ทราบไหมว่า 1 ใน 3 ส่วนของพลังงานที่ดวงอาทิตย์ปลดปล่อยเป็นพลังงานแสง ส่วน 2 ใน 3 เป็นพลังงานความร้อน กรณีของหลอดไฟฟ้าจากพลังงานไฟฟ้าที่หลอดได้รับ 90% ถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อน และ 10% เป็นพลังงานแสง ดังนั้น เวลาอยู่กลางแดดหรือเวลาเอามือจับหลอดไฟ เราจึงรู้สึกร้อน นักวิทยาศาสตร์เรียกแสงประเภทนี้ว่า แสงร้อน ซึ่งตรงกันข้ามกับ แสงเย็น ที่ออกมาจากหิ่งห้อย
ในกรณีของหิ่งห้อย 90% ของสารเคมีในตัวหิ่งห้อยถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานแสง และ 10% ที่เหลือถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน นั่นหมายความว่า ถ้าเราต้องการจะให้แสงจากหิ่งห้อยร้อนเท่าแสงจากหลอดไฟ เราต้องใช้หิ่งห้อยถึง 1,000 ตัว!!
มนุษย์เห็นหิ่งห้อยมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ และคงคิดว่ามันเป็นแมลงมหัศจรรย์ เพราะสามารถเปล่งแสงได้ หลายๆ คน คุ้นเคยกับหิ่งห้อยบริเวณต้นลำพูจากนิยายอมตะของทมยันตีเรื่องคู่กรรม ในสารานุกรมไทยได้อ้างอิงถึงนิยายปรัมปราอีกเรื่องที่เล่าว่า พระยาหิ่งห้อยหลงรักลูกสาวพระยาลำพู จึงยกพวกมาเป็นขบวน ประดับไฟสวยงาม เพื่อมาขอเจ้าสาว
หิ่งห้อยเป็นแมลงที่เจริญเติบโตโดยเริ่มจากไข่ หนอน ดักแด้ จนโตเต็มที่ มีปีก 2 ชุดที่ซ้อนทับกันคือ ปีกนอกแข็ง สำหรับป้องกันตัว ส่วนปีกในนุ่มกว่า ตาหิ่งห้อยประกอบด้วยเลนส์ขนาดเล็กมากมายเรียงรายทำให้สามารถเห็นได้หลายทิศทางพร้อมกัน หนวดของหิ่งห้อยช่วยในการดมกลิ่น เวลาหิ่งห้อยตัวเมียวางไข่ มันจะวางครั้งละหลายร้อยฟองบนดิน กิ่งไม้หรือใบหญ้าในระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม และเมื่อวางไข่แล้ว หิ่งห้อยตัวเมียจะไม่หวนกลับมาดูแลไข่อีก ไข่หิ่งห้อยเรืองแสงได้เล็กน้อย เมื่อเวลาผ่านไปราว 3 สัปดาห์ ไข่จะฟักเป็นหนอน หนอนที่รอดชีวิตจะอยู่นิ่งในเวลากลางวัน และออกหากินในเวลากลางคืน โดยมันจะกินอาหารนาน 1-2 ปี เพื่อเปลี่ยนสภาพเป็นดักแด้ จากนั้นจึงฝังตัวใต้ดินเพื่อพักผ่อน และงอกปีก เมื่อปีกสมบูรณ์หิ่งห้อยจะออกจากที่ซ่อนเป็นหิ่งห้อยเต็มตัว พฤติกรรมประหลาดอย่างหนึ่งของหิ่งห้อยที่โตเต็มที่คือ การไม่กินอาหาร นอกจากน้ำค้างบนใบหญ้าใบไม้ ดังนั้น ชีวิตหิ่งห้อยจึงสั้นคืออยู่ได้นานเพียง 3 อาทิตย์ แล้วมันก็ตาย
หิ่งห้อยที่พบเห็นบ่อยมักให้แสงสีเหลือง เขียว เหลืองฟ้า และแดงส้ม หิ่งห้อยที่เราเห็นบินว่อนตามพุ่มไม้ มักเป็นหิ่งห้อยตัวผู้ ส่วนหิ่งห้อยตัวเมียชอบเกาะนิ่งตามกิ่งไม้และใบไม้ นักวิทยาศาสตร์พบว่า หิ่งห้อยใช้แสงกะพริบสื่อสารกับเพศตรงกันข้าม เพื่อบอกความพร้อมในการสืบพันธุ์และตำแหน่งที่มันอยู่ โดยตัวผู้กะพริบแสงก่อน หากตัวเมียเห็นแสง เห็นลีลาการกะพริบ หรือเห็นความถี่ในการส่งสัญญาณ และมันพอใจ มันจะส่งสัญญาณตอบกลับเพื่อให้ตัวผู้รู้ และบินไปหามันได้ถูก
หิ่งห้อยต่างชนิดกัน มีวิธีการสื่อสารไม่เหมือนกัน เช่น กะพริบแสงเร็วช้าต่างกัน จังหวะการกะพริบแสงยังขึ้นกับอุณหภูมิด้วย เช่น ที่อุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียส มันกะพริบนาทีละ 8 ครั้ง เวลาอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 28 องศาเซลเซียส กะพริบ 15 ครั้งต่อนาที เป็นต้น นอกจากนี้ แสงที่เปล่งออกมาก็อาจเปลี่ยนสีได้ตามตำแหน่งที่มันอยู่
ความสามารถในการเรืองแสงได้ของหิ่งห้อย เกิดจากเอ็นไซม์ชนิดหนึ่ง (ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง) ที่มีชื่อเรียกว่า ลูซิเฟอเรส (Luciferase) ทำหน้าที่เปลี่ยนสารตั้งต้นคือ ลูซิเฟอริน (Luciferin) ให้เป็นสารผลิตภัณฑ์อื่นโดยในระหว่างกระบวนการดังกล่าวอาศัยออกซิเจนช่วย ซึ่งในที่สุดได้สารผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า ออกซีลูซิเฟอริน (Oxyluciferin) พร้อมให้พลังงานแสงออกมาด้วย
นักวิทยาศาสตร์พบว่า นอกจากหิ่งห้อยแล้ว สิ่งมีชีวิตอื่น เช่น แมงกะพรุน แบคทีเรีย แพลงตอนทะเล ปลาหมึกทะเล ก็ให้แสงเย็นผ่านกระบวนการทำงานของเอ็นไซม์เช่นกัน แต่เป็นเอ็นไซม์ต่างชนิดกัน สารตั้งต้นที่ใช้ และสารผลิตภัณฑ์ที่ได้ก็ต่างกัน
ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เก่งถึงขนาดที่ว่า นำความรู้เรื่องการเรืองแสงในสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในงานวิจัยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น ปลาม้าลายเรืองแสงที่สร้างขึ้นเพื่อติดตามการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ซึ่งร่นระยะเวลาและลงทุนน้อยกว่าการใช้หนูทดลอง หนูและหมูเรืองแสงที่สร้างขึ้นเพื่อศึกษาสเตมเซลล์ สเปิร์มเรืองแสงที่สร้างขึ้นเพื่อติดตามศึกษายีนที่ทำให้เป็นหมัน เป็นต้น
ความเห็น 2 5 เม.ย. 2552 (00:48) ขอบคุณครับสำหรับบทความและเรื่องราวดี ๆ