คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35480" type="text/javascript"></script>
ไตรภพ: กามภพ- รูปภพ-อรูปภพ
ณ บัดนี้จะได้วิปัสณาพระธรรมเทศนาเป็นเครื่องประดับสติปัญญาเป็นเครื่องศรัทธาความพากเพียนขอ่านทั้งหลายทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัทให้เจริญงอกงามก้าวหน้าตามทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จบรมศาสดาอันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายว่าจะยุติลงด้วยเวลา ธรรมะเทศนาในวันนี้เป็นธร
ผู้เขียน: ท่านพุทธทาส ชมแล้ว: 40,854 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 4 March 2008, 3:02 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 11 April 2008, 10:43 am
สารบัญ

หน้าที่ 2 - กามวรรจรภูมิ

 



              พูดอย่างง่าย ๆ ก็ยกตัวอย่างโดยเปรียบเทียบนั้นว่า หลงใหลในทางเพศหญิงชาย
ก็เรียกว่า กามภูมิ นี้ไปหลงใหลในของเล่นล้วน ๆ เงิน ทอง แก้ว แหวน เพรชเงินจินดา กระทั้งของเล่นอื่น ๆ เล่นแก้ว เล่นลายครามอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง นี้เขาเรียกว่าหลงในรูป นี้สูงไปกว่านั้นก็หลงในอรูปไม่มีรูป หลงในเกียจติยศ ชื่อเสียง สรรเสริญ เยินยอ แม้แต่ในบุยในกุศลมันก็เป็นในอรูปไปได้มันไม่ใช่อย่างเดียวกันอย่างนี้ ภูมิแห่งจิตใจของคนนี้จะแจกก็แจกเป็นสามชั้นอย่างนี้เองนี้เรียกว่า ไตรภูมิ ทุกคำที่นี้ก็ดูให้ดีกันหน่อยว่าทุกคำ คำว่า ไตรภพก็ดี ไตรโลกก็ดี ไตรภูมิก็ดี มีความหมายเป็นสองอย่างทั้งนั้น และแต่ละอย่าง ๆ ยังมีลึกซึ้งกว่ากันและกัน นี้เรามาดูว่าขึ้นชื่อว่า ภพหรือโลก หรือภูมิแล้ว มันยังเป็นเรื่องของการวนเวียน เวียนว่ายทั้งนั้น และก็มันมีต้นเหตุอยู่ที่ภูมิคือไตรภูมิ ภูมิแห่งจิตใจ จิตใจเป็นอย่างไร ไอโลกหรือภพที่เขาอยู่จะได้ชื่อเป็นอย่างนั้นไป คนที่มีจิตใจเป็นกามมันก็จะเห็นแต่สิ่งที่เป็นกาม  แม้ว่าในโลกมันจะมีทุกอย่างมันก็ไม่สนใจ นอกจากสิ่งที่เป็นกาม คนที่สูงขึ้นมาเป็นชั้น





                 รูปมันก็หลงแต่สิ่งที่เป็นรูป มันก็ไม่ไปแยแสในสิ่งที่เป็นกาม ถ้าเป็นอรูปก็หลงใหลในสิ่งที่เป็นอรูป เพราะว่าไอความต้องการของมันนะมันจำกัดตายตัวลงไปอย่างนั้น ทีนี้ยกตัวอย่างทีเป็นง่าย ๆ อีกสักตัวอย่างหนึ่ง ว่าคนมันไปป่าหาไม้ไผ่ ไอคนที่มันจะทำบ้านทำเรือนมันก็จะเห็นแต่ไม้ไผ่ลำโต ๆ อื่น ๆ นั้นนะคือมันไม่เห็นมันไม่มองเห็นมันก็ตัดเอาแต่ลำไม้ไผ่ทื้อ ๆ เอามาทำบ้านทำเรือน นี้คนหนึ่งมันอยากจะได้คันเบ็ด มันก็ไม่สนใจไม้ไผ่ลำโต ๆ ทื้อ ๆ สวย ๆนะมันจะเอาแต่ไม้ไผ่รูปคันเบ็ดมันจะเห็นแต่อย่างนั้นก็เลือกแล้วเลือกอีก ทีนี้คนหนึ่งมันจะหากระบอกสูบ กัญชามันก็จะเห็นแต่ไม้ไผ่คดไปคดมาเจอกระบอกสูบกัญชาสั่น ๆ เท่านั้นนะ




                 ไม้ไผ่ที่สวยงามอย่างยิ่งมันก็ไม่เห็นก็มันไม่สนใจนี้มันเห็นแต่ไม้ไผ่ทำกระบอกกัญชา เนี่ยก็ดูว่าคนอย่างเดียวกันมีหูตาอย่างเดียวกันทำไมมันจึงไปเห็นแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นี้ก็เพราะว่าความต้องการของมัน เป็นอย่างนั้น นี้คนเรานี้อยู่ในโลกนี้สังสารวัตนี้ ก็เช่นนั้น กิเลสของเขาเป็นอย่างไรในระดับไหนเขาก็จะเห็นโลกเป็นอย่างนั้นแต่ในระดับนั้น โดยเฉพาะแต่ที่เขาต้องการนั้นเองถ้าเขาใจในข้อนี้จะดีมาก คือบางทีจะใช้คำว่าวิเศษที่สุดคือจะได้รู้จักตนเองกันเสียบ้าง ไอคนโง่ไม่รู้จักตัวเองก็เพราะเหตุนี้ละ คือมันไม่รู้สิ่งนี้มันจึงอวดดียกหูชูหางข่มเหงคนอื่น ดูถูกดูหมิ่นคนอื่นทั้งที่ตนเองก็ไม่มีอะไรดี ลืมคิดว่าตัวเองจะดีกว่าเขา มันมีจิตใจอย่างไรมันก็รู้สึกไปอย่างนั้นมันก็ถือหมั่นยึกหมั่นแต่อย่างนั้น นั้นละมันก็ได้เป็นอย่างนั้นจริง ๆ




               ถ้าโดยรายละเอียดมันก็มีมากอย่าง หลายสิบอย่างหลายร้อยอย่างก็ได้ และก็โดยประเภทใหญ่ ๆ ประเภทง่าย ๆ ท่านก็บัญญัติไว้เพียงสามอย่างเท่านี้ก็พอแล้ว ไอคนหนึ่งมันบ้ากาม ไอคนหนึ่งมันบ้ารูป คือ สิ่งของ ไอ้คนหนึ่งมันบ้าเกียรติ มันบ้านามธรรม ไอคนหนึ่งมันบ้ากามเรื่องเพศ ไอคนหนึ่งมันบ้าสิ่งของเรื่องกิน อย่างนี้ ไอคนหนึ่งมันบ้าเกียรติ มันบ้านามธรรม เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ไม่มาพร้อมกันนะแล้วแต่จิตใจของตัวเองที่จะบ้าลึกลงไปในส่วนไหน นี้ก็เป็นหลักอันหนึ่งที่จำทำให้รู้จักตนเองว่าเรามันอยู่ในภูมิไหนภพไหนโลกไหน ถ้ามองเห็นชัดอย่างนี้จะรู้ธรรมะได้ง่ายเข้า จะรู้จักธรรมะได้ง่ายเข้าขอให้สนใจกันทุกคนพยายามรู้จักตนเองว่าตนเองเป็นอย่างไร มีจิตใจอย่างไร ต้องการอะไร หลงใหลในอะไร ยึดหมั่นถือหมั่นในอะไร ก็จะรู้ว่าจิตใจนั้นนะอยู่ในภูมินั้น เมื่อจิตใจอยู่ในภูมิไหนแล้วโลกที่เขาอยู่ก็จะได้ชื่อว่าอย่างนั้นไปหมด นั้นคน คนเดียวอยู่ที่นี้ ที่นี้มันก็ได้ชื่อว่าโลกนั้นหรือภพนั้นสำหรับบุคคลนั้นไปเลย




              ทีนี้คนมันมากคนหลายสิบคนหลายร้อยคนมันก็ต่างกันบ้าง เพราะมันมีต่างกัน เดียวนี้โดยมากเมื่อเอาความรู้สึกส่วนใหญ่เป็นหลักแล้วมันจะเหมือน ๆ กันตรงที่ว่ามันยังชอบเรื่องกาม คือเรื่องเพศกันอยู่ทั้งนั้น จึงต้องจัดส่วนใหญ่ของคนเหล่านี้ หรือของโลกที่เขาอยู่นั้นว่าเป็นกามโลก หรือเป็นกามภูมิ แต่ถ้าเผอิญมีพระอริยะเจ้ารวมอยู่ในนั้นสักคนหนึ่ง คนนั้นมันไม่ได้อยู่ในกามภูมิและโลกสำหรับท่านมันก็ไม่ได้เป็นกามโลกหรือเป็นโลกอะไรตามความหมายของกิเลสของคนธรรมดาสามัญ เพราะว่าการที่จะเป็นอริยะเจ้า โลกุตลภูมิได้นั้นมันมีความรู้สึกอยู่เหนือกาม อยู่เหนือรูป อยู่เหนืออรูป ทั้งหมดทั้งสิ้น คือต้องมีจิตใจอยู่เหนือกาม อยู่เหนือรูป อยู่เหนืออรูป เสียก่อนจึงจะเป็นโลกุตลภูมิ ว่าจิตใจเหนือโลกเหนือภพอย่างนี้แล้ว ภพหรือโลกนั้นก็ไม่มีจิตใจเป็นโลกุตลภูมิ นั้นโลกหรือภพสำหรับพระอรหันต์นั้นจึงไม่มี เขาจึงไม่เรียกว่า อรหันต์ต่อภพ อรหันต์ต่อโลก นั้นจึงไม่มี ภพหรือภูมิมันจะมีแต่คนที่มียึดหมั่นถือหมั่น ไม่กามก็รูปไม่รูปก็อรูปรวมอยู่ 3 อย่างนี้ นี้คือสรุปให้เห็นเสียครั้งหนึ่งก่อนทีหนึ่งก่อน ว่าโลกนี้ธรรมดาสามัญอย่างนี้อย่างประเภทนี้เป็นกามโลก สำหรับคนที่มันมีจิตใจหลงใหลในกามก็เป็นรูปโลก สำหรับคนที่มีจิตใจหลงใหลในรูปโลก เขาจะมาสนใจ ก้อนหิน ต้นไม้ เมล็ดกรวด เมล็ดทรายอย่างหลงใหลก็ได้ ไม่ต้องหลงไหนในเรื่องกามเลย โลกนี้ก็เป็นอรูปโลกให้เขาได้ คนอีกคนหนึ่งเขาสนใจไอความสงบเงียบเย็นเยือกของสถานที่นี้ โลกนี้ก็เป็นโลกกว้าง โลกเย็น โลกสงบของเขา เขาก็หลงใหลสถานที่นี้ มันก็เป็นอรูปโลกสำหรับเขาก็ได้ นั้นโลกอย่างเดียวกันมันก็มองเห็นกันคนละแง่ อย่างดีก็ตาใครตาเดียวแต่มองเห็นหลาย ๆ อย่าง อย่างคนที่ต้องการไม้ไผ่นี้ก็รู้กันสักทีเสียก่อนว่าให้รู้กันทีเดียว




                   มันก็เป็นหลายโลกหรือหลายภพให้แก่คนหลาย ๆ ชนิดได้แล้วแต่ว่าจิตใจของเขาเป็นอย่างไร นี้มันเป็นหัวข้อใหญ่หรือมันเป็นหลักเกณฑ์อันใหญ่ จึงควรจะจำไว้ว่าเอาจิตใจข้างในเป็นหลัก และไอรูปธรรมข้างนอกก็จะเปลี่ยนความหมายไปตามความรู้สึกแห่งจิตใจของเขา นี้เอาสถานที่เป็นตัวกำหนด เป็นที่กำหนดแห่งจิตใจของคน คนมีจิตใจต่างกันก็เห็นโลกนี้ต่างกันเป็นหลักทั่ว ๆ ไป ทีนี้ก็มาดูให้แคบกว่านั้นก็คือว่า คนคนเดียวกันนี้แหละไอความรู้สึกในการลองหนอะไรมันก็เปลี่ยนไปตามวัย เมื่อเป็นหนุ่มสาวความรู้สึกก็เป็นไปทางเพศ จิตใจของเขาอยู่ในกามาวรรจรภูมิ งั้นโลกนี้ทั้งโลกก็เป็นกามโลก หรือเป็นกามภพ สำหรับเขาที่ยังหนุ่มสาว จะรู้สึกแต่สิ่งที่เป็นความหมายของกามคุณมีโลกเป็นกามโลก ทีนี้ต่อมาพอเป็นคนมีอายุมากขึ้น ความรู้สึกอย่างนั้นมันหมดไปเลยหลงใหลในวัตถุแม้จะเป็นทรัพย์สมบัติสิ่งของก็ได้ แต่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์แล้วโลกนี้ก็เปลี่ยนไปสำหรับเขาทันทีไม่ถือความหมายของกามารมณ์ แต่ถือความหมายของค่าทางวัตถุ ของเงิน ของทอง ของอะไรต่าง ๆ เป็นวัตถุที่มีค่าไปโลกนี้ก็เปลี่ยนเป็นอรูปโลกหรือรูปภพสำหรับคนไวนั้น




นี้ถ้าคนนั้นมันดีกว่านั้นมันไม่หลงในวัตถุอย่างนั้น มันไปหลงเรื่องบุญกุศล เรื่องเกียรติยศ อะไรต่าง ๆ ไม่สนใจวัตถุสิ่งของเหล่านี้มุ่งแต่ว่าความดีอยู่ที่ไหน บุญกุศลอยู่ที่ไหน อย่างน้อยก็เกียรติยศอยู่ที่ไหนเรายอมตายเพื่อเกียรติยศนี้ ในโลกนี้มันก็กลายเป็นอรูปโลก สำหรับคนนั้นในวัยนั้นของเขา นี้ก็เอาตามวัยซึ่งถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติแล้วมันก็จะเป็นอย่างนี้จริง ๆ ด้วย หนุ่มสาวก็หลงใหลแต่ในเรื่องเพศ พ่อบ้านแม่เรือนก็หลงใหลในสมบัติทรัพย์สินเงินทอง ถ้าแก่ ชรา งอม เฒ่าก็เป็นไปอย่างถูกต้องก็หวังในเรื่องโลกอื่นคือบุญ กุศล เป็นเรื่องของโลกอื่นไป




                  แต่ถ้ามันมีอะไรมายั่วมากอย่างสมัยปัจจุบันนี้ คนอาจจะบ้ากามารมณ์เรื่องเพศไปจนแก่เข้าโลงก็ได้ ที่พูดนั้นมันพูดถึงเรื่องที่เป็นไปตามธรรมชาติแท้ ๆ อย่าไปแก่ไขมันนัก คนก็จะเรื่องชั้นตนเองได้ในเวลาสมควร ไอโลกนี้ก็มีการเปลี่ยนไปตามความรู้สึกของเขาได้เหมือนกัน คนที่มีจิตใจเป็นกามภูมิก็อยู่ในกามโลก มีจิตใจเป็นรูปภูมิก็อยู่ในรูปโลก มีจิตใจเป็นอรูปภูมิก็อยู่ในอรูปโลก นี้มันเป็นไปตามวัย นี้เขาเรียกว่าดูกันอย่างละเอียดกันมาบ้างแล้ว ทีนี้จะดูให้ละเอียดยิ่งไปกว่านั้นอีก ซึ่งก็มีเหมือนกัน คือมันเป็นจิตใจที่เปลี่ยนได้ตามกรรมตางวาระเลยสิ่งที่แวดล้อมมันไม่เหมือนกัน เป็นคนหนุ่มสาวแท้ ๆ แต่มีสิ่งแวดล้อมแปลกออกมาต่างเวลาต่างสถานที่ อาจจะทำให้คนหนุ่มสาวที่มีจิตใจอยู่ในกามภูมิเปลี่ยนก็ได้บางเวลาก็ต้องการการพักผ่อน ก็เกลียดก็อายไอกามารมณ์ไปพักหนึ่งการพักผ่อนหรือมาหลงใหลกับวัตถุของมีค่าสักพักหนึ่งแค่นั้น เขาเรียกว่ามันเปลี่ยนแม้แต่เวลาเล็กน้อยมันก็เปลี่ยนภูมิแห่งจิตใจ นั้นโลกของเขาก็เปลี่ยนด้วยตามความรู้สึกของเขา มันมากไปกว่านั้นเช่นว่า เขามาเกิดศึกษาธรรมะในพระพุทธศาสนาเข้าเผอิญมันสำเร็จแล้วมองเห็นผลธรรมะจริง ๆ คือจิตใจมันเปลี่ยนจริง




                  ไอ้คนหนุ่มคนสาวแล้วก็ละภูมิแห่งกามได้ มีจิตใจสูงขึ้นมาถึงรูปถึงอรูป ในเมื่อเขาฝึกฝนในทางสมาธิมาก แล้วก็จะเป็นโลกุตละภูมิได้ถ้าเข้าใจ ธรรมะถูกต้องถึงกลับถึงความปล่อยวาง ดังนั้นเราไม่สามารถจะบัญญัติให้ตายตัวไปว่า คนหนุ่มคนสาวจะต้องหมกจมอยู่ในกามภูมิเสมอไป มันเป็นเรื่องแล้วแต่เหตุปัจจัยเข้ามาแวดล้อม ถึงแม้ว่าคนคนนั้นแหละมันจะวกกลับไปหากามารมณ์อีกมันก็เปลี่ยนไปได้อีกแต่ในขณะหนึ่งก็มีจิตใจสูงกว่ากามภูมิเป็นแน่นอน มาอยู่ในทางรูปวรรจรภูมิ อรูปรูปวรรจรภูมิบ้าง แล้วมันเกิดปุบปับกระโดนกลับไปหากามภูมิได้อีกก็เป็นไปได้ตามธรรมดา




                  ถ้าเกิดดูจิตใจของตัวเอง คนหนึ่ง ๆ วันหนึ่ง ๆ ปีหนึ่งก็ได้ กลับไปกลับมา เดียวมันบ้ากาม เดียวมันบ้ารูป เดียวมันบ้าเกียรติ มันกลับไปกลับมาได้ ถ้ามันเก่งมากบางทีในวันเดียวมันเปลี่ยนได้ทุกแบบอย่างนี้ก็ได้ ชั่วโมงนี้บ้ากาม ชั่วโมงหลังบ้าเกียรติ ชั่วโมงหนึ่งบ้าสิ่งของ เนี่ยโลกมันก็เปลี่ยนไปตามความรู้สึกเปลี่ยนจิตใจของบุคคลนั้น  มันก็จะเข้าไอหลักที่ว่าไอทุกอย่างทุกสิ่งขึ้นอยู่กับจิตดวงเดียวแล้วแต่ว่าจิตนั้นมันเป็นอย่างไร ถ้าจิตมันไม่รู้สึกแล้ว ไอจิตต่าง ๆ มันก็คือไม่มี




                  ถ้าเราบอกว่าไม่รู้สึกต่อโลก โลกนี้ก็ไม่มี เดียวนี้มารู้สึกว่าแผ่นดินโลกมีก้อนหิน ต้นไม้ มันจึงมี ถ้าลองไม่รู้สึกมันก็มี ถ้ามันมีอะไรที่ทำให้มันรู้สึกได้เดียวนี้มันก็ไม่มีเดียวนี้ได้ แล้วเรื่องจิตใจมันเปลี่ยนไม่เยแส ไม่สนใจในเรื่องเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้ก็มีค่าเท่ากับว่าไม่มี เพราะว่าจิตมันไปเกาะอยู่ที่อื่นไปยึดหมั่นอยู่ที่อื่น นั้นจึงเป็นอันว่าถ้าท่านเข้าใจเรื่องดังนี้ ก็จะเห็นได้ทันทีว่าทุกอย่างมันไปรวมอยู่ที่ในสิ่ง      สิ่งเดียวคือจิต จะเป็นไตรภูมิ ไตรโลก กี่ร้อนโลก กี่พันโลกมันไปรวมอยู่ที่จุดเดียวคือจิตให้มันอยู่ที่จิต แล้วแต่ว่ามันจะเป็นแวดล้อมเป็นสิ่งอย่างไรโดยรู้สึกตัวก็ได้โดยไม่รู้สึกตัวก็ได้ แล้วตามสามัญธรรมดาโดยทั่ว ๆ ไปก็คือโดยไม่รู้สึกตัวนี้ปุถุชนต้องเป็นอย่างนี้ เพราะว่าปุถุชนทั้งหลายก็ไม่รู้อะไรมันก็ปล่อยไปตามเรื่องตามราว ถ้าแวดล้อมปรุงแต่งก็มีจิตใจไปอย่างนั้นนั้นส่วนใหญ่มันจึงมีลำดับที่เขาวางไว้แล้ว            เมื่อโตขึ้นเต็มที่จากการเป็นเด็กแล้วพอถึงวัยหนุ่มสาวแล้วก็หลงอยู่ในขั้นกามวรรจรภูมิ โลกของเขาก็เป็นกามภพ กามโลก ทั้งภายนอกและภายในมีทั้งที่เนื้อที่ตัว ที่กายที่ใจเป็นอย่างนั้น ที่เป็นแผ่นดินอยู่รอบ ๆ ตัวอยู่ก็เป็นอย่างนั้นเพราะเขารู้สึกแต่อย่างนั้น ที่น้อยนักน้อยหนาที่ว่าปุถุชนจากกามภูมิขึ้นมาหารูปภูมิ อรูปภูมิได้เพราะว่าไอสิ่งที่เรียกกามภูมินั้นมันเป็นอย่างไรใคร ๆ ก็พอจะนึกได้เพราะมันดึงดูดอย่างไรแล้วมันง่ายอย่างไรจนถึงที่เขาเปรียบว่ามันเหมือนกับที่ต่ำที่ลุ่ม การขึ้นไปหาที่ลุ่มที่ต่ำนั้นมันง่าย มันก็เคยชินอยู่แต่ที่ลุ่มที่ต่ำ จิตนั้นก็ไม่อยากจะขึ้นไปบนที่สูง เหมือนกับว่าปลามันเคยชินอยู่แต่ในน้ำก็นั้นมันไม่อยากจะขึ้นไปบนบกหรือบนดอน




                     นี้จิตที่อยู่ในกามวรรจรภูมิมันจึงอยากที่จะถอนตัวขึ้นมาอย่างเด็จขาด นั้นจึงถือกันว่า ปุถุชนทั่วไปที่โฆษณาว่าปุถุชนแท้ ๆ ก็จัดไว้สำหรับกามวรรจรภูมิ ที่นี้มันก็ต้องมีปุถุชนอุตริวิตถารอะไรบ้างเกิดไปค้นคว้าเรื่องแปลก ๆ ออกไป ไปพบการกระทะจิตอย่างใหม่ที่เดียวนี้เขาเรียกกับว่า ทำวิปัสสนาสมาธิ นั่งวิปัสสนาเนียรู้จักทำจิตอย่างใหม่ให้มันเกิดขึ้น ไปพบรสชาติที่ใหม่ที่สะอาดที่ดีกว่า คือความสงบที่เกิดจากชาลมันจึงรู้สึกรสของกามารมณ์เป็นของสกปรก เป็นของเปียกแฉะ เป็นของเลอะเทอะ มันก็เลยเปลี่ยนไปหาไอสิ่งที่สงบ สะอาดเยือกเย็น เรียกว่าความสุขที่เกิดจากสมาธิ เกิดจากชาล โลกของเขาก็ต้องเปลี่ยนทันทีความรู้สึกของเขาเปลี่ยนไปแล้วโลกของเขาก็เปลี่ยนทันทีมันจริงเป็นรูปโลกหรือรูปวรรจรภพ รูปวรรจรโลกไตร




                     แต่มันก็มีน้อย นี้มันยังมีน้อยกว่านั้นอีก เราต้องการความสงบที่ละเอียดกว่านี้เป็นไปในสิ่งที่ไม่มีรูปมาเป็นอารมณ์สำหรับสมาธิของเขา เช่นเอาอากาศความว่างเปล่ามาเป็นอารมณ์ของสมาธิและถ้าเขาทำสมาธินี้สำเร็จเขาก็ได้รับคนที่ละเอียดสุขุมนิ่มนวลไปกว่าก่อน ไอชั้นที่เรียกว่า อรูปมันก็เกิดขึ้นมา การสงบชั้นอรูปมันก็สูงกว่า ปราณีตกว่า สุขุมกว่า ระงับกว่าจึงต้องจัดไว้เป็นอีกพวกหนึ่งตังหาก เรียกว่า อรูปภูมิ หรืออรูปวรรจรภูมิ โลกของเขาก็เปลี่ยนอีกละ เพราะใจของเขาเปลี่ยนแล้วสิ่งที่เข้าสนใจรู้สึกก็มีเพียงอรูปคือความว่างจากรูป นี้เรียกว่าพูดโดยไม่ต้องกำหนดคำตายตัวลงไปว่าใคร ที่ไหน เมื่อไหร่หรืออะไร




                    พูดระบุไปแต่ที่จิตดวงเดียวว่าจิตนั้นถูกแวดล้อมและปรุงแต่งให้เป็นอย่างไร มันก็จะเปลี่ยนไปใน3 ภูมินี้ก่อน คือ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ซึ่งล้วนแต่เรียกว่าเป็นความวนเวียนอยู่ในโลกนี้ทั้งนั้นแหละก็ยังมีอวิชชายังละอวิชชาไม่ได้แม้จะดีอย่างไรมันก็ยังมีอวิชชายังเวียนอย่ในวรรตะอยู่นั้น  เดียวจะไม่เข้าใจก็พูดซะเลยกามภูมิก็ดี รูปภูมิก็ดี  อรูปภูมิก็ดี ยังเป็นอยู่ในวิสัยของอวิชายังว่ายเวียนอยู่ในวรรตะนั้นภูมินี้จึงเป็นโลกียะภูมิคือเวียนอยู่ในโลก จนกว่าเมื่อไรจะรู้สึกว่าไอโลกนี้บ้าทั้งนั้นเลยต้องการจะออกจากโลกจะไม่มีความหมายในโลกนั้นนะนั้นจึงจะพ้นโลกเป็นโลกุตลภูมิเป็นพระอรหันต์ไปได้ วันนี้เราพูดกันเรื่อง ไตรภพ หรือไตรภูมิ หรือไตรโลก ก็แปลว่าพูดกันแต่สิ่งที่ยังเป็นปัญหา เป็นสิ่งทำอยากลำบากหรือทำความทุกข์และก็มีอยู่ 3 ชั้น ชั้นแรกนี้ก็สวยงามเอร็ดอร่อยมากเรียกว่าชั้น กามภูมิ ถ้าไม่อย่างนั้นคนก็ไม่หลงจิตอยู่ที่นี้มากมาย




                    นี้ภูมิที่ 2 มันก็จืดสนิทเกินไปมันไม่ยั่วยวนหอมหวนอย่างนั้น มันเป็นไปในทางจืดสนิทหรือสงบกว่าคนมันก็อยากกันน้อยคนที่จะเข้าไปสู่นั้นได้มันก็มีน้อยจึงต้องจัดไว้เป็นสิ่งที่สูงกว่าจนกว่าจะสูงไปกว่านั้นอีก ยิ่งน้อยขึ้นไปอีกคือพวกอรูปวรรจรภูมิมันเรียกว่าเป็นกันโดยเด็ดขาด แต่ที่มันเป็นชั่วคราวแล้วมันเป็นได้ทั้งนั้นแม้คนที่อยู่ในกามภูมินี้อาจจะเปลี่ยนเป็นรูปภูมิ อรูปภูมิบ้างบางขนาด เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามสิ่งแวดล้อมที่มาแวดล้อมในขณะนั้น   แต่มันไม่เทียมแท้แน่นอน นั้นจึงไม่จัดว่าเขาอย่าในภูมินั้นที่แปลกออกไปและถือเอาที่เขาเป็นอยู่โดยมาก เรียกว่ามี นิสัยสันดารนอนจมอยู่ในภูมิไหนก็บัญญัติศัพท์เหล่านั้นว่าโดยปกติแล้วเขาก็อยู่ในภูมินั้น นั้นคนในโลกนี้ตามธรรมดาสามัญก็ถูกจัดว่าอยู่ในกามภูมิหรือ กามวรรจรภูมิ โลกของเขาก็เป็นกามโลก ภพของเขาก็เป็นกามวรจณภพ เป็นต้น ขอให้รู้จักตัวเอง ขอให้รู้จักโลกที่ตัวเองหมกจมอยู่ให้ดี ๆ ให้ถูกต้อง




                   ในลักษณะ 3 ประการนี้ ก็จะเรียกว่ารู้จักภูมิ 3 รู้จักภพ 3 รู้จักโลก 3 ถึงว่าโดยที่แท้แล้วก็เป็นปัญหาเฉพาะหรือว่าเป็นเรื่องที่กำลังจะเป็นอยู่จริงเรากำลังแก่ไม่ตกเราจึงต้องทนพบอยู่ในภพหรือในภูมินี้ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งจนกว่าจะถอนตัวออกมาเสียได้นี้จึงนับว่าเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่เราทั้งหลายจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าไตรภพ หรือไตรภูมิ แต่อย่ามาร้องแบบคนหุ่นกระบอกที่ร้องว่าพระอภัยจอมไตรภพมันจะเป็นหน้าหัวเราะแม้แต่ชั้นพรมในชั้นอรูปพรหมณ์ก็ยังเป็นจอมไตรภพไม่ได้ยังหลงอยู่ในอรูปภพ ยังมีแต่พระอรหันต์พวกเดียวเท่านั้นที่จะเป็นจอมไตรภพได้ นั้นถ้าใครมาคุยว่าเป็นจอมไตรภพอย่าไปเชื่อมัน นอกจากพระอรหันต์เท่านั้น การวิสัชนาก็สมควรแก่เวลาแล้วขอยุติไว้แต่เพียงแค่นี้ก่อน




<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 1) หน้าถัดไป (หน้า 3) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 11,245 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ไตรภพ: กามภพ- รูปภพ-อรูปภพ [40,855]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [537,259]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [398,123]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [415,940]
Global Warming { English } [159,168]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.