<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35492" type="text/javascript"></script> |
|
การหาความสุขจากสิ่งที่เป็นทุกข์
ณ บัดนี้จะได้วิสัจนาพระธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญาส่งเสริมศรัธทาความเชื่อ แล้ววิริยะความพากเพียร ของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้าแห่งทางพระพุทธศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา
post ครั้งแรก: Tue 4 March 2008, 5:27 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 17 September 2008, 9:54 am
|
อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย กว่าจะยุติลงด้วยเวลา ธรรมเทศนา เนื่องในวันเข้าพรรษานี้นั้น เป็นธรรมเทศนาที่มุ่งหมายจะให้ไม่เกิดความไม่ประมาท แก่ท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจในเรื่องนี้มาตามลำดับแล้วแต่วันก่อนๆ ในวันนี้ก็ยังเป็นธรรมเทศนาที่มีความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือว่าตลอดการจำพรรษานี้ เป็นเวลาที่พุทธบริษัท ตั้งใจที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นวัดปฏิบัติของตน ให้ดีเป็นพิเศษ ให้สม่ำเสมอเป็นพิเศษ สมกับที่เป็นวันเข้าพรรษา
อย่างว่าบางคนจะสมาทานการพูดน้อยให้ตลอดพรรษา แม้เพียงเท่านี้ก็เป็นการดี เพราะว่าคนส่วนมากที่พูดที่พูดพร่ำพรื่อ ไม่รู้จักมารยาทในการพูด นั่งฟังธรรมก็ยังพูดแข่งกันตอนแสดงธรรมนี้ก็ยังมี นี่เขาเรียกว่ากิเลมันครอบงำมากเกินไป จะต้องตั้งใจฝึกฝนให้เป็นพิเศษด้วย คือการบังคับตัวเอง ให้อยู่ในขอบเขตของธรรมมะและวินัย จะได้เห็นว่าแม้แต่การบังคับตัวเองให้พูดน้อยนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยเลย คนที่ไม่รู้จักการบังคับตัว ย่อมไม่รู้ว่าอะไรเป็นเรื่องมากอะไรเป็นเรื่องน้อย คนที่พูด พูดพร่ำพรื่อ พูดไม่รู้จักกาลเทศะนั้น มันก็แสดงอยู่แล้วว่า เป็นผู้ไม่มีสติปัญญาคือเป็นคนโง่ นี่ก็เป็นกิเลสที่เรียกว่า โมหะ เดียวนี้พุทธบริษัทในพระพุทธศาสนานี้จะต้องเป็นผู้มีแสงสว่าง มีความรู้ ความตื่น จากหลับ และความเบิกบาน ถ้ามีโมหะ ความโง่ ความหลงอยู่ ก็ไม่มีความเป็นพุทธบริษัท เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม ดังที่จะเห็นได้ ว่ามันตรงกันข้ามอย่างไร ดังนั้นการที่ตั้งใจตลอดพรรษานี้ จะสมาทานวัดอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้ครบถ้วนบริบูรณ์และสม่ำเสมอนั้นเป็นการสมควรอย่างยิ่ง
สำหรับในวันนี้จะแสดงในข้อธรรมมะข้อหนึ่งซึ่งเป็นพระพุทธภาษิตว่า ผู้มีปัญญาย่อมแสวงหาความสุขได้จากสิ่งที่เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายทุกคนจงตั้งจิตอธิษฐาน ในการที่ว่าจะประพฤติปฏิบัติให้ตลอดพรรษานี้ โดยหัวข้อที่ว่า จะแสวงหาความสุขได้จากสิ่งที่เป็นทุกข์ ท่านทั้งหลายจงฟังดูให้ดี ถ้าฟังดูไม่ดีก็จะไม่เห็นด้วย นข้อที่ว่าเราจะแสวงหาความสุขจากสิ่งที่เป็นทุกข์ คนมันโง่ ก็จะเห็นว่าเป็นทุกข์เสียแล้วก็ไม่มีทางแก้ไข ความสุขกับความทุกข์นี้ มันก็เอามาใช้แทนกันไม่ได้ แต่ผู้มีปัญญาหาเป็นอย่างนั้นไม่ จะสามารถแสวงหาความสุขได้จากสิ่งทีเป็นทุกข์ นี้มันก็เป็นหนทางที่ดีหรือดีมากทีเดียว เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จะช่วยให้มีความทุกข์น้อยลงเข้าถึงกับไม่มีความทุกข์เลย แต่ถ้าฟังไม่ถูกมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร และคงจะคิดเสียว่ามันเป็นสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้ เพราะว่าคนโง่ทั้งหลายย่อมหวังในสิ่งที่หวังไม่ได้หรือไม่ควรหวังยกตัวอย่างเช่นว่า ครั้งหนึ่งได้พูดได้เทศน์ในสิ่งโฆษณาถึงเรื่องซึ่งมีหัวข้อว่า ความเจ็บไข้สอนให้เราเป็นคนฉลาด ความเจ็บความไข้เกิดขึ้นแก่เราเพื่อมาสอนเราให้เป็นคนฉลาด คนที่ไม่เข้าใจก็ล้อว่าเขาไม่ต้องการความเจ็บไข้ เขาต้องการลาภอย่างยิ่ง ที่เกิดมาจากความไม่เจ็บไม่ไข้ อ้างพระพุทธภาษิตขึ้นมาว่า อะโรคะยา ภะละมาลาพา ความไม่มีโรคเป็นยอดแห่งลาภนี้คือคนโง่ ใครบ้างที่อยู่ในโลกนี้แล้วจะไม่เจ็บไม่ไข้ นี้ปัญหามันก็มีว่าความเจ็บความไข้มันมีแล้วจะต้องทำอย่างไร จะต้องมาเสียใจมานั่งบน นั่งเพ้อว่าเป็นกรรมเป็นเวร เป็นบาปมาถึงเข้าแล้ว

บางคนก็ร้องไห้กระสับกระส่าย อย่างนี้เรียกว่าคนโง่ โง่เพราะไม่รู้จักความรับความเจ็บไข้ให้กลายเป็นของที่ไม่ทำอันตราย จึงได้กล่าวไว้ให้เป็นหลักปฏิบัติว่า ความเจ็บไข้นั้นมันมาสอนให้เราฉลาด ถ้าเกิดไม่มีความเจ็บไข้มันเกิดขึ้นเลยจริงๆ เอาจริงๆ คนก็จะเลิง ประมาทยิ่งกว่าที่เป็นอยู่เดียวนี้ ทั้งๆ ที่มีความเจ็บไข้อยู่บ่อยๆ ก็ยังเป็นคนประมาท ถ้าไม่ประมาท มันก็จะได้รับผลประโยชน์จากพระธรรม หรือว่าจากการที่เกิดมาเป็นมนุษย์นี้ แต่ถ้าประมาทเสียแล้วก็ไม่ได้รับประโยชน์จากอะไรเลย จะได้รับแต่โทษของความประมาทเท่านั้น นี้ความเจ็บไข้มาเตือนให้ไม่ประมาท กระทั่งมาเตือนให้เราฉลาดว่าสิ่งเหล่านี้มันต้องเป็นอย่างนี้แล้วเราจะต้องทำอย่างไรจึงจะเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้ ความทุกข์ยากลำบากทั้งหลาย เพราะเรารู้จักความรับเอามันก็กลายเป็นทำให้เราฉลาดขึ้น ยิ่งๆ ทุกที เราดูโดยทั่วๆ ไป ก็จะเห็นได้ว่าการที่มนุษย์รู้จักทำอะไรให้ก้าวหน้าหรือดีขึ้น สวยขึ้น นี้ก็เพราะว่ามันมีอุปสรรคเกิดขึ้นก่อนจึงไม่คิดแก้ไข จึงฉลาดในการที่จะทำอะไรให้มันดีขึ้น แม้แต่จะขุดรูอยู่ เมื่อมันมีทางไม่สำเร็จประโยชน์ที่ส่วนไหนก็คิดแก้ไขให้มันดีขึ้น จนรู้จักทำเปิง ทำกระท่อม ทำบ้าน ทำเรือน ทำตึกอยู่ ก็ล้วนแต่ประสบความยากลำบากอย่างใดอย่างหนึ่งมาก่อนแล้วจึงคิดแก้ไขทั้งนั้น
สำหรับความเจ็บไข้นี้ก็เหมือนกัน มันก็เหมือนมาเตือนให้รู้ไว้ล่วงหน้าว่าจะต้องทำอย่างไร ถ้าหากมันเกิดเจ็บไข้มากกว่านี้ ถึงวันจะต้องตายลงไปจริงๆ ก็จะสามารถทำจิตใจให้ถูกต้อง ไม่ให้ความทุกข์ครอบงำมากเกินไป นั้นเมื่อเจ็บไข้ทีไรต้องรู้จักถือเอาความฉลาด รู้จักพิจารณา และรู้จักสลัดออกไป ด้วยสติปัญญา เว้นแต่ว่าเป็นการฝึกหัดจิตใจให้เข้มแข็ง ให้ความทุกข์เพียงเท่านี้ครอบงำไม่ได้เรื่อยๆ ไป จนกระทั่งความทุกข์ชนิดไหนก็ครอบงำไม่ได้ เมื่อเราคิดเสียอย่างนี้ ความเจ็บไข้มันก็จะพ้ายแพ้ไป แม้ว่าความเจ็บไข้นั้น มันจะหนักมากถึงกับต้องตายก็จะมีทางที่จะคิดได้ว่าสังขารมันเป็นอย่างนี้เอง ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสังขารทั้งหลายมันเป็นอย่างนี้เอง
ถ้าฉลาดถึงขนาดนี้แล้ว ความทุกข์หรือความเจ็บไข้หรือความตายชนิดไหนก็ไม่มาทำให้เดือนร้อนได้ หรือถึงกับหัวเราะได้นี้เรียกว่าเป็นผู้ฉลาดเต็มที่ในเรื่องเกี่ยวกับความเจ็บไข้นี้เป็นหลัก สำหรับพุทธบริษัทจะต้องมีความรู้ความสามารถเข้าใจในการที่เอาชนะความทุกข์ ทีนี้ก็จะย้อนกลับไปหาหัวข้อข้างต้นที่ว่า รู้จักแสวงหาความสุขจากสิ่งที่เป็นทุกข์ หัวข้อนี้มีทางที่จะอธิบายได้มากมายหลายระดับ แต่ที่สำคัญที่สุด ก็คือความเป็นทุกข์ของสังขาร ในบทที่ว่า สัพเพสังขาราทุกขา สังขารคือสิ่งที่มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่งทั้งปวงทุกชนิดเป็นทุกข์หรือว่าเบญจขรรณ์อันเป็นที่ตั้งของอุปทานนี้เป็นความทุกข์ แปลว่าตัวชีวิตนั้น มันเป็นความทุกข์อยู่ตามธรรมชาติ ทีนี้เราจะแสวงหาความสุขจากสิ่งที่เป็นทุกข์นี้ได้อย่างไร สติปัญญาของคนธรรมดาคงจะทำไม่ได้จึงต้องอาศัย สติปัญญาของสัมมาสัมพุทธเจ้า สติปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีมากพอที่จะทำให้สามารถแสวงหาความสุขจากสิ่งที่เป็นทุกข์ เพราะสติปัญญาอันสูงสุดอย่างนี้เอง เพราะองค์จึงได้นามว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราทุกคนลองพยายามคิดนึก ศึกษาตามที่พระองค์ทรงสอนไว้ เพราะร่างกายจิตใจชีวิตนี้เมื่อปล่อยไปตามเรื่องราวของคนที่ไม่มีความรู้มันก็เป็นทุกข์ แต่ถ้ามีปัญญาก็จะสามารถพิจารณาเสาะหาเอาแต่แง่แต่มุมที่จะไม่ต้องเป็นทุกข์ ลองว่ามาดูว่ามันมีอะไรบ้าง ข้อแรกทีเดียวเราก็ได้ยินได้ฟังกันอยู่ว่าความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความเศร้าโศกพิไรรำพันทุกข์โทมนัสเหล่านี้ก็เป็นทุกข์ ประสบพบกับสิ่งที่ไม่ได้รักก็เป็นทุกข์ พรัดพรากจากกันจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถณาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ สรุปความแล้วเบญจขรรณ์ที่มีอุปาทานเป็นทุกข์ นี้การพูดที่มีเรื่องเกี่ยวกับความทุกข์มีอยู่อย่างนี้เป็นหลักทั่วไปในพระพุทธศาสนา ความเกิดเป็นทุกข์ เราจะทำอย่างไร เราต้องศึกษาเรื่องความเกิด ถ้าไม่มีการเกิดเราก็ไม่มีอะไรจะศึกษา นั้นต้องมีความเกิดมาให้เรา
สำหรับเป็นวัตถุแห่งการศึกษา เมื่อเรามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเกิดนี้อย่างถูกต้องแล้ว ก็สามารถจะทำให้ความเกิดนั้นหยุดเป็นทุกข์หรือถึงกับไม่มีความเกิดเอาเสียเลยทีเดียว ศึกษาจนรู้ว่าไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาอย่างนั่นอย่างนี้มีแต่ธรรมชาติล้วนๆ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไป เราได้ความรู้ความเข้าใจถึงขณะนี้แล้ว ความเกิดก็หมดความเป็นทุกข์ แล้วให้ในสิ่งที่ตรงกันข้ามคือความไม่เป็นทุกข์หรือความสุข ทั้งความแก่ชราจะเป็นความชราแบบไหนก็ตาม ถ้ามีปัญญาพอตัวก็ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับศึกษาบทเรียนสำหรับศึกษาให้รู้ว่าความแก่มันเป็นอย่างนี้เอง มันก็มาสอนให้เราฉลาดขึ้นกันอย่างน้อยก็ให้รู้ว่าสังขารทั้งหลายมันเป็นอย่างนี้ ก็หัวเราะเยาะได้สามารถจะประพฤติธรรมมะขณะที่ว่าไม่มีความยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวงแล้ว ความแก่ก็ไม่มีความหมาย ไม่ทำอันตรายแก่บุคคลใด แม้จะแก่จนลุกเดินไปไหนไม่ไหว มันก็ไม่มีอะไรที่จะต้องมาทำให้เกิดความทุกข์ใจ จะมองไปในแง่ไหนก็ได้
มันเป็นของธรรมดา เป็นไปตามธรรมดาเมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ จะฉลาดในเรื่องของขันต์ ของทาส ของอายะทนะหรือว่าของธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นจริงว่ามันเป็นอย่างนี้ ถ้าความแก่ไม่มีมาก็ไม่มีทางจะรู้อย่างนี้ ความเจ็บไข้ก็อย่างเดียวกันอีก คืออย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นตัวอย่างนั้น เจ็บไข้ทุกทีก็ย่อมจะฉลาดขึ้นทุกที แต่ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ เจ็บไข้ทุกทีก็ยิ่งโง่เข้าทุกที ซึ่งทุกข์ง่ายมีความทุกข์ง่ายขึ้นทีจนหมดกำลังใจที่จะต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงของสังขารทั้งหลาย ทีนี้ก็มาถึงความตาย ความตายนี้เป็นความทุกข์ขึ้นมาก็เพราะว่าทุกคนมันยึดมั่น ถือมั่น ว่าความนี้ของเราความตายยังไม่ทันมาถึงก็มีความทุกข์เหลือประมาณ โดยมากคนเรามีความทุกข์เพราะสิ่งที่ยังไม่มาถึง แทบจะทั้งนั้น หมายความว่าคิดเอาเอง หวั่นวิตกเอาเอง ยึดมั่นถือมั่นเอาเองเป็นความทุกข์มากมายมหาศาล จากสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น เพราะว่าถึงคราวที่ตายกันจริงๆ หามีเวลาที่จะไป คิดนึกมากอย่างนั้นไม่ มีปัญหาเรื่องความแก่ความเจ็บ ความตายเป็นปีๆ ล่วงหน้า ถึงเวลาจะตายก็จริง ไม่กี่นาทีก็ตายได้ อาการอย่างอื่นอีกหลายอย่างก็เหมือนกัน ที่เป็นปัญหามากที่สุดก็คือความกลัวหรือความวิตกกังวล คนๆ หนึ่งก็มักจะมีเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งเอามาสำหรับกลัวหรือต้องวิตกกังวล มันก็ทนทรมานไปทุกวัน ทุกคืน โดยที่แท้เรื่องจริงนั้นยังไม่ได้เกิดแต่มันเกิดเพราะเอามาคิด มายึดถือ จนเป็นที่ตั้งแห่งความวิตกกังวลหรือความกลัวเป็นต้น โดยเฉะเรื่องภายนอกกลัวเหตุการณ์อันตรายภายนอก กลัวยากกลัวจนกลัวอะไรก็ตาม เอามาคิดสำหรับกลัวได้มากโดยที่ไม่จริง ถ้าจะเอามาคิดสำหรับกลัวหรือวิตกกังวล คิดไปในทางที่จะทำการทำงานให้ลุล่วงไปอย่างไรให้สนุกสนานไปก็ยังจะดีกว่า เพราะว่าเรื่องอะไรๆ ที่มนุษย์รู้สึกเป็นทุกข์หรือกลัววิตกจนทรมานอยู่นี้ เป็นเรื่องที่ไปเอามาคิด ด้วยความสำคัญผิด ด้วยความยึดมั่น ถือมั่น ทั้งนั่น หน้าจะคิดเสียใหม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตามใจ เราจะทำแต่สิ่งที่ควรทำที่ต้องทำในหน้าที่ของตนเป็นประจำวัน โดยที่ว่ามันจะตายลงเดียวนี้ก็ได้ ขณะที่ทำงานอยู่เดียวนี้ให้มันตายลงไปก็ได้ จะไม่สนใจแต่เรื่องอย่างนั้นที่จะต้องเอามากลัวเพราะล่วงหน้า จะกลัวคนหรือว่ากลัวโรคภัยไข้เจ็บ กลัวจน กลัวผู้ร้ายความวิบัติต่างๆ นานา มันก็มีลักษณะอย่างเดียวกัน ไม่กลัวเสียเลยจะดีกว่า แต่ถ้ามันได้เกิดขึ้นแล้ว ก็เอามาเป็นเครื่องศึกษา สำหรับให้รู้ให้ถูก ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้ฉลาดขึ้นสำหรับที่จะไม่ต้องทุกข์ ไม่ต้องมีความทุกข์ในกรณีอย่างนี้ต่อไป นี้เรียกว่าอะไร ที่เขาถือเป็นความทุกข์
ถ้ามันเกิดกับเราแล้ว เราอาจจะเปลี่ยนให้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อไปเสียก็ได้ เพราะอาศัยสติปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อะไรที่เกิดบ่อยๆ หรือมีอยู่เป็นประจำ เป็นความเจ็บ ความไข้อย่างนั้นอย่างนี้ นั้นแหละเป็นสิ่งที่ต้องทำก่อน เปลี่ยนให้มันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์แทนที่จะมาเป็นเครื่องรบกวนความสงบสุข ก็เปลี่ยนให้เป็นเรื่องที่มาเพื่อให้ฉลาด สำหรับขจัดความทุกข์อย่างก็เรียกว่าอยู่ในประเภทที่แสวงหาความสุขได้จากสิ่งที่เป็นทุกข์นั้นเหมือนกัน ข้อความต่อไปที่ว่าความไม่ประสบกับสิ่งที่รักเป็นความทุกข์ นี้ดูจะเป็นคนโง่มากหน่อย เพราะว่ามันไปโง่ทีแรกคือไปรักสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติของธรรมชาติ จะเอามาเป็นของตนเพราะอำนาจของกิเลสคือความโง่ พอมารู้ว่าความรักนี้คือความโง่ชนิดหนึ่งแล้วเรื่องเหล่านี้ก็ไม่ต้องมี จะวิบัติพรัดพรากจากของรักก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์ ประสบเข้ากับสิ่งที่ไม่รักก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ เพราะว่าถ้าเราไม่มีความรักแล้วสิ่งที่รักมันก็มีไม่ได้ นี่ก็กลายเป็นสิ่งกลางๆ ไปหมด นี่คือวิธีที่ทำให้โลกนี้ไม่มีอะไรที่จะเป็นทุกข์แก่บุคคลผู้มีสติปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเป็นเครื่องคุ้มครอง ทั้งหมดนี้ตามที่กล่าวมานี้เป็นหลักใหญ่ๆ ในพระพุทธศาสนา เมื่อพูดถึงความทุกข์ ก็เหมือนความทุกข์ที่เกิดมาเบญจขรรณ์ที่ประกอบด้วยอุปาทาน เราเป็นพวกรู้จักเข็ดรู้จักหลาบ รู้จักสังเกตุ เป็นทุกข์ทุกทีก็ฉลาดขึ้นทุกที ไม่ใช่เป็นทุกข์ทุกทียิ่งโง่เข้าทุกที ยิ่งท้อถ้อยยิ่งหมดกำลังใจเข้าทุกที มีความทุกข์ทีไรก็จะต้องถือเอากำไรให้ได้จากความทุกข์นั้น
ถ้ามันทุกข์มากมันก็จะเสียความรู้ให้ได้มาก หรือไม่มีกำไรมากแล้วแต่ความทุกข์ว่ามันจะมีมาในลักษณะไหน หรือขนาดไหน ยิ่งทุกข์มากก็ยิ่งดี จะได้รู้ความจริงเกี่ยวกับข้อนี้มาก เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วต่อไปก็จะไม่มีอะไรที่จะเป็นความทุกข์ ความทุกข์เข้ามาแปลงให้เป็นความสุขไปเสียได้ เป็นคาถาอาคมอะไรชนิดหนึ่ง ซึ่งประเสริฐที่สุดสำหรับมนุษย์ คือสามารถที่จะเอาชนะความทุกข์ ทุกอย่างได้ ให้กลายเป็นความรู้บ้าง ให้กลายเป็นความสามารถบ้าง ทั้งในโอกาสของการเข้าพรรษาเช่นนี้แล้วก็จะเอามาจับเข้ากับสิ่งที่มีอยู่เป็นประจำวัน เราจะมีความทุกข์เพราะอะไร ก็จะต้องเอาสิ่งนั้นมาเป็นบทเรียน สำหรับเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นความไม่ทุกข์ แม้แต่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่มันเกิดขึ้นเป็นประจำวันอย่างนี้ ก็จะต้องรู้จักเปลี่ยนให้เป็นสิ่งที่ไม่มีปัญหาอย่างเดียวกัน เช่นว่าสุนัขมันหอนหนวกหู
ถ้าใครไปโกรธขึ้นมาคนนั้นมันก็บ้าเอง ความโกรธนั้นก็เป็นทุกข์อย่างหนึ่งอยู่แล้ว ก็จะไปคิดอะไรมากมายไปกว่านั้นอีกมันก็เป็นความทุกข์มากกว่านั้น ถึงทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องเกิดอาการที่ไม่หน้าปรารถนาเช่นนี้ เพราะว่าเราจะไปห้ามไม่ให้สุนัขหอนนั้นมันคงทำไม่ได้ มันก็คิดหนทางที่ว่า เสียงหอนของสุนัขนี้ มันจะช่วยทำให้มีประโยชน์อะไรขึ้นมาบ้างอย่างนี้จะดีกว่าแล้วแต่จะมีปัญญาคิดเอา มีปัญญามากก็คงจะคิดได้มาก จะถือเอาประโยชน์นี้ได้มาก ถ้ามันหอนเพราะกิเลสมันครอบงำมันหอนเพราะว่าเป็นไปตามธรรมดาๆ ธรรมชาติ คนเรานี้มีอะไรแตกต่างกับสุนัข ถ้าเราเป็นคนที่หอนได้ก็คงจะหอนมากกว่าสุนัข เดี่ยวนี้เราก็มีการหอนอย่างบางคนที่หอนมากกว่าสุนัขเสียอีกกระมั่ง