 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/35614" type="text/javascript"></script> |
|
|
การสร้างดวงตาเห็นธรรม
ลำดับขั้นการสร้างดวงตาเห็นธรรม ซึ่งเป็นวิธีการลัดเข้าสู่การรู้จักพุทธศาสวนาอย่างถูกต้อง
ผู้เขียน: kaw_47 ชมแล้ว: 3,609 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 11 March 2008, 9:26 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 11 March 2008, 9:37 pm
|
หน้าที่ 1 - ดวงตาเห็นธรรม
ดวงตาเห็นธรรม
ดวงตาเห็นธรรมคืออะไร?
ดวงตาเห็นธรรม คือ การเกิดความเข้าใจต่อความจริงของธรรมชาติที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้เกิดความเข้าใจต่อชีวิตของเราและมนุษย์ทั้งหลายได้อย่างแท้จริง ซึ่งความเข้าใจนี้จะทำให้คำถามที่เกี่ยวกับชีวิตว่า ทำไม? หมดสิ้นไปทันที ซึ่งเปรียบเหมือนกับว่าเมื่อก่อนเราตาบอดมองไม่เห็นอะไร แต่เราได้รับการรักษาจนหาย และสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้อย่างแจ่มแจ้งแล้วนั่นเอง
มนุษย์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาก็เปรียบเหมือนคนตาบอด เพราะไม่เกิดความเข้าใจต่อชีวิตได้อย่างถูกต้องแท้จริง จึงทำให้ดำเนินชีวิตผิดพลาด เมื่อดำเนินชีวิตผิดก็ทำให้ต้องประสบกับความทุกข์ความเดือดร้อนอย่างที่กำลังเป็นกันอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นการมีดวงตาเห็นธรรมจึงเท่ากับทำให้เกิดความเข้าใจต่อชีวิตได้อย่างถูกต้องแท้จริง อันจะส่งผลให้ผู้มีดวงตาเห็นธรรมสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง และมีความทุกข์ความเดือดร้อนน้อยที่สุด หรือไม่มีเลยก็ได้ ถ้ามีการปฏิบัติที่ถูกต้องสมบูรณ์
ดวงตาเห็นธรรมนี่เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเกิดความเข้าใจต่อพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง ตราบใดที่เรายังไม่มีดวงตาเห็นธรรม ตราบนั้นเราก็จะยังไม่รู้จักพุทธศาสนาอย่างถูกต้องได้ แม้เราจะศึกษาพุทธศาสนามาอย่างมากมายแล้วก็ตาม
หลักในการสร้างดวงตาเห็นธรรมก็คือ เราต้องศึกษาชีวิตและสิ่งต่างๆจากสิ่งที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่จริงๆ ที่เราสามารถสัมผัสได้ในปัจจุบันเท่านั้น เราจะไม่เชื่อจากตำราหรือจากใครๆอย่างเด็ดขาด จนกว่าเราจะได้ศึกษาจนเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วเท่านั้น
เราจะศึกษาอย่างไร?
จุดสำคัญในการศึกษาเพื่อให้เกิดดวงตาเห็นธรรมก็คือ ต้องมีสมาธิ หรือมีความตั้งใจอย่างมากในการศึกษา คือเราต้องตั้งใจอ่าน และตั้งใจคิดพิจารณาตามไปด้วยอย่างละเอียดถี่ถ้วน จึงจะเกิดความเข้าใจขึ้นไปเรื่อยๆ จนทำให้เกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาได้ในที่สุด ถ้าเพียงอ่านให้ผ่านๆไปโดยไม่สนในคิดพิจารณาตามอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก็จะไม่สามารถทำให้เกิดความเข้าใจหรือเกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาได้อย่างแท้จริง
บางคนอาจจะมีความเชื่อว่า การที่เราจะเกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาได้นั้น จะต้องมีสมาธิขั้นสูง หรือต้องศึกษาธรรมะขั้นสูงมาอย่างมากมาย หรือต้องมีครูอาจารย์ดีๆ หรือต้องมีความเฉลียวฉลาดอย่างมาก หรือต้องมีบุญบารมีมากๆ จึงจะสามารถศึกษาให้เกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาได้ ซึ่งนี่เป็นความเชื่อที่ผิด
ความจริงแล้ว การเกิดดวงตาเห็นธรรมนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะเพียงเรายอมรับเหตุผลและความจริงที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่จริงๆตามธรรมชาติ ที่เราสามารถสัมผัสหรือพบเห็นได้จริงในปัจจุบัน และศึกษาชีวิตของเราเองอย่างมีหลักการเพียงเล็กน้อย เราก็สามารถเกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาได้แล้วอย่างง่ายดาย
อุปสรรคในการเกิดดวงตาเห็นธรรมคืออะไร?
แต่การที่เราไม่สามารถเกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาได้โดยง่ายนั้น ก็เพราะมีอุปสรรคมาขวางกั้น โดยอุปสรรคอันดับแรกที่จะมาขัดขวางไม่ให้เราเกิดดวงตาเห็นธรรมก็คือ ความยึดถือในความรู้ หรือในความเชื่อที่ได้มาจากตำราบ้าง หรือจากผู้อื่นบ้าง หรือจากการคาดคะเนเอาเองบ้างโดยไม่ยอมวาง แม้ความรู้ที่ได้มานั้นมันจะไม่มีเหตุผล และขัดแย้งกับความจริงที่เราสามารถพบเห็นได้จริงในปัจจุบันก็ตาม อย่างเช่น เรามักจะเชื่อตามตำรา หรือตามคนอื่นว่า จิตหรือวิญญาณของเรานี้ เป็นตัวตนที่แท้จริงของเรา ที่จะคงมีอยู่ได้ตลอดไป โดยไม่มีวันดับหายไปตามร่างกาย คือแม้ร่างกายจะตายไป แต่จิตจะไม่ตายตามนั่นเอง เป็นต้น และจากความเชื่อนี้เองที่เป็นต้นเหตุให้เกิดความเชื่อเรื่องชาติก่อน ชาติหน้า และเรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า รวมทั้งเรื่อง ผี เทวดา นางฟ้า เป็นต้นขึ้นมานั่นเอง ซึ่งจากความจริงที่มีอยู่จริงก็คือ เราไม่เคยมีจิตที่จะสามารถออกจากร่างกายได้เลย และเราก็ไม่เคยได้พบกับสิ่งที่เชื่อกันมาก่อนเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเมื่อไปเชื่อถือในสิ่งที่เราไม่ได้พบเห็นด้วยตัวของเราเองจริงๆ จึงทำให้เราเหมือนคนโง่ที่ปิดตาไม่ยอมมองความจริง แล้วเอาแต่คิดเพ้อฝันถึงแต่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ซึ่งนี่คืออุปสรรคสำคัญอันดับแรก ที่ทำให้เราไม่เกิดดวงตาเห็นธรรม
เราจะใช้หลักการอะไรมาศึกษา?
สิ่งที่เราจะใช้ในการศึกษาเพื่อให้เกิดดวงตาเห็นธรรมก็คือ (๑) กฎสูงสุดของธรรมชาติ และ (๒) ร่างกายและจิตใจของเราเอง ซึ่งกฎสูงสุดของธรรมชาตินี้ ก็คือกฎสูงสุดที่ครอบงำทุกสิ่งทุกอย่างในโลกและแม้ในจักรวาลอยู่ จะไม่มีใครหรือสิ่งใดที่จะอยู่นอกเหนือกฎสูงสุดนี้ไปได้ และเมื่อเราศึกษาจนเกิดความเข้าใจต่อกฎสูงสุดของธรรมชาตินี้ได้อย่างถูกต้องแล้ว เราก็จะนำเอากฎสูงสุดนี้มาศึกษาร่างกายและจิตใจของเราเอง แล้วเราก็จะเกิดดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาได้โดยง่าย
กฎสูงสุดของธรรมชาติเป็นอย่างไร?
ธรรมชาติ คือสิ่งที่ปรากฏให้เราสัมผัสหรือรับรู้ได้จนเป็นของปกติหรือธรรมดา ซึ่งในธรรมชาตินี้จะมีกฎเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดอยู่กฎหนึ่ง ซึ่งเราจะเรียกว่าเป็น กฎสูงสุดของธรรมชาติ หรือ กฎสูงสุดของจักรวาล โดยกฎนี้จะบังคับทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ว่า
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและตั้งอยู่ จะต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้นและตั้งอยู่ทั้งสิ้น
ที่จริงกฎนี้ก็เป็นกฎพื้นฐานง่ายๆที่ใครๆก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่ว่าไม่มีใครสนใจนำมาศึกษาพิจารณาอย่างจริงจัง จึงทำให้ไม่มีใครเกิดความเข้าใจต่อชีวิตอย่างถูกต้องขึ้นมาได้
กฎสูงสุดนี้บอกอะไรกับเรา?
กฎนี้ก็บอกตรงๆอยู่แล้วว่า ทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นวัตถุใดๆก็ตาม และแม้สิ่งที่เป็นพวกจิตใจก็ตาม เมื่อจะเกิดขึ้นมา จะต้องอาศัยทั้งเหตุและปัจจัย (ปัจจัยก็คือเหตุย่อยๆมีอาจมีได้หลายๆเหตุ หรือหมายถึงสิ่งที่มาช่วยสนับสนุน) มาปรุงแต่ง (หรือกระตุ้น หรือสร้าง หรือประกอบ หรือทำ) ให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น และแม้จะตั้งอยู่ ก็ยังต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้ตั้งอยู่ด้วยเหมือนกัน
อีกอย่าง กฎนี้จะบอกกับเราว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะเกิดขึ้นหรือตั้งอยู่ได้เองลอยๆ โดยไม่อาศัยเหตุปัจจัย คือเมื่อไม่มีเหตุและปัจจัยพร้อม สิ่งต่างๆก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ หรือเมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อม และได้ปรุงแต่งให้เกิดสิ่งใดขึ้นมาแล้ว แต่ถ้าเหตุหรือปัจจัยของสิ่งนั้นมันเสื่อมสลายหรือหายไป สิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นก็ย่อมที่จะเสื่อมสลายหรือหายตามไปด้วยทันที
สิ่งสำคัญที่สุดที่กฎสูงสุดนี้บอกเราก็คือ กฎนี้จะบอกกับเราว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุปัจจัย ล้วนไม่มีตัวตนเป็นของตนเองเลย หรือไม่มีตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา) ชนิดที่จะตั้งอยู่ได้ตลอดไป หรือไม่เสื่อสลายหายไป คือทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาล้วนจะต้องมีความเสื่อมสลายอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว มันก็ต้องแตกสลาย (ใช้กับวัตถุ) หรือดับหายไป (ใช้กับจิตใจ) อย่างแน่นอน ไม่มีสิ่งใดที่จะเกิดขึ้นมาแล้วจะสามารถตั้งอยู่ตลอดไปชั่วนิรันดรได้
วัตถุมีตัวตนที่แท้จริงหรือไม่?
ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆก็คือ ผลแอปเปิล ที่ต้องอาศัยต้นแอปเปิลเป็นเหตุ และอาศัยดิน, ปุ๋ย, น้ำ, อากาศ, และแสงแดดเป็นปัจจัยอย่างพร้อมเพียง จึงเกิดมีผลแอปเปิลขึ้นมา และแม้ขณะที่ตั้งอยู่ ผลแอปเปิลก็ยังต้องอาศัยดิน, น้ำ, ความร้อน, และอากาศ มาเป็นเหตุและปัจจัยเพื่อปรุงแต่งให้มันตั้งอยู่ด้วยเหมือนกัน
ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่มีต้นแอปเปิล ถึงแม้จะมีดิน มีปุ๋ย มีน้ำ มีอากาศ และมีแสงแดดอย่างพร้อมเพียง ก็จะไม่เกิดมีผลแอปเปิลขึ้นมาได้ หรือถึงแม้จะมีต้นแอปเปิล แต่ขาดปุ๋ย หรือขาดน้ำ หรือขาดแสงแดด หรือขาดอากาศ มันก็ไม่เกิดมีผลแอปเปิลขึ้นมาได้อีกเหมือนกัน
จุดสำคัญที่เราจะนำมาพิจารณาก็คือ ผลแอปเปิลนั้น มันไม่ได้มีสภาวะที่จะมาเป็นตัวตนของมันเองจริงๆเลย เพราะอะไร? ก็เพราะผลแอปเปิลนั้น มันเป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งหรือสร้างขึ้นมาโดยอาศัยสิ่งอื่นหลายๆสิ่ง (หรือหลายๆปัจจัย) สร้างขึ้นมา คือมันต้องอาศัยดิน (หรือปุ๋ย), น้ำ, ความร้อน, และอากาศ (ก๊าซ) มาเป็นเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดเป็นวัตถุชนิดหนึ่งขึ้นมา ที่เรามาสมมติเรียกว่า ผลแอปเปิล ดังนั้นจึงเท่ากับว่า ผลแอปเปิลจริงๆแล้วมันไม่มี แต่สิ่งที่มีอยู่นั้น มันเป็นเพียงสิ่งที่เรียกว่า สิ่งปรุงแต่ง หรือสิ่งที่ถูกสร้างหรือประกอบขึ้นมาจากสิ่งอื่นเท่านั้น เมื่อเราแยกเอาดิน หรือน้ำ หรือความร้อน หรืออากาศออกไป สภาวะที่เราสมมติเรียกว่าผลแอปเปิลนั้นก็จะหายไปทันที หรือเมื่อเราปล่อยผลแอปเปิลนั้นไว้ในที่อุณหภูมิปกติ ผลแอปเปิลนั้นก็จะค่อยๆแห้งเหี่ยวลง และกลายเป็นดินไปในที่สุดเมื่อปล่อยทิ้งไว้นานๆ
วัตถุทั้งหลาย และแม้พลังงานทั้งหลายก็ตาม ก็ล้วนมีลักษณะที่ไม่ต่างอะไรกับผลแอปเปิล คือไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง หรือต้องอาศัยสิ่งอื่นๆมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น ซึ่งโดยสรุปแล้ว วัตถุทั้งหลายล้วนต้องอาศัยวัตถุธาตุ (ธาตุ หมายถึง สิ่งที่ย่อยจนเหลือเล็กที่สุดแล้ว) ๔ อย่าง คือ ของแข็ง, ของเหลว, ความร้อน, และก๊าซ มาปรุงแต่งให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น (นักวิทยาศาสตร์บอกว่าวัตถุทั้งหลายเกิดมาจากการรวมตัวกันของอะตอมจำนวนมหาศาล ส่วนอะตอมก็ประกอบด้วยอนุภาคเล็กๆ ๓ ชนิด คือโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน และแม้อนุภาคเหล่านี้ก็ยังเป็นแค่เพียงพลังงานที่อัดแน่นจนเกิดเป็นรูปร่างขึ้นมาเท่านั้น)
สิ่งที่มีตัวตนที่แท้จริงมีอยู่จริงหรือไม่?
สิ่งที่มีตัวตนที่แท้จริง (อัตตา) นั้น จะมีลักษณะที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นมาเป็นเหตุและปัจจัยเพื่อปรุงแต่งหรือสร้างมันขึ้นมาเลย คือมันจะมีสภาวะเป็นตัวตนของมันเองจริงๆ และสภาวะนั้นจะไม่มีวันเสื่อสลายหายไปอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีสิ่งใดมาทำลายก็ตาม หรือไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านพ้นไปสักเท่าใดก็ตาม เรียกว่ามันจะเป็นอมตะ หรือไม่ตาย หรือจะตั้งอยู่ไปชั่วนิรันดร
ตามหลักพุทธศาสนาแล้วจะสอนว่า ไม่มีสิ่งใดหรือสภาวะใดที่จะเป็นตัวตนที่แท้จริงได้เลย คำพูดว่า ตัวตนที่แท้จริง นี้ เป็นเพียงความเชื่อ หรือการคาดคะเนขึ้นมาเองว่ามันมีอยู่จริงเท่านั้น ซึ่งความเชื่อเรื่องว่าจิตหรือวิญญาณของคนเรานี้เป็นตัวตนที่แท้จริง ที่จะสามารถออกจากร่างกายที่ตายแล้วไปเกิดยังร่างกายใหม่ๆได้นั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่หลักคำสอนของพุทธศาสนาเลย แต่เป็นหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ที่ปลอมปนเข้ามาอยู่ในพุทธศาสนามาช้านานแล้ว โดยชาวพุทธไม่รู้ตัว
พุทธศาสนาที่แท้จริง จะมีหลักการเดียวกับหลักวิทยาศาสตร์ คือมีเหตุผล และศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริงเท่านั้น รวมทั้งจะไม่เชื่อจากตำราหรือจากใครๆทั้งสิ้น จนกว่าจะเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง และได้พิสูจน์ทดลองจนเห็นผลขึ้นมาอย่างแน่ชัดแล้วเท่านั้น
ดังนั้นเราจะต้องเลือกเอาว่า เราจะเชื่อเรื่องลึกลับ (คือเชื่อตามตำรา หรือตามคนอื่น ที่เชื่อเรื่องลึกลับไกลตัวที่พิสูจน์ไม่ได้ เช่นเรื่องจิตหรือวิญญาณออกจากร่างไปเกิดใหม่ หรือเรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า เรื่องผี เทวดา นางฟ้า เป็นต้น) ที่เป็นหลักของศาสนาพราหมณ์ ที่ปลอมปนเข้ามาอยู่ในพุทธศาสนา หรือจะเชื่อหลักวิทยาศาสตร์ ที่เป็นหลักที่แท้จริงของพุทธศาสนา ถ้าเรายังเชื่อตามหลักศาสนาพราหมณ์อยู่ เราก็จะไม่มีวันได้พบความจริงของชีวิต แต่ถ้าเราเชื่อหลักวิทยาศาสตร์ เราก็จะได้พบกับความจริงของชีวิตโดยไม่ยากเลย
ร่างกายมีตัวตนที่แท้จริงหรือไม่?
ถ้าเราเข้าใจแล้วว่า วัตถุทั้งหลายไม่มีตันตนที่แท้จริง ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ที่จะเข้าใจว่าร่างกายก็ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เพราะโดยสรุปแล้วร่างกายก็ประกอบขึ้นมาจากอวัยวะต่างๆมากมาย และอวัยวะต่างๆก็ล้วนประกอบขึ้นมาจากวัตถุธาตุทั้งสิ้น คือร่างกายก็ต้องอาศัยพ่อและแม่ร่วมกันสร้างขึ้นมา รวมทั้งยังต้องอาศัยอาหาร, น้ำ, ความอบอุ่น, และอากาศบริสุทธิ์ เพื่อมาปรุงแต่งให้ร่างกายคงอยู่หรือตั้งอยู่ได้ ถ้าขาดปัจจัยใดไป ร่างกายก็ย่อมที่จะแตกสลายไปอย่างแน่นอน อีกอย่างร่างกายก็ไม่สามารถที่จะตั้งอยู่ไปชั่วนิรันดรได้ เพราะสุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว ร่างกายก็ต้องตายไปอย่างแน่นอน
นี่คือลักษณะของร่างกายที่ไม่มีตันตนที่แท้จริง ที่เราจะต้องพิจารณาให้เข้าใจก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อที่จะไปศึกษาให้เกิดความเข้าใจเรื่องว่าจิตใจก็ไม่มีตัวตนที่แท้จริงต่อไป แต่ถ้าเรายังไม่เข้าใจเรื่องว่าร่างกายไม่มีตัวตนที่แท้จริงนี้เสียแล้ว เราก็จะไม่สามารถเข้าใจได้ว่า จิตใจไม่มีตัวตนที่แท้จริงได้อย่างไร
จิตใจมีตัวตนที่แท้จริงหรือไม่?
จิต หรือใจนี้โดยสรุปก็คือ สิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้นั่นเอง (ส่วนคำว่า วิญญาณ นั้นพุทธศาสนาจะหมายถึง การรับรู้ของจิต ไม่ได้หมายถึง ผี หรือ ตัวตนที่จะอออกจากร่างกายที่ตายแล้วไปเกิดใหม่ได้ อย่างความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ โปรดเข้าใจใหม่ให้ถูกต้อง) เราอย่าไปสนใจว่าใครจะบอกว่าจิตเป็นสิ่งลึกลับมหัศจรรย์ชนิดที่เราไม่สามารถศึกษาให้เกิดความเข้าใจมันได้ เพราะความจริงแล้วจิตก็คือสิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้ตามธรรมดานี่เอง เมื่อมันเป็นของธรรมดา เราก็สามารถที่จะศึกษาให้เกิดความเข้าใจมันได้ แต่ถ้ามันเป็นสิ่งลึกลับมหัศจรรย์ เราก็จะไม่สามารถศึกษาให้เกิดความเข้าใจมันได้เลย
ที่จริงแล้วการศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า จิตไม่มีตัวตนที่แท้จริงนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะจิตก็มีลักษณะพื้นฐานที่ไม่ต่างอะไรกับร่างกาย คือมันก็ต้องอาศัยสิ่งอื่นเพื่อมาปรุงแต่งให้มันเกิดขึ้นและตั้งอยู่ด้วยเหมือนกัน ดังนั้นจิตจึงไม่มีตัวตนที่แท้จริงเหมือนกับร่างกายนั่นเอง
ลักษณะพื้นฐานของจิตก็คือ จิตจะต้องอาศัยร่างกายที่ยังไม่ตายเพื่อเกิดขึ้นมารับรู้และรู้สึกต่อสิ่งต่างๆทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ(ที่สมอง) ถ้าร่างกายตาย ก็จะไม่มีจิตเกิดขึ้นมาได้ เหมือนกระแสไฟฟ้า ที่ต้องอาศัยแบตเตอร์รี่ที่ยังดีอยู่ หรือไดนาโมที่หมุนอยู่ เพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าให้เกิดขึ้นมา อีกทั้งจิตเมื่อจะคิด ก็ยังต้องอาศัยความทรงจำที่สมองเก็บเอาไว้มาใช้คิด ถ้าไม่มีความทรงจำจากสมอง จิตก็คิดอะไรไม่ได้ เหมือนเด็กที่เพิ่งเกิดมาใหม่ๆ หรือถ้าสมองเสียจิตก็ไม่สามารถจำและคิดอะไรได้ เอาแต่นอนหลับเป็นเจ้าชายนิทรานั่นเอง
สรุปได้ว่า จิตไม่ได้มีตัวตนที่แท้จริงเลย เพราะจิตก็ต้องอาศัยร่างกายเพื่อเกิดขึ้นมา และอาศัยความทรงจำจากสมองของร่างกายเพื่อมาคิด ถ้าไม่มีร่างกาย ก็จะไม่มีจิต ถ้าไม่มีความทรงจำก็คิดไม่ได้ ซึ่งนี่คือความจริงที่มีอยู่จริง ที่เราทุกคนก็สามารถเข้าใจได้ เพียงยอมรับเหตุผลและยอมรับความจริงที่มีอยู่จริงเท่านั้น แต่ถ้าเราไม่ยอมรับเหตุผลและไม่ยอมรับความจริง (คือยังเชื่อตามคนอื่นหรือตามตำราอย่างเดียวทั้งๆที่ไม่มีเหตุผลและไม่มีของจริงมายืนยัน) เราก็จะไม่สามารถเข้าใจถึงความจริงของชีวิตได้ และเมื่อเราเข้าใจถึงความจริงนี้แล้ว ก็จะทำให้เราเข้าใจได้ทันทีว่า เรื่องภายหลังจากความตายของร่ายกายทั้งหลาย ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์นั้น ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นไปได้เลย
เราคืออะไร?
สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการเกิดดวงตาเห็นธรรม หรือการเกิดความเข้าใจว่าไม่มีสิ่งใดหรือสภาวะใดที่จะมาเป็นตัวตนที่แท้จริงของเราได้นั้นก็คือ ความรู้สึกว่ามีเราอยู่ในโลก คือเราทุกคนก็ย่อมที่จะมีความรู้สึกว่ามีตัวเองอยู่จริงๆ เพราะความรู้สึกมันบอกเช่นนั้นจริงๆ ซึ่งเราก็ต้องเข้าใจว่า แท้จริงแล้ว ความรู้สึกว่ามีตัวเรานี้ ก็มาจากจิต แต่เมื่อจิตก็ไม่ได้มีตัวตนที่แท้จริงเสียแล้ว แล้วความรู้สึกของจิต มันจะมาเป็นตัวตนที่แท้จริงได้อย่างไร?
ความรู้สึกว่ามีตัวเรานี้ มันมาจากสัญชาติญาณว่ามีตัวเอง (สัญชาติญาณ คือความรู้หรือความเข้าใจว่ามีตัวเอง ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับชีวิตตามธรรมชาติ โดยไม่มีใครสอน) ที่ธรรมชาติมอบให้มากับทุกชีวิต เพื่อให้ทุกชีวิตรักตัวเอง เพื่อที่จะได้ดูแลรักษาตัวเองให้คงอยู่ต่อไป จะได้ไม่สูญพันธุ์ไปจากโลก ซึ่งสัตว์และพืชทั้งหลายก็ล้วนมีสัญชาติญาณนี้ด้วยกันทั้งสิ้น
แต่มนุษย์เรานี้มีสมองที่พิเศษที่สามารถจำสิ่งต่างๆได้มาก และคิดได้พิสดาร ซึ่งจากความพิเศษนี้เอง ที่กลับมาเป็นโทษแก่มนุษย์เสียเอง เพราะทำให้มนุษย์มีความคิดไปในทางเอาสัญชาติญาณว่ามีตัวเองนี้ มาปรุงแต่งให้มีความเข้มข้นขึ้น จนกลายมาเป็นความยึดถือว่ามีตัวเอง แล้วก็เกิดเป็นความทุกข์ทั้งหลายของจิตใจขึ้นมา รวมทั้งยังทำให้เกิดความเห็นแก่ตัวขึ้นมา จนทำให้เกิดการเบียดเบียนผู้อื่น และสร้างความเดือดร้อนขึ้นมามากมาย จนโลกหาสันติภาพไม่ได้อย่างเช่นในปัจจุบัน
สรุปได้ว่า ถ้ามนุษย์จะมีดวงตาเห็นธรรม หรือเกิดความเข้าใจต่อชีวิตได้อย่างถูกต้องแท้จริงแล้ว มนุษย์ก็จะรู้จักดำเนินชีวิตให้ถูกต้องได้ และมีความสงบสุข รวมทั้งมีความทุกข์น้อยลง ตลอดจนไม่มีความทุกข์ทางจิตใจเลยได้ อีกทั้งยังจะทำให้มนุษย์มีความเห็นแก่ตัวลดน้อยลง หรือไม่เห็นแก่ตัวเลยได้ อันจะส่งผลให้มวลมนุษย์มีสันติสุข และโลกมีสันติภาพขึ้นมาได้โดยง่าย จึงขอฝากให้ทุกคนนำเอาเรื่องการสร้างดวงตาเห็นธรรมนี้ไปคิดพิจารณาให้ละเอียดลึกซึ้ง และถ้าเห็นว่ามีประโยชน์ ก็ขอให้ช่วยกันเผยแพร่ต่อไป.
สรุปลำดับขั้นการเกิดดวงตาเห็นธรรม
(๑) "ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น หรือตั้งอยู่ก็ตาม ล้วนต้องอาศัยทั้งเหตุและปัจจัย (ปัจจัย หมายถึง สิ่งที่มาช่วยสนับสนุน) เพื่อมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น หรือตั้งอยู่ ทั้งสิ้น"
(๒) "ไม่มีสิ่งใดที่จะเกิดขึ้นมาได้เองลอยๆ โดยไม่อาศัยเหตุและปัจจัย"
(๓) ร่างกายที่ยังไม่ตายนี้ ต้องอาศัย อาหาร, น้ำ, ความร้อน, และอากาศบริสุทธิ์ เพื่อมาปรุงแต่งให้ตั้งอยู่ ถ้าขาดปัจจัยใดไป ร่างกายก็ย่อมที่จะแตกสลาย หรือตาย ไปทันที
(๔) สรุปได้ว่า "ร่างกายของเราจริงๆนั้นไม่มี" มีแต่สิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาชั่วคราว และสมมติเรียกว่า "ร่างกาย" เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ควรยึดถือ ว่าร่างกายนี้เป็นเรา หรือร่างกายของเรา รวมทั้งไม่ควรยึดถือ ว่ามีร่างกายของใครๆอีกด้วย ถ้าโง่ไปยึดถือ ก็จะเป็นทุกข์
(๕) จิต หรือ ใจ ก็เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยร่างกายที่ยังไม่ตายเพื่อเกิดขึ้นมารับรู้สิ่งต่างๆ และยังต้องอาศัยความทรงจำจากสมองเพื่อมาใช้คิดนึก ถ้าไม่มีร่างกายที่ยังไม่ตาย ก็ไม่มีจิต หรือถ้าไม่มีความทรงจำจากสมอง ก็คิดนึกอะไรไม่ได้
(๖) สรุปได้ว่า "จิตใจของเราจริงๆนั้นไม่มี" มีแต่สิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น และสมมติเรียกว่า "จิตใจ" เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ควรยึดถือ ว่าจิตใจนี้เป็นเรา หรือเป็นจิตใจของเรา รวมทั้งไม่ควรยึดถือ ว่ามีจิตใจของใครๆอีกด้วย ถ้าโง่ไปยึดถือ ก็จะเป็นทุกข์
(๗) "ความรู้สึกว่ามีเรา" นี้ เป็นเพียงความรู้สึกของจิต ที่อาศัยสัญชาติญาณว่ามีตัวเอง (สัญชาติญาณ หมายถึง ความรู้ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับชีวิต ตามธรรมชาติ โดยไม่มีใครมาสอน) กับความทรงจำจากสมอง มาร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกว่ามีเรานี้ขึ้นมา ดังนั้น เมื่อจิตก็ยังไม่มีตัวตน แล้วความรู้สึกว่ามีเรา ที่เป็นเพียงความรู้สึกของจิต จะมีตัวตนที่แท้จริงได้อย่างไร?.
(๘) พระพุทธเจ้าทรงสรุปคำสอนทั้งหมดของพระองค์ไว้ในประโยคที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใครๆไม่ควรเข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวตน คือไม่ว่าจะเป็นร่างกายและจิตใจของเราหรือของใครๆก็ตาม ก็ยึดถือว่าเป็นเราหรือของเราหรือของใครๆไม่ได้ ถ้าโง่ไปยึดถือก็จะเป็นทุกข์ แต่ถ้ามีปัญญา (มีดวงตาเห็นธรรม) แล้วไม่ยึดถือก็จะไม่เป็นทุกข์.
จบ
อันที่จริง ตัวเรา มิได้มี
แต่พอโง่ มันเป็นผี โผล่มาได้
พอหายโง่ ตัวเรา ก็หายไป
พอโง่ใหม่ โผล่ใหม่ ดูให้ดี
(พุทธทาส ภิกขุ).
(ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ ฉันคืออะไร? จากเวบไซต์ www.whatami.net)
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม