<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35490" type="text/javascript"></script> |
|
การทำบุญสามแบบ
ณ บัดนี้จะได้วิปัสนาธรรมเทศนา ในบุญยสถาเพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา ความเชื่อ และวิริยะความพากเพียร ของท่านทั้งหลาย
post ครั้งแรก: Tue 4 March 2008, 5:02 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 25 July 2008, 10:28 am
|
การทำบุญสามแบบ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
สัมเพ สังขารา อนิจจา
สัมเพ สังขารา ทุกขา
สัมเพ ธัมมา อะนัตตา
ติยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
อะถะ นิพพินทะติทุกเข
เอสะ มัคโค วิสุทธิยาติ
ธัมโม สัจจะจัง เต ชะ โนติ
เอตัง ปันยัง เนเทปนาโม ปหิรา ปัญญานิ สุขามหานิ อะถะ โลกาวิฆัง ปาฌเห สันติเบกโข ธัมโม โสคชัง โหนติ.
ณ บัดนี้จะได้วิปัสนาธรรมเทศนา ในบุญยสถาเพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธา ความเชื่อ และวิริยะความพากเพียร ของท่านทั้งหลาย
ผู้ที่เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ในทางพระศาสนา ของพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา ธรรมเทศนาในวันนี้เป็นธรรมเทศนาอภิเษก ปราศรถให้ท่านทั้งหลาย บำเพ็ญ ทรัพสินาธานเป็น ภิเษกอีกนั้นเอง จะได้วิปัสนาในบุตยสถา คือเรื่องที่เกี่ยวกับบุญ เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าบุญสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ สำหรับพุทธบริษัททั้งหลาย แม้ว่าท่านทั้งหลายที่มาประชุมกันที่นี่ ก็มีมูลเหตุมาจากความต้องการบุญ ในที่สุดคนก็พูดถึงแต่เรื่องบุญ มาทำบุญ ไปทำบุญ คือวิ่งว่อนไปหมด นี่เรียกว่าเกี่ยวกับการทำๆบุญ แล้วนึกถึง ฝันถึงอยู่แต่เรื่องบุญ นี่เป็นที่จะต้องกระทำให้เป็นบุญ กันขึ้นมาจริงๆ จึงเป็นเรื่องที่จะนำเอามาพิจารณาอยู่บ่อยๆ เพื่อให้เป็นบุญยิ่งขึ้น และกว่าจะถึงจุดสิ้นสุด เพราะเหตุฉะนั้นผู้ใดที่ต้องการบุญ จงตั้งใจฟังให้เป็นอย่างดี อย่าฟังพอเป็นพิธีเหมือนคนโดยมาก เป็นคนโง่ ไม่รู้ว่าการทำบุญนั้นคืออะไร ทำอย่างไร เพื่ออะไร การทำบุญ โดยศักดิ์เหมาๆเอาว่าเป็นบุญ เขาทำอย่างไร ก็ทำตามเขาแล้วก็ได้บุญ อย่างนี้มีกันอยู่ทั่วไป เรียกว่าได้บุญตามเขาว่า ได้บุญอย่างละเมอ เพ้อฝันไปเท่านั้นเอง
บางทีไม่คุ้มกับบุญด้วยซ้ำไป เพราะจะเปรียบเทียบกับบุญชนิดนั้นได้ กับสิ่งที่เป็นเปลือก เท่านั้นเอง บางคนยังยิ่งไปกว่านั้นเสียอีก คือว่าศักดิ์แต่ว่าจะทำบุญก็แล้วกัน ไม่รู้ว่าเอาบุญไปทำอะไรนี้ เป็นคนโง่มาก น่าสงสารที่สุด คือว่าทำบุญก็แล้วกัน ไม่รู้ว่าเอาบุญนั้นไปทำอะไร ข้อนี้เปรียบเหมือนกันกับคนที่เลี้ยงไก่ เป็นคนโง่เลี้ยงไก่ อุตส่าห์เลี้ยงไก่ด้วยความยากลำบาก หมดเปลืองสิ่งของ หมดเปลืองเวลา ครั้นไข่โตออกมา ก็หารู้ไม่ว่าไข่นั้นมีประโยชน์ ก็ปล่อยให้ไข่นั้นเรี่ยราดอยู่นั่นเอง หาได้เก็บไว้ไม่ ปล่อยให้หมามันกิน คนเหล่านี้จะโง่เขลาเท่าใดท่านทั้งหลายลองคิดดูเถิด ก็จะเรียกได้สั้นๆว่า คนที่เลี้ยงไก่ มีไข่ไว้ให้หมากิน ตัวเองไม่ได้สนใจ เพราะไม่เข้าใจว่าไข่นั้นคืออะไรนี้ เหมือนกับทายก ทาริกาทั้งหลาย ที่มัวแต่ทำบุญแต่ไม่รู้ว่าบุญคืออะไร จะเอาไปทำอะไร ก็หาได้สนใจ
ในส่วนที่เป็นบุญจริงๆไม่ สนใจแต่เรื่องทำบุญเท่านั้น ก็เหมือนคนโง่ที่เอาแต่เลี้ยงไก่ ก็หาได้สนใจไม่ ลองพิจารณาดูเอาเถิดว่าคนชนิดไหน ทายกทายิกาพวกไหน ที่เป็นคนโง่เลี้ยงไก่ มีไข่ไว้ให้หมากิน คือทายกทายิกา ทำบุญเลี้ยงพระ บำรุงสัตว์ บำรุงศาสนา แล้วก็หาได้เอาตัวรับศาสนาไปปฎิบัติไม่ มีแต่ทำบุญเลี้ยงพระ ให้ทานบำรุงสัตว์ ศาสนาอย่างเดียว ไม่รู้จักรับศาสนามาศึกษาและปฎิบัติ และให้รับประโยชน์เต็มแต่ตามควรที่จะได้รับ คนชนิดนี้แหละที่ทำบุญ เหมือนกับเลี้ยงไก่ มีไข่ไว้ให้หมากิน ทำบุญมากมายจนตลอดชีวิตจนเป็นอย่างนั้นอยู่นั้นเอง เพราะว่าจิตใจไม่ได้ดีขึ้น กิเลสไม่ได้เบาบางลง
ไม่รู้ว่าพระพุทธศาสนาคืออะไร ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร ไม่รู้ว่าหัวใจของพระพุทธศาสนาคืออะไร เพียงแต่ไม่รู้ก็ไม่รู้ซะแล้ว แล้วจะปฎิบัติอย่างไร ก็เลยไม่ได้มรรคผลประการใดนี้ เรียกว่าทายกทายิกา ที่เลี้ยงไก่ มีไข่ไว้ให้หมากิน ขออภัยที่ต้องใช้คำตรงๆ แบบนี้เพราะว่าเป็นการช่วยความจำได้ ว่าทายกทายิกาทั้งหลาย จงหยุดการบำเพ็ญบุญชนิดเลี้ยงไก่ มีไข่ไว้ให้หมากิน เสียเถิด จงได้ขยายเลี้ยงไก่ไปในที่ว่ารู้จัก หรือเอาไข่จากไก่ไปเป็นประโยชน์ ให้ได้ให้มากถึงที่สุดเถิด ขอให้บำรุงศาสนาแล้วให้ได้รับประโยชน์ศาสนา เป็นผู้เรียนรู้ศาสนา ปฎิบัติตัวศาสนา เป็นผู้มีจิตใจที่สะอาด มีจิตใจที่สว่าง และมีจิตใจที่สงบ ความที่มีจิตใจสะอาด สว่าง สงบนี้แหละ คือตัวแท้ของศาสนา คือเยื่อเนื้อของศาสนา เหมือนกับไข่ไก่ที่มีประโยชน์ ส่วนอาการที่ศักดิ์แต่เลี้ยงทำบุญนั้นไม่สำเร็จประโยชน์ก่อน เป็นแต่เพียงได้บุญเหมาๆเอาเท่านั้นเอง ยังไม่แน่นอน ถ้าแน่นอนต้องรู้จริงว่าพระพุทธเจ้าสอนอย่างไร เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา แล้วก็ปฎิบัติ แล้วก็ได้รับผลของการปฎิบัติจริงๆ เช่นพระพุทธศาสนาสอนให้ยึดมั่นถือมั่น
ก็สามารถนำมาปฎิบัติได้ในชีวิตประจำวัน อยู่ทุกเวลานาที เป็นผู้มีสุขสบายดี ตลอดเวลาเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเวลาทำการงาน หรือเวลาพักผ่อน ล้วนแต่มีความสุข สงบไปทั้งนั้น อย่างนี้เรียกว่าผู้ที่เลี้ยงไก่แล้ว ได้กินไข่ คือผู้ที่บำรุงศาสนาแล้ว ได้รับประโยชน์จากศาสนา เรียกว่าเป็นผู้ทำบุญด้วยความรู้จากบุญ แล้วก็ได้บุญนั้นมาจริงๆ ทีนี้เพื่อจะให้เข้าใจความข้อนี้ยิ่งขึ้น ในคำว่าบุญโดยละเอียดออกไป
คำว่าบุญนี้แปลว่าเครื่องปูใจก็มี แปลว่าเครื่องชำระล้างบาปก็มี เรามาเอาความสำคัญกันดีกว่า ความหมายสำคัญอยู่ที่ว่า เป็นเครื่องชะล้างซึ่งบาปนั้นเอง ดังนั้นจึงขอให้ทุกคนจำไว้ว่า คำว่าบุญ มีความหมายชั้นสูงสุดว่า เป็นเครื่องชะล้างซึ่งบาป อย่าเอาแต่ว่าเป็นเครื่องฟูใจ อิ่มใจ สบายใจเลย เพราะว่าอาจจะเป็นเรื่องผิด ขึ้นมาไม่ทันรู้ตัวก็ได้ ถ้าเแาเป็นว่าบุญเป็นเครื่องชะล้างซึ่งบาปแล้ว ไม่มีทางที่จะผิด ถึงจะผิดก็มีผิดน้อย ยังมีส่วนถูกอยู่นั้นเอง ถ้ามุ่งหมายจะให้เป็นเครื่องชะล้างชะบาป ถือว่าเราเอาใจความของบุญเป็นเครื่องชะล้างซึ่งบาป ทีนี้จะพิจารณาบุญนั้นอีกต่อไป ฐานะเป็นเครื่องชะล้างซึ่งบาป เราเปรียบเหมือนกับว่าเราใช้น้ำ อาบน้ำตัวเราให้สะอาด บางคนไม่ค่อยจะมีพิถีพิถันอะไร ใช้น้ำโคลนอาบ เพราะไม่มีน้ำสะอาดอาบ ใช้น้ำโคลนขุ่นๆอาบนี้ก็มีอยู่พวกหนึ่ง
อีกพวกนึงก็ใช้น้ำที่ละลายด้วยน้ำหอม เครื่องหอมต่างๆอาบ นี่ก็พวกนึง ทีนี้อีกพวกนึงเป็นพวกสุดท้ายที่อาบด้วยน้ำที่สะอาด ใช้สบู่และน้ำที่สะอาดรวมกัน ลองคิดดูเถิดว่า คนนึงอาบน้ำโคลนจะสะอาดได้ซักเท่าไหร่ คนนึงอาบน้ำแป้งหอมจะสะอาดได้ซักเท่าไหร่ อีกคนนึงก็อาบด้วยน้ำที่ใสสะอาด ใช้สบู่ที่ถูกต้อง แล้วจะใสได้ซักเท่าไหร่ มันต่างกันอยู่ 3 อย่าง อย่างนี้ คนที่อาบน้ำโคลนเพราะไม่มีน้ำอื่นจะอาบ อาบเสร็จแล้วก็ยังมีน้ำโคลนติดอยู่ที่ตัว แม้จะเอาน้ำโคลนล้างเท้าก็ยังมีน้ำโคลน ติดอยู่นั้นเอง ถ้าอาบด้วยน้ำที่ปนด้วยเครื่องหอม เมื่ออาบเสร็จแล้วก็มีเยื่อของเยื่อหอมนั่นเอง อยู่ที่เนื้อ ที่ตัว นี่ถ้าอาบด้วยน้ำสะอาด ลูบ ไล้ ตัวแล้วก็ใสสะอาดก็ไม่มีอะไรติดอยู่ที่เนื้อ ที่ตัว เป็นเนื้อ เป็นตัวที่สะอาด เราจึงเห็นได้ว่าในตัวอย่าง 3 อย่างนี้ เป็นการล้าง การอาบที่ไม่เหมือนกัน ก็ต้องระวังให้ดีๆ ว่ามันไม่เหมือนกัน อาบน้ำโคลนเสร็จแล้วก็มีโคลนติดตัว อาบน้ำแป้งอาบเสร็จแล้วมันก็มีแป้งติดตัว อาบน้ำที่สะอาดเสร็จแล้วมันก็ไม่มีอะไรติดตัว
เมื่อเปรียบอาบน้ำการล้างตัวกับการทำบุญแล้ว การทำบุญก็มี 3 อย่าง เช่นเดียวกัน ทำบุญเช่นเดียวกับการอาบน้ำโคลน ก็คือพวกที่ฆ่าสัตส์ตัดชีวิต มาทำบุญให้ทาน การฆ่าไก่ เลี้ยงสุรายาเมา ทำการตามประสาคนที่เห็นแก่ปาก แก่ท้อง เห็นเรื่องกินเป็นใหญ่ ฆ่าสัตว์ทำบุญ หรือว่าทำบุญอวดคน คือทำบุญเอาหน้า ทำบุญโดยการต้องทำบาป ทำบุญเอาหน้า เป็นการค้ากำไรอย่างนี้ มันหมือนกับว่าบุญนี้เหมือนน้ำโคลน คนนั้นจงได้ผลเหมือนกับการอาบน้ำโคลน มีคนอยู่พวกนึงทำบุญด้วยการอุปาทาน ยึดมั่นในบุญ เมาบุญ เมาสวรรค์วิมานเป็นต้น เขาทำบุญด้วยความคิดอย่างนั้น อย่างนั้นเรียกว่าอาบน้ำด้วยน้ำที่ เกี่ยวกับแป้ง ปูนต่างๆที่เป็นของหอม มาถึงคนประเภทที่ 3 คือคนที่จะละจากความยึดมั่น ถือมั่น ไม่ให้มีความยึดมั่น ถือมั่นสิ่งใด ว่าเป็นตัวเราหรือว่าของเรา ให้กิเลสหมด ออกไปจากสันดานอย่างนี้เหมือนกับคนที่อาบน้ำสะอาด มันก็อาบกับน้ำที่สะอาด มันก็เป็นตัวที่สะอาด บุญนั้นจึงเป็นบุญที่เหมือนกับน้ำที่สะอาด
ทบทวนใหม่อีกครั้งนึงว่า บุญชนิดหนึ่งเหมือนกับน้ำโคลน บุญชนิดที่ 2 เหมือนกับน้ำแป้งหอม ส่วนบุญที่ 3 นั้นเหมือนกับน้ำที่สะอาด ใครอาบน้ำอย่างไหนก็ย่อมจะได้ผลที่ต่างกัน ไม่เหมือนกันเลย ทั้งที่เรียกว่าน้ำเหมือนกัน แต่อาบเหมือนกัน แต่อาบแล้วได้ผลไม่เหมือนกันเลย ก็คนนึงอาบน้ำโคลน คนนึงอาบน้ำแป้งหอม คนนึงอาบน้ำที่ใสสะอาด คนนึงทำบุญเหมือนโคลน คนนึงทำบุญเหมือนแป้งหอม คนนึงทำบุญเหมือนน้ำที่สะอาด เพราะฉะนั้นบุญนั้นจึงไม่เหมือนกัน เพื่อให้เรื่องนี้เข้าใจมากขึ้น ควรจะยึดถือพระพุทธภาษิตที่จะยกไปในข้างต้นนั้น วะเอตังพนังเน มะราเนเภก คะนาโน เมื่อเพ่งเห็นภัยในความตาย คะหิราคะปิณญามานิ สิขามาหานิ ท่านทั้งหลายจงจะทำบุญ อันจะนำความสุขมา นี้อย่างหนึ่งเป็นคำกล่าวของพวกเทวดา โลกาสันภิเห สังภิเภกสุโข
ท่านทั้งหลายจงละเรื่องโลกามิด หวังต่อสันติเถิด นี้เป็นคำกล่าวของพระพุทธเจ้า ฟังแล้วจะฟั่นเฟือนก็ได้ ขอทบทวนใหม่ว่า พวกเทวดามาเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วทูลว่า เขามีความเห็นว่า ถ้ามีภัย มีอันตราย ความตายแล้วรีบทำบุญ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าถูก แต่เราไม่ว่าอย่างนั้น เมื่อเทวดาขออะไรพระพุทธเจ้าก็ตรัสมาว่าอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า เมื่อเพ่งเห็นภัยในความตาย จงละเหยื่อแล้วเพ่งเล่งในความหวัง และสันติเถิด เทวดาต้องการให้ทำบุญ พระพุทธเจ้าบอกให้ละเหยื่อในโลกเสีย คำข้อนี้มันจะค้านกัน ถ้าผู้ใดมีสติปัญญา รอบคอบ ละเอียดละออ สุขุม จะเห็นได้ว่ามันไม่ถึงกับค้านกันเสียทีเดียว เพราะเทวดานั้นว่าให้ทำบุญ บุญก็มี 3 อย่าง ทำบุยเหมือนกับโคลน ทำบุญเหมือนกับแป้งหอม ทำบุญเหมือนกับน้ำที่สะอาด ทำบุญเหมือนกับน้ำที่สะอาดก็เป็นการชำระชะกิเลสอยู่แล้ว แต่ว่าเทวดาจะรู้ถึงข้อนี้หรือหาไม่ ก็ไม่ทราบ แต่ก็ได้ใช้คำว่าบุญ ซึ่งเป็นชื่อของสิ่งที่ล้างบาปด้วยเหมือนกัน จนพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าให้ละเหยื่อในโลกเสีย แล้วเพ่งหาแต่สันติเถิด
นี้ก็หมายความว่า ทำจิตให้สะอาดอย่าไปเกี่ยวข้องกันกับเหยื่อในโลก และอยู่ด้วยความสงบเถิด มันก็เป็นบุญประเภทที่เหมือนกับน้ำที่สะอาด อยู่แล้วนั่นเอง เพราะบุญประเภทที่เหมือนกับอาบน้ำ ล้างสบู่ด้วยน้ำที่สะอาด นี้ก็คือ ทำบุญเพื่อละความยึดมั่น ถือมั่นนั่นเอง การทำบุญเพื่อละความยึดมั่น ถือมั่นนั่นก็มี ความหมายอย่างเดียวกัน กับข้อที่ว่า ละเหยื่อในโลกเสีย แล้วเพ่งหาแต่สันติเถิด แต่พระพุทธองค์ไม่ได้เอ่ยถึงบุญ ไปเอ่ยถึงว่าให้ละเหยื่อในโลก นี้ก็เพื่อให้ชัดเจน เพื่อไม่ใหกำกวม เพื่อไม่ให้ดิ้นได้ ไปในคำว่าบุญ ซึ่งมักจะเข้าใจผิดแล้วหลงใหลในทางที่ผิด เหมือนน้ำโคลนทางนึง อีกทางนึงก็ทำบุญเหมือนกับแป้งหอม ไม่มีใครทำบุญด้วยน้ำที่สะอาด ที่ใสสะอาด ที่ล้างให้สะอาดอย่างเดียว ทายกทายิกาทั้งหลาย ที่เที่ยวแห่กันไปแห่กันมา ทำบุญบ้านนั้น เมืองนี้ วิ่งไปวิ่งมา ขึ้นรถลงเรือนี้ คิดดูเหอะว่าเราทำบุญเพื่อประเภทไหน ด้วยความหวังประเภทไหน ส่วนใหญ่ก็คงจะทำบุญเพื่อความหวังว่าจะได้บุญ เพื่อได้สวรรค์วิมาน แล้วก็มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ที่ทำบุญเอาหน้า อุตส่าห์เที่ยวทำบุญอวดคน เที่ยวเมืองนั้น เมืองนี้ ที่เมืองโน่น เที่ยวทำบุญเอาหน้าอย่างนี้ก็มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน บางคนถึงกับลงทุนทำบาป หลอกลวงเอามา ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อเอามาทำบุญ นี้มันก็เหมือนกับการทำบุญน้ำโคลน ที่ทำไปเพื่อเอาหน้า หรืออวดคน หรือต้องลงทุนที่เป็นบาปนี้ก็เหมือนทำบุญเหมือนน้ำโคลน ถ้าบุคคลใดที่เชื่อในบุญล้วนๆ ทำบุญไปตามวิธีที่ถูก มันก็เหมือนทำบุญเหมือนแป้งหอม ทำให้ชื่นใจได้ แต่ก็ไม่ใช่ความสะอาด
แม้ว่าเราจะเอาแป้งหอมมาทาที่เนื้อที่ตัว ให้มันหอมมันก็ไม่ใช่ความสะอาด มันสกปรกอยู่ที่เยื่อของ ของหอมนั่นเอง แต่มันเป็นเยื่อที่มีกลิ่นหอม เป็นความสะอาดที่มีกลิ่นหอม ใครเคยทำบุญด้วยความบริสุทธิ์ใจ ว่าจะละความถือมั่น ยึดมั่น ว่าตัวกู ของกู ดูจะหายากเต็มที ก็ปรากฎว่า แม้ที่นั่งอยู่ที่นี่ก็ ดูเหมือนจะมีใครจะสมัครใจปิดทองหลังพระ อยากจะปิดทองหน้าพระ อยากจะให้เขาเห็นนั้น ถ้าใครปิดทองหลังพระ ก็จะหาว่าเป็นคนโง่ ไปปิดตรงที่ใครไม่เห็น นี่ก็เพราะว่าคนเหล่านั้นยึดมั่นในบุญ ไม่ได้ทำบุญเพื่อละความยึดมั่น ถือมั่น แต่มีความยึดมั่น ถือมั่นในการทำบุญ ไม่ได้ทำบุญเพื่อละความยึดมั่น ถือมั่นจึงไม่ยอมปิดทองหลังพระ ปล่อยให้หลังพระไม่ได้ปิดทองสกปรกอยู่อย่างนั้นเอง ไม่มีใครเอาใจใส่ บรรดาที่นั่งอยู่ที่นี่ ใครบ้างที่จะแน่ใจ สมัครใจที่จะปิดทองตรงนี้หลังพระ แล้วก็ขอให้รู้ว่าคนนั้นแหละเป็นคนที่กำลังพยายามที่จะละ ความยึดมั่น ถือมั่นเสีย ไม่ต้องการจะเอาหน้าเอาเกียรติอะไร ถึงสมัครที่จะปิดทองให้ครบ ให้ถึงที่สุด อยู่ตรงที่เขาไม่ติดกัน ที่ตรงที่หลังพระนั่นเอง ก็มีความเข้าใจถูกต้องเพราะเราไม่ได้ทำบุญเอาหน้า
จึงสามารถที่จะปิดทองหลังพระได้ ด้วยเหตุฉะนี้พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสไว้ว่า จงละเสียซึ่งเหยื่อในโลก และมุ่งหวังแต่สันติเถิด เหยื่อในโลกนี้คือ ความสวย ความรวย ความเอร็ดอร่อย ความหรูหรา ความมีเกียรติ ความมีหน้ามีตา นี่ก็คือเหยื่อในโลกนี้ หรือว่าตายแล้ว เกิดในสวรรค์มีนางฟ้ามาคอยบำรุง บำเรออย่างนี้ก็เป็นเหยื่อในโลกนี้ ให้ละเหยื่อชนิดนี้เสีย อย่าให้เห็นว่าเป็นของประเสริฐ วิเศษอะไร แล้วถ้าไปหวังในสันติคือ ความสงบ คือมีจิตใจสว่าง สงบ สะอาด นั้นก็สันติให้ไปหวังในข้อนั้น อย่าได้ไปหวังในเรื่องความสวย รวย เรื่องเอร็ดอร่อยทางเนื้อ ทางหนัง ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ในสวรรค์วิมานอะไรที่ไหน ไม่เมาบุญ ไม่เมาสวรรค์แล้ว นี้เรียกว่า เป็นผู้ละเหยื่อในโลกได้แล้ว เป็นผู้หวังแต่ในสันติ คือความสงบ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนี้ ว่าถ้าเห็นว่าชีวิตนี้เป็นอันตราย ไม่เท่าไหร่ก็จะต้องแตกตายลงไปแล้ว ก็ให้รีบละเหยื่อในโลกนี้เสีย แล้วเพ่งหวังแต่สันติเถิด
จนพวกเทวดาบอกให้รีบทำบุญเข้าๆ แล้วจะนำความสุขมาให้ ถ้าใครไม่เข้าใจในคำพูดเหล่านั้นแล้ว ก็คงจะทำบุญชนิดที่เป็นน้ำโคลนเข้าก็ได้ หรือคงจะไปทำบุญชนิดเอาหน้าเอาตามากกว่า เพราะว่าต้องการจะสวย จะรวย จะดี จะเด่น จะไปเกิดในสวรรค์วิมาน ด้วยเหตุฉะนี้แหละจึงได้กล่าวว่า คำว่าบุญ นั้นฟังยากกำกวม หรือเข้าเป็นเรื่องที่น่าเวทนา สงสารใครก็มี แต่ถ้าต้องละเหยื่อในโลกเสีย แล้วเพ่งหาสันติเถิด อย่างนี้ไม่มีทางที่จะผิดได้ ไม่มีทางที่เข้าใจผิดได้ ดังนั้นจึงกล่าวให้เป็นที่เข้าใจกันว่า ให้ฟังให้ดีๆ สำหรับคำว่าบุญ บุญนี้มีทางที่จะผิดได้ ส่วนคำว่าไม่ยึดมั่น ถือมั่นนี้ ไม่มีทางที่จะผิดได้ แต่ถ้าเราจะใช้คำว่าบุญกันต่อไป ก็ขอให้เข้าใจไว้เสมอว่า บุญนี้อย่างน้อยก็มี 3 ชนิด หรือ 3ชั้น 3 ระดับ บุญที่เหมือนน้ำโคลนนี้ก็อย่างนึง อาบแล้วก็ยังเปื้อนโคลน บุญที่เหมือนกับน้ำแป้งหอมนี้อย่างหนึ่ง อาบแล้วตัวก็ยังเปื้อนด้วยเครื่องหอมเหล่านั้น อีกอย่างนึงบุญเหมือนกับน้ำที่สะอาด ใช้สบู่ที่ดีเข้าช่วย
แล้วล้างด้วยน้ำที่สะอาด อย่างนี้อาบแล้วก็ไม่มีอะไรติดอยู่ที่เนื้อ อยู่ที่ตัว คำว่าบุญเป็นชื่อของการล้างบาป เครื่องล้างบาปมีความหมายอยู่กันเป็น 3 ชั้นดังนี้ บุญมีความหมายอยู่เป็น 3 ชั้นอยู่อย่างนี้ จงระวังให้ดี อย่าเสียที่ ที่ว่าเหนื่อยมาก แล้วเปลืองมาก เสียเวลามากแล้วไปได้บุญ ชนิดน้ำโคลนบ้างก็มี ได้บุญชนิดที่ทาน้ำแป้งน้ำปูน น้ำอบ ศักดิ์ว่าให้หอมๆหลอกคนอื่น หลอกตัวเองอย่างนี้ก็มี ควรจำบุญชนิดที่เป็นเครื่องล้างบาปโดยแท้จริง คือการอาบน้ำที่สะอาด แล้วชำระชะล้าง ความเข้าใจผิด ความมัวเมา ความหลงใหลเหล่านั้นออกเสียได้ นั่นแหละจึงจะเป็นบุญ ที่ถูกตรงตามความหมายในพระพุทธศาสนา ถ้าในพระพุทธศาสนานี้มีคำสอนข้อไหน ประโยชน์ ที่ไหน ว่าให้ทำบุญ แล้วก็จงหมายความว่า ทำบุญชนิดที่ล้างบาปได้จริง อย่าให้เหมือนที่พวกเทวดาพูด แล้วอะไรก็ยังไม่รู้ อาจจะเป็นเรื่องสวย เรื่องรวย เรื่องหอม เรื่องเหย้ายวน เรื่องหลุ่มหลงไปก็ได้ อย่างนั้นมันเป็นเรื่องของพวกเทวดา ซึ่งมักจะชอบอย่างนั้น
แต่พวกพุทธบริษัทนั้นต้องการบุญ ชนิดที่ล้างบาปได้ บาปคือสิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง เพราะฉะนั้นบุญต้องเป็นเครื่องช่วยชำระชะล้างใจ อย่าให้เศร้าหมอง ถ้าทำบุญเพื่อเอาหน้า มันก็เศร้าหมองโดยฐิติ กิเลส ตัณหาขึ้นมาอีก ทำบุญอวดคนอย่างนี้มันก็มีกิเลส อวดคนนั้นแหละเป็นเรื่องเศร้าหมอง เกิดขึ้นมาใหม่ อย่าได้ทำบุญเอาหน้า อย่าได้ทำบุญอวดคนเลย ถ้าถึงกับฆ่าสัตว์ทำบุญ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาทำบุญอย่างนี้ ด้วยแล้วมันก็ยิ่งร้ายกาจลงไปอีก คือจะยิ่งกว่าน้ำโคลน คือเป็นโคลนแท้ๆ คนที่อาบน้ำโคลนแท้ๆนั้นจะสะอาดได้ อย่างไร ก็ลองคิดดู อยู่เฉยๆยังสะอาดกว่า เอาโคลนมาอาบก็สกปรกมากกว่าเดิม เหมือนกับคนธรรมดาไม่ฆ่าสัตว์ชีวิต มันก็ยังไม่บาปอะไร
แต่พออยากจะเอาหน้าขึ้นมา ก็ไปฆ่าวัวฆ่าควาย ฆ่าหมู ฆ่าไก่มาทำบุญ อย่างนี้มันก็เท่ากับไปเอาโคลนมาอาบ แล้วมันจะสะอาดอย่างไร มันจะสวยที่ตรงไหน มันจะสวย มันจะสะอาดก็แต่บางพวกที่เห็นการผลิตนั้นด้วยกัน คือพวกที่เห็นแก่กิน แก่ปาก แก่ท้อง ความสนุกสนาน เอร็ดอร่อย กันเท่านั้นจึงจะเห็นว่าอันนี้ดี ส่วนผู้มีปัญญาเมื่อพิจารณาก็เห็นว่า ไม่ไหวนี้ไม่ใช่ทำบุญเลย แต่เรายังเรียกว่าบุญ คือเป็นบุญปลอม เป็นบุญที่เหมือนกับน้ำโคลน ที่เอามาอาบเข้าแล้วมันก็เปื้อนโคลน หรือแม้แต่บุญที่อาบน้ำหอม อาบแล้วมันก็ยังมีเยื่อแป้งหอม เยื่อน้ำหอมติดอยู่ที่เนื้อ ที่ตัว หาได้สะอาดแท้จริงไม่ ต่อเมื่อทำบุญล้างด้วยน้ำชนิดที่สะอาด ใช้เครื่องซักฟอกที่ถูกต้องแล้วล้างด้วยน้ำสะอาดแล้ว มีร่างกายที่สะอาดแล้ว จึงจะเรียกว่าบุญเหมือนกับน้ำที่ใสสะอาด เหมือนกับที่ท่านตรัสไว้ว่า ธรรมะนั้นเหมือนกับน้ำที่ไม่มีตม ธัมโม ระหะโต อกะตะโม ช่วยให้จำไว้กันให้ดีๆว่า ธรรมะนั้นเหมือนกับน้ำที่ไม่มีตม ธรรมะแท้ๆของพระพุทธเจ้านั้น เหมือนกับน้ำที่ไม่มีโคลน ไม่มีตะกอน มีเปลือกตม ลองมาอาบเข้าทำให้ตัวสะอาดได้ อาบชนิดนั้นแหละจึงจะเป็นบุญที่แท้จริง
ทำบุญชนิดนั้นเป็นบุญชนิดเดียวกับพระพุทธเจ้า ตรัสว่าละเหยื่อในโลกนี้เสีย แล้วเพ่งหาแต่ความสงบเถิด เดี๋ยวนี้มัวแต่ทำบุญเอาหน้ากันบ้างทำบุญหลอกลวงเอาเงินเขาบ้าง ก็มี อย่างดีที่สุดทำบุญเพื่อจะผูกพันกันไว้ เป็นมิตรกันไว้เอาประโยชน์กันก็มี อย่างนี้มันไม่ใช่บุญอะไร มันเป็นเรื่องลงทุนชนิดนึง ถ้าเป็นเรื่องที่สมส่วนแล้ว มันก็เป็นเรื่องล้างบาป ต้องเป็นเรื่องบรรเทาเสียซึ่งความยึดมั่น ถือมั่น ดังคำสุภาษิตที่ว่า ภานันจะ สมานัน สมานะมาหุ การให้ทานกับการรบนี้ เป็นของเสมอกัน การให้ทานกับการรบสงครามเสมอกันอย่างไร การให้ทานนั้นคือการรบกับกิเลส รบกับความยึดมั่น ถือมั่น การให้ทานที่แท้จริงนั้น คือการให้รบกับสวรรค์ ไม่ใช่แลกเอาความสวย ความรวย การจะให้ทานที่แท้จริงนั้น เป็นการรบพุ่งกับกิเลส รบกับความเห็นแก่ตัว รบกับความยึดมั่น ถือมั่นว่าตัวกู ของกู รบให้กิเลสเหล่านั้นให้หายไป นั้นแหละเรียกว่าการให้ทาน ดังนั้นจึงกล่าวว่าการให้ทาน กับการรบนี้เสมอกัน หรือเป็นสิ่งเดียวกันอย่างนี้ก็ได้ หรือจะพูดให้ยืดยื้อออกไป ก็จะพูดได้เหมือนกันว่า การให้ทานนั้นก็มีฆ่าศึก ต้องมีการตระเตรียม ต้องมีการฝึกฝน ต้องมีการสะสมอาวุธ สะสมเครื่องปัจจัยในการรบพุ่ง แล้วจึงจะไปรบกัน การให้ทานนี้ก็เหมือนกัน ต้องมีการตระเตรียมที่ถูกต้อง ถึงจะเป็นการให้ทานที่ดี เมื่อให้ไปได้เท่าไหร่ ก็ได้ทานมามากเท่านั้น เหมือนกับการรบที่ชนะเท่าไหร่ ก็คือชนะได้เท่านั้น ถ้าให้ไม่ดีรบไม่ดี มันก็เป็นการพ่ายแพ้ ต้องการถอยหลังเป็นการเห็นแก่ตัว