<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35491" type="text/javascript"></script> |
|
การบำรุงพระศาสนา
ณ บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญาส่งเสริมศรัทธาความเชื่อและวิริยะความพากเพียรของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัทให้เจริญงอกงามก้าวหน้าในทางแห่งพุทธศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดา
post ครั้งแรก: Tue 4 March 2008, 5:12 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 25 July 2008, 10:18 am
|
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ณ บัดนี้จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญาส่งเสริมศรัทธาความเชื่อและวิริยะความพากเพียรของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัทให้เจริญงอกงามก้าวหน้าในทางแห่งพุทธศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดา
อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา ธรรมะเทศนาในวันนี้ก็เป็นเทศนาการเข้าพรรษาที่ต่อกันมาจากวันก่อน วันเข้าพรรษาก็ดีวันเข้าพรรษาก็ดีหรือหน้าที่เกี่ยวกับการเข้าพรรษาก็ดีเป็นสิ่งที่เราจะต้องมีความรู้ความเข้าใจกันให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปเพื่อให้สำเร็จประโยชน์ในการทำกิจนา ๆ ชนิด ในวันเข้าพรรษาสำหรับในวันนี้ก็จะได้กล่าวถึงกิจที่จะต้องกระทำให้เป็นอย่างยิ่งในระยะการเข้าพรรษาสืบต่อไป ในการเข้าพรรษานั้นมันก็มีสิ่งที่จะต้องทำให้ดีที่สุดด้วยกันทุกสิ่งและก็มีอยู่มากมายหลายประการในวันนี้จะได้กล่าวถึงการ บำรุงพระศาสนา คำว่าบำรุงพระศาสนานี้ก็พลอยจะเป็นที่เข้าใจกันได้อยู่แล้วว่าหมายถึงอะไร การบำรุงศาสนาโดยใจความก็คือ ทำให้พระศาสนามั่งคง เจริญ เป็นที่พึ่งแก่สัตว์ทั้งหลายได้จริง และเป็นสิ่งที่เราต้องการจำเป็นอย่างยิ่งด้วยกันทุกคนล้วนแต่ตั้งใจที่จะบำรุงพระศาสนา
ทีนี้มันก็มีปัญหาว่าการบำรุงพระศาสนานั้นจะต้องทำอย่างไรเท่าที่เห็นกันอยู่ในบัดนี้ก็มีอยู่ต่าง ๆ กัน พอที่จะกล่าวได้ว่ามีอยู่เป็น 2 ฝ่ายคือ ประพฤติปฏิบัติกระทำในพระศาสนาที่เป็นส่วนของตนให้ดีให้ยิ่งขึ้นไปนี้อย่างหนึ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือ ช่วยเหลือผู้อื่นช่วยเหลือกิจการของพระศาสนาบำรุงวัดวาอาราม เลี้ยงพระเจ้าพระสงฆ์เป็นต้นเหมือนที่กระทำกันเป็นพิเศษอยู่แล้วใน 2 อย่างนี้ อย่างที่ 1 นั้นคือการที่ตัวเองปฏิบัติเอง อย่างที่ 2 คือการช่วยผู้อื่นหรือสิ่งอื่นเป็นใจความสำคัญแต่เมื่อดูตามพระพุทธภาษิตที่พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ ในสมัยที่ยังทรงพระชนชีพอยู่นั้นค้นไม่ค่อยจะพบ หาไม่ค่อยจะพบพระพุทธภาษิตที่ดำรัสว่า
พวกเธอจงช่วยกันบำรุงพระศาสนาจงช่วยกันเลี้ยงพระ เลี้ยงเณร ช่วยกันบำรุงวัดว่าอารามถ้อยคำเช่นนี้หาไม่พบ กับจะมีแต่พระพุทธดำรัสที่ว่าเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท จงปฏิบัติธรรมะทำตนให้หลุดพ้นจากความทุกข์โดยเร็วเถิด อย่างนี้มีมากและมีทั่วไปทีนี้เราก็มาคิดกันดูว่าอย่างไหนจะเป็นการบำรุงศาสนาอย่างแท้จริงคำตอบง่าย ๆ ก็ว่าจะเป็นไปในทำนองว่า ถ้ามัวแต่ยุคนอื่นให้ปฏิบัติตนเองไม่ปฏิบัติแล้วก็คงจะไม่มีการปฏิบัติอะไรในพระศาสนานี้เป็นแน่เพราะมัวแต่ยุคนอื่น ส่งเสริมคนอื่น บำรุงคนอื่น จนกระทั้งการบำรุงส่งเสริมคนอื่นนั้นมันมากเกินไป มันเลยเทิดกลายเป็นให้โทษให้เสียก็มีนี้อย่างหนึ่ง ทีนี้อีกอย่างหนึ่งมันตรงกันข้ามคือว่าอย่าไปมัวยุคนอื่นอย่ามัวแต่พึ่งคนอื่น ส่งเสริมคนอื่นอยู่เลย จงตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติของส่วนของตนแต่ละคนละคนให้ดีที่สุด ผลมันก็จะเกิดขึ้นว่ามีการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาและได้รับผลของการปฏิบัตินั้นโดยสมควรแก่ปฏิบัติอยู่ทั่ว ๆ ไปในที่ทุกหนทุกแห่งเมื่อมันมีการปฏิบัติอยู่อย่างนี้และมีผลของการปฏิบัติอยู่อย่างนี้ก็เรียกว่า ศาสนาตัวแท้นั้นได้มีอยู่จริงเพราะศาสนาโดยแท้นั้นได้เจริญรุ่งเรืองอยู่ มิใช่รุ่งเรื่องแต่ผิวนอกหรือเปลือกนอก คือสวยแต่ล้างไปด้วยวัดวาอารามหรือพระเจ้าพระองค์ซึ่งมีเพียงส่วนภายนอกแต่ส่วนภายในนั้นไม่ค่อยจะมีอะไรก็มัวแต่เลี้ยงกันอย่างเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ เลี้ยงกันไปอย่างนี้มีนก็เป็นความเจริญในภายนอก เราจะพิจารณาดูต่อไปถึงข้อที่เรียกว่า บำรุงพระศาสนา การบำรุงพระศาสนาอย่างที่ทำกันตามนั้นก็คือการช่วยเหลือภิกษุสามเณรให้ได้เป็นอยู่โดยสะดวกสบายให้มีวัดวาอารามเกิดขึ้นเป็นปึกแผ่นมั่นคงมีอะไร ๆ ที่ตัวอยากจะให้มีอย่างนี้ก็เรียกว่า เป็นการบำรุงพระศาสนา แต่แล้วก็ไม่มีใครสนใจที่จะปฏิบัติธรรมไม่มีใครที่จะรับเอาคำสั่งสอนนั้นมาปฏิบัติ มัวแต่เลี้ยงพระให้พระเณรได้กินดีอยู่ดีนั้นเอง
แต่แล้วก็ไม่สนใจว่าตัวแท้ของพระศาสนานั้นคืออะไร ไม่สนใจที่จะเข้าไปไตร่ถามว่าธรรมะนั้นเป็นอย่างไรและจะปฏิบัติอย่างไรเพราะมานอนใจเสียว่า ได้บำรุงพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ได้บุญกุศลจนเหลือเฟือแล้วจะต้องการอะไรอีกเหล่า นี้แหละคือการบำรุงพระศาสนาชนิดที่ถ้าจะเปรียบกันให้ดีแล้วก็เหมือนกับการเลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน ท่านทั้งหลายลองคิดดูว่ามันมีความหมายอย่างไร ถ้าจะมีใครสักคนหนึ่งอุสาเลี้ยงไก่ไว้อย่างมากมายและด้วยความยากลำบากครั้งไก่ไข่ออกมาแล้วก็ไม่ได้สนใจเมื่อเจ้าของไม่สนใจสุนัขมันก็กินเรื่องมันก็กลายเป็นว่าเลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้หมากินมันจะมีประโยชน์อะไรที่ต้องไหนมากน้อยสักเท่าไร ลองไปคิดดูให้ดีเถิดการเลี้ยงไก่แล้วเก็บเอาไก่ไปกินไปขายนั้นมันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย แต่ไก่หรือศาสนานี้มันมองไม่เห็นตัวไม่รู้ว่ามันไข่ออกมาที่ไหนและเมื่อไหร่มันเพียงแต่ว่า คนเขาได้ตั้งไว้เป็นธรรมเนียมประเพณีว่า ให้บำรุงพระศาสนาแล้วก็ได้บุญ นี้มันก็โทษคนว่าทีแรกก็ไม่ได้ ก็คนที่หลังมันไม่ฟังให้ดี การบำรุงพระศาสนาหมายความว่าจะต้องทำให้ถูกวิธี ให้ครบถ้วนทุกอย่างทุกประการที่ควรจะกระทำจะยกตัวอย่างให้ฟังง่าย ๆ เหมือนอย่างว่า ที่ตึกสงฆ์อาพาธที่แจกจ่ายให้กับพวกเราที่มีอยู่ในสวนโมกข์นี้ ที่นั้นจะต้องมีอะไรบ้างหรือจะต้องทำอะไรบ้างไปดูให้ดี อย่าดูผิวเผิน แล้วก็ไม่เข้าใจอะไร ดูให้ดีในที่นี้ก็หมายความว่า ดูจนมองเห็นว่ามันมีความจำเป็นหรือความสำคัญอย่างยิ่งอยู่ 3 อย่างด้วยกันคือ จะต้องมีตัวโรงเรือนที่จะใช้เป็นโรงพยาบาลเป็นต้น แล้วก็จะต้องมีหมอคือตัวบุคคลที่ทำหน้าที่ ที่นั้นแล้วก็จะต้องมียาตลอดถึงเครื่องมือที่ใช้เป็นต้น รวมเป็น 3 อย่างด้วยกันคือ ตัวโรงเรือน 1
มีหมอ 1 มียา 1 รวมกันเป็น 3 อย่างมันจึงจะทำได้ ให้สำรวจประโยชน์แก่การรักษาโรค
ถ้ามีแต่โรงพยาบาลเฉย ๆ ไม่มีหมอไม่มียามันจะได้ประโยชน์อะไร ลองคิดดูให้ดี เดียวนี้ถ้าสมมุติว่าเราจะมีกันแต่วัดวาอารามเฉย ๆ ไม่มีพระที่เป็นเหมือนหมอ ไม่มีธรรมะที่เป็นเหมือนยามันก็ไม่มีประโยชน์อะไร หรือว่าเราจะมีโรงพยาบาลมีหมอแต่ว่ายาและเครื่องใช้สอยไม่มีมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร นี้มันก็เหมือนกับว่าเรามีวัดวาอารามมีพระภิกษุสามเณรเกลื่อนไปหมดแต่ไม่มีพระธรรมคำว่าพระธรรมในที่นี้หมายถึง ความรู้และการปฏิบัติอย่างถูกต้องและได้รับผลเกิดขึ้นมาตามสมควรแก่การปฏิบัตินั้น นี้เรียกว่า พระธรรม ถ้ามีแต่วัดวาอารามมีแต่พระสงฆ์เกลื่อนกลาดไปหมดแต่ไม่มีพระธรรมตัวจริงแล้วมันก็ยังไม่สำเร็จประโยชน์อะไร เหมือนโรงพยาบาลมีแต่ตัวโรงกับหมอแล้วไม่มียาเครื่องใช้ไม้สอยนี้มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรฉันใดก็ฉันนั้น ดังนั้นเราจะต้องมีวัดวาอารามที่ดี จะต้องมีภิกษุสามเณรที่ดี และก็ต้องมีธรรมะคือการศึกษาเล่าเรียนคือการประพฤติปฏิบัติการได้ผลของการปฏิบัติมันจึงจะเรียกว่ามีครบถ้วนและถูกต้องและสำเร็จประโยชน์ คือมีพระศาสนาที่แท้จริง
ถ้าว่ากันโดยที่แท้แล้วศาสนาที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ตัวธรรมะไม่ได้อยู่ที่ตัววัดวาอารามหรือตัวภิกษุสามเณร ตัวศาสนานั้นท่านจำแนกไว้ 3 อย่างคือ ปริยะติหมายถึงความรู้ ปฏิบัติที่ศาสนาหมายถึงการที่ปฏิบัติ ปฏิเวชศาสนา หมายถึง ผลของการ ปฏิบัติ คือ มรรคผล นิพพาน ต่อเมื่อมีครบทั้ง 3 อย่างนี้แล้วนั้นจึงจะเรียกว่ามีพระธรรมหรือมีพระศาสนาลำพังแต่มีวัดวาอารามหรือมีพระภิกษุสามเณรเกลื่อนไปหมดนั้นมันมีแต่กรวดของศาสนาไม่มีเนื้อแท้ของศาสนาทีนี้คนก็มีบำรุงรักษาแต่ส่วนเปลือกผลมันจึงเกิดขึ้นเหมือนกับเลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้หมากินไม่มีใครได้รับประโยชน์อะไรจากการเลี้ยงไก่นั้นนอกจากความหวังอย่างละเมอ ๆ ลม ๆ แล้ง ๆ ไปว่าได้ทำบุญเป็นอันมากแล้วตายก็จะได้ไปสวรรค์ดังนี้ เนี่ยแหละขอดูให้ดีว่าการบำรุงพระศาสนาจะต้องบำรุงอย่างไรหรือเท่าไร พูดได้ง่าย ๆ ว่าจะต้องบำรุงจนถึงกับว่าการปฏิบัติธรรมและการพ้นจากความทุกข์คือมีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมหรือศาสนาเกิดขึ้นมาจริงมิได้มีแต่เพียงเปลือกนอก ความจริงหรือตัวจริงของศาสนานั้น คือการดับทุกข์ ที่ไหนมีการดับทุกข์ที่นั้นก็มีตัวศาสนา อยู่ที่บ้านก็ได้ อยู่ในป่าก็ได้ ตามถ้ำตามภูเขาก็ได้ ไม่ต้องมีวัดวาอารามอันสวยงามก็ได้ ไม่ต้องเฉพาะแต่มีพระมีเณร นั้นชาวบ้านถ้าปฏิบัติธรรมะอยู่ที่บ้านก็เหมือนกับมีพระอยู่ที่บ้านด้วยเหมือนกัน เพราะเหตุว่าตัวศาสนานั้นมันอยู่ที่ตัวการดับทุกข์หรือปฏิบัติเพื่อเกิดความดับทุกข์นั้นเอง
ดังนั้นถ้าจะบำรุงศาสนากันให้ถูกตัวจริงแล้ว จะต้องบำรุงให้เกิดดับทุกข์ขึ้นมาจริง ๆ ตามที่พระพุทธองค์ท่านได้ตรัสแล้วตรัสอีก และตรัสเป็นคำสุดท้ายด้วยจะไปนิพพานว่า ภิกษุทั้งหลายเราเตือนพวกเธอค่าของ ของทั้งหลายทั้งปวงมีการขึ้นไปหรือเปลี่ยนไปตามธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาทเถิด นี้หมายความว่าพระพุทธเจ้าท่านต้องการให้เป็นไปด้วยความไม่ประมาท ถ้ามีความไม่ประมาทแล้วก็ย่อมมีการประพฤติพระธรรมที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองและแก่ผู้อื่น เพราะว่าคำว่าไม่ประมาทนี้มันหมายความอย่างนี้ หมายความว่าไม่โง่ ทำอะไรอย่างมงายละเมอเพ้อฝันลม ๆ แล้ง ๆ นี้อย่างหนึ่งก็หมายความว่า ไม่ขี้เกลียดแต่ขยันขันแข็งในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนเมื่อรวมกันของความฉลาดในการขยันขันแข็งอย่างนี้แล้ว สิ่งที่เราต้องการมันก็สำเร็จไปได้ด้วยดี ในที่สุดก็มีศาสนาตัวจริงมีผู้ได้รับประโยชน์จากศาสนานั้น ไม่กลายเป็นการเลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกินเหมือนดังที่กล่าวมา สำหรับสิ่งที่เรียกว่าพระธรรมสำหรับศาสนานี้ก็มีไว้สำหรับเป็นที่พึ่งของชาวโลกเป็นที่พึ่งแก่สัตว์โลกไม่ได้ต้องการให้คนหนีโลกไปไหน ไม่ได้ต้องการให้คนทิ้งโลกไปไหน
แต่ให้คนอยู่ในโลกอย่างมีประโยชน์อย่างไม่มีความทุกข์ เราจะต้องอยู่ในโลกนี้ในลักษณะที่มีประโยชน์แต่ว่าการประพฤติประโยชน์นั้นต้องไม่เป็นความทุกข์ด้วย เดี่ยวนี้คนเราอยู่ในโลกด้วยความโง่เขลาด้วยความประมาทเห็นแต่ประโยชน์ตัวจึงมีความเห็นแก่ตัว จนมีความโลภ ความโกรธ ความหลง จึงมีความทุกข์หรือว่าถ้ามีอวิชชาโมหะมากแล้วทำอะไรก็จะทำไปในลักษณะที่มีความทุกข์คือมีวิตกกังวล มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง การงานนั้นก็เป็นทุกข์ ยิ่งทำการงานมากก็ยิ่งมีความทุกข์มากแต่เพราะว่าเขาเป็นคนมีศาสนาอยู่ในใจหรือมีธรรมะอยู่ในใจเป็นผู้มีจิตใจสะอาด สว่าง สงบ เป็นจิตใจที่ว่าง จากการยึดมั่นถือมั่นแล้วก็จะทำการงานให้ดีไม่มีความทุกข์และอยู่ในโลกด้วยความชนะไม่มีความพ่ายแพ้แก่โลกหรือความทุกข์
แม้แต่ประการใด เมื่อใดคนในโลกอยู่ในโลกโดยความมีประโยชน์และไม่มีความทุกข์ดังนี้แล้ว นั้นแหละคือการที่โลกนี้มีศาสนาหรือว่านั้นแหละคือตัวศาสนาที่มีอยู่ในโลกหรือเป็นประโยชน์เป็นที่พึ่งแก่โลกเราจงให้ธรรมะหรือศาสนามีอยู่ในโลกมีแต่คนที่อยู่ในโลกผู้ทำการงานอยู่ในโลกนี้ให้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไปเถิด จะได้ชื่อว่าเป็นการบำรุงพระศาสนาอย่างถูกแท้จริง นี้พระศาสนาตัวจริงอยู่เกลื่อนไปหมดไม่ว่าที่วัดหรือที่บ้านไม่ว่าในเมืองหรือในป่าที่ไหนมีมนุษย์แล้วก็ย่อมมีศาสนาอยู่ที่นั้น เพราะว่าเขาเป็นคนไม่ประมาทประพฤติประโยชน์ตนประโยชน์คนอื่น ได้ดีด้วยความไม่ประมาทนั้นนี้เรียกว่า เป็นการบำรุงพระศาสนา ท่านจงคิดดูว่าแม้จะไม่เกี่ยวข้องกับพระกับเณรก็ยังเป็นการบำรุงพระศาสนาได้เดียวนี้เรามีการเกี่ยวข้องกับพระกับเณรวัดวาอารามและเรียกว่าเป็นการบำรุงพระศาสนามันก็ถูกเหมือนกัน
แต่ว่ามันคงจะไม่ได้เป็นการถูกต้องทั้งหมดเพราะว่าการถูกต้องทั้งหมดนั้นไม่เกี่ยวกับวัดวาอารามหรือพระเณรก็ยังเป็นการบำรุงพระศาสนาได้ เดียวนี้เอาเป็นว่าเราจะมีหลักสำหรับยึดกันว่าเราจะต้องมีวัดวาอารามเราจะต้องมีภิกษุสามเณรแล้วก็เราต้องมีธรรมะให้ครบทั้ง 3 อย่างทีนี้เราก็มาพิจารณาดูว่าจะบำรุงส่งเสริมกันที่ตรงไหนดี จะบำรุงส่งเสริมเฉพาะอย่างหรือว่าต้องทำทั้ง 3 อย่าง หรือว่าจะต้องทำอย่างใดมาก อย่างใดน้อย หรือว่าสนใจกระทำแต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็ปล่อยให้อีกอย่างหนึ่งนั้นไม่ได้รับการบำรุงดูแล เมื่อเราเข้าใจผิดต่อสิ่งเหล่านี้ นี้แหละเป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณาดูให้ดี เราชอบบำรุงวัดวาอาราม เราชอบบำรุงเลี้ยงพระเจ้าพระสงฆ์ นี้ดูจะทำกันเป็นอย่างมาก แต่ที่จะทำให้ธรรมะเจริญนั้นเราไม่ทำ การที่ทำให้ธรรมะเจริญนั้นแหละคือ การกินไข่ไก่ ทีนี้ก็เลี้ยงไก่ไว้โดยไม่ต้องกินไข่ แล้วก็ยังโง่เผลอไปกินขี้ไก่อย่างนี้มันก็ยิ่งเป็นการน่าสังเวช มากยิ่งขึ้นไปอีก บำรุงพระศาสนาจึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาดูให้ดี เป็นอย่างนี้ การสร้างวัดวาอารามบำรุงวัดวาอารามก็มีอยู่ทั่วไปแต่คงจะไม่มากเท่าการเลี้ยงพระ บำรุงเลี้ยงภิกษุสามเณร ส่วนการบำรุงตัวธรรมะคือการปฏิบัตินั้นแทบจะหาไม่พบแล้วจะถือกันว่ามันได้บุญมากตรงที่สร้างวัดบำรุงวัดเลี้ยงพระเลี้ยงเณรกันอยู่เต็มที่แล้วจะต้องเอาอะไรอีกเหล่าสำหรับคนอย่างเรา ๆ ได้เสียอย่างนี้ก็ดี ทีนี้เราจะพูดกันเป็นอย่าง ๆ ไป
โดยเฉพาะเอาเรื่องเลี้ยงพระขึ้นมาพูดกันก่อน คำว่าเลี้ยงพระเลี้ยงเณรนี้ก็คือ บำรุงภิกษุสามเณรนี้จะบำรุงกันอย่างไร สักเท่าไหร่นี้มันเป็นปัญหา ถ้าหากว่ามีการบำรุงภิกษุสามเณรอย่างถูกต้อง มันก็เลี้ยงพระที่เป็นพระอย่าเลี้ยงพระให้กลายเป็นหมูเพราะว่าให้พระกินดีอยู่ดีเกินไปโดยที่ไม่ต้องให้ทำอะไรมันก็กลายเป็นเลี้ยงพระให้กลายเป็นหมู บางคนก็เลี้ยงพระนี้ให้กลายเป็นม้า คำว่าม้านี้ก็หมายถึง การติดต่อ การสื่อสารถ้าใครจะเลี้ยงพระไว้เป็นพ่อสื่อพ่อชักนั้นก็เหมือนกับเลี้ยงพระให้เป็นม้า บางที่ก็ไปอ้อนวอนว่า ท่านออกปากมาคำเดียวว่า พ่อหนุ่มคนนั้นดี เท่านี้เอง เขาก็ให้ลูกสาว
ถ้าเขาทำกันในลักษณะอย่างนี้มันก็เหมือนกับเลี้ยงพระให้กลายเป็นม้า นี้บางทีก็เหมือนกับว่าใช้ภิกษุสามเณรนั้นให้ทำวัตถุแห่งประโยชน์แก่ตนอย่างซึ่งหน้า ๆ อย่างนี้ก็มีอย่างนี้จึงได้เท่ากับเลี้ยงพระให้กลายเป็นวัวเป็นควายสำหรับใช้งาน จงลองคิดดูเถอะว่าถ้าเลี้ยงพระไม่เป็นพระแล้วมันก็กลายเป็นหมูก็ได้ เป็นม้าก็ได้ เป็นควายก็ได้หรือเป็นนกเขาก็ได้ ให้เป็นนกเขานี้คือว่าให้ขันเพาะ ๆ สำหรับให้ฐายกฐายิกาสบายใจ คอยพูดอย่างนั้นอย่างนี้ให้เบิกบานสำราญใจ เนี่ยแหละเรียกว่าเลี้ยงพระให้กลายเป็นหมู หรือเป็นม้า หรือเป็นวัว หรือเป็นนกเขา เป็นต้น แต่คนเลี้ยงพระไว้ให้เป็นพระ ถ้าจะมองให้ดีไปกว่านั้นอีกก็อยากจะพูดว่า เราเลี้ยงพระนี้ให้กลายเป็นเทวดากันเสียคนเรานั้นเมื่อบำรุงบำเรอมันมากเกินไปมันก็เหลิงเอาแต่สนุกสนานเล่นหัวอย่างนี้เขาเรียกว่า เลี้ยงพระให้กลายเป็นเทวดาไปเสียแล้วไม่ต้องทำอะไร
นอกจากเป็นอยู่อย่างสบายสะดวกสบาย สนุกสนานกันเท่านั้นนี้มันต่างกันกับเลี้ยงให้เป็นหมู เลี้ยงพระให้เป็นหมูนั้นให้อ้วนให้พลี พระให้เป็นเทวดานี้ ให้มันเล่นหัวกันสนุกสนานให้เปิดวิทยุเพลงฟังกันอย่างสบายใจตลอดวันตลอดคืนก็ลองคิดดูว่า มันจะดีที่ตรงไหนในการที่จะเลี้ยงพระให้เป็นเทวดา ทีนี้อย่างหนึ่งคือเลี้ยงพระให้กลายเป็นยักษ์เป็นมารคนเราเมื่อเอาอกเอาใจกันหนักเข้ามันก็กลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ ใครว่าอะไรก็ไม่ได้เป็นคนขี้โมโหโทโสเนี่ยแหละคือเลี้ยงพระให้กลายเป็นยักษ์เป็นมารตัวอย่างเท่าที่ยกมาให้ฟังนี้มันก็มากพออยู่แล้ว ก็ไปคิดไปนึกดูเองอยู่บ้างว่าอย่างเลี้ยงพระให้กลายเป็นหมู เป็นม้า เป็นควาย เป็นนกเขา เป็นเทวดา เป็นยักษ์ เป็นมารหรือเป็นอะไรอื่นอีกมากมายเลย แต่จงเลี้ยงพระให้กลายเป็นพระเถิด ทีนี้เราก็จะได้พิจารณาดูกันต่อไปว่าเลี้ยงพระให้กลายเป็นพระนั้นมันเป็นอย่างไร การเป็นพระนี้มันมีที่เรียกหลายอย่าง ที่เป็นพระก็ได้ เป็นภิกษุก็ได้ เป็นบรรพชิตก็ได้ มันเป็นเครื่องบอกให้รู้ว่าการเป็นพระนั้นเป็นอย่างไร ถ้าเราเอาคำว่า พระมาเป็นหลัก คำว่าพระหรือวาระนี้มันแปลว่า ประเสริฐ ประเสริฐที่เป็นอย่างนี้ ประเสริฐที่มีจิตใจ สว่าง สะอาด สงบ หรือว่าอย่างน้อยที่สุดก็กำลังประพฤติปฏิบัติอยู่เพื่อให้จิตใจมีความสว่าง สะอาด สงบ มีความประเสริฐคือ ดีกว่าคนธรรมดา อยู่ที่ตรงนี้เอง คนธรรมดามีจิตใจเร้าร้อน มีกิเลสเกิดขึ้นมากเกินไป ไม่ประเสริฐที่ตรงไหน
ส่วนพระที่ว่าประเสริฐนั้นก็เป็นที่ว่า มันว่างจากกิเลสมีความ สว่าง สะอาด สงบอยู่ในจิตใจ เขาจึงจัดไว้ในฐานะเป็น ปูชนียะบุคคล คือผู้ที่บุคคลควรจะบูชาเพราะว่ามันดีกว่าคนธรรมดา คนธรรมดาจึงต้องบูชานี้อย่างหนึ่งถ้าจะเลี้ยงพระให้เป็นพระก็จงช่วยเลี้ยงให้มีคนอย่างนี้ ให้มีคนที่มีจิตใจอย่างนี้นี้และเรียกว่าเลี้ยงพระให้เป็นพระ หรืออย่างหนึ่งเราจะดูกันที่คำว่า ภิกษุ คำว่าภิกษุนี้ตามตัวหนังสือแปลว่า ผู้เห็นภัยในวรรคตะสงสารอยู่ในความทุกข์ เราจะเลี้ยงพระให้เป็นพระเราก็ต้องเลี้ยงพระนั้นให้เป็นผู้ที่สามารถมองเห็นวรรคตะได้ว่า วรรคตะสงสารเป็นความทุกข์ น่าเบื่อหน่าย น่าเอือมระอา ควรจะหลุดพ้นออกไปเสีย ถ้าเราจะช่วยกันเลี้ยงพระให้กลายเป็นหมู เป็นม้า เป็นควาย เป็นนกเขา เป็นเทวดา เป็นยักษ์ เป็นมารกันอยู่อย่างนี้มันก็ไม่ได้เลี้ยงพระให้เห็นภัยหรือ วัฏฏะสงสารมันจึงไม่เป็นภิกษุไปได้
บางทีบางคนก็คิดว่าคำว่าภิกษุนี้แปลว่าผู้ขอ แต่ว่ามันไม่เหมือนกับคนขอทาน ภิกษุนี้ไม่ได้เป็นคนขอทานหรือเหมือนกับคนขอทาน ภิกษุนี้เพียงแต่เข้าไปขออาหารเพราะว่าตนมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติอย่างสูงสุดเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น คนขอทานถือกะลาที่ขออาหารอยู่ตามถนนนั้นเขาไม่ได้มีหน้าที่อย่างเดียวกับภิกษุ เขาไม่มีหน้าที่ที่จะปฏิบัติธรรมะเพื่อช่วยตนเองและผู้อื่น เขาต้องขอทานเพราะว่าเจาไม่สามารถหาอาหารจากทางอื่นได้
ส่วนภิกษุเป็นผู้ขอในแบบภิกษุนี้มีหน้าที่ปฏิบัติธรรม ไม่มีโอกาสจะทำไร่ทำนาหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ด้วยตนเอง ต้องทำหน้าที่ที่จะชำระตนหรือชำระโลกให้บริสุทธิ์ ให้สะอาด ให้หมดจดจากความทุกข์ไม่มีเวลาแม้แต่จะหุงข้าวกินเองด้วยซ้ำไป ดังนั้นจึงถือบาตรไปแสดงตัวว่าต้องการอาหารเพียงเพื่อประทังชีวิตให้เป็นไปแล้วได้ทำหน้าที่ของตนตลอดเวลาอย่างนี้เรียกว่า ภิกษุ ไม่ใช่ไปบิณฑบาตมาฉันแล้วมานอนเปิดวิทยุเพลงฟังอยู่อย่างนี้มันไม่ใช่ภิกษุ มันจะกลายเป็นผู้ที่โกหกหลอกลวงยิ่งกว่าคนขอทานตามข้างถนนเสียด้วยซ้ำไป ขอให้เข้าใจคำว่า ภิกษุให้ดี ๆ อย่างนี้หมายความว่า ผู้เห็นภัยนวรรคตะสงสารและรีบปฏิบัติเพื่อจะให้หลุดพ้นจากความทุกข์นั้น ท่านทั้งหลายจงเลี้ยงพระให้เป็นภิกษุอย่างนี้มันก็จะมีประโยชน์มีบุญมีกุศล คนขอทานก็มีชีวิตอยู่ด้วยของที่ผู้อื่นให้ พวกเปรตก็มีชีวิตอยู่ด้วยของที่ผู้อื่นให้ คนขอทานก็เป็น สะระภัตระขินี พวกเปรตก็เป็น สะระภัตระขินี แต่ว่าพวกพระนี้ก็เป็น สะระภัตระขินีด้วยเหมือนกันแต่ความหมายหรือน้ำหนักนี้มันไม่เหมือนกันหรือไม่เท่ากัน ภิกษุประพฤติธรรมเพื่อทำให้ตัวเองและผู้อื่นหมดความทุกข์โดยไม่มีเวลาทำอาหารกินเองจึงต้องกินอาหารที่ผู้อื่นให้จะได้ชื่อว่าสะระภัตระขินีดังนี้ จำเป็นที่จะต้องประพฤติตนให้สมกับอาหารที่ฐายกฐายิกาเขาได้ให้มาจริง ๆ
ถ้าประพฤติตนไม่สมกันไม่คุ้มกันแล้วก็จะต้องเป็นคนขอทานข้างถนนหรือว่าจะต้องกลายเป็นเปรต หรือว่าจะต้องตกนรกในที่สุดเพราะเป็นคนขดโกรง หลอกลวงเอาอาชีพของภิกษุมาบังหน้าแล้วก็เป็นอยู่อย่างคนหลอกลวง ไม่ประพฤติปฏิบัติในหน้าที่ของตน ทีนี้ก็ได้พิจารณากันต่อไปว่าทำไมภิกษุจึงมีโอกาสหลอกลวงได้มากถึงอย่านี้ นี้ก็เพราะว่าความโง่เง่าหลับหูหลับตาของฐายกฐายิกาที่เลี้ยงพระนั้นเอง ไม่เลี้ยงพระให้เป็นพระแต่เลี้ยงให้เป็นหมูบ้าง เป็นม้าบ้าง เป็นวัวเป็นควายบ้าง เป็นนกเขาบ้าง เป็นเทวดาบ้าง เป็นยักษ์มารบ้าง ทำไมไม่เลี้ยงให้เป็นภิกษุ เป็นพระ เป็นบรรพชิตอย่างถูกต้องเหล่า พระความที่ไม่เอาใจใส่ว่าตัวศาสนาแท้นั้นอยู่ที่ไหนหรือว่าตัวความเป็นพระนั้นมันอยู่ที่ไหนมันทำเพ้อ ๆ ไปอย่างไม่ระมัดระวังตั้งใจว่า จะปลูกตะไคร้ มันก็กลายเป็นหญ้าคา เพราะว่าไม่ดูให้ดีไม่เลือกพันธุ์ตะไคร้ให้ดีก็คว้านู้นคว้านี้มาปลูกคิดว่าจะปลูกตะไคร้แล้วมันกลายเป็นหญ้าคาขึ้นมาอย่างนี้เพราะว่าเขาทำไม่ถูกต้องที่แท้จริงของธรรมชาตินั้นเอง ก็มีทางที่จะหัวเราะเยาะได้ว่าปลูกกล้วยมันก็กลายเป็นอ้อยเสีย ปลูกกุหลาบมันก็กลายเป็นเล็บเหยี่ยวหรืออะไรเป็นต้นเสียนี้คือความไม่ระมัดระวังของฐายกฐายิกาผู้เลี้ยงพระไม่เลี้ยงพระให้เป็นพระ ที่หนักไปกว่านี้อีกก็คือว่าเลี้ยงพระไว้เพื่อจะได้เป็นลูกเขยหรือหลานเขยตัวอย่างนี้ก็ยังมีได้ยินเขาว่ากันอยู่บ่อย ๆ และจะไปโทษใครที่ไหนนี้แหละจงพิจารณาดูให้ดีเถิดว่า การบำรุงพระศาสนาก็ดี การเลี้ยงพระก็ดี มันคงจะไม่เป็นของที่ง่ายดายนักมันเป็นของที่จะต้องกระทำด้วยความไม่ประมาทอย่างยิ่งด้วยเหมือนกัน พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสสอนไว้ว่า ท่านทั้งหลายจงยันความไม่ประมาทจนถึงพร้อมเถิด
เมื่อเป็นดังนี้ก็ควรจะถือว่าแม้ในการบำรุงพระศาสนาหรือ เลี้ยงพระนี้ก็ต้องทำด้วยความไม่ประมาท คือได้มีสติสัมปชัญญะจงพินิจพิจารณาดูให้ดี จนกระทั้งมีปัญญารู้แจ้งตลอดว่าอะไรคืออะไร แล้วจึงจะมีความขยันขันแข็งในสิ่งนั้นจึงสำเร็จประโยชน์สมตามคำประสงค์ที่พูดมายืดยาวนี้มันเป็นการบำรุงพระศาสนาในส่วนที่เกี่ยวกับผู้อื่น สมมุติที่ว่าถ้าทำไป ๆ มันก็มีแต่การยุให้ผู้อื่นทำตัวเองไม่ทำ ตัวเองถือซะว่าได้บุญพอแล้วเพราะการที่คนอื่นให้ทำ ท่านฟังดูเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ลองฟังดูใหม่ว่าตัวเองนอนเสียว่าได้บุญมากแล้วไม่ต้องทำอะไรเพราะได้เลี้ยงคนอื่นได้ยุคนอื่นให้ทำ ตัวเองไม่ต้องทำแล้วตัวเองมันจะได้อะไรถ้าว่าได้บุญ บุญนี้คืออะไร คือความอุ่นใจ ความพอใจและเต็มมากไปด้วยบุญตายแล้วก็ไม่ต้องตกนรกและได้ไปอยู่ในสวรรค์วิมานถ้าเขาต้องการเพียงเท่านั้นมันก็คงจะได้บ้างถ้าไม่ได้อย่างแท้จริงก็ได้อย่างปลอม ๆ มันก็พอจะให้สบายใจได้เหมือนกัน ถ้าเราจะคิดว่าได้เกิดในสวรรค์เป็นการโดยแท้แล้วนี้มันมีทางที่จะล้มละลายได้ทั้ง 2 แง่ถ้ามันเป็นเรื่องสวรรค์ถึงความหลอกลวงเขาหลอกให้ทำมันก็เป็นสวรรค์ปลอมเหมือนกับมีเงินปลอม ที่นี้ถ้าสมมุติว่า มีสวรรค์จริงมันก็ยิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นความโลภ ความโกรธ ความหลง ความมัวเม่า ความโง่ ความประมาทยิ่งขึ้นไปอีก พุดกันตรง ๆ เลยว่าพวกเทวดานั้นมีความประมาทมากกว่าพวกมนุษย์ในโลกของเทวดานั้นเต็มไปด้วยความเล่นหัวสนุกสนาน เหมือนที่บอกเมื่อกี้นี้ว่า อย่าเลี้ยงพระให้กลายเป็นเทวดาเลยพระว่าเทวดาหรือเทวโลกนั้นหมายถึงสถานที่ที่เต็มไปด้วยบุคคลที่เอาแต่เล่นแต่หัวมันก็มีกิเลสมากมันก็มีความประมาทมากทำไมโลกเทวดามันมีอะไรดีแล้วพระพุทธเจ้าก็ต้องไปเกิดและเกิดเป็นพระพุทธเจ้าในโลกเทวดามันไม่จะต้องมาเกิดในเทวโลกเรื่องนี้มันก็อธิบายชัดเจนอยู่ในพระคัมภีร์แล้วว่าข้อที่พระพุทธเจ้าไม่ไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้านั้นก็เพราะมันเต็มไปด้วยความหลอกลวงมันเต็มไปด้วยความเล่นหัวสนุกสนานไม่เอาจริงเอาจังอะไรกันเลยไม่สนใจในเรื่อง ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายกันเสียเลยเพราะมันสนุกสนานไปด้วยความหลอกลวงนั้น
ส่วนในมนุษย์ในโลกนี้มันมีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายปรากฏมันมีความเหน็ดเหนื่อยเหงื่อไหลไคลย้อยมันมีอะไร ๆที่ทำให้เกิดความไม่ประมาทเหมาะสมที่จะบรรลุธรรมหรือตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงต้องมาเกิดในมนุษยโลกเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า นี้แหละความสำคัญมันอยู่ตรงที่ความประมาทหรือความไม่ประมาทอย่างเดียวเท่านั้นและมนุษย์บนโลกนี้มีสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความไม่ประมาทอยู่มากมายในสวรรค์นั้นมีแต่สิ่งที่เหี้ยและเกิดความประมาททั้งนั้นถ้าใครจะได้สวรรค์หรือได้สวรรค์จริง ๆ
แล้วหยุดอยู่ตรงแค่สวรรค์นั้นก็ลองคิดดูเถอะว่ามันจะดับทุกข์ได้อย่างไร มันจะเป็นที่พึ่งไปแห่งความทุกข์ได้อย่างไรนี้แหละเป็นคำตอบที่จะช่วยอธิบายให้เข้าใจได้ว่าเรื่องสวรรค์กับเรื่องมรรคผลนิพพานนั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เรื่องมรรคผลนิพพานนั้นเป็นไปเพื่อดับกิเลส และดับทุกข์ ส่วนเรื่องสวรรค์นั้นเป็นไปเพื่อให้มัวเมาของกิเลสหรือในกองทุกข์ มันก็เป็นเรื่องอย่างตรงกันข้ามอยางนี้ ถ้าฐายกฐายิกาคนใดจะเลี้ยงพระบำรุงศาสนาเพื่อเอาสวรรค์แล้วก็จงคิดดูให้ดีเถิด ถ้าได้สวรรค์มันก็มีอย่างนี้ ถ้าได้สวรรค์ปลอมมันก็ร้ายไปกว่านี้มันมีอะไรที่น่าไว้ใจหรือเย็นอกเย็นใจที่ตรงไหน การบำรุงพระศาสนาหรือ บำรุงพระศาสนาด้วยการบำรุงพระนี้มันมีสิ่งที่จะต้องระมัดระวังอย่างนี้ ถึงแม้การที่จะบำรุงวัดวาอารามโดยส่วนรวมมันก็มีอาการอย่างนี้ปัญหาของความสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า จะทำให้ความไม่ประมาทเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเกิดการปฏิบัติในศีล สมาธิ ปัญญา ได้อย่างไรและจะให้มันบรรลุมรรคผลนิพพานกันได้อย่างไรต่างหากนั้นแหละคือปัญหาที่เกี่ยวกับการบำรุงพระศาสนาหรือการได้มีภิกษุสามเณรวัดวาอารามไว้เพื่อให้มันมีผลเกิดขึ้นมาเป็นบุคคลที่ดับกิเลสหรือดับทุกข์ได้ หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้มีความสนใจเรื่องอย่างนี้ให้มากยิ่งขึ้นกว่าปี ปีแล้วมา ปีที่แล้วมาก็เข้าพรรษา ปีนี้ก็เข้าพรรษาในพรรษานี้จะมีการบำเพ็ญบุญทุกอย่างให้ก้าวหน้า ให้เป็นไปในลักษณะที่เรียกว่า ดีขึ้น ทีนี้เราจะบำรุงพระศาสนาพระวัดวาอารามกันให้ดีขึ้นได้อย่างไรจงเอาไปคิดดูเถิด คำอธิบายก็มีมากแล้วเท่าที่ได้กล่าวไปนั้นซึ่งสรุปความ อาจจะสรุปความได้ว่า การบำรุงพระศาสนานั้นจะบำรุงให้ถูกตัวศาสนาจริง ๆ แล้ว ก็คือตัวเองรีบปฏิบัติธรรมะให้ถูกให้ตรงเสียโดยเร็วนั้นคือการบำรุงศาสนาที่ถูกต้องและรวดเร็ว ส่วนที่จะไปเลี้ยงคนอื่น ไปบำรุงคนอื่น ไปยุคนอื่น ไปส่งเสริมคนอื่นนั้นมันยังไม่แน่ อาจจะมีข้อแก่ตัวว่า เราทำไม่ได้ถ้าคนอื่นทำได้ก็ทำอย่างนั้นมันก็ถูก
แต่ว่าถ้าเราตกอยู่ในความงมงายโง่เคราแล้วก็จะต้องกลายเป็นเหยื่อของคนหลอกลวงโดยไม่ต้องสงสัยเลย คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนโกรงหรือคนฉลาดแกมโกง ถ้าคนเข้ามีปัญญาจริงเขาไม่หลอกลวงใคร แต่ว่าคนฉลาดแกมโกงนั้นจ้องที่จะหลอกลวงคนอื่นทุกเมื่อ การบำรุงพระศาสนานี้ก็เหมือนกันระวังให้เป็นการบำรุงบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ มีสติปัญญา มีความบริสุทธิ์สะอาดมีความเคารพนับถือตัวเองดังนี้เป็นต้น จึงจะเรียกว่าเป็นผู้ที่ควรบำรุง พระสงฆ์มีลักษณะที่ควรบำรุงก็เพราะว่า เป็นผู้ปฏิบัติดีเป็นผู้ปฏิบัติตรงเป็นผู้ปฏิบัติสมควรแก่ธรรมนั้นเวลาสวดคำว่าสุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติตรง ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติเป็นธรรม คือปฏิบัติถูกต้องสมควรแก่ธรรม สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติสมควรแก่หน้าที่การงานของตน ปฏิบัติสมควรแก่การกราบไหว้ของมหาชนดังนี้ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย ซึ่งแสดงความสวยสดงดงามอย่างอื่นอีกเป็นอันมากแต่มันสำคัญอยู่ที่ 4 อย่างข้างต้นเท่านั้น ถ้าเขามีการปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง เป็นธรรม ปฏิบัติสมควร เลือกดูให้มีการปฏิบัติอย่างนี้แล้วก็บำรุงส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติย่างนี้ แล้วพระสงฆ์นั้นไม่ต้องอยู่ที่วัดเสมอไปอยู่ที่บ้านก็ได้ ถ้าใครปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง เป็นธรรม ปฏิบัติสมควรแล้ว ก็จงช่วยบำรุงส่งเสริมเถิด สรุปคือว่าเป็นการบำรุงพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนานี้ได้ด้วยเหมือนกัน
มรรคผลนิพพานนั้นไม่จำกัดสำหรับภิกษุสามเณรอย่างเดียว แม้อุบาสกอุบาสิกาก็มีได้เข้าถึงได้ ดังนั้นจึงกล่าวการบรรลุซึ่งพระธรรมว่าเป็นหลักสำหรับตัดสินว่าใครเป็นพระสงฆ์ ไม่ได้ถือหลักว่า ภิกษุสามเณรจะเป็นพระสงฆ์แต่อย่างเดียว แต่ถือหลักว่าใครปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพานแล้วก็เรียกว่า เป็นพระสงฆ์ด้วยกันทั้งนั้น เมื่อเราจะให้ความเป็นธรรมแก่พระธรรมแล้วก็จงส่งเสริมการปฏิบัติธรรมเถิดและส่งเสริมความต้องการของบุคคลหรือการกระทำของบุคคล และส่งเสริมการปฏิบัติที่เป็นธรรมที่ให้ได้มาซึ่งธรรม ถ้าเกิดสิ่งที่เรียกว่าธรรมขึ้นมาแล้ว ศาสนาก็จะเจริยงอกงามก้าวหน้าตั้งอยู่อย่างเป็นปึกแผ่นมั่นคง เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายได้จริงนั้นแหละเราจะมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดไม่เห็นธรรมผู้นั้นไม่เห็นตถาคต คำว่าธรรมในที่นี้ก็เป็นคำเดียวกับพระศาสนาที่แท้จริงไม่ใช่เปรียบถึงศาสนา แล้วคำว่าธรรมหรือศาสนานี้มันหมายถึง สิ่งที่กำจัดทุกข์หรือกำลังกำจัดทุกข์อยู่จริง ไม่ใช่เป็นเพียงพิธีรีตองไม่ใช่เป็นเพียงตัวหนังสือหรืออยู่บนเพียงพระคัมภีร์อะไรทำนองนั้น แต่ต้องเป็นตัวการดับทุกข์ที่มีอยู่ที่เนื้อที่ตัวของบุคคลที่ประพฤติอยู่ด้วยการดับทุกข์ที่ กาย วาจา ใจของเขามีอยู่เพื่อการดับทุกข์มีอยู่ที่ไหนที่นั้นก็มีศาสนาที่บ้านก็ได้ ที่วัดก็ได้ ในเมืองก็ได้ ในป่าก็ได้มีได้ทั่วๆ ดังที่ได้กล่าวมา หรือว่าท่านทั้งหลายจะได้ระลึกนึกถึงสุภาษิตที่ตรัสว่า ท่านทั้งหลาย เราเตือนพวกเธอว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความเสื่อมไป สิ้นไปตามธรรมดา ไปยังความไม่ประมาทไปสู่ที่ตั้งเถิดท่านเคยตรัสแต่อย่างนี้ ไม่เคยตัวจะบำรุงพระศาสนาเลี้ยงพระเลี้ยงเณร แล้วก็ตรัสว่าจงปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรมจงพยายามช่วยตัวเองให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงเถิดนี้ได้ทรงกำชับอยู่อย่างนี้
ถือว่านี้แหละคือการบำรุงพระศาสนาเพราะว่าบุคคลชนิดนี้มีอยู่แล้วคือว่าศาสนามีอยู่ บุคคลชนิดนี้มีอยู่แล้วคือว่าพระธรรมมีอยู่ พระธรรมมีอยู่แล้วพระพุทธเจ้ามีอยู่ ให้สังเกตพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็มีอยู่ด้วยเหตุนั้น ดังนั้นการบำรุงพระศาสนาของบุคคลชนิดนั้นคือ ไม่เป็นหมันเลย ไม่มีทางใครจะมาด่าว่า มัวแต่เลี้ยงไก่ไว้ไข่ให้สุนัขกิน หรือมัวแต่จะเลี้ยงพระให้กลายเป็นหมู ให้กลายเป็นม้า กลายเป็นวัว เป็นควาย เป็นนกเขา เป็นเทวดา เป็นยักษ์เป็นมาร นี้จึงเรียกว่า เป็นพุทธบริษัทเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ที่อยู่ด้วยปัญญา สาวกของพระพุทธเจ้านั้นย่อมรุ่งเรืองอยู่ด้วยปัญญา ธรรมะเทศนาก็สมควรแก่เวลาเอวังก็มีด้วยประกาลฉะนี้