทบจิตใจของเราจนทำให้เกิดความรู้สึก เกิดความคิดนึก เกิดความต้องการ เกิดความเร่าร้อน จนทุกข์ทรมารได้ในจิตใจเหล่านี้เพราะมันมีเหตุมีปัจจัย นั้นเปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัย นั้นเขาเรียกว่ามันเป็นทุกข์
มันเป็นอนิจจัง คือไม่เที่ยง มีข้อความสั้นๆ 2 ข้อ มันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งข้อหนึ่ง และมันเปลี่ยนไปตามอำนาจของเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งอีกข้อหนึ่ง 2 ข้อนี้เขาเรียกว่า อนิจจัง เพียงพอแล้ว ทีนี้ดูกันอีกทีหนึ่งให้เห็นเป็นหลักเกณฑ์มากขึ้นที่เรียกว่า สังขาร นี้ แบ่งไว้เป็นสองพวกด้วยกัน คือหนึ่ง คือมีจิตมีวิญญาณพวกหนึ่งไม่มีจิตไม่มีวิญญาณคือพวกหนึ่ง เดี่ยวนี้ยุติกันได้ทีแล้วว่า สังขารที่ไม่มีจิตไม่มีวิญญาณ เช่นก้อนหิน ก้อนดิน อย่างนี้เป็นต้น สังขารที่ไม่มีชีวิตไม่มีวิญญาณ ไม่ได้มีพืชพันธุ์ต้นไม้มีชีวิตแต่ไม่มีความรู้สึก มีวิญญาณไปตามระดับต้นไม้ สัตว์เดรัจฉานมีจิตวิญญาณ คนก็มีจิตวิญญาณ อย่างนี้เรียกว่าสังขารพวกที่มีจิตหรือมีวิญญาณ มีสังขารอยู่ 2 พวกอย่างนี้
เมื่อมันมีการเปลี่ยนมันก็ต้องเปลี่ยนไปตามสัดส่วนที่มันมี และสังขารที่ไม่มีจิตวิญญาณมันก็เปลี่ยนไปในส่วนรูปธรรม ส่วนวัตถุมันก็เปลี่ยนไปมันเปลี่ยนอย่างเดียว และสังขารที่มันมีจิตวิญญาณมันก็เปลี่ยนทั้ง 2 ส่วน คือเปลี่ยนทั้งทางรูปธรรมและทั้งทางนามธรรม ร่างกายล้วนๆ วัตถุล้วนๆ มันก็เปลี่ยน เนื้อหนัง กระดูก เอ็น นี้ ผม ขนในตา มันก็เปลี่ยน ส่วนรูปธรรม ทั้งส่วนจิต ส่วนวิญญาณ ส่วนนามมันก็เปลี่ยน เราจะเห็นได้ว่าสังขารที่มีใจครองอยู่มันเปลี่ยนน่ากลัวกว่า ถึงเปลี่ยนถึง 2 เท่า เปลี่ยนทั้งทางรูปธรรมนาม สังขารที่ไม่มีใจครองนี้มันเปลี่ยนเป็นเท่าเดียวส่วนเดียวคือเปลี่ยนเฉพาะส่วนรูป คือปัญหานี้มันมีแต่สังขารพวกที่มีจิตวิญญาณรู้สึกนึกคิดได้
สิ่งที่ไม่มีจิตไม่มีวิญญาณไม่มีสิ่งนึกคิดได้มันก็ไม่มีปัญหา เช่นก้อนหินอย่างนี้มันไม่มีปัญหา ไม่มีความรู้สึกนึกคิด ความเจ็บไม่ต้องพูดถึงก็ได้ แต่ว่าเราจะดูกันอีกทางหนึ่งว่าความเปลี่ยนของมันนี้ มันถ้าต่อรถอย่างไรบ้าง ส่วนสังขารที่ไม่มีจิตใจอย่างต้นไม้มันก็ไม่มีปัญหา ต้นไม้มันจะมีปัญหาเหมือนกับคนเรา
มีปัญหาจะอยู่บ้างจะตายบ้าง มันดิ้นรนเพื่อจะอยู่ ต่อสู้เหมือนกัน ยิ่งศึกษาไปยิ่งพบว่าต้นไม้นี้มันก็มีความรู้สึกดิ้นรนต่อสู้เพื่อจะอยู่ เพียงแต่ว่ามันเคลื่อนไหวเร็วๆ ไม่ได้ มันแสดงได้อย่างเปิดเผยไม่ได้ มันแสดงอย่างลึกซึ้ง โดยมีเครื่องมือรับความเปลี่ยนแปลงภายในต้นไม้ที่เป็นส่วนความรู้สึกก็วัดได้ มีความหวั่นไหวมากอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้นเหมือนกัน วัดที่เครื่องวัดที่ทำขึ้นเฉพาะ เอาเป็นว่าต้นไม้นี้ก็มีความรู้สึก มันก็มีปัญหา ถ้ามันจะตายมันก็ต่อสู้อย่างที่เราเห็นๆกันอยู่ ถึงสัตว์เดรัจฉานเห็นง่ายมันต่อสู้เพื่อจะอยู่ ทีปัญหามันต่อสู้มากไปกว่าต้นไม้เสียอีก ถึงคนยิ่งไปกว่านั้นอีก เป็นไปตามอำนาจของอวิชาล้วนแล้วก็ยิ่งมีปัญหามาก ทีนี้ก็มาดูกันว่าความเปลี่ยนแปลงไปนี้มันมีผลอย่างไร ถ้าว่าเราเห็นความเปลี่ยนแปลงก็จะเห็นว่าสิ่งทั้งหลายมันไม่มีอะไรที่จะเป็นอิสระโดยตนเองต้องเปลี่ยนแปลง ทีนี้ก็อย่าไปยึดถือให้มันมาก เช่นอย่าไปโกรธเมื่อมันมีไม่ได้ตามที่ต้องการ อย่าไปเสียใจในเมื่อมันไม่ได้ตามที่ต้องการ และอย่าไปเป็นทุกข์เป็นร้อนเมื่อมันไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ เพราะว่ามันต้องเปลี่ยน
แล้วจะให้คนที่เรารักพอใจอยู่ตลอดเวลามันก็ไม่ได้ เพราะว่ามันต้องเปลี่ยน ล้วนสิ่งที่เราพอใจ รักใคร่ให้มันอยู่กับเราตลอดเวลา นี้มันก็ไม่ได้ มันก็ต้องเปลี่ยน เพราะแม้แต่ตัวคนนั้นเองมันก็เปลี่ยน ร่างกายมันก็เปลี่ยนจิตใจมันก็เปลี่ยนเป็นไปทุกๆ ครั้ง ทุกหน ทุกๆ แห่ง เป็นอย่างนี้ซะบ้าง มันก็จะหยุดเอง จะหยุดหลงใหล่รักใคร่ ยึดถือได้เอง เห็นอนิจจังความเปลี่ยนแปลงเรื่อยของสังขารทั้งหลาย จะเกิดความรู้สึกอย่างไรลองเทียบเคียงดู เพราะคนเป็นหนึ่งที่ไม่เห็นมันโง่ โง่เหลือแต่โง่มันไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงนี้เลย มันจะเอาแต่ความรู้สึกของตนเองไปคิด แล้วมันจะรู้สึกอย่างไร มันต้องทำ มันต้องการอย่างที่กิเลศปัญหาจะพาไปด้วยความโง่
จนไม่มีปัญญาเห็นอนิจจังโดยแท้จริง มันก็ไม่โง่ ถ้ามันต้องการอะไรบ้างปรารถนาอะไรบ้างมันก็จะปรารถนาด้วยความรู้สึกที่ไม่โง่ เพราะนั้นมันจึงไม่ปรารถนาไปในทางที่ผิด ที่ต้องทำตัวเองให้เป็นทุกข์ คนที่ฉลาดมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของสังขารอยู่เสมอของสิ่งที่อยู่รอบตัวเราอยู่เสมอ มันก็ไม่มีที่จะไปจดจ่อ ว่าจะเอาจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ภาษาบาลีเขาเรียกว่า อวินิดตะ คือไม่มีนิมิตที่หมายมั่น แต่เราเห็นอะไรสักอย่างที่มันมีแต่ไหลไปเรื่อยโดยที่ไม่หยุด แล้วจะไปหมายมั่นอะไรที่ตรงไหนได้ เพราะว่าเห็นอยู่แต่ความไหลเรื่อยแล้วไม่มี ความหมายจะไปจดไปจ่อ ลงที่ตรงนั้นที่ตรงนี้ว่าเป็นเราเป็นของเราอย่างนี้ ความคิดมันก็ปราศจากความหลงผิดไปตามยึดมั่นถือมั่น นั้นมันก็ดูเสียว่ามันบริสุทธิ์ มันเป็นจิตบริสุทธิ์หรือไม่ เพื่อจะเป็นโง่ทั่วไปเพื่อให้เห็นอนิจจัง มันก็หมายมั่นอยู่ตรงนั้น หมายมั่นอยู่ตรงนี้ หมายมั่นอย่างนั้น หมายมั่นอย่างนี้ อย่างนี้มันเรียกว่ามี อะวินิต ที่เป็นที่จดจ่อแห่งใจจดจ่อลงไปว่ากูจะเอา กูจะเอาที่ตรงนั้นที่ตรงนี้อยู่อย่างนี้ มันมีอะวินิตก็ไม่เห็นว่าเพื่อน มันต้องให้ได้ดั่งใจ ต้องอยู่กับเรา ต้องเป็นของเครื่องใช้แน่นอนอยู่กับเรา เมื่อเขาเห็นก้อนหินตอนที่ เคลื่อนมันก็จะอยู่กับเรา มันก็เป็น อะวินิต
ถ้าอะวินิตเป็นที่จดจ่อแห่งจิตก็จะเอามันก็ติดมันก็ไม่บริสุทธิ์ ก็มันโง่มันหลง มันไม่หลุดพ้นเพราะเห็นความไม่เที่ยงไหลอยู่เป็นเกลียวอย่างนี้ไม่อาจจบลงที่ไหนได้ นี้เรียกว่าไม่มีวินิด มันก็หลุดพ้นอยู่ในตัวโดยอัตโนมัติ เขาเรียกภาวะอย่างนี้ว่า อะวินิตอะนิโมบ นิโมบคือความหลุดพ้น จิตไม่มีอะไรพัวพัน โดยมากจิตนั้นไม่มีวินิตเพราะว่ามันเห็น อนิจจังคือความไหลเป็นเกลียวอยู่ตลอดเวลาของสังขารทั้งปวง โดยไม่รู้ว่าจะไปจบที่ตรงไหน ว่าจะเอาเป็นเราหรือว่าเป็นของเรา ความรู้สึกเป็นอิสระ และลักษณะเช่นนี้เขาเรียกว่า อะวินิดอะนิโมบ ความหลุดพ้นเพราะไม่มีวินิจมีผลเกิดมาจากการเห็นอนิจจัง สังขารทั้งปวงอยู่ จะไปรักในสิ่งที่ไม่เที่ยงได้อย่างไร อย่างที่กล่าวว่า อะถะ นิพพินทะติทุกเข อย่างนั้นจะเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์
หวังว่าจะเอาจะเป็น เอสะ มัคโค วิสุทธิยาติ นั้นย่อมเป็นหนต่างแห่งความบริสุทธิ์หมดจดอย่างนี้ นี้คือประโยชน์ของการเห็นอนิจจัง ว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ข้อที่ 2 ทุกข์ขัง สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ นี้ก็เหมือนกันมันต้องเล่งถึงว่าสังขารไหน สังขารที่มีจิตไปครองนี้เป็นสังขารที่ 1 มีจิตใจครอง แม้ว่าคำพูดนี้จะกล่าวรวบหมดขึ้นชื่อว่าสังขารแล้วจะต้องเรียกว่าเป็นทุกข์ทั้งนั้น แต่เมื่อสังขารมันไม่เหมือนกัน สังขารบางอย่างมีจิตใจครอง สังขารบางอย่างไม่มีจิตใจครอง นั้นเป็นทุกข์ก็มีความหมายแยกออกจากกันบ้างเป็นหลายอย่าง นี้ก็ต้องดูให้ดี แต่ละอย่างที่พูดมามันเป็นทุกข์ มันก็พูดได้ในความหมายหนึ่ง ในระดับหนึ่ง
แต่ในระดับหนึ่งมันไม่เป็นอย่างนั้น เช่นว่าก้อนหินเนี้ยเป็นสังขาร แล้วก้อนหินจะเป็นทุกข์อย่างไร ความทุกข์มันต้องมีความหมายอย่างอื่น จากคำว่าทุกข์ ที่คล้ายกับสังขารที่ไม่มีความรู้สึกคิดนึก ถึงแม้ว่าสังขารที่ไม่มีความรู้สึกคิดนึกอย่างคนเราเนี่ยแหละบางคนก็ว่าเป็นทุกข์ มันไม่ต้องแยกเป็น สามสี่สามสี่ อยู่นั้นเอง ว่าสังขารเป็นทุกข์ อย่างธรรมดาสามัญเพราะว่ามันไปโง่ไปยึดถือว่าเป็นตัวเราเป็นของเรา ทีนี้มันก็เป็นทุกข์แบบทรมานอย่างหนึ่ง ทีนี้สังขารที่เป็นร่างกาย หรือขันอันบริสุทธิ์ของพระอรหันต์มันเป็นทุกข์หรือว่าเป็นสุข มันก็เป็นทุกข์อีกนั้นแหละเพราะว่ามันเป็นของไม่เที่ยงในส่วนนั้น มันเป็นทุกข์ความหมายหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นว่าถ้าเป็นทุกข์นี้มันหลายซับหลายซ้อนความหมายดูให้ดี ทีนี้ก็ต้องศึกษาบาลีกันบ้างมันง่าย ง่ายหน่อย หรือที่ว่าทุกข์ ทุกขะ ทุกขัง อะไรก็ตาม มันแปลได้หลายอย่าง หลายสถาน แต่ที่จำเป็นจะต้องรู้กันในครั้งนี้ ก็มีสี่อย่างก็พอ อย่างหนึ่งเมื่อมันทนยากทุกขังแปลว่าทนและยากคือระบุว่าลำบากประมาณนั้นแหละ มันมีแต่ความรู้สึก นั้นก็มีแต่สังขารที่มีแต่ความรู้สึก คือสังขารที่มีใจครอง คือสิ่งที่มีชีวิตมีความรู้สึกแล้วมันก็ยึดถือสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นตัวเราเป็นของเรา ก็เกิดความทน ทนยากจนเป็นความทุกข์ทรมานขึ้นมา ทุกข์อย่างนี้แปลว่าทนยาก
เมื่อมีแต่ความรู้สึกของสิ่งที่มีแต่ความรู้สึก ได้แก่สังขารที่มีจิตมีใจครอง ความหมายที่สองของคำว่าทุกข์แปลว่าน่าเกลียด ดูแล้วมันน่าเกลียด ทุกข์แปลว่าน่าเกลียด จิตขะ อะขะ แปลว่า ดู ดูแล้วน่าเกลียด ดูน่าเกลียด น่าเกลียดเพราะอะไร ก็เป็นมายาหลอกลวงเปลี่ยนแปลงเรื่อย ไหลเรื่อยคือหลอกกันเรื่อย นั้นน่าเกลียดแต่ตา ตาดูเห็นว่ามันหน้าจะเกลียด คือสังขารชนิดไหนมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงเรื่อย
สังขารนั้นจะมีลักษณะความน่าเกลียด น่าเบื่อหน่าย น่าระอา ความทุกข์นี้มันไม่ได้เกี่ยวกับการทรมาน หรือไม่ทรมาน แต่ตามันดูเห็นแล้วมันรู้สึกได้ว่ามันน่าเกลียด สำหรับโลกนี้มันไม่เคยมีและมันมีแล้วมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนไปมันจะแตกดับลงวันหนึ่ง ถ้าเรามองเห็นอย่างนี้ คือทีเดียวตลอดสายเราก็รู้สึกว่ามันหลอกลวง มันเป็นมายามันน่าเกลียด ไม่น่าพอใจอะไรเลย สังขารเป็นทุกข์ก็คือมีลักษณะส่อความน่าเกลียดอยู่ด้วยเป็นได้ทั้งสองสังขาร แต่ถ้าเป็นทุกข์ทรมานนั้นเป็นได้แต่สังขารที่มีใจครอง และความหมายที่สาม มันแปลว่าว่าง อย่างน่าเกลียด คือไม่มีตัวตน มันเป็นของเคว่งคว้างไปตามความเปลี่ยนแปลงมีแต่ความเปลี่ยนแปลง เงินไม่มีกินที่ตรงไหน เครื่องใช้อย่างเดียวที่ตรงไหนไม่มีอิสระที่ตรงไหน ไม่มี ส่วนที่จะเข้าไปจับฉวยเอาเลย อย่างนี้เรียกว่ามันว่างจากส่วนที่ควรจะจับฉวย เพราะเป็นการว่างอย่างน่าเกลียด นี้เป็นคำแปลที่ พระอัตถาอาจารย์โบราณณาจารย์บางคน อธิบายว่าแต่ไม่ทั่วไป คือเขาจะไม่สนใจกันถึงขณะนี้โดยมาก จะได้พบได้เห็นว่าพระอัตถาจารย์บางคนท่านพยานแนะอีกแห่หนึ่งว่าทุกขัง นี้ แปลว่าว่าง ทุกข์แปลว่าน่าเกลียด ทุกข์แปลว่ามันว่างอย่างน่าเกลียด นี้มันแป็นแก่ธรรมชาติทั้งหลาย มันอยู่ที่ธรรมชาติ ทั้งหลาย รูปธรรม นามธรรมที่เรามองเห็น
แล้วเรามองดูโลกในแง่ของความเปลี่ยนแปลงไหลเรื่อยแล้วมันจะเห็นว่ามันว่างอย่างน่าเกลียด อย่างนี้ก็เป็นไปได้ในสองสังขารได้เหมือนกัน สังขารไม่มีจิตใจครองเป็นก้อนหินก็ว่างอยู่อย่างน่าเกลียด สังขารที่มีใจครองอย่างต้นไม้อย่างสัตว์อย่างคนนี้มันก็ว่างอยู่อย่างน่าเกลียด นี้คือทุกขังแปลว่าว่างอย่างน่าเกลียดอย่างนี้ก็มี ถึงความหมายที่สี่ เป็นความหมายพิเศษ ทุกขังก็แปลว่านำมาซึ่งความทุกข์ เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์แก่บุคคลผู้อาวิถี สังขารในความหมายไหนก็ตาม มันไม่เที่ยง มันจะมี มันจะเป็นทางที่จะนำมาซึ่งความทุกข์ นั้นสิ่งทั้งปวงนี้มันเริ่มจะมีภาวะอย่างหนึ่งที่เรียกว่าเป็นทุกข์ คือมันจะนำมาซึ่งความทุกข์ เมื่อเข้าไปยึดถือมัน เพราะว่าเมื่อเข้าไปยึดถือมันนี้จะต้องเข้าใจดีๆว่าเราอย่ามองข้าม เช่นเมื่อเรามีความเจ็บปวดผิวเนื้อผิวหนังนี้
ขออนุโมทนากับท่านพุทธทาสที่ได้แสดงธรรมให้ชาวโลกได้รับรู้รวมมาถึงตัวข้าพเจ้าด้วย สาธุ สาธุ สาธุ ขอให้ธรรมะคุ้มครอง

ขอน้อมรับธรรมะด้วยใจ


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |