|
โรคลมอัมพาต
โรคลมอัมพาต หมายถึง อาการแขนขาซีกหนึ่งอ่อนแรง หรือ เป็นอัมพาตขึ้นฉับพลัน มักมีสาเหตุได้หลากหลายควรรีบพาผู้ป่วยไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลทันที หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที ก็อาจจะช่วยให้หายเป็นปกติหรือลดความรุนแรงลงได้
|
หน้าที่ 1 - โรคลม
ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของนิตยสารหมอชาวบ้าน กับวิชาการ.คอม
ที่มา : นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 29 ฉบับที่ 343 เดือน พฤศจิการยน 2550
คอลัมภ์ :สารานุกรมทันโรค
URL : http://www.doctor.or.th
ชื่อภาษาไทย
โรคลมอัมพาต โรคหลอดเลือดสมอง โรคลม ปัจจุบัน อัมพาตครึ่งซีก
ชื่อภาษาอังกฤษ
Stroke, Cerebrvascular accident , Hemiplegia
สาเหตุ
โรคนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ซึ่งมีอาการแสดงความรุนแรง และวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน ดังนี้
- สมองขาดเลือดจากการอุดตัน (ischemic stroke) พบได้ปริมาณร้อยละ 80 ของโรคหลอดเลือดสมอง แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่ หลอดเลือดสมองตีบ (thrmbotic stroke) เกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและตีบ ซึ่งจะค่อยๆเกิดขึ้นทีละน้อย ในที่สุดจะมีลิ่มเลือดเกิดขึ้นไปอุดตันหลอดเลือด ทำให้เซลล์สมองตายเพราะขาดเลือด มักพบในผู้ที่เป็นโรคความดันเลือดสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และผู้ที่สูบบุหรี่จัด
นอกจากนี้ ก็ยังอาจจะพบในผู้ที่มีรู ปร่างอ้วน ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด ผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ ผู้หญิงที่กินยาเม็ดคุมกำเนิด (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าสูบบุหรี่ร่วมด้วย) และผู้ที่มีอายุมาก (มากกว่า 55 ปี ในผู้ชาย และ 65 ปี ในผู้หญิง)
โรคหลอดเลือดสมองตีบ เป็นสาเหตุของโรคลมอัมพาตที่พบได้บ่อยกว่าสาเหตุอื่นๆ ภาวะลิ่มเลือดหลุดลอยไปอุดตันหลอดเลือดสมอง ( embolic stroke ) มักเกิดจากมีลิ่มเลือดที่อยุ่นอกสมอง หลุดลอยตามกระแสเลือดขึ้นไปอุดตัน หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้เซลล์สมองตายเพราะขาดเลือด ที่พบบ่อยคือ ลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นที่หัวใจ ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ( เช่น หัวใจเต้นแผ่วระรัวผิดจังหวะ ( atrial fibtillation) โรคลิ้นหัวใจรั่ว โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นต้น
ผู้ป่วยที่เป็นโรคลมอัมพาต มักมีประวัติความดันเลือดสูง เบาหวาน ไขมัน ในเลือดสูง
- หลอดเลือดสมองแตก (hemorrhagic stroke) พบได้ประมาณร้อยละ 20 ของโรคหลอดเลือดสมองถือว่าเป็นภาวะที่มีอันตรายร้ายแรง อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลารวดเร็วได้ มีอัตราตายโดยเฉลี่ยร้อยละ 40- 50 ถ้าพบในผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีสาเหตุจากโรคความดันเลือดสูงที่เป็นรุนแรง เนื่องจากขาดการรักษาอย่างจริงจัง หรือเป็นโดยไม่รู้ตัวเนื่องจากขาดการรักษาอย่างจริงจัง หรือเป็นโดยไม่รู้ตัวเนื่องจากไม่มีอาการผิดปกติ (เปรียบเหมือนภัยมือที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย) แต่ถ้าพบในวัยหนุ่มสาวหรือวัยกลางคน ก็อาจมีสาเหตุจากการมีหลอดเลือดแดงที่ผิดปกติในสมองซึ่งมักเป็นมาแต่กำเนิด และมาแตกเอาตอนโตขึ้น ทำให้มีเลือดออกในสมอง บางรายอาจเกิดจากภาวะการแข็งตัวของเลือดบกพร่อง เช่น เป็นโรคตับแข็ง (ซึ่งไม่สามารถสร้างสารกระตุ้นการแข็งตัวของเลือด) เป็นโรคเลือดบางชนิดที่ทำให้เลือดออกง่าย เกินยาแอสไพรินเป็นประจำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ และสมอง แต่มีผลข้างเคียงคือทำให้มีเลือดออกในสมองได้ บางรายอาจเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด หรือเนื้องอกในสมองที่มีเลือดออก
อาการ
- ผู้ป่วยที่เป็นโรคลมอัมพาต เนื่องจากหลอดเลือดสมองตีบ มักมีประวัติเป็นโรคความดันเลือดสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่จัด ดื่นเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์จัด อายุมาก อ้วน หรือมีญาติพี่น้องเป็นโรคอัมพาต แล้วอยู่ๆ กีอาการแขนขาซีกหนึ่งอ่อนแรงลงทันทีทันใด อาจเกิดขึ้นขณะตื่นนอน ขณะเดินหรือทานอยู่ก็รู้สึกทรุดล้มลงไป ( อาจทำให้เข้าใจผิดว่าอาการล้มลงเป็นตันเหตุทำให้อัมพาต)
- ผู้ป่วยอาจจะมีอาการแขนขาชา เกร็งตามแขนขา ตามัว มองไม่เห็น ภาพซ้อน พูดไม่ได้หรือพูดอ้อแอ้ ปากเบี้ยว หรือกลืนไม่ได้ร่วมด้วย บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะเห็นบ้านหมุน หรือ มีอาการสับสนนำมาก่อนที่จะมีอาการอัมพาตของแขนขา ผู้ป่วนมักมีอาการผิดปกติที่ซีดใดซีกหนึ่งของร่างกายเพียงซีกเดียว กล่าวคือ ถ้าการตีบตันของหลอดเลือดเกิดขึ้นในสมองซีกขวา ก็จะเกิดอัมพาตของแขนขาซีกซ้าย แต่ถ้าการตีบตันของหลอดเลือดเกิดขึ้นที่สมองซีกซ้าย ก็จะมีอาการอัมพาตของแขนขาซีกขวา และบางรายอาจมีอาการพูดไม่ได้ร่วมด้วย ( เนื่องจากศูนย์ควบคุมการพูดอยู่ในสมองซีกซ้ายถูกกระทบด้วย)
- ผู้ป่วยส่วนมากจะรู้สึกตัวดี หรืออาจจะซึมลงเล็กน้อย ยกเว้นในรายที่เป็นรุนแรง อาจมีอาการหมดสติได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการอัมพาตมักเป็นอยู่นานกว่า 24 ชั่วโมง และอาจจะเป็นอยู่นานเป็นแรมเดือน แรมปี หรือ ตลอดชีวิต
- บางรายอาจจะมีอาการอัมพาต ประมาณ 2-30 นาที (น้อยรายอาจเป็นนานเป็นชั่วโมง ไม่เกิน 24 ชั่วโมง) และหายได้เองโดยไม่ได้รับการรักษาใดๆ อาการดังกล่าวเกิดจากสมองขาดเลือดชั่วขณะ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเป็นๆหายๆ เป็นอาการเตือนนำมาก่อน เป็นโรคอัมพาตประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี
- ผู้ป่วยที่เป็นโรคลมอัมพาตเนื่องจากลิ่มเลือดหลุดลอยไปอุดตันหลอดเลือดสมอง จะมีอาการแบบเดียวกับอาการดังกล่าวข้างต้น แต่อาการอัมพาตมักเกิดขึ้นฉับพลันทันที โดยไม่มีอาการเตือนมาก่อน ผู้ป่วยอาจมีประวัติเป็นโรคหัวใจ หรือ เคยผ่าตัดหัวใจมาก่อน
- ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตเนื่องจากหลอดเลือดสมองแตก อาการมักเกิดขึ้นฉับพลันทันที โดยไม่มีสิ่งบอกเหตุล่วงหน้า บางรายอาจเกิดอาการขณะทำงานออกแรงมากๆ หรือขณะร่วมเพศ ผู้ป่วยอาจบ่นปวดศีรษะรุนแรงหรือปวดศีรษะซีกเดียว อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนและมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย แล้วต่อมาก็มีอาการปากเบี้ยวพูดไม่ได้ แขนขาอ่อนแรง อาจชักและหมดสติในเวลาอันรวดเร็ว
การแยกโรค
อาการแขนขาชาหรือ อ่อนแรง มักมีสาเหตุจากความผิดปกติของสมองและไขสันหลัง นอกจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมองแล้ว ยังอาจเกิดจากเนื้องอกในสมองหรือไขสันหลัง การติดเชื้อในสมองหรือไขสันหลัง การได้รับบาดเจ็บที่สมองหรือไขสันหลัง
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเกิดจากภาวะใดก็ควรส่งตัวผู้ป่วยไปที่โรงพยาบาลทันที
การวินิจฉัย แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการแสดงเป็นหลักและจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุ โดยการถ่ายภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจคลื่นหัวใจ เจาะหลังและอื่นๆ
หลอดเลือดสมองซีกขวาตีบ จะเกิดอัมพาต แขนขาซีกซ้าย หลอดเลือดสมองซีกซ้ายตีบ จะเกิดอัมพาต แขนขาซีกขวา
การดูแลตนเอง
ถ้าพบมีอาการแขนขาเป็นอัมพาต ควรรีบพาผู้ป่วย ไปโรงพยาบาลทันที เพื่อตรวจหาสาเหตุและ ให้การรักษาแต่เนิ่นๆ หลังจากได้รับการรักษาจนพ้นระยะอันตรายหรือ สามารถกลับไปอยู่บ้านได ก็ควรปฎิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และติดตามรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยควรงดบุหรี่ และเครื่องดื่นแอลกฮอล์ เพื่อนป้องกันไม่ได้อาการกำเริบซ้ำ
การรักษา
แพทย์มักจะรับตัวผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาลและให้การรักษาตามสาตุ เช่น
1. ถ้าพบว่าเกิดจากสมองขาดเลือดจากลิ่มเลือดอุดกั้น แพทย์อาจให้ยาละลายลิ่มเลือด ฉีดเข้าไป หลอดเลือดดำ เพื่อเปิดทางให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมอง ทำให้เซลล์สมองไม่ตาย ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นคืนสู่ปกติได้เร็ว ยานี้จะได้ผลดีต้องให้ภายใน 3 ชั่วโมง หลังมีอาการ
หลังอาการคงที่แล้ว แพทย์จะให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (นิยมให้แอสไพริน ขนาด 75-325 มก. กินทุกวัน) ให้ยาควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น ยาลดความดันเลือด ยาเบาหวาน ยาลดไขมันในเลือด เป็นต้น ทำการฟื้นฟูร่างกาย ด้วยการทำกายภาพบำบัด
ในรายที่ตรวจพบมีหลอดเลือดแดงที่คอตีบอาจให้การรักษาด้วยการผ่าตัดหลอดเลือด หรือใช้บอลลูนขยายหลดเลือด
2. ถ้าพบว่าเกิดจากหลอดเลือดสมองแตก ก็ให้การรักษาแบบประคับประคอง เช่น ให้น้ำเกลือใส่ท่อหายใจ และเครื่องช่วยหายใจ ควบคุมความดันเลือด ( ถ้าสูงรุนแรง ) ในรายที่มีก้อนเลือดในสมอง อาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัดสมองแบบเร่งด่วน ส่วนในรายที่มีเลือดออกเพียงเล็กน้อย และไม่กดถูกสมองส่วนที่สำคัญ ก็อาจไม่ต้องผ่าตัด เมื่อรักษาจนผู้ป่วยปลอดภัย แล้วก็จะทำการฟื้นผู้ร่างกาย ด้วยการทำกายภาพบำบัด
ภาวะแทรกซ้อน
อาจกลายเป็นโรคอัมพาตเรื้อรัง ซึ่งมีความรุนแรงมาน้อยต่างกันไป ขึ้นกับความรุนแรง และสภาพร่างกายของผู้ป่วย ในรายที่ลุกนั่งไม่ได้ หรือ นอนแบ๊บอยู่บนเตียงนอน อาจเกิดแผลกดทับที่ก้น หลัง หรือ ข้อต่อต่างๆ บางรายอาจสำลักอาหารเกิดการอุดกั้นของทางเดินหายใจหรือ ปอดอักเสบได้ อาจเป็นโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบได้ง่าย หรือเป็นแผลถลอกที่กระจกตาดำ นอกจากนี้อาจมีความเครียดทางจิตใจ หรือ โรคซึมเศร้าในผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
การดำเนินโรค
ในรายที่เกิดจากสมองขาดเลือดจากลิ่มเลือดอุดตัน ถ้ามีอาการเล็กน้อย และได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก ก็อาจหายเป็นปกติ หรือฟื้นคืนสภาพได้จนเกือบเป็นปกติ จนช่วยตนเองได้ พูดได้ เดินได้ แต่อาจใช้มือได้ไม่ถนัด
- ในรายที่เป็นรุนแรงหรือได้รับการรักษาไม่ทันท่วงทีก็มักจะมีความพิการหรือบกพร่องทางร่างกาย ซึ่งต้องการการดูแลจากผู้อื่น นั่งรถเข็น หรือใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน ส่วนน้อยที่จะพิการรุนแรง จนต้องนอนแบ๊บอยู่บนเตียง และ ต้องการผู้ดูแลตลอดเวลา หรือ รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ขณะพักรักษาอยู่ในโรงพยาบาล โดยทั่วไป การฟื้นตัวของร่างกายมักจะต้องใช้เวลา ถ้าจะดีขึ้นก็จะเริ่มมีอาการดีขึ้นในเห็นภายใน 2-3 สัปดาห์ และจะค่อยๆฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถช่วยตนเองได้ หรือหายจนเกือบเป็นปกติ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหลัง 6 เดือนไปแล้ว ก็มักจะพิการอย่างถาวร ซึ่งมากน้อยขึ้นกับความรุนแรงของโรคและสภาพร่างกายของผู้ป่วย
- ในรายที่เกิดจากหลอดเลือดสมองแตก ผลการรักษาขึ้นกับตำแหน่ง และ ปริมาณของเลือดที่ออกสภาพของผู้ป่วย (อายุ โรคประจำตัว) และการเกิดภาวะ แทรกซ้อนต่างๆ
- ถ้าเลือดออกในก้านสมอง จะมีอัตราการตายสูงถึงร้อยละ 90 95 ถ้าก้อนเลือดขนาดใหญ่ และ แตกเข้าโพรงสมอง จะมีอัตราการตายถึงร้อยละ 50
- ถ้าเลือดออกที่บริเวณผิวสมองหรือก้อนเลือดขนาดเล็ก และ ไม่แตกเข้าโพรงสมองจะมีอัตราการตายต่ำ ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หากรอดชีวิตก็มักจะมีความพิการอย่างถาวร บางรายอาจจะกลายสภาพเป็นผัก หรือ คนนิทรา อยู่นานหลายปี ในที่สุดมักจะเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ โรคติดเชื้อ ต่างๆ ส่วนผู้ป่วยที่อายุน้อย ซึ่งมักเกิดจากการแตกของหลอดเลือดผิดปกติมาแต่กำเนิด ถ้าแตกตรงตำแหน่งที่ไม่สำคัญ และได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง มาตั้งแต่แรก มักจะสามารถฟื้นหายได้เป็นปกติ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดสมอง แม้ว่าร่างกายจะฟื้นตัวได้ดี แต่ก็คงมีโรคลมชักจากแผลเป็นในสมองแทรกซ้อนตามมาได้ ซึ่งต้องกินยากันชักควบคุมอาการตลอดไป
การป้องกัน
- งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด ลดอาหารที่มีไขมันมาก กินผักและ ผลไม่ให้มากๆ ถ้าน้ำหนักเกินควรลดน้ำหนักและหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแดงแข็งและตับ
- หมั่นตรวจวัดความดันเลือด เบาหวาน ภาวะไขมันในเลือด ถ้าพบว่าผิดปกติ ควรรักษาอย่างจริงจัง เพื่อควบคุมในอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัมพาต
- ถ้าเคยมีอาการอัมพาตชั่วคราวจากสมองขาดเลือดชั่วขณะ หรือ เคยเป็นโรคหัวใจ เช่นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคลิ้นหัวใจรั่ว โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์ และกินยาแอสไพรินหรือยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือดตามแพทย์สั่งเป็นประจำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน
ความชุก
โรคนี้พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยความดันเลือดสูง เบาหวาน ไขมันเลือดสูง คนอ้วน ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด โรคนี้นับว่าเป็นสาเหตุของความพิการทางร่างกายที่พบได้บ่อยในวัยกลางคนและวัยสูงอายุ

*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 3 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 1 13 มี.ค. 2551 (10:24) สาเหตุสำคัญที่สุดของการที่มีลิ่มเลือด (blood clot) ไปสู่สมองคือ การที่เส้นเลือด carotid ที่คอมีการตีบ เพราะมีคอเลสเตอรรอลกับเกล็ดเลือด (platelets) ไปเกาะที่ผนังเส้นเลือด ทำให้ผนังเส้นเลือดไม่เรียบ เลือดไหลอย่างไม่สม่ำเสมอมีการปั่นป่วน (turbulence) ในกระแสเลือด บางทีมีเลือดออกใต้ส่วนที่ตีบ บางส่วนของผนังเส้นเลือดที่เป็นหลุมเป็นบ่อมีเลือดไหลช้าเลยมีโอกาสแข็งตัวขึ้น (clot) วันดีคืนดี (ความจริงวันไม่ดีคืนไม่ดี)เลือดที่แข้งตัวเกาะอยู่ที่ผนังเส้นเลือดหลุด ลอยไปตามกระแสเลือดไปสู่สมอง อาการแล้วแต่ว่าไปส่วนไหนของสมอง
การตีบของเส้นเลือด carotid ที่คอนี้เป็นสาเหตุที่ใหญ่ที่สุดของอัมพาต มากกว่าลิ่มเลือดจากหัวใจหลายเท่า ประมาณกันว่า ๑/๒ ของอัมพาตเกิดจากสาเหตุนี้ ที่สำคัญคือ มีทางป้องกันมีทางรักษาก่อนเป็นอัมพาตถ้าแพทย์สำนึกถึงความสำคัญของเส้นเลือด carotid และคนไข้ได้รับการศึกษาให้รู้อาการเล็กๆน้อยๆที่มักจะเกิดขึ้นก่อนเป็นอัมพาต ตอนที่ยังมีทางรักษาป้องกันได้ ในขณะเดียวกันแพทย็ก็ต้องฟังอาการคนไข้ไม่ใช่บอกผ่านว่าเรื่องเล็กไม่เป็นไร คงหายเอง
อาการทีชวนให้สงสัยว่าอาจมีการตีบของเส้นเลือด carotid มีหลาย
๑) ตาบอดเพียงส่วนหนึ่งของตา มักจะเป็นข้างเดียว อาจเป็นเพียงชั่วคราว เพราะลิ่มเลือดไปอุดเส็นเลือดไป retina ถ้าแพทย์ดูในลูกตาอาจเห็นเส้นเลือดที่อุดตัน
๒) เป็นอัมพาตแขนขา หรือ พูดไม่ออก นึกออกแต่พูดไม่เป็นคำพูด แต่เป็นอยู่ไม่นาน อาจเพียงไม่กี่นาทีไม่กี่ชม. แล้วหายเอง เพราะลิ่มเลือดที่หลุดไปสมองเล็กมาก ถ้าคนไข้นอนใจไม่ไปหาหมอ หรือหมอนอนใจ ไม่ให้ความสำคัญกับอาการที่คนไข้บอก คราวหน้าลิ่มเลือดอาจใหญ่ เกิดอัมพาตถาวร อาการชั่วคราวแบบนี้เรียก TIA (transient ischemic attack) เป็นอาการที่พบบ่อยมาก แต่คนส่วนใหญ่รวมทั้งแพทย์ให้ความสนใจไม่พอ ถ้าไม่เจาะจงถาม คนไข้ก็ไม่บอกคิดว่าเรื่องเล็ก
๓) อีกอย่างคือการเป็นลม ล้มลงโดยไม่มีสาเหตุ อยู่ดีๆก็ล้ม เรียก drop attack อันนี่บางที่เป็นอาการของเส้นเลือด carotid ตีบได้ แต่สาเหตุอื่นก็มาก
อาการทั้งสามอย่างที่กล่าวไว้จะต้องหาสาเหตุโดยไม่รั้งรอ ถ้าแพทย์ฟังเสียงตรงเส้นเลือด carotid ที่คอ อาจจะได้ยินเสียงฟู่ๆ (คล้ายเม้มปากเป่า) เรียก bruit เพราะเลือดในเส้นเลือดไหลปั่นป่วน ถ้าไม่ได้ยินไม่ได้หมายความว่าปกติ เพราะการตีบมากน้อยไม่ได้มีความสัมพันธ์ (correlate) กับความดังของเสียงฟู่ๆ (ตีบน้อยอาจดังมาก ตีบมากอาจดังน้อย) เพียงแต่ชวนให้สงสัยมากขึ้น
คั่นต่อไปคือการตรวจเส้นเลือด carotid โดยใช้ ultrasound ที่เรียกว่า Duplex scan เพื่อวัดความเร็วของกระแสเลือด (เลือดตรงที่ตีบจะไหลเร็วกว่าส่วนไม่ตีบ) ดูความปั่นป่วนของกระแสเลือด ดูผนังเส้นเลือดว่าตีบแค่ไหน มีเลือดออกในผนังหนือเปล่า คำนวนออกมาได้ว่าตีบกี่เปอร์เซ็นต์ ตีบแค่นั้นจะทำให้เลือดไปสมองน้อยลงหรือเปล่า ทั้งหมดนี้จะช่วยศัลยแพทย์ทางเส้นเลือดตัดสินใจว่าควรจะผ่าหรือไม่
จากสถิติที่ยอมรับกันทั่วไป การผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ที่ชำนาญทางด้านนี้จะได้ผลดีกว่าการรักษาทางยามาก อันตรายจากการผ่าตัดมี ไม่ใช่ไม่มี แต่ควรจะน้อยกว่า ๑% ถ้าไม่ผ่าโอกาสเป็นอัมพาตถึง ๕% ต่อปี ทบไปทุกปี หมายความว่า ๓ ปี โอกาสเป็นอัมพาตจะขึ้นถึง ๑๕% แต่ถ้าผ่าตัวเลข ๑% นั้นเพียงตอนผ่า หลังจากนั้นแล้วแทบไม่มีเลย
อย่าลืม ถ้ามีอาการอย่างที่ว่า ถึงแม้จะไม่ถาวร ต้องไปหาแพทย์ ถ้าแพทย์ไม่แน่ใจว่าไม่ใช่เส้นเลือดตีบควรจะต้องส่งตรวจเส้นเลือด carotid ด้วย Duplex scan
ความเห็น 2 14 มี.ค. 2551 (13:02) เป็นบทความที่ให้ความรู้และการป้องกันที่ดีมากๆอยากให้มีผู้แบ่งปันความรู้แบบนี้มากๆ เพราะหมอที่ตรวจรักษาคนไข้ในโรงพยาบาลคงไม่มีเวลาในการอธิบายให้ความรู้กับคนไข้ได้โดยละเอียด รวมถึงเป็นความรู้แก่ที่ใกล้ชิดหรือประสบกับปัญหาจะได้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที
การป้องกันอาการดังกล่าวน่าจะเน้นไปที่การดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคลโดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินควรละเลิกอาหารประเภทไขมันสูง เลือกกินอาหารที่ไปช่วยต้านการก่อลิ่มเลือดชนิดที่พบได้ในเครื่องปรุงอาหารไทยคือกะปิที่ได้จากการหมักเคยเกิดสารประกอบที่มีชื่อว่า Fibrinogen พบว่ามีประสิทธิภาพในการสลายลิ่มเลือดได้ดี โดยเฉพาะในรูปของนำพริกกะปิที่ไม่ผ่านการหุงต้มด้วยความร้อนเลยและเป็นอาหารยอดนิยมที่สืบเนื่องจากบรรพบุรุษมานานที่รู้ถึงรสชาติที่เอร็ดอร่อยแต่ไม่รู้ถึงคุณค่าดังกล่าวเพราะการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ยังไม่มีในยุคนั้นที่จะวิเคราะห์ถึงสิ่งดีๆมีคุณค่าที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างคาดไม่ถึง จึงอย่าลบหลู่
ความเห็น 3 16 มี.ค. 2551 (09:51) ก็ต้องขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากทางมูลนิธิและนิตยสารหมอชาวบ้านด้วยค่ะ http://www.doctor.or.th ที่ให้ความอนุเคราะห์ร่วมมือกับวิชาการ.คอม เพื่อช่วยกันเผยแพร่บทความดีๆ ให้เข้าสู่กลุ่มคนหมู่มากอีกทางหนึ่ง....