คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35480" type="text/javascript"></script>
ไตรภพ: กามภพ- รูปภพ-อรูปภพ
ณ บัดนี้จะได้วิปัสณาพระธรรมเทศนาเป็นเครื่องประดับสติปัญญาเป็นเครื่องศรัทธาความพากเพียนขอ่านทั้งหลายทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัทให้เจริญงอกงามก้าวหน้าตามทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จบรมศาสดาอันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายว่าจะยุติลงด้วยเวลา ธรรมะเทศนาในวันนี้เป็นธร
ผู้เขียน: ท่านพุทธทาส ชมแล้ว: 22,221 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 4 March 2008, 3:02 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 11 April 2008, 10:43 am
สารบัญ
หน้า : 1 ธรรมเทศนา
หน้า : 2 กามวรรจรภูมิ

หน้าที่ 1 - ธรรมเทศนา

           


            นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระโต สัมมา สัมพุทธะสะ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระโต สัมมา สัมพุทธะสะ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระโต สัมมา สัมพุทธะสะ ตะโยภะวา สหะมะธะโว รูปธะโว อรูปธะโว ติธัมโม ตะขะจังสโคะโตติ



             ณ บัดนี้จะได้วิปัสณาพระธรรมเทศนาเป็นเครื่องประดับสติปัญญาเป็นเครื่องศรัทธาความพากเพียนขอ่านทั้งหลายทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัทให้เจริญงอกงามก้าวหน้าตามทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จบรมศาสดาอันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายว่าจะยุติลงด้วยเวลา ธรรมะเทศนาในวันนี้เป็นธรรมเทศนา วันธรรมสวณะในพรรษาตามปกติ



ตามที่นิยมกันทั่วไปในหมู่พุทธบริษัท และธรรมเทศนาในวันนี้เป็นธรรมเทศนาติดต่อกันมาตามลำดับจากวันเทศนาในวันก่อน ๆ ในวันธรรมสวณะก่อน ๆ อาตมามีความตั้งใจว่าจะได้พูดวิปัสสนากันถึงเรื่อง ที่มีชื่อว่า 3 ว่าไตร หรือ 3 ทุก ๆเรื่อง ให้เพียงพอกันเสียสักเพราหนึ่ง



 ดังที่ได้วิปัสสนามาแล้วในเรื่องไตรลักษณ์ ไตรสิกขา ไตรโลกุตระธรรม ไตรลักษณ์ ไตรวัต เป็นต้น





             ส่วนในวันนี้ก็จะได้พูดถึงเรื่อง ไตรภพหรือไตรภูม เลข 3 อย่างนี้เป็นเลขที่ฉลาด ที่ได้มาเป็นชื่อของสิ่งที่เป็นหลัก ๆ ทั้งนั้น แล้วก็แต่ละอย่างก็มีความหมายกว้างขวางอธิบายได้จนครอบไปหมดทุกเรื่อง อย่างเรื่องไตรลักษณ์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้กระจาย 3 คำนี้ออกไปแล้วกลายเป็นครอบคลุมไปหมดทุกเรื่องในพระพุทธศาสนา หรือถ้าพูดว่าไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และก็ครอบคลุมไปถึงความรู้และการปฏิบัติ รวมเอาผลของการปฏิบัติของสิ่งทั้ง 3 สิ่งคือ สติ สมาธิ ปัญญา จำเอาไว้หมดสิ้น จึงไม่มีอะไรเหลือสำหรับจะเป็นปัญหาต่อไป จะพูดถึงโลกุตละธรรม ตามประการคือ มรรคผล และนิพพานนี้ก็เป็นการกล่าวเรื่องผล



                 สุดท้ายคือผลร่วมยอดทั้งหมดไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ และก็กล่าวคือส่วนที่เป็นปริยายหรือส่วนที่โดยอ้อมด้วยแล้วก็ยิ่งหมดจดสิ้นเชิง ลงมาถึงเรื่องผลต่าง ๆทั้งโลกียะธรรมด้วย เมื่อกล่าวถึงโลกุตละก็ต้องกล่าวถึงโลกียะจึงจะเข้าใจได้ดี นั้นมันถึงเนื่องกันอย่างนี้จะพูดไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา ก็เป็นอันว่าครอบคลุมความจริงทั้งหมดทั้งสิ่งที่เกี่ยวกับสังขารธรรมทั้งปวง และตลอดถึงวิสังขารด้วย โดยบ่นว่าอนัตตา คำพูดเพียง 3 คำแทนคำพูดของสิ่งทุกสิ่งหมดไม่มีเหลือไม่มียกเว้นอะไรอย่างนี้ ที่จริงเรียกว่ากว้างขวางเหลือประมาณ สำหรับคำว่าไตรวัต คือเวียน วน ในลักษณะ 3 ประการนี้ก็คือความเป็นจริง หรือเป็นอยู่จริงทั้งหมดของสิ่งที่มีชีวิตรู้สึกคิดนึกโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ มนุษย์เรา มนุษย์เราตามที่เป็นอยู่จริงที่คนโง่มองไม่เห็น นั้นก็คือการวนเวียนอยู่ในวัตตะ 3 นี้ ไม่มากก็น้อย คือ ว่าไม่อย่างขนาดใหญ่ก็ขนาดเล็กเป็นประจำ คือเรามีความคิดและเรามีการกระทำและก็ได้รับผลของการกระทำซึ่งเป็นเหตุให้คิดต่อไปอีก



ซึ่งทำให้มีการกระทำอีกและก็มีผลขึ้นมาอีก แล้วก็คิดต่อไปอีก ทั้งวัน ทั้งคืน ทั้งเดือน ทั้งปีมันก็เป็นอย่างนี้ วัตตะส่งสารซึ่งเป็นวงกลมแต่ผ่าออกไปได้เป็น 3 ส่วนเรียกว่า ไตรลักษณ์ มันก็คือการที่เป็นอยู่จริงของคนทุกคนตามธรรมดาสามัญชนจนกว่าจะเป็นพระอริยะเจ้าหรือเป็นพระอรหันต์โดยเฉพาะ ฉะนั้นที่เรียกว่าหักวัตตะออกไปซะได้โดยสิ้นเชิง ถ้ายังมีกิเลสเหลืออยู่ก็ยังมีวัตตะอย่างใดอย่างหนึ่ง



                โดยเฉพาะคนธรรมดาเราก็มีกิเลสเต็มบริบูรณ์ก็มีวัตตะอยู่เต็มบริบูรณ์ นั้นจงวางดูให้เห็นคำว่าวัตตะ หรือไตรวัตนี้ว่าเป็นลักษณะที่เป็นอยู่จริงของคนทุกคน ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปีอย่างไรแล้วก็จะได้เห็นว่านี้เป็นเรื่องที่ฉลาดกว้างขวาง นั้นก็เอาคำว่า 3 สามมาพิจารณากันเสียให้หมดสักที ดังนั้นวันนี้จึงพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า ไตรภพหรือไตรภูมซึ่งมันเป็นของคู่กันแต่เป็นคำที่คนจะสับสนที่สุด ความปนเปอันนี้มันเป็นธรรมดามันช่วยไม่ได้เพราะว่าภาษามันถ่ายทอดกันมาจากภาษาดั้งเดิมคือภาษาบาลีในประเทศอินเดียยุคโบราณ มาเป็นภาษาไทย มันก็มีการเลือนไปไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว ที่นี้พอมาถึงการตีความหรือการถือเอาความ คนโง่ก็คือเอาอย่างหนึ่ง คนฉลาดก็ถือเอาอย่างหนึ่ง คนไม่โง่ไม่ฉลาดก็ถือเอาอีกอย่างหนึ่ง นั้นคำมันก็เปลี่ยนเลื่อน ๆ มาเปลี่ยนความหมายเลื่อย ๆ มาคำนั้นคำเดิมแต่ความหมายก็เปลี่ยนเลื่อย ๆ มา คำว่าภพคำว่าภูมิถ้าอยู่ในลักษณะนี้ท่านคงลำบากอยู่บ้างเหมือนกันที่เอามาพูดให้เข้าใจคำว่าไตรภพหรือไตรภูมินี้กันเสียบ้างคำว่าไตรภพแปลว่าภพทั้งสาม



                 แต่ที่ใช้ปนเปกันนั้นแปลว่าเราใช่ปนเปไปถึงไตรภูมิและไตรโลก จะดูคำที่มันในส่วนที่ใช่กันในธรรมดาสามัญหรือชาวบ้าน ถ้าไตรภพก็มีคำที่หน้าหัวอยู่ ครั้งหนึ่งได้ยินหุ่นกระบอกร้องออกมาว่าเมื่อนั้นพระอภัยจอมไตรภพ มันก็เลยสะดุ้งว่าพระอภัยเนี่ยมันจะเป็นจอมไตรภพได้อย่างไร แต่มันก็มีคำร้องอย่างนั้นก็มีในหนังสือคำกลอนที่มีอีกมากที่ได้ยินหุ่นกระบอกทางวิทยุ พระอภัยนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็นคนที่เขาเรียกกันว่าเจ้าชู้แล้วจะเป็นจอมไตรภพได้อย่างไร ก็คือคนธรรมดาเขาก็คิดว่าไตรภพก็คือแผ่นดินต่าง ๆ แล้วพระอภัยนี้ก็เป็นคนที่เก่งถึงขนาดที่จะชนะไปได้ทุกบ้านทุกเมืองเลยใช่คำว่าพระอภัยจอมไตรภพขึ้นมา นี้พวกนักธรรมได้ฟังก็บอกว่ามันเป็นคนที่บ้าบอที่สุดแล้ว



                 ถ้าคนอย่างพระอภัยนี้เป็นจอมไตรภพได้ ก็มีกามภพ รูปภพ อรูปภพ กามภพนี้กินความหมดตั้งแต่สัตว์ทั้งหลายที่เป็นมนุษย์ขึ้นไปถึงเทวดาในสวรรค์กามาวรรจรภูมินี้เรียกว่ากามภพ แล้วพวกรูปภพก็คือพวกพรหมที่มีรูปแล้วพวกอรูปภพก็คือพกพรหมชั้นสูงสุดที่ไม่มีรูปนี้เรียกว่า ไตรภพหรือ สามภพ แล้วคนอย่างพระอภัยจะเป็นจอมของภพทั้งสามนี้ ครอบครองภพทั้งสามนี้ได้อย่างไรนั้นนะมันเป็นเรื่องที่หน้าหัว มันเป็นความดิ้นได้เปลี่ยนแปลงเรื่อยไปของภาษาที่ได้ผูกกัน ทีนี้ก็สงสารไอลูกเด็ก ๆ มันไม่เคยเล่าเรียนมาก่อนพอมันได้ยินคำนี้เข้ามันก็จำไว้ แล้วมันก็เข้าใจไปตามนั้นมันก็ผิดหมดทั้งนั้นว่าพระอภัยเนี่ยเป็นจอมไตรภพได้ เนี่ยตัวอย่างที่ว่าคำธรรมดาสามัญใช่กันอยู่นั้นไม่ได้มีความหมายเรียกว่าความจริงถูกต้องตามที่มีอยู่ในหลักธรรมะหรือพระบาลีนั้น ๆ นั้นควรจำให้ดีก่อนว่าไตรภพ ก็คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ถ้าพูดถึงไตรโลกก็อย่างเดียวกัน กามโลกก็คือโลกเป็นที่อยู่ของสัตว์ที่มีจิตใจยึดมั่นอยู่ในกาม ก็คือกามภพนั้นเอง รูปโลก ก็คือโลกของสัตว์ที่มันมีจิตใจยึดมั่นในรูปธรรมล้วน ๆ คือรูปภพนั้นเอง อรูปโลกก็เหมือนกันสัตว์ที่เข้าถึงในรูปพระธรรม ก็คืออรูปภพนั้นเอง ถ้าตามความหมายธรรมดาสามัญแล้วก็ภพกับโลกนี้ก็ใช่แทนกันได้ สำหรับกามภพก็คือกามโลก รูปภพก็คือรูปโลก อรูปภพก็คืออรูปโลก



                 ทีนี้ก็มาถึงคำว่าไตรภูมิ แปลว่าไตรภูมิทั้งสาม ถ้าแจงตามหลักธรรมะคือกามาวรรจรภูมิหรือเรียกสั่น ๆ กามภูมิ รูปาวรรจรภูมิ เรียกสั่น ๆ ว่ารูปภูมิ อรูปาวรรจรภูมิเรียกสั่น ๆ ว่าอรูปภูมิ ได้ทั้งสามภูมิ  ถ้าโดยหลักธรรมจริง ๆ ก็ได้หมายถึง ภูมิแห่งจิตใจในความสูงศักดิ์แห่งจิตใจภาวะอย่างไร  อย่างจิตใจนั้นเรียกว่า ภูมินี้มีอยู่สามชั้น ภูมิอย่างหลงไหลในกาม หลงไหลในรูป ภูมิที่หลงไหลในอรูปนี้คำว่าภูมินั้นจึงหมายถึงภาวะแห่งจิตใจที่สูงต่ำอย่างไร ที่นี้มันก็ไปปนไปกลำกลวมว่าภูมิคือแผ่นดิน คำว่าภูมินี้อีกคำหนึ่งความหมายมันแปลว่าแผ่นดิน คำว่าภูมิหมายถึงชั้นหรือระดับ แห่งสภาพต่าง ๆ นี้ก็มีความหมายที่มันหลายอย่างอย่างนี้แล้วมันปนกันคำว่าภูมิหมายถึงแผ่นดิน และก็หมายถึงแผ่นดิน สามชั้นสามชนิดไปก็เลยเข้าใจผิด โลกไตรภูมิก็คือโลกสามชนิด หนังสือชั้นหลังก็คือหนังสือไตรภูมิพระร่วงอธิบายเปิดให้เข้าใจผิดอย่างนั้นได้เหมือนกัน



                  ไตรภูมิหมายถึงเมืองหรือแผ่นดินสำหรับพวกมนุษย์หรือเทวดาอยู่และก็พวกพรหมณ์อยู่พวกอรูปพรหมณ์อยู่คนที่อ่านไม่ดีคนที่อ่านลวก ๆ ก็เข้าใจว่าภูมิเป็นแผ่นดินหรือเป็นโลกไป มันก็ขัดกันไอหลักเดิม ๆที่แท้จริงที่ว่าภูมินั้นหมายถึงระดับแห่งจิตใจ ฉะนั้นไม่ได้หมายถึงบ้านเมืองเลย แต่ก็เอาคำว่าภูมินี้เป็นแผ่นดินเป็นภูวดลบ้างไปมันก็เลยเป็นแผ่นดินไป นี้ระวังคำพูดให้ดี ๆ มันจะเกิดการปนกันยุ่งอย่างนี้ คนหนึ่งเมื่อได้ยินคำว่าไตรภูมิก็เป็นที่อยู่ของเทวดามนุษย์ โลกของพรหมณ์ คนหนึ่งมันก็รู้ดีว่าหมายถึงจิตใจมีระดับต่าง ๆ กันคือหลงอยู่ในกามพวกหนึ่ง หลงอยู่ในรูปพวกหนึ่ง หลงอยู่ในอรูปพวกหนึ่งนี้ก็เป็นแห่งให้พูดกันไม่รู้เรื่องยี้คือความยากลำบากอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกันที่ทำให้ศึกษาลำบากจึงเห็นว่าควรเอามาพูดกันเสียที



                 แต่ขั้นนี้แล้วก็ประสบมาภพในความลำบากขนาดหนักยิ่งกว่านั้นไปอีกเกี่ยวกับคำสามคำนี้ แล้วคำว่าไตรภพก็ดีก็มีสองความหมาย เป็นภาษาคนก็ได้ภาษาธรรมก็ได้ คำว่าไตรโลกก็ดี ไตรภูมิก็ดี มันเป็นสองความหมายไปหมดอย่างที่เรียกว่าภาษาธรรมและภาษาคนนั้นเอง ไตรภพ ภพเป็นที่อยู่แห่งสัตว์ ถ้าภาษาคนก็หมายถึงแผ่นดินหรือแผ่นโลก โลกมนุษย์ โลก ๆ สวรรค์ก็เป็นภพ ภพไปอย่างนั้นในภาษาคนเขาว่าอย่างนั้น



                 แต่ภาษาธรรมคำว่าภพทุกชนิดมันอยู่ในภาษาคน มันกลายเป็นอยู่ในคนอยู่ในจิตใจของคน นั้นไอกามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้มันเป็นสภาวะการเป็นอยู่ติดเนื้อติดตัวของคนนั้นเองไออย่างทีแรกก็หมายถึงแผ่นดินโลกต่าง ๆ กัน แล้วยังหมายความไกลไปถึงกับว่า บางภพนั้นจะไปถึงได้ก็ต่อเมื่อตายแล้ว เข้าไปโลกแล้ว ไปเกิดใหม่ไปถึงภพนั้นได้ เช่นภพสวรรค์อย่างนี้ที่เชื่อกันว่า ตายแล้วจึงจะไปได้ จะได้ไปถึงยิ่งกามภพ รูปภพ อรูปภพ รูปภพก็ยิ่งไกลไปกันใหญ่ ต้องรออีกนานมาก ต้องสร้างหรอทำอะไรกันอีกมาก



                  แต่ภาษาธรรมแท้กลับเป็นว่า มันอยู่แล้ว มันมีอยู่แล้ว เสร็จแล้วในคน คนหนึ่ง ถ้าจิตใจเขาเป็นอย่างไร ร่างกายหรือภาวะในร่างกายของเขาก็เป็นภพนั้น ๆ เช่นคนมันมีความรู้สึกไปในทางกามตัณหา เป็นเจ้าเรือน เนื้อตัวทั้งหมดของเขา การกระทำอะไรของเขาต่าง ๆ มันก็เป็นกามภพหรือกามโลกไปได้เลย คำว่าภพนี้มันอยู่ที่ความรู้สึกคิดนึกยึดถือว่าตนเป็นอย่างไร การยึดถือว่าตนเป็นอย่างไรมันก็เป็นไปตามอำนาจของกิเลสหรือตัณหา ในความรู้สึกว่า กูเป็นอย่างนี้ก็มีภพชนิดนั้นเกิดขึ้นที่เนื้อที่ตัวของคนนั้น ไม่ต้องรอว่าตายแล้วแล้วไม่ต้องรอแม้แต่อีกหนึ่งนาทีแล้วก็เป็นเสร็จในขณะที่มันมีตัณหาอย่างนั้นแล้วมีอุปทานอย่างนั้นแล้วมันก็ต้องมีภพตามชื่อของอุปทานนั้น ๆ



มันได้ไปยึดถือในอะไรเข้า ในขณะหนึ่งที่มีความรู้สึกคิดนึกด้วยกิเลสตัยหาอย่างไรก็มีภพชนิดนั้นเกิดขึ้นที่เนื้อที่ตัวของบุคคลนั้นในขณะนั้น นี้คำว่าภพในภาษาธรรมมันเป็นอย่างนี้ มันได้แต่ความเป็นที่เป็นอยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่การประพฤติที่การกรทำก่อน แล้วบุคคลนั้นหรือบุคคลชนิดนั้นมันอยู่ที่แผ่นดินไหนไอแผ่นดินนั้นมันก็พลอยเป็นภพชนิดนั้นไปด้วย นี้มันเป็นของข้างนอกมากกว่าไปอีก มันเนื่องมาจากข้างในนั้นควรจะมีจิตใจอย่างกามภพ ให้เป็นกามภพทั้งเนื้อทั้งตัวและทางโลกภายนอกที่จิตของเขาได้สัมผัส ตา หู จมูก กาย ใจ ของเขาจะไปสัมผัสเฉพาะสิ่งที่เป็นอารมณ์แห่งกามภพทั้งนั้น



                นั้นแผ่นดินนี้ก็เป็นกามภพเป็นกามโลกของบุคคลนั้นไปทันทีนี้ภาธรรมเป็นอย่างนี้ ถ้าภาษาคนก็หมายถึงแผ่นดินนี้ของสัตว์ทังหลายที่บริโภคกาม คือ สัตว์นรก สัตว์มนุษย์ สัตว์เทวดา กามวจรเขาอยู่ที่ไหนแผ่นดินนั้นที่นั้นก็เป็นกามภพเป็นกามโลกสำหรับเขา เอาข้างนอกเป็นเกณฑ์ สำหรับภาษาคนละก็เอาข้างนอกเป็นเกณฑ์ แต่ว่าภาษาธรรมเอาจิตเอาใจเป็นเกณฑ์นี้คือความยากลำบากสำหรับธรรมทุกคำมีความหมายเป็นสองชนิด ตามหลักของภาษา ภาษาคนหรือภาษาธรรม ที่เป็นภาษาคนเขาเรียกว่า บุคคลาภิสถาน คำว่า บุคคลาภิสถาน แปลว่า ที่ระบุไปยังบุคคล จึงไปเอาที่ตัวบุคคลที่เนื้อหนังของบุคคล คือวัตถุนั้นละเป็นหลัก



              ส่วนธรรมภิสถานนั้นนะใช้จิตใจเป็นหลักเอาธรรมเป็นหลัก ที่ระบุไปยังที่ธรรม ธรรมนั้นคือภาวะของความเป็นอยู่ของสัตว์นั้นเป็นหลัก ยกตัวอย่างง่าย ๆ สำหรับคำนี้อีกทีหนึ่งก็ดีเหมือนกันว่า ถ้าพูดว่าคนในภาษาคนก็เรียกถึงตัวคนนั้นแหละคน ในภาษาธรรมก็หมายถึงคุณสมบัติคุณลักษณะหรือธรรมนั้นตั้งหากว่าเป็นตัวคนของธรรมะ คำแต่ละคำมันเกิดเป็นสองความหมายอย่างนี้เสมอ แล้วก็ไม่ค่อยได้พูดกันไม่ค่อยอธิบายกันในเรื่องนี้ก็เลยไม่เข้าใจต่างคนต่างเข้าใจกันไปคนละทางแล้วก็พูดกันไม่รู้เรื่องเดียวนี้ก็จะพูดให้ฟัง ให้เป็นที่ยุติกันไปเสียที่ไอทุกคำในโลกนี้มีความหมายได้เป็นสองอย่างทั้งนั้นไม่ว่าคำไหน ที่พูดอย่างภาษาวัตถุก็ได้พูดอย่างภาษานามธรรมก็ได้หรือจิตใจก็ได้



               ถ้าไม่เคยฟังมาแต่ก่อนก็ไม่เข้าใจเป็นหน้าที่ ที่จะต้องศึกษาต่อให้เข้าใจ นี้ยกตัวอย่างคำว่า ไตรภพภาษาคนหมายถึง แผ่นดินโลก ภาษาธรรมหมายถึง ภาวะที่เนื้อที่ตัวแห่งบุคคลนั้นเอง ทีนี้ก็มาถึงคำว่าไตรโลก คือโลกทั้งสาม เป็นกามโลก รูปโลก อรูปโลก นี้ก็เหมือนกันอีก พูดอย่างภาษาคนก็คือตัวแผ่นดินโลก ที่เป็นที่อยู่ของมนุษย์ ของเทวดา ของพรหมณ์ของอรูปพรหมณ์ตามเรื่อง แต่ถ้าพูดในภาษาธรรมแล้วก็หมายถึงภาวะที่อยู่ที่เนื้อที่ตัวของบุคคลนั้น ๆ การที่เขามีกิเลสในระดับไหนยึดถือกาม ก็เป็นกามโลก ยึดถือรูปธรรมบริสุทธิ์ก็เป็น รูปโลก ยึดถืออรูปธรรมบริสุทธิ์ก็เป็น อรูปโลก นั้นคำว่าโลกมันก็อยู่ที่เนื้อที่ตัวของคนนั้นเอง  แม้จะขยายไปว่าคนนั้น คนชนิดนั้นมีโลกรวมอยู่ในเนื้อในตัวของมันแล้ว มันไปอยู่ที่ไหนไอแผนดินนอกโลกข้างนอกก็พลอยเป็นอย่างนั้นไปหมดเพราะมันจะไม่รู้จักเรื่องอย่างอื่น นี้ก็ระดับหนึ่งแล้ว แต่ถ้าจะให้ละเอียดลงไปอีกระดับหนึ่งก็จะต้องพูดว่า ไอความเป็นที่เนื้อที่ตัวของคนเป็นความทุกข์นั้น นั้นละคือเป็นตัวโลก ถือเอาหลักพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าโลกนั้นแหละคือทุกข์ อยู่ในกายยาวประมาณวาหนึ่งที่ยังมีทั้งปัญญาและใจนี้ คือว่ายังเป็น ๆ อยู่ไม่ใช่ตายแล้ว ตายแล้วไม่มีพูดถึง คนที่ยังเป็น ๆ คนที่มีร่ายกายยาวประมาณวาหนึ่งนั้นมันมีโลกอยู่ในนั้นมันมีเหตุให้เกิดโลกอยู่ในนั้น มีดับแห่งโลกก็อยู่ในนั้น มีความถึงทางดับในโลกก็อยู่ในนั้น



             ในความหมายนี้โลกคือทุกข์ ในความทุกข์ที่อยู่ที่เนื้อที่ตัวของคนมันมีหลายระดับ ความทุกข์ระดับกามโลกก็มี ความทุกข์ระดับรูปโลกก็มี ความทุกข์ระดับอรูปโลกก็มี นี้พูดอย่างสัจจะ สัจจะที่แท้จริงพูดอย่างนี้ แต่พูดในภาษาคนเขาไม่พูดอย่างนี้ เขาจะเอา รูปโลก อรูปโลก ไว้เป็นฝ่ายสุข สุขคติไปเสีย แม้แต่กามโลกบางชนิดเขาก็เอาเป็นสุขคติไปเสีย แต่ถ้าพูดอย่างสัจจะความจริงแล้วมันเป็นความทุกข์ ทุกโลกทุกแบบกามโลก ก็มันบ้ากาม ทุกแบบรูปโลกก็มันบ้ารูป ที่ไม่เกี่ยวกับกาม รูปบริสุทธิ์ แต่ทุกข์แบบอรุปโลกมันก็หลงไอสิ่งที่เป็นอรุปโลก            เป็นนามธรรมที่มันหมายมั่นยึดมั่นมันก็มีความทุกข์แบบอรูปโภค ในเมื่อพูดถึงโลกก็ควรระบุถึงความทุกข์ที่อยู่ที่เนื้อที่ตัวของคน มีอยู่หลายระดับ บ้ากามก็มี บ้ารูปบริสุทธิ์ก็มี บ้าอรูปบริสุทธิ์ก็มี กามโลกก็ดี รูปโลกก็ดี อรูปโลกก็ดี โดยภาษาธรรม และมันอยู่ที่เนื้อที่ตัวของคนนั้นเองนี้เรียกว่าภาษาธรรม ถาภาษาโลกหรือภาษาชาวบ้านธรรมดาก็หันหน้ามุ่งชี้ไปทางแผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินกามโลก หรือชี้ไปข้างบนโน้นกามโลกสูงสุด รูปโลก อรูปโลกถึงชั้นอัตนิกพล เป็นต้น



             ถ้าเราไม่เถียงกันเราก็รู้จักแยกทั้งสองชนิดอย่างนี้แล้วก็ตกลงกันเสียก่อนว่าจะพูดกันในชนิดไหนแล้วก็ไม่ต้องเถียงกัน ถ้าต่างคนต่างเข้าใจความหมายผิดแล้วก็มาพูดกันมันก็ไม่ตรงกันเดียวมันก็เถียงกันเดียวมันก็ทะเลาะวิวาทกัน ที่นี้ก็ดูต่อไปถึงคำว่าไตรภูมิ ไตรภูมิภาคนมันก็หมายเอาแผ่นดินอย่างที่ว่า แผ่นดินมนุษย์โลก เทวาโลก พรหมณ์โลก รูปนั้นเป็นไตรภูมิของภาคน นี้ไตรภูมิภาษาธรรมหมายถึง ภูมิแห่งจิตใจ ชนิดที่ยังเวียนวายอยู่ในกิเลสมีอยู่สามชั้น ชั้นกาม ชั้นรูป ชั้นอรูป เรียกเต็มที่ยืดยาวว่า กามวรรจรภูมิ  รูปวรรจรภูมิ  อรูปวรรจรภูมิ



               สามภูมินี้เป็นภูมิแห่งจิตใจของสัตว์ที่ยังเวียนวายอยู่ในอำนาจของกิเลส ถ้ามันเลยนั้นไปเรียกว่า โลกุตลภูมิอยู่เหนือโลกไป ไม่รวมอยู่คำว่าไตรภูมิในที่นี้ ไตรภูมิ ในที่นี้ก็คือระดับแห่งจิตใจ อย่างต่ำมากอย่างสัตว์ธรรมดา หลงไหลในอารมณ์แห่งกามคุณ รูป เสียง กลิ่น รส ที่เป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกทางกาม จิตในระดับนี้เรียกว่ากามวรรจรภูมิ เป็นภูมิที่หนึ่ง นี้จิตที่สูงไปกว่านั้นมันแขยะแขยงต่อสิ่งที่เรียกว่ากาม แล้วก็ไปหลงต่อสิ่งที่เป็นรูปบริสุทธิ์ ล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับกามเป็นครอบคลุมใจ เป็นที่ตั้งยึดมั่นถือมั่นเหมือนกันแต่มันยังมีรูปอยู่ก็เรียกว่าชั้นที่หลงอยู่ในรูปเรียกว่า รูปวรรจรภูมิ คือภูมิแห่งจิตที่มัวแต่ท่องเที่ยวไปในรูปบริสุทธิ์ นี้ก็ยังมีจิตที่สูงไปกว่านี้อีกนี้ก็ยังหลงใหลในรูปเป็นนามธรรมล้วน




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,056 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ไตรภพ: กามภพ- รูปภพ-อรูปภพ [22,222]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [519,717]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [370,822]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [273,842]
Global Warming { English } [112,471]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.