<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35587" type="text/javascript"></script> |
|
โรคลมอัมพาต
โรคลมอัมพาต หมายถึง อาการแขนขาซีกหนึ่งอ่อนแรง หรือ เป็นอัมพาตขึ้นฉับพลัน มักมีสาเหตุได้หลากหลายควรรีบพาผู้ป่วยไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลทันที หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที ก็อาจจะช่วยให้หายเป็นปกติหรือลดความรุนแรงลงได้
post ครั้งแรก: Mon 10 March 2008, 12:35 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 13 March 2008, 10:36 pm
|
ชื่อภาษาไทย
โรคลมอัมพาต โรคหลอดเลือดสมอง โรคลม ปัจจุบัน อัมพาตครึ่งซีก
ชื่อภาษาอังกฤษ
Stroke, Cerebrvascular accident , Hemiplegia
สาเหตุ
โรคนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ซึ่งมีอาการแสดงความรุนแรง และวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน ดังนี้
อาการ
การแยกโรค
อาการแขนขาชาหรือ อ่อนแรง มักมีสาเหตุจากความผิดปกติของสมองและไขสันหลัง นอกจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมองแล้ว ยังอาจเกิดจากเนื้องอกในสมองหรือไขสันหลัง การติดเชื้อในสมองหรือไขสันหลัง การได้รับบาดเจ็บที่สมองหรือไขสันหลัง
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเกิดจากภาวะใดก็ควรส่งตัวผู้ป่วยไปที่โรงพยาบาลทันที
การวินิจฉัย แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการแสดงเป็นหลักและจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุ โดยการถ่ายภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจคลื่นหัวใจ เจาะหลังและอื่นๆ
หลอดเลือดสมองซีกขวาตีบ จะเกิดอัมพาต แขนขาซีกซ้าย หลอดเลือดสมองซีกซ้ายตีบ จะเกิดอัมพาต แขนขาซีกขวา
การดูแลตนเอง
ถ้าพบมีอาการแขนขาเป็นอัมพาต ควรรีบพาผู้ป่วย ไปโรงพยาบาลทันที เพื่อตรวจหาสาเหตุและ ให้การรักษาแต่เนิ่นๆ หลังจากได้รับการรักษาจนพ้นระยะอันตรายหรือ สามารถกลับไปอยู่บ้านได ก็ควรปฎิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และติดตามรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยควรงดบุหรี่ และเครื่องดื่นแอลกฮอล์ เพื่อนป้องกันไม่ได้อาการกำเริบซ้ำ
การรักษา
แพทย์มักจะรับตัวผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาลและให้การรักษาตามสาตุ เช่น
1. ถ้าพบว่าเกิดจากสมองขาดเลือดจากลิ่มเลือดอุดกั้น แพทย์อาจให้ยาละลายลิ่มเลือด ฉีดเข้าไป หลอดเลือดดำ เพื่อเปิดทางให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมอง ทำให้เซลล์สมองไม่ตาย ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นคืนสู่ปกติได้เร็ว ยานี้จะได้ผลดีต้องให้ภายใน 3 ชั่วโมง หลังมีอาการ
หลังอาการคงที่แล้ว แพทย์จะให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (นิยมให้แอสไพริน ขนาด 75-325 มก. กินทุกวัน) ให้ยาควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น ยาลดความดันเลือด ยาเบาหวาน ยาลดไขมันในเลือด เป็นต้น ทำการฟื้นฟูร่างกาย ด้วยการทำกายภาพบำบัด
ในรายที่ตรวจพบมีหลอดเลือดแดงที่คอตีบอาจให้การรักษาด้วยการผ่าตัดหลอดเลือด หรือใช้บอลลูนขยายหลดเลือด
2. ถ้าพบว่าเกิดจากหลอดเลือดสมองแตก ก็ให้การรักษาแบบประคับประคอง เช่น ให้น้ำเกลือใส่ท่อหายใจ และเครื่องช่วยหายใจ ควบคุมความดันเลือด ( ถ้าสูงรุนแรง ) ในรายที่มีก้อนเลือดในสมอง อาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัดสมองแบบเร่งด่วน ส่วนในรายที่มีเลือดออกเพียงเล็กน้อย และไม่กดถูกสมองส่วนที่สำคัญ ก็อาจไม่ต้องผ่าตัด เมื่อรักษาจนผู้ป่วยปลอดภัย แล้วก็จะทำการฟื้นผู้ร่างกาย ด้วยการทำกายภาพบำบัด
ภาวะแทรกซ้อน
อาจกลายเป็นโรคอัมพาตเรื้อรัง ซึ่งมีความรุนแรงมาน้อยต่างกันไป ขึ้นกับความรุนแรง และสภาพร่างกายของผู้ป่วย ในรายที่ลุกนั่งไม่ได้ หรือ นอนแบ๊บอยู่บนเตียงนอน อาจเกิดแผลกดทับที่ก้น หลัง หรือ ข้อต่อต่างๆ บางรายอาจสำลักอาหารเกิดการอุดกั้นของทางเดินหายใจหรือ ปอดอักเสบได้ อาจเป็นโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบได้ง่าย หรือเป็นแผลถลอกที่กระจกตาดำ นอกจากนี้อาจมีความเครียดทางจิตใจ หรือ โรคซึมเศร้าในผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
การดำเนินโรค
ในรายที่เกิดจากสมองขาดเลือดจากลิ่มเลือดอุดตัน ถ้ามีอาการเล็กน้อย และได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก ก็อาจหายเป็นปกติ หรือฟื้นคืนสภาพได้จนเกือบเป็นปกติ จนช่วยตนเองได้ พูดได้ เดินได้ แต่อาจใช้มือได้ไม่ถนัด
การป้องกัน
ความชุก
โรคนี้พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยความดันเลือดสูง เบาหวาน ไขมันเลือดสูง คนอ้วน ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด โรคนี้นับว่าเป็นสาเหตุของความพิการทางร่างกายที่พบได้บ่อยในวัยกลางคนและวัยสูงอายุ

สาเหตุสำคัญที่สุดของการที่มีลิ่มเลือด (blood clot) ไปสู่สมองคือ การที่เส้นเลือด carotid ที่คอมีการตีบ เพราะมีคอเลสเตอรรอลกับเกล็ดเลือด (platelets) ไปเกาะที่ผนังเส้นเลือด ทำให้ผนังเส้นเลือดไม่เรียบ เลือดไหลอย่างไม่สม่ำเสมอมีการปั่นป่วน (turbulence) ในกระแสเลือด บางทีมีเลือดออกใต้ส่วนที่ตีบ บางส่วนของผนังเส้นเลือดที่เป็นหลุมเป็นบ่อมีเลือดไหลช้าเลยมีโอกาสแข็งตัวขึ้น (clot) วันดีคืนดี (ความจริงวันไม่ดีคืนไม่ดี)เลือดที่แข้งตัวเกาะอยู่ที่ผนังเส้นเลือดหลุด ลอยไปตามกระแสเลือดไปสู่สมอง อาการแล้วแต่ว่าไปส่วนไหนของสมอง
การตีบของเส้นเลือด carotid ที่คอนี้เป็นสาเหตุที่ใหญ่ที่สุดของอัมพาต มากกว่าลิ่มเลือดจากหัวใจหลายเท่า ประมาณกันว่า ๑/๒ ของอัมพาตเกิดจากสาเหตุนี้ ที่สำคัญคือ มีทางป้องกันมีทางรักษาก่อนเป็นอัมพาตถ้าแพทย์สำนึกถึงความสำคัญของเส้นเลือด carotid และคนไข้ได้รับการศึกษาให้รู้อาการเล็กๆน้อยๆที่มักจะเกิดขึ้นก่อนเป็นอัมพาต ตอนที่ยังมีทางรักษาป้องกันได้ ในขณะเดียวกันแพทย็ก็ต้องฟังอาการคนไข้ไม่ใช่บอกผ่านว่าเรื่องเล็กไม่เป็นไร คงหายเอง
อาการทีชวนให้สงสัยว่าอาจมีการตีบของเส้นเลือด carotid มีหลาย
๑) ตาบอดเพียงส่วนหนึ่งของตา มักจะเป็นข้างเดียว อาจเป็นเพียงชั่วคราว เพราะลิ่มเลือดไปอุดเส็นเลือดไป retina ถ้าแพทย์ดูในลูกตาอาจเห็นเส้นเลือดที่อุดตัน
๒) เป็นอัมพาตแขนขา หรือ พูดไม่ออก นึกออกแต่พูดไม่เป็นคำพูด แต่เป็นอยู่ไม่นาน อาจเพียงไม่กี่นาทีไม่กี่ชม. แล้วหายเอง เพราะลิ่มเลือดที่หลุดไปสมองเล็กมาก ถ้าคนไข้นอนใจไม่ไปหาหมอ หรือหมอนอนใจ ไม่ให้ความสำคัญกับอาการที่คนไข้บอก คราวหน้าลิ่มเลือดอาจใหญ่ เกิดอัมพาตถาวร อาการชั่วคราวแบบนี้เรียก TIA (transient ischemic attack) เป็นอาการที่พบบ่อยมาก แต่คนส่วนใหญ่รวมทั้งแพทย์ให้ความสนใจไม่พอ ถ้าไม่เจาะจงถาม คนไข้ก็ไม่บอกคิดว่าเรื่องเล็ก
๓) อีกอย่างคือการเป็นลม ล้มลงโดยไม่มีสาเหตุ อยู่ดีๆก็ล้ม เรียก drop attack อันนี่บางที่เป็นอาการของเส้นเลือด carotid ตีบได้ แต่สาเหตุอื่นก็มาก
อาการทั้งสามอย่างที่กล่าวไว้จะต้องหาสาเหตุโดยไม่รั้งรอ ถ้าแพทย์ฟังเสียงตรงเส้นเลือด carotid ที่คอ อาจจะได้ยินเสียงฟู่ๆ (คล้ายเม้มปากเป่า) เรียก bruit เพราะเลือดในเส้นเลือดไหลปั่นป่วน ถ้าไม่ได้ยินไม่ได้หมายความว่าปกติ เพราะการตีบมากน้อยไม่ได้มีความสัมพันธ์ (correlate) กับความดังของเสียงฟู่ๆ (ตีบน้อยอาจดังมาก ตีบมากอาจดังน้อย) เพียงแต่ชวนให้สงสัยมากขึ้น
คั่นต่อไปคือการตรวจเส้นเลือด carotid โดยใช้ ultrasound ที่เรียกว่า Duplex scan เพื่อวัดความเร็วของกระแสเลือด (เลือดตรงที่ตีบจะไหลเร็วกว่าส่วนไม่ตีบ) ดูความปั่นป่วนของกระแสเลือด ดูผนังเส้นเลือดว่าตีบแค่ไหน มีเลือดออกในผนังหนือเปล่า คำนวนออกมาได้ว่าตีบกี่เปอร์เซ็นต์ ตีบแค่นั้นจะทำให้เลือดไปสมองน้อยลงหรือเปล่า ทั้งหมดนี้จะช่วยศัลยแพทย์ทางเส้นเลือดตัดสินใจว่าควรจะผ่าหรือไม่
จากสถิติที่ยอมรับกันทั่วไป การผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ที่ชำนาญทางด้านนี้จะได้ผลดีกว่าการรักษาทางยามาก อันตรายจากการผ่าตัดมี ไม่ใช่ไม่มี แต่ควรจะน้อยกว่า ๑% ถ้าไม่ผ่าโอกาสเป็นอัมพาตถึง ๕% ต่อปี ทบไปทุกปี หมายความว่า ๓ ปี โอกาสเป็นอัมพาตจะขึ้นถึง ๑๕% แต่ถ้าผ่าตัวเลข ๑% นั้นเพียงตอนผ่า หลังจากนั้นแล้วแทบไม่มีเลย
อย่าลืม ถ้ามีอาการอย่างที่ว่า ถึงแม้จะไม่ถาวร ต้องไปหาแพทย์ ถ้าแพทย์ไม่แน่ใจว่าไม่ใช่เส้นเลือดตีบควรจะต้องส่งตรวจเส้นเลือด carotid ด้วย Duplex scan
เป็นบทความที่ให้ความรู้และการป้องกันที่ดีมากๆอยากให้มีผู้แบ่งปันความรู้แบบนี้มากๆ เพราะหมอที่ตรวจรักษาคนไข้ในโรงพยาบาลคงไม่มีเวลาในการอธิบายให้ความรู้กับคนไข้ได้โดยละเอียด รวมถึงเป็นความรู้แก่ที่ใกล้ชิดหรือประสบกับปัญหาจะได้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที
การป้องกันอาการดังกล่าวน่าจะเน้นไปที่การดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคลโดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินควรละเลิกอาหารประเภทไขมันสูง เลือกกินอาหารที่ไปช่วยต้านการก่อลิ่มเลือดชนิดที่พบได้ในเครื่องปรุงอาหารไทยคือกะปิที่ได้จากการหมักเคยเกิดสารประกอบที่มีชื่อว่า Fibrinogen พบว่ามีประสิทธิภาพในการสลายลิ่มเลือดได้ดี โดยเฉพาะในรูปของนำพริกกะปิที่ไม่ผ่านการหุงต้มด้วยความร้อนเลยและเป็นอาหารยอดนิยมที่สืบเนื่องจากบรรพบุรุษมานานที่รู้ถึงรสชาติที่เอร็ดอร่อยแต่ไม่รู้ถึงคุณค่าดังกล่าวเพราะการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ยังไม่มีในยุคนั้นที่จะวิเคราะห์ถึงสิ่งดีๆมีคุณค่าที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างคาดไม่ถึง จึงอย่าลบหลู่

ก็ต้องขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากทางมูลนิธิและนิตยสารหมอชาวบ้านด้วยค่ะ http://www.doctor.or.th ที่ให้ความอนุเคราะห์ร่วมมือกับวิชาการ.คอม เพื่อช่วยกันเผยแพร่บทความดีๆ ให้เข้าสู่กลุ่มคนหมู่มากอีกทางหนึ่ง....


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |